พระเจ้าช้างเผือก (1940)

พระเจ้าช้างเผือก

พระเจ้าช้างเผือก (พ.ศ.2483) หนังไทย : สันธ์ วสุธาร 💔

เวลากินข้าว ถ้าอาหารไม่อร่อยเลย เป็นคุณจะทำอย่างไร? คายทิ้ง ด่าคนทำ หรือฝืนกิน ชมว่าใช้ได้แต่ยังต้องพัฒนาอีก, พระเจ้าช้างเผือกเป็นหนังที่มีความตั้งใจดี แต่ผลลัพท์ออกมาน่าผิดหวังรุนแรง ระดับที่สร้างความอับอายขายหน้าให้กับประเทศชาติ แต่กลับได้รับการยกย่องแบบผิดหูผิดตา นี่หมายถึงเรากำลังโกหกตัวเองอยู่หรือเปล่า

คำเตือน: บทความนี้มีทัศนคติในแง่ลบอย่างมาก โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน ไม่ควรเชื่อในทุกสิ่งที่ผมพูด จริงแท้แค่ไหนคุณต้องหามาพิจารณาด้วยตนเอง บางทีอาหารไม่อร่อยอาจถูกปากคุณก็เป็นได้

ใน “100 ภาพยนตร์ไทยที่คนไทยควรดู” ของหอภาพยนตร์ไทย พระเจ้าช้างเผือกเป็นภาพยนตร์ดำเนินเรื่อง (ขนาดยาว) ที่เก่าที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดของภาพยนตร์ไทย (เรื่องเดียวที่รอดผ่านพ้นสงครามโลกครั้งที่ 2 มาได้) ด้วยความเก่าแก่ที่ยาวนานขนาดนี้ ถ้าคุณเป็นคนไทยก็ควรหามาดู ศึกษาและทำความเข้าใจประวัติ เหตุผลการสร้าง และความสำคัญของหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่ไว้เพื่อเทิดทูนเหนือหัว แต่ให้รู้จักกับประวัติศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังมีหลงเหลืออยู่

กระนั้นมันก็ไม่ได้การันตีว่าหนังจะมีคุณภาพในระดับที่น่าพอใจ ผมเรียนรู้ประสบการณ์การดู ‘หนังไทยคลาสสิค’ มาสองสามเรื่อง เห็นทัศนคติผู้กำกับหนังไทย ที่ยังทำได้แค่เลียนแบบและตามแฟชั่นต่างประเทศเท่านั้น ยังไม่สามารถสร้างความโดดเด่นให้เป็นตัวของตนเองได้

พระเจ้าช้างเผือกเป็นภาพยนตร์ไทยที่นายปรีดี พนมยงค์เป็นผู้สร้างขึ้น ขณะเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชกาลที่ 8 และควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในรัฐบาลของนายกรัฐมนตรีหลวงพิบูลสงคราม, ตอนนั้นเป็นช่วงความขัดแย้งระดับนานาชาติเริ่มคุกกรุ่น สงครามโลกครั้งที่ 2 เริ่มต้นขึ้นแล้วและกำลังรุกรานเข้ามารอบๆเมืองไทย ในยุโรป อเมริกา มีภาพยนตร์ชวนเชื่อ (Propaganda) หนังปลุกใจรักชาติเกิดขึ้นมากมาย แต่ยังไม่มีผู้สร้างหนังไทยที่มีความสนใจ หรือมีทุนสร้างขณะนั้น, ในเกร็ดหนังไม่เคยมีเขียนไว้ แต่ผมเชื่อว่าหนังย่อมต้องใช้ทุนสร้างจากรัฐบาล เพราะนายปรีดี พนมยงค์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และควบหน้าที่ผู้อำนวยการสร้างหนังเรื่องนี้ด้วย ท่านคงหาไม่สรรหาทุนจากที่อื่นเป็นแน่

ด้วยจุดประสงค์ให้เป็นการประชาสัมพันธ์ความเป็นชาติรัฐของไทยในช่วงเวลานั้น (เชิงชวนเชื่อ) ปลุกใจให้คนไทยรักชาติ นายปรีดี พนมยงค์จึงเขียนหนังสือ มีเรื่องเกี่ยวกับองค์พระมหากษัตริย์ไทยในอดีต ‘พระเจ้าช้างเผือก’ หรือ พระเจ้าจักรา กษัตริย์ไทย ขณะทำสงครามและยุทธหัตถุระหว่างอโยธยากับหงสาวดี ที่เกิดขึ้นจากความโลภของกษัตริย์เพียงองค์เดียวทำให้เดือดร้อนไพร่ฟ้าทั้งแผ่นดิน สะท้อนกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในแผ่นดินไทยขณะนั้น ที่กำลังทำสงครามรอบด้านเพื่อปกป้องประเทศจากการรุกรานของญี่ปุ่นและ ชาติตะวันตกในช่วงสงครามโลก

จากที่ผมลองสืบเสาะค้นหาข้อมูลประวัติศาสตร์ พบว่า พระเจ้าช้างเผือกในหนังเรื่องนี้ ไม่ใช่กษัตริย์ที่มีอยู่จริงนะครับ เป็นตัวละครที่แต่งขึ้น โดยทำการผนวกอ้างอิงจากกษัตริย์ 2 พระองค์คือสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ชื่อพระเจ้าช้างเผือก เป็นฉายาของพระมหากษัตริย์ ที่มีความเชื่อว่า ยุคสมัยใดที่บ้านเมืองค้นพบช้างเผือกได้เยอะ แสดงถึงบุญบารมีของของพระเจ้าแผ่นดินที่มีมาก ชาติบ้านเมืองจะเข้มแข็ง ร่มเย็นเป็นสุข จักถูกตั้งสมญาว่า ‘พระเจ้าช้างเผือก’, ในประวัติศาสตร์อโยธยา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พระนามเดิม พระเทียรราชา) และสมเด็จพระบรมราชาที่ 3 (พระบรมโกศ) เพียง 2 พระองค์ที่ได้รับสมญาว่า ‘พระเจ้าช้างเผือก’ ซึ่งในรัชสมัยของพระมหาจักรพรรดิมีช้างเผือกถึง 7 เชือก

สงครามช้างเผือกในสมัยพระมหาจักรพรรดิ เกิดเนื่องจากความอิจฉาของพระเจ้าบุเรงนอง ที่พอได้ยินว่าท่านมีช้างเผือกถึง 7 เชือก จึงส่งเครื่องราชบรรณาการมาถวายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเพื่อทูลขอช้างเผือก 2 เชือก แต่ท่านไม่ยอมให้ จึงเกิดสงครามระหว่างอโยธยาและหงสา ด้วยความเสียหายสูญเสียอย่างมากในการสงคราม พระมหาจักรพรรดิจึงขอเจรจาสงบศึกเป็นไมตรี จากที่ควรจะเสียช้างเผือกแค่ 2 เชือกกลายเป็น 4 เชือก และทำให้สมเด็จพระนเรศวร ขณะนั้นทรงพระชมมายุได้ 9 พรรษาถูกนำเสด็จไปประทับที่กรุงหงสาวดีเพื่อเป็นองค์ประกัน

ที่ผมเล่ามาคือประวัติศาสตร์จริงที่เกิดขึ้นนะครับ ไม่ใช่เรื่องย่อของหนัง ที่ได้ทำการดัดแปลงราวกับเขียนประวัติศาสตร์ขึ้นมาใหม่, ส่วนตัวผมรู้สึกว่าเป็นสิ่งที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง เพราะนี่เป็นภาพยนตร์ที่บันทึกเรื่องราวประวัติศาสตร์ มีส่วนผสมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง แต่การบิดเบือนไม่ใช่เพื่อให้เกิดอรรถรสที่กลมกล่อมหรือลงตัว แต่เปลี่ยนทั้งเหตุการณ์เพื่อสร้างค่านิยมรูปแบบใหม่ให้กับคนไทยสมัยนั้น ตระหนักถึงความสำคัญของชาติและร่วมมือกันต่อสู้ขับไล่ภัยจากภายนอกให้ประเทศชาติกลับมาร่มเย็นเป็นสุขอีกครั้ง

นี่เป็นหนังที่มีความเหยียด (Racist) รุนแรงมากๆ ผมไม่รู้ตอนฉายในไทยได้รับการตอบรับเป็นอย่างไร แต่ระดับความเหยียดของหนังเรื่องเทียบเท่ากับ The Birth of Nation (1925) ที่คนผิวขาวในอเมริกาแสดงท่าทีรังเกียจคนผิวสีอย่างออกนอกหน้า, นี่เป็นหนังที่สร้างแนวคิดให้คนไทยรังเกียจพม่า มองว่าตัวเองเป็นผู้มีบุญบารมีสูงส่งกว่า เป็นคนดีกว่า ซึ่งการดูถูกนี้ไม่ใช่ระดับคนสามัญแต่เป็นระดับกษัตริย์

นี่เป็นหนังชวนเชื่อ จึงดูไม่แปลกที่จะมีฝ่ายดีและฝ่ายเลว เป็นหนังชาตินิยมที่ให้คนในชาติดูแล้วเกิดความรู้สึกฮึกเหิม มีความตั้งใจพร้อมออกไปสู้รบตายแทนประเทศชาติ, ถ้าผมได้ดูหนังเรื่องนี้สัก 40-50 ปีก่อน เชื่อว่าความรู้สึกรังเกียจต่อหนังเรื่องนี้อาจจะมีไม่มากหรือไม่มีเลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อได้ดูในช่วงเวลาปัจจุบัน บอกเลยผมรับไม่ได้! การสร้างกษัตริย์ไทยให้เป็นคนดีเลิศหรู แต่สร้างกษัตริย์ของหงสาให้เลวทรามชั่วช้าต่ำทราม เป็นตัวละครมิติเดียวที่หาเหตุผลอะไรมารองรับไม่ได้เลย การสร้างภาพลักษณ์ต่อกษัตริย์ในลักษณะนี้ ผมรู้สึกถึงความหยามเกียรติ และเป็นการดูถูกทั้งกษัตริย์พม่าและกษัตริย์ไทยด้วยนะครับ

หนังถ่ายทำด้วยภาพขาว-ดำ ในระบบ 35 mm บันทึกเสียงขณะถ่ายทำ โดยให้เสียงเป็นภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยให้ต่างชาติได้รู้จัก และส่งไปประกวดรางวัลสันติภาพเพื่อรางวัลโนเบลสันติภาพ (Noble Prize for Peace) ที่สหรัฐอเมริกา

นำแสดงโดย เรณู กฤตยากร รับบทเป็น พระเจ้าจักรา กษัตริย์อโยธยา ทรงขึ้นครองราชบัลลังก์หลังจากการเสด็จสวรรคตของพระราชบิดา เป็นกษัตริย์ที่ไม่ทรงโปรดความโอ่อ่าในราชสำนัก และเล็งเห็นความอยู่เย็นเป็นสุขของราษฎรสำคัญกว่าสิ่งใด, บุคคลิกของเรณู ถือว่ามีความสง่างาม น่ายำเกรง ดูเป็นกษัตริย์ที่ดี มีบารมีสูงส่ง เป็นการคัดเลือกนักแสดงที่ตรงมากๆ แม้จะพูดภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง ก็ถือว่าชัดถ้อยชัดคำ ชัดเป็นคำๆ สำเนียงพอใช้ แต่เนิบนานไปหน่อย

สุวัฒน์ นิลเสน รับบท สมุทราชมณเฑียรแห่งอโยธยา ผู้ซึ่งยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณี และพูดจาหว่านล้อมให้พระเจ้าจักรา อภิเสกสมรสมีราชินี 365 องค์, นี่ถือเป็นบทที่แย่งซีนมากๆ มีเอกลักษณ์ ความเชื่อมั่นในแนวทางของตนเอง ดูแล้วเขาอาจจะขวาจัดไปหน่อย แต่ก็ด้วยความหวังดีและมีความจงรักภักดีเป็นที่สุด

ฝั่งหงสา ประดับ รบิลวงศ์ รับบทพระเจ้าหงสา ที่วันๆมัวเมาอยู่กับสิ่งเริงรมย์ไม่สนใจการปกครองบ้านเมือง ถือเป็นกษัตริย์ที่ตรงข้ามกับพระเจ้าจักราโดยสิ้นเชิง, ถ้าพูดกันกับเรื่องราวของหนังเรื่องนี้ ประดับ ถือว่าแสดงได้ดี ตรงกับบุคลิกที่ตรงกับหนัง แต่ในประวัติศาสตร์จริงๆ นี่เป็นสิ่งที่บิดเบือนมากจนไม่สามารถให้อภัยได้ ใครเคยดู ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมาแล้ว จะรู้ว่าพระเจ้าหงสาควรเป็นพระเจ้าบุเรงนอง แต่หนังมีนักแสดงอีกคนที่รับบทบุเรงนอง มันจะเป็นไปได้ยังไง!

ไววิทย์ ว.พิทักษ์ รับบทพระเจ้าบุเรงนอง ที่ดูเตี๋ยมเตี้ยม คิดอะไรเองไม่ได้ เห็นแก่ตัว ขาดความเป็นผู้นำ, นี่ไม่ใช่ลักษณะพระเจ้าบุเรงนองที่มีความน่าเกรงขาม ที่คนไทยรู้จักท่านในสมญา ‘ผู้ชนะสิบทิศ’ เลย

สิ่งหนึ่งที่ผมขอให้ระลึกถึงไว้อีกครั้ง ว่านี่เป็นเรื่องแต่ง ที่นำเอาบุคคลและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ มาเรียบเรียงเป็นเพื่อสร้างเป็นภาพยนตร์ หาได้มีความซื่อตรงต่อความจริงในประวัติศาสตร์นะครับ ถ้าคุณสามารถระลึกได้เช่นนี้ อคติต่อความบิดเบือนของหนังก็จะลดลงมากทีเดียว แต่… คุณจะสามารถมองข้ามมันได้จริงๆเหรอ บอกเลยว่าผมทำไม่ได้นะครับ

การถ่ายโดย ประสาท สุขุม A.S.C. (American Society of Cinematographer) ที่ต้องมี ASC ต่อท้าย คุ้นๆว่าถ้าคุณเป็นสมาชิกของ ASC ต้องใส่ชื่อนี้ต่อท้ายด้วยนะครับ, การถ่ายทำทั้งเรื่องจะเป็นการตั้งกล้องไว้เฉยๆ แล้วบันทึกภาพ มีมากที่สุดก็คือแพนกล้องไปรอบๆ ไม่ได้มีความโดดเด่นอะไร ยกเว้นฉากเดียวที่เห็นมีแต่คนไทยชื่นชมหนักหนา ด้วยการถ่ายภาพมุมเงยขึ้นจากพื้นแล้วให้ช้างเดินผ่าน ซึ่งจะได้ความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่อลังการ, เทคนิคนี้เริ่มต้นจากหนังเรื่อง Triumph of the Will (1935) นะครับ ที่ Leni Riefenstahl ใช้การขุดดินใต้โพเดี้ยม เพื่อถ่ายภาพมุมเงยของ Hitler ทำให้ดูมีพลังอำนาจมากกว่าปกติ

ตัดต่อโดยบำรุง แนวพนิช, หนังไทยสมัยก่อนมีแต่ฟีล์ม 16 mm จึงทำให้มีการซื้อเครื่องพิมพ์และล้างฟีล์มในประเทศไทย แต่ฟีล์ม 35 mm ยังเป็นของใหม่ ต้องส่งไปล้างต่างประเทศ ทำการ Export และ Import กลับเข้ามาใหม่, เรื่องราวของหนังมีการตัดสลับระหว่างฝั่งไทยกับฝั่งหงสา ที่เหมือนการคุยโต้ตอบกันไปมา ช่วงการสนทนาถือว่าทำได้ดี แต่ช่วงระหว่างนั้นที่ไม่มีบทพูด หนังถือว่าทำได้เอื่อยเฉื่อย ชักช้า และหนังไม่มีประเด็นอะไรอื่นเลยให้เล่า ไม่มี sub-plot ไม่มี gag อะไรแทรกให้ผู้ชมเกิดความเพลิดเพลิน, ลักษณะนี้คล้ายๆกับสารคดี ผมแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงคล้องช้าง นี่พอจะดูมีเรื่องมีราวให้ติดตามเสียหน่อย อีกช่วงคือขณะหงสาสู้กับอโยธยา มันมั่วๆซั่วๆ สู้กันแบบมะรุมมะตุ้ม วุ่นวายจนไม่รู้จะดูอะไรดี, เวอร์ชั่นที่ฉายในไทยความยาว 100 นาที แต่เวอร์ชั่นที่ฉายเมืองนอก ถูกตัดต่อเหลือแค่ 53 นาทีเท่านั้น ฉากที่ตัดไปก็คาดว่าเป็นช่วงเว้นเวิ้อตอนสงครามเนี่ยแหละ

เพลงประกอบเรียงเรียงโดย พระเจนดุริยางค์ ผู้ริเริ่มการบันทึกเพลงไทยเดิมด้วยโน้ตสากล โดยการเทียบเสียงให้ตรงกับเครื่องดนตรีไทยทุกชิ้น เรียกว่า เพลงไทยประสานเสียง, ท่านคือผู้ประพันธ์ทำนองเพลงชาติไทยนะครับ, เพลงที่โดดเด่นที่สุดในหนังคือ เพลงศรีอยุธยา บรรเลงโดยวงดุริยางค์สากลของกรมศิลปากร, เราสามารถแบ่งการใช้เพลงประกอบหนังออกได้เป็น 3 ส่วน
1) เพลงเอกและไตเติ้ลประจำเรื่อง คือ ศรีอยุธยา ทำนองเก่า สายสมร สมัยพระนารายณ์ซึ่งนายลาลูแบร์ บันทึกไว้เป็นโน้ตดนตรี
2) เพลงที่ใช้บรรเลงระหว่างฉากใช้เพลงคลาสสิกเป็นท่อนๆ หลายบทเพลง ใช้เครื่องดนตรีอาทิ เปิงมางคอก มโหรทึก ปี่กลอง
3) เพลงที่ใช้อารมณ์ในแต่ละฉากเป็นสำคัญเช่นเดียวกับหนังฮอลลีวูดยุคนั้น ไม่ใช่เพลงประกอบภาพเสียทีเดียว แต่เป็นภาพประกอบเพลง

ต้องบอกว่า 1) กับ 2) ในหนังเรื่องนี้ทำออกมาได้ดีมากๆ แต่กับ 3) ผมรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ชุ่ยมากๆ, ผมเป็นนักฟังเพลงที่เข้าใจอารมณ์ของเพลงระดับหนึ่ง และรู้จักเพลงคลาสสิกดังๆพอสมควร หนึ่งในเพลงที่ผมได้ยินจากหนึ่งเรื่องนี้ Jacques Offenbach: Can Can Polka เห้ย! เอาเพลงจังหวะสนุกสนาน มาใส่ขณะพระเจ้าจักรากำลังกรีธาทัพไปสู้กับหงสาเนี่ยนะ, อีกเพลงหนึ่ง Gioachino Rossini: William Tell Overture (March Of The Swiss Soldiers) ถ้าดูจากชื่อแล้วนี่ถือเป็นเพลงที่เหมาะกับการกรีธาทัพนะครับ แต่หนังกลับใส่ไม่สนอารมณ์ของเพลงแม้แต่น้อย เพลงนี้มันสร้างความคึกคะนอง มีจังหวะสนุกสนาน แต่ช่วงที่ใส่เพลงลงไป คือขณะกองทัพกำลังถูกซุ่มโจมตี ที่ต้องการความตื่นตระหนก หวั่นวิตก หวาดกลัว เตรียมเข้าการต่อสู้ที่แลกมาด้วยชีวิต

ต้นฉบับเดิม ออกฉายครั้งแรกเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2484 ฉายรอบปฐมทัศน์พร้อมกันที่ ศาลาเฉลิมกรุง, สิงคโปร์ และนิวยอร์ก แต่การฉายที่สหรัฐอเมริกากลับประสบความล้มเหลวไม่เป็นท่า ฉายได้เพียง 7 วันเท่านั้นก็ยกเลิก เนื่องจากไม่มีคนดู, คำวิจารณ์ได้รับการดูถูกอย่างรุนแรงว่า “เป็นผลงานของนักทำหนังสมัครเล่นที่พยายามจะพูดถึงเรื่องราวระดับมนุษยชาติ การถ่ายทำก็เลียนแบบหนังมหากาพย์ของอเมริกัน”

สาระสำคัญของหนังเรื่องนี้มิได้อยู่ที่ความเก่งกล้าสามารถในการต่อสู้ ทำยุทธหัตถีของพระเจ้าช้างเผือก แต่อยู่ที่แนวคิดและการประกาศสันติภาพต่อโลก ซึ่งแสดงถึงวิสัยทัศน์ของท่านปรีดี พนมยงค์ แต่ใจความที่นำเสนอนี้ หาได้มีน้ำหนัก และพลังมากพอจะส่งเสียงแนวคิดนี้ ให้นานาชาติได้ยินและยอมรับ

ระดับความเชี่ยวชาญ คุณภาพในการสร้าง, ต่อให้คุณมีเงินเยอะแค่ไหน แต่ก็ไม่อาจซื้อคุณภาพของงานได้, ผมไม่เชิงกล่าวดูถูกคนไทยสมัยนั้นว่าไม่มีคุณภาพนะครับ แต่พวกเขายังไม่สามารถไปถึงระดับที่สร้างความโดดเด่น หรือแทรกตัวขึ้นไปยืนในระดับนานาชาติได้ มันจึงเลยเหมือนคำดูถูกของสากลที่พูดถึงหนังเรื่องนี้ว่ามีความ “สมัครเล่น” เป็นของเด็กเล่นราคาแพง ที่ใครมีเงินก็สามารถซื้อได้ แต่ไม่การันตีความคุณภาพจะเป็นยังไง นี่คือความล้มเหลวประการแรก

ประการที่สอง นี่หนังของคนไทย ใช่ครับนี่เป็นหนังไทย บันทึกประวัติศาสตร์ไทย เป็นหนังชวนเชื่อของไทย แต่ไฉนใช้การบันทึกเสียงพูดภาษาอังกฤษ ทำไมไม่ใช้เสียงไทยละ! มันค่อนข้างชัดเจนว่าหนังเรื่องนี้สร้างขึ้นเพื่อสื่อสารกับประเทศอื่นๆโดยเฉพาะนะครับ ฉายให้คนในชาติเหมือนเป็นแค่ประเด็นรองเท่านั้น

และประการสุดท้าย สิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้เชื่อว่าใครๆก็คิดได้ แต่ไม่มีใครบังอาจกล้าพูดออกมา, หนังเรื่องนี้ท่านปรีดี สร้างขึ้นมาเพื่อแสดงความเหยียดหยามต่อนานาชาติที่ก่อให้เกิดสงคราม เพื่ออะไรกัน? พวกคุณไม่รู้จักสันติสุขหรือยังไง แทนที่จะต้องฆ่าแกงกัน พูดคุยดีๆอย่างปัญญาชน ผู้นำชาติมาถกกันสิ จะมาใช้ให้ประชาชนเดือนร้อนต่อสู้กันทำไม!

ถึงผมจะไม่ชอบหนังเรื่องนี้ ไม่ชอบแนวคิดหลายๆอย่างของหนัง แต่ก็ชื่นชอบในวิสัยทัศน์ของท่านปรีดี พนมยงศ์เป็นอย่างมาก สมแล้วกับการที่ได้รับเกียรติยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ และเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญของโลก

เห็นว่าฟิล์มต้นฉบับ (Negative) ของหนังเรื่องนี้สูญหายไปจากประเทศไทยในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากอาคารเก็บฟิล์มของโรงถ่ายภาพยนตร์ทหารอากาศ ทุ่งมหาเมฆ ถูกระเบิดไฟไหม้ทั้งหมด แต่ยังคงมีสำเนาต้นฉบับหลงเหลืออยู่ที่หอสมุดรัฐสภาอเมริกัน กรุงวอชิงตัน และที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ในประเทศสวีเดน

ในปี พ.ศ. 2540 มูลนิธิหนังไทย ร่วมกับ เทคนิคคัลเลอร์ (ประเทศไทย) และหอภาพยนตร์แห่งชาติ ได้บูรณะฟิล์มภาพยนตร์โดยใช้เทคโนโลยีดิจิตัล เมื่อบูรณะเสร็จสิ้นได้ทำการส่งมอบคืนแก่หอภาพยนตร์แห่งชาติ ในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่จังหวัดภูเก็ต พ.ศ. 2544 ได้กลับมาฉายอีกครั้งและมีการผลิตวีซีดี และจัดจำหน่ายในรูปแบบดีวีดี เมื่อ พ.ศ. 2548, ได้ถูกฉายทางสถานีโทรทัศน์สาธารณะครั้งแรก เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553 ในรายการแกะกล่องหนังไทย ทางทีวีไทย, และปี พ.ศ. 2554 ฉลองครบรอบ 70 ปี พระเจ้าช้างเผือก หอภาพยนตร์ฯ เลือกวันสวนสนามเสรีไทย เปิดฉายภาพยนตร์พระเจ้าช้างเผือกเวอร์ชันพากย์ไทยเป็นครั้งแรก วันที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554 ที่โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา หอภาพยนตร์

พระเจ้าช้างเผือก ได้รับการยกย่องว่าเป็น “มรดกทางศิลปวัฒนธรรมชิ้นสำคัญที่ชูหลักสันติธรรมให้สูง ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์” นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์ประวัติศาสตร์ แต่ตัวภาพยนตร์เองเป็นประวัติศาสตร์, วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2550 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) มีมติมอบรางวัลเฟลลินี (The Fellini Silver Medal Award) เหรียญเงินเพื่อเชิดชูเกียรติผู้กำกับและองค์กรสร้างสรรค์ผลงานอนุรักษ์ศิลปะภาพยนตร์เรื่องนี้ มอบแก่หอภาพยนตร์แห่งชาติ

ถ้าคุณเป็นคนไทย มีความรักชาติสูงมากๆ และสามารถทนดูหนังภาพสี คุณภาพเก่าๆได้ นี่เป็นหนังที่เหมาะกับท่าน, นักประวัติศาสตร์, สังคมศาสตร์, นักเรียนภาพยนตร์, นักปรัชญา ก็ควรหามาดู เพื่อศึกษาทำความเข้าใจ เรียนรู้

‘ชาตินิยม’ เป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนควรมี แต่ในระดับที่ควรจะพอเพียง ไม่มากหรือน้อยไปจนน่าเกลียด อย่างหนังเรื่องนี้ ถ้ามีคนไม่ชอบ ก็อย่าไปมองเขาว่าไม่ใช่คนรักชาติหรือยังไงนะครับ แค่เพียงเขาโกหกตัวเองไม่ได้เหมือนคุณเท่านั้น

จัดเรต PG กับแนวคิดและภาพการกระทำบางอย่างที่อาจปลูกฝังความเชื่อผิดๆได้

TAGLINE | “พระเจ้าช้างเผือก หนังสร้างโดยคนไทย เพื่อคนไทย และมีแต่คนไทยเท่านั้นที่ดูได้”
QUALITY | WORSE
MY SCORE | WASTE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of