มะลิลา (2018)

มะลิลา

มะลิลา (พ.ศ. ๒๕๖๑) หนังไทย : อนุชา บุญยวรรธนะ ♠♠♠♠♠

พิธีบายศรีสู่ขวัญ เป็นกุศโลบายตามความเชื่อของชาวเรา เพื่อเรียกขวัญ/ดวงวิญญาณ/สติ ให้กลับหวนคืนสู่ตัวเรา เฉกเช่นเดียวกับการนั่งสมาธิสงบสติอารมณ์ พระธุดงค์ไปตามป่าเขาเพื่อออกค้นหาสติและปัญญา เรียนรู้จักสังขารเป็นสิ่งไม่เที่ยงจีรัง โอบกอดยอมรับความตายเพราะนั่นคือสัจธรรมความจริงสากล, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

แต่สิ่งหนึ่งที่นุชชี่ ผู้กำกับอนุชา บุญยวรรธนะ นำเสนอออกมา -อาจโดยจงใจหรือเปล่าก็ไม่รู้- คือความที่ตนเองอยากเอาชนะความตาย นี่สะท้อนความหวาดกลัวลึกๆในใจ เพราะเขายังไม่สามารถตัดกิเลสบางอย่างทางโลกออกไปได้ สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อย้ำเตือนเรียกสติ ทั้งของตนเองและผู้มีโอกาสรับชม

นั่นเพราะตัวผมเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ตอนสมัยบวชใครชวนไปไหนก็ไป เข้าป่า เดินธุดงค์ นั่งกรรมฐาน ฝึกอสุภะ ก็ว่าจิตสงบมากๆแล้วละ รู้ตัวเองว่าเปลี่ยนไปแทบคนละคน แต่แทนที่ภาพความไม่จีรังของสังขารมนุษย์จะตราติดตรึงประทับในจิตวิญญาณ กลับกลายเป็นตรงกันข้าม เพราะการที่ยังไม่เคยได้ครอบครองบางสิ่งอย่าง มันเลยเกิดความโหยหาในกิเลสตัณหา กลับออกมาด้วยความหวังว่า เมื่อถึงจุดเพียงพึงพอใจแล้วก็จักหวนคืนกลับไป … แต่ก็นะ มันจะถึงจุดๆนั้นหรือเปล่า หรือถ้าไปถึงแล้วจักสามารถย้อนกลับจริงๆได้ไหม

ผมไม่เคยรับชมผลงานของคุณนุชชี่มาก่อน ตัดสินใจดูหนังไทยเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ครั้งแรกในรอบหลายปี (นี่ไม่นับ สันติ วีณา กับ มือปืน ๒ สาละวิน ที่ถือเป็นหนังไทยคลาสสิก) เหตุผลหลักๆเพราะความสวยงามของภาพนิ่งแรกที่ออกมา ถ่ายบายศรีออกมาได้สวยสดงดงาม จนกลิ่นหอมของดอกมะลิลอยฟุ้งมาเตะจมูก และยิ่งพอได้ยินว่าหนังคว้ารางวัลจากเทศกาล Busan International Film Festival ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ กระแสปากต่อปากยิ่งแรง แม้จะไม่ได้เข้าโรงภาพยนตร์แถวบ้าน ก็ตั้งใจจะไปดูให้จงได้

สิ่งที่โดยส่วนตัวประทับใจมะลิลามากๆ คือโครงสร้างของหนังที่รับแรงบันดาลใจจาก สัตว์ประหลาด (พ.ศ. ๒๕๔๗) ของผู้กำกับอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล เห็นในเครติดใช้บริการของ ลี ชาตะเมธีกุล สำหรับการลำดับภาพ (คุณลี เป็นผู้ตัดต่อสัตว์ประหลาด) นี่เป็นสิ่งหาพบได้ยากมากๆเลยนะ หนังไทยที่รับอิทธิพลจากหนังไทย ไม่ใช้ในส่วนพล็อตเรื่องราว แต่คือไดเรคชั่นและจิตวิญญาณของผู้สร้างภาพยนตร์

สำหรับเนื้อเรื่องโดยเฉพาะครึ่งหลังที่หลายคนคงเกิดตราประทับฝังแนบแน่นในจิต ขนลุกขนพองในความทรงพลัง แต่ผมกลับรู้สึก ‘Nostalgia’ หวนระลึกถึงช่วงชีวิตหนึ่งที่เคยสัมผัสผ่านมา เกิดความสงบเป็นสมาธิ นี่ถ้าเปรียบแบบเว่อๆหน่อย ครึ่งแรกเหมือนการเดินจงกรมเตรียมพร้อม’ร่างกาย’ ครึ่งหลังคือนั่งลงขัดตะหมาดทำ’จิตใจ’ให้สงบ

นับตั้งแต่เชิด ทรงศรี ที่ถือเป็นครูผู้สร้างภาพยนตร์ ‘ไทยแท้’ คนแรกๆของประเทศไทย ขณะที่ผู้กำกับอื่นๆมักรับอิทธิพลจาก Hollywood, ยุโรป, หนังจีน, อินเดีย ฯ แต่ครูเชิดไม่เคยถูกครอบงำโดยกระแสแฟชั่นของโลกโดยง่าย สร้างหนังที่มีความเป็นไทย โดยคนไทย และเพื่อคนไทยโดยเฉพาะ, แต่ยุคทองของหนัง ‘ไทยแท้’ ผมขอนับเริ่มต้นจากอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล นับตั้งแต่ สุดเสน่หา (พ.ศ. ๒๕๔๕) ถือว่ามีไดเรคชั่นในการกำกับภาพยนตร์ ตรงจริตกับปรัชญาวิถีชีวิตคนไทยที่สุดแล้ว แม้ผลงานของคุณเจ้ย คนไทยส่วนใหญ่จะดูไม่ได้ แต่ทั่วโลกและคนดูหนังเป็นต่างเกิดความหลงใหลคลั่งไคล้ พบเห็นจิตวิญญาณ วิถีชีวิต ตัวตนแท้จริงของ ‘ประเทศไทย’

หลายคนอาจจินตนาการว่า ‘หนังไทยแท้’ ต้องมีลักษณะแบบ สุริโยทัย, หนังท่านมุ้ย, หนังหม่อมน้อย ฯ แต่นั่นมันแค่ Costume Period ภาพลักษณ์ภายนอก หรือมีเรื่องราวที่สอดแทรกวิถีชีวิตของชาวไทย, ภาพยนตร์มีสิ่งที่เรียกว่า ‘ภาษา’ ของมันอยู่ ซึ่งสิ่งที่ทั้งท่านมุ้ยและหม่อมน้อยสร้างขึ้น ยังคงมีไดเรคชั่น แนวคิด อิทธิพลจากต่างชาติ ผิดจากหนังของครูเชิด และคุณเจ้ย สองท่านนี้ได้ประดิษฐ์ ‘ภาษาไทย’ ใส่เข้าไปใน ‘ภาษาภาพยนตร์’

ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพ
– ครูเชิด จะประมาณพ่อขุนศรี กษัตริย์พระองค์แรก
– ส่วนคุณเจ้ย เทียบได้คือพ่อขุนราม จารึกอักษรไทย

สังเกตพบว่าผู้กำกับ Gen Y หลายคนนำอิทธิพลแรงบันดาลจากผลงานของคุณเจ้ย มาพัฒนาสานต่อยอดให้เข้ากับแนวทางความสนใจของตนเอง จับต้องเป็นรูปธรรมได้มากขึ้น มองเทียบวิวัฒนาการภาษาไทย(ในวงการภาพยนตร์) ตอนนี้น่าจะมาถึงสมัยกรุงศรีอโยธยาแล้วละ (แต่คงอีกนานกว่าจะถึงรัตนโกสินทร์ หรือยุคสมัยปัจจุบัน)

อนุชา บุญยวรรธนะ (เกิด ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๔) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติไทย เกิดที่จังหวัดนครพนม จบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) สร้างภาพยนตร์วิทยานิพนธ์เรื่อง ตามสายน้ำ คว้ารางวัลวิจิตรมาตรา จาก Thai Short Film and Video Festival และรางวัล Young Thai Artist Award, จบออกมาเป็นหนึ่งในผู้ก่อตั้งบริษัทจีโมทีฟ โปรดักชั่น จำกัด (ปัจจุบันกลายเป็น G Village Co-Creation Hub) ผู้ผลิตสื่อโฆษณาชั้นนำ และมีโอกาสสร้างหนังสั้นหลายเรื่อง, กำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก อนธการ (พ.ศ. ๒๕๕๘) ได้รับเลือกให้เข้าฉายในสาย Panorama ของเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน คว้า ๒ รางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติแฟนเทเชีย และรางวัล Frontiers Special Award จากเทศกาลภาพยนตร์ FEST กรุงเบลเกรด, เซอร์เบีย

สำหรับมะลิลา หรือ Malila The Farewell Flower คือโปรเจคที่นุชชี่เคยครุ่นคิดค้างไว้เมื่อ ๗ ปีก่อน แต่ยังไม่สามารถสร้างให้สำเร็จได้ในเวลานั้น เป็นเรื่องของความชอบส่วนตัวเกี่ยวกับต้นไม้ ดอกไม้ เคยไปหัดเรียนบายศรี ทำมาลัย เกิดความหลงใหลเลยอยากนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์

“ศิลปะบายศรีและเครื่องสดของไทยนี้ เรามองว่ามีทั้งความงามและความถ่อมตน เพราะเวลาเรามองเห็นมาลัย บายศรี คนก็มักจะมองข้ามผ่านไป สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เรียกร้องความสนใจ แต่ถ้าใครเพ่งดูก็จะเห็นความลึกซึ้ง เห็นรายละเอียดของดอกไม้ต่างๆ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นรูปทรงอย่างน่าทึ่ง ดอกไม้เพียงดอกเดียวก็มีความงามตามธรรมชาติอยู่ แต่เมื่อนำมารวมกันเป็นบายศรีก็จะกลายเป็นความงามวิจิตร”

ได้รับทุนสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมด้านภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๐ จากกระทรวงวัฒนธรรม จำนวน ๕๐๐,๐๐๐ บาท และได้รับเลือกให้ไปนำเสนอเพื่อหาผู้ร่วมทุนสร้างในงาน Thai Film Pitching Project ที่เทศกาลหนังเมือง Cannes

นุชชี่คือผู้กำกับที่เป็นเกย์ (ผู้ชายชื่นชอบผู้ชาย) หลงใหลในเรือนร่างของบุรุษเพศ แต่ความสนใจด้านภาพยนตร์มองทั้งชาย-หญิง เป็นเพียงเพศสภาพของมนุษย์ปุถุชนหนึ่ง ฉากเลิฟซีนชาย-ชาย ส่วนหนึ่งเพื่อสนองตัณหาราคะของผู้กำกับ แต่ก็มีความหมายลึกซึ้งในเชิงรูปธรรม ไม่ได้เน้นปริมาณพร่ำเพรื่อ ถ่ายทอดออกมาอย่างมีศิลปะ เห็นแล้วมีความสวยงามน่าหลงใหล

พัฒนาบทภาพยนตร์กับ วาสุเทพ เกตุเพ็ชร์ เห็นในเครดิตร่วมงานกันเรื่อง อนธการ และอาจจะตั้งแต่ก่อนหน้านั้น, ผนวกรวมความสนใจในศาสนา (เห็นว่าผู้กำกับเคยบวช เข้าป่านั่งสมาธิ ฝึกอสุภะ) และจากประสบการณ์ตรงของชีวิต (วัยเด็กเคยมีเพื่อนคนหนึ่งด่วนเสียชีวิตจากไป สร้างความช็อกจดจำไม่รู้ลืมเลือน)

เรื่องราวของ เชน (รับบทโดย ศุกลวัฒน์ คณารศ) เจ้าของสวนมะลิผู้มีอดีตอันเจ็บปวดรวดร้าวทุกข์ทรมาน จากการสูญเสียลูกสาวกับภรรยา และพิช (รับบทโดย อนุชิต สพันธุ์พงษ์) ศิลปินนักทำบายศรี อดีตคนรักในวัยเด็กที่ปัจจุบันป่วยเป็นมะเร็งปอด หวนกลับมาพบเจอ พยายามเยียวยารักษาบาดแผลใจกันและกัน แต่แล้วเมื่อพิชจากไป เชนจึงตัดสินใจออกบวชเพื่ออุทิศผลบุญส่วนกุศลไปให้ จนมีโอกาสค้นพบเจอเข้าใจบางสิ่งอย่างเกี่ยวกับความจริงของชีวิต

ขอกล่าวถึงความหมาย/ประวัติความเป็นมาของบายศรีสู่ขวัญ อย่างคร่าวๆสักหน่อย
– บาย ภาษาเขมร แปลว่า ข้าวสุก, ขณะที่ภาษาถิ่นอีสาน แปลว่า จับต้อง สัมผัส
– ศรี เป็นคำภาษาสันสกฤต ตรงกับภาษาบาลีว่า สิริ แปลว่า มิ่งขวัญ

คำว่า ‘บายศรี’ จึงแปลว่า ข้าวขวัญ หรือ สิ่งที่น่าสัมผัสกับความดีงาม (ความหมายของชาวอีสาน), สำหรับพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า ข้าวอันเป็นสิริ, ขวัญข้าว หรือภาชนะใส่เครื่องสังเวย

กล่าวกันว่าพิธีบายศรีสู่ขวัญ มาพร้อมกับพราหมณ์ทมิฬ (Tamil) ชาวอินเดียที่อพยพสู่สุวรรณภูมิ หนังสือเก่าที่พบในสมัยพระเจ้าอู่ทอง ‘บายศรี’ คือข้าวที่หุงปรุงรสโอชาอย่างดีเหมาะสมที่จะเป็นเครื่องสังเวยให้เทวดาโปรด พิธีใดเกี่ยวข้องกับเทวดาโดยตรง หรือต้องการอัญเชิญมาเป็นประธาน ต้องหาของสังเวยที่ดีมีสีสะดุดตา ชาวทมิฬจึงมีเคล็ดลับความเชื่อในข้าวที่ย้อมตามสีประจำองค์ รวมถึงใช้ล่อเทวดาฝ่ายร้ายให้ไปรวมต่างหากไม่ให้มาทำอัปมงคลให้โทษแก่มณฑลพิธีและบุคคล

ตามความเชื่อของชาวไทย คนที่เกิดมาจะมี ‘ขวัญประจำกาย’ มีหน้าที่ในการพิทักษ์รักษาปกป้องดูแลให้ปลอดภัย เหมือนพี่เลี้ยงที่คอยดูแลประคับประคองเลี้ยงดูชีวิต และติดตามไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ถ้าขวัญของผู้ใดอยู่กับตัวก็จักมีความสุขกายสบายใจเป็นปกติดี แต่ถ้าขวัญของผู้ใดหลบลี้หนีหายก็จะมีลักษณะอาการตรงกันข้าม, บายศรีสู่ขวัญ จึงคือพิธีกรรมหนึ่งที่จะช่วยส่งสร้างเสริมเพิ่มพละพลังทางใจให้เข้มแข็ง เมื่อมีขวัญที่มั่นคงและพลังใจที่อยู่ดีแล้ว ย่อมส่งผลให้สามารถประกอบภารกิจหน้าที่การงานนั้นๆ บรรลุผลสำเร็จได้ตามความมุ่งหมาย

เรื่องราวของเชนและพิช แม้จะข้ามช่วงเวลากุ๊กกิ๊กโรแมนติก ไปในขณะที่พวกเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ผ่านชีวิตอะไรๆมามากแล้ว แต่หนังเริ่มต้นที่เชนตกหลุมรักหลงใหลในความสวยงามของบายศรี ใช้แทนช่วงเวลาตกหลุมรักของเขาได้เลย, ขณะที่ความรักของพิช นับตั้งแต่ป่วยเป็นมะเร็ง ฟังคำคนโน้นนี้ไปรักษาแผนใหม่ แผนโบราณไม่หาย แต่พอทำบายศรีตามใจฉันแล้วกลับรู้สึกเหมือนจะดีขึ้น ทำให้จากนั้นเลิกฟังคำใคร สนแต่ความต้องการตัวเองเท่านั้น ซึ่งเมื่อหวนกลับมาพบเจอเชน เป็นการแสดงความงมงาย ไม่ว่านานเท่าไหร่ฉันยังมีเพียงเธอ

ความรักของเชนและพิช ถือว่ามีความบริสุทธิ์จริงแท้จากใจ เพราะความตั้งใจของเชนจะบวชให้ถือเป็นพระคุณบุญบารมีมากยิ่งใหญ่ ซึ่งพิชก็ตั้งใจทำบายศรีสู่ขวัญ เพื่อเป็นการตอบแทนมอบจิตใจทั้งดวงนี้ให้ แต่โชคชะตากลับเล่นตลกต่อพวกเขา คงเป็นเพราะผลกรรมบุญวาสนาล้วนๆเลยสินะ

เกร็ด: คิดว่าพิชน่าจะบวชได้อยู่นะ แต่อยู่ที่วิจารณญาณของพระอาจารย์ มองอาการป่วยของเขาเป็นภาระในการทำกิจวัตรสงฆ์หรือเปล่า (เพราะตามพุทธบัญญัติจะห้าม ผู้ป็นโรคติดต่อ โรคเรื้อรัง โรคไม่รู้จักหาย)

ศุกลวัฒน์ คณารศ (เกิด ๑๘ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๘) ชื่อเล่นเวียร์ นักแสดงชาวไทย เกิดที่จังหวัดขอนแก่น จบจากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มอดินแดง) เรียนต่อวิศวกรรมโยธา มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตามด้วยหลักสูตรปริญญาโท สาขาบริหารการจัดการสื่อบันเทิง สถาบันกันตนา, เข้าสู่วงการบันเทิงจากเอ-ศุภชัย ศรีวิจิตร ผู้จัดการนักแสดง บังเอิญพบเห็นรูปถ่ายในโทรศัพท์มือถือของคนรู้จัก นั่งเครื่องบินเดินทางมาถึงมหาวิทยาลัยเพื่อชักชวนเล่นละคร ตอนนั้นอยู่ชั้นปีที่ ๒ ได้รับการอนุญาตจากพ่อแม่จึงตัดสินใจเข้าสู่วงการ ผลงานละครเรื่องแรก พลิกดินสู่ดาว (พ.ศ. ๒๕๔๙) สังกัดโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง ๗, สำหรับภาพยนตร์เริ่มจาก หนึ่งใจเดียวกัน (พ.ศ. ๒๕๕๑), คิดถึงวิทยา (พ.ศ. ๒๕๒๗) ฯ ถือเป็นดารานักแสดงชายชาวไทยที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่ง

รับบทเชน หนุ่มใหญ่เคยแต่งงานกับภรรยามีลูกสาววัยกำลังน่ารัก แต่วันหนึ่งพบเห็นงูเหลือมตัวใหญ่โอบกอดรัดเธอแน่น เข่นฆ่าให้ตายสวมกอดร่างอันไร้วิญญาณของลูก เมามายกับความสูญเสียจนภรรยาทิ้งขว้างรับไม่ได้

เกร็ด: เชน, Shane, Chain แปลว่าโซ่ ที่เหนี่ยวรั้งพันธนาการบางสิ่งอย่างไว้

เชนเป็นเกย์ (เรียกว่า ไบ น่าจะตรงกว่า) ตั้งแต่เด็กเคยตกหลุมร่วมรักกับพิช แต่ตัดสินใจทิ้งขว้างไม่หนีตามกันไปกรุงเทพฯ คงเพราะหวาดหวั่นกลัวสังคมตอนนั้นยังยินยอมรับไม่ได้ แต่นั่นสร้างรอยแผลฉกรรจ์ขึ้นในจิตใจ หลังจากสูญเสียครอบครัวมีโอกาสพบเจอคนรักเก่า หวนระลึกถึงอดีตและยิ่งคลั่งไคล้กว่าเดิม แต่เพราะพิชกำลังป่วยหนักใกล้ถึงวันหมดลมหายใจ นั่นทำให้เขายิ่งทุกข์ทรมานหนัก จิตใจแทบไม่อยู่กับเนื้อกับตัว

ครานี้สูญเสียสิ้นเกือบทุกสิ่งอย่าง เว้นเพียงคำสัญญาตั้งมั่นจะบวชให้พิช ใช้เวลาหลังเข้าพรรษาออกธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพรกับหลวงพี่นายพัน (รับบทโดย สำเร็จ เมืองพุทธ) มีโอกาสฝึกอสุภะกรรมฐาน จนในที่สุดเหมือนว่าจะสามารถปลดเปลื้อง ปล่อยวางจากความยึดติดรูปกายลงได้

แซว: พูดกันเล่นๆแต่เหมือนจะจริงจัง คือนุชชี่อยากกินเวียร์ เลยติดต่อให้มารับบทนี้ (แต่คงไม่ได้กินจริงๆหรอกใช่ไหม)

ผมไม่เคยรับชมผลงานของเวียร์มาก่อน แต่รับรู้สึกได้ทันทีว่าเป็นนักแสดงที่เก่ง มากความสามารถ ทุ่มเทให้กับบทบาทอย่างยิ่ง เห็นจากคลิปเบื้องหลังโกนหัว เดินจงกรม ฝึกสมาธิ จ้องอสุภาพ และอาศัยหลับนอนอยู่ในป่าจริงๆร่วมกับทีมงาม ซึ่งสิ่งที่โดยส่วนตัวชอบมากๆคือ สีหน้าสายตาที่เหมือนคนอมทุกข์โศกตลอดเวลา พอไว้หนวดก็กรัง โกนผมมีรอยบากเล็กๆ มองห่างระยะหนึ่งคือโคตรหล่อ แต่เห็นใกล้ๆพบตำหนิเยอะแยะมากมาย … ไม่มีใครสมบูรณ์แบบใช่ไหมละ

ครึ่งหลังตอนที่เชนฝึกอสุภะ จริงๆน่าค้นหาวิธีการนำเสนอที่เจ๋งกว่านี้สักนิด เพราะวิธีการมันดันไปคล้ายพวกหนัง Superhero ขณะฝึกวิชามากเกินไป ครั้งแรกพระเอกทำไม่ได้ เกิดความย่อท้อแท้หรือวิ่งหนี แต่หวนกลับมาท้าพิสูจน์ด้วยตนเองครั้งที่สอง และรอบสุดท้ายรวบรัดตัดตอน สามารถทำสิ่งที่คนปกติทั่วไปกว่าสำเร็จได้ใช้เวลาเป็นเดือนๆปีๆ บรรลุภายในไม่กี่นาที

อนุชิต สพันธุ์พงษ์ (เกิด ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๒) ชื่อเล่นโอ นักร้อง-เต้น นักแสดงชาวไทย เกิดที่จังหวัดสมุทรปราการ จบจากโรงเรียนอัสสัมชัญสมุทรปราการ ต่อคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต, เข้าสู่วงการบันเทิงด้วยการชนะเลิศการประกวดเต้น เนสกาแฟเชกแดนซิงคอนเทสต์ และชนะเลิศการประกวด อาร์วีเอสบอร์นทูบีสตาร์ สาขาการเต้น ของวิทยุอาร์วีเอส พอคุ้นหน้ากับการเป็นนักเต้นของมอส-ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ และร่วมแสดงสื่อโฆษณาโค้กกับแคทรียา อิงลิช, แจ้งเกิดเต็มตัวจากภาพยนตร์เรื่องแรก ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๑ (พ.ศ. ๒๕๔๕), โหมโรง (พ.ศ. ๒๕๔๗) ฯ

รับบทพิช หนุ่มนักบายศรี ป่วยเป็นมะเร็งทรวงอก รักษาทำคีโมกับแพทย์แผนใหม่ ทานยาสมุนไพรกับแพทย์แผนโบราณไม่หาย น่าพิศวงทีเดียวทำไมพอทำบายศรีแล้วเหมือนอาการดีขึ้น

เกร็ด: คำว่า Pitch แปลว่า ขว้าง, โยน แต่ผมก็แอบสงสัยว่าจงใจพ้องเสียงกับคำว่า ‘พิษ’ หรือเปล่านะ

แซว: มะเร็งทรวงอกถือว่าใกล้หัวใจสุดแล้วกระมัง เพราะมันไม่มีโรคมะเร็งหัวใจ ที่จะสื่อว่าพิชเป็นคนไร้ขวัญ/ดวงวิญญาณ/สติ แต่ทั้งตัว/จิตวิญญาณของเขา คือขวัญ/ดวงวิญญาณ/สติ ของเชน

เหตุผลที่พิชอาการดีขึ้นเมื่อทำบายศรี มันอาจเป็นสิ่งอธิบายไม่ได้ในทางวิทยาศาสตร์ แต่ทางศาสนาจะประมาณว่า
– เป็นเรื่องของการทำบุญ สร้างบารมี สะเดาะเคราะห์ ให้กับเจ้ากรรมนายเวรที่ตามมาทวงคืนคดีจากชาติปางก่อน
– ผู้ทำบายศรี คงจะต้องใช้สติ สมาธิอย่างมากในการม้วนพับร้อยเย็บ ซึ่งสามารถเบี่ยนเบนความเจ็บปวดทางกายให้หลงลืมได้ชั่วขณะหนึ่ง

อันนี้ก็แล้วแต่ความเชื่อส่วนบุคคล: สมาธิเป็นสิ่งที่สามารถรักษาหลายๆโรคให้หายขาดได้ เพราะคือการใช้ ‘จิต’ ท่องล่องไปยังส่วนต่างๆทั่วร่างกาย สมมติว่าปวดขา นำพาจิตพุ่งไปยังตำแหน่งนั้นหมุนวนจนเลือดลมสามารถไหลเวียนได้ ไม่นานนักอาการชาหรือเจ็บปวดก็จะผ่อนคลายบรรเทาลงได้

การได้หวนคืนกลับมาพบเจอกับเชน ยังคงงมงายรักเขาไม่เปลี่ยนแปลง ดีใจที่ชักชวนให้ไปอยู่ด้วยกัน แต่ก็เป็นห่วงวิตกกังวลแทน เพราะไม่อยากต้องให้มาพบเห็นสภาพทุกข์ทรมานของตนเอง

ฉากร่วมรักในครั้งที่พิชป่วยหนักเป็นไข้กาย นี่เป็นการรักษาไข้ใจ และสะท้อนความต้องการของเชน ยินยอมรับความเจ็บปวดทุกข์ทรมานเข้าเป็น ‘ส่วนหนึ่ง’ ของตนเอง

แซว: Sound Effect ฉาก Sex Scene ขณะ Bareback นี่มันเจ๋งมากๆเลยนะ ผมพอฟังออกว่าเป็นเสียงบิดกระเป๋าหนัง แต่ถ้าใครเคยผ่านประสบการณ์นั้นมา อาจหลงคิดไปว่าเป็นเสียงจากขณะสวมใส่ฝืดๆนั้นจริงๆ

การเสียชีวิตของพิชเป็นสิ่งที่ใครๆคงคาดคิดได้ แต่หนังไม่ได้นำเสนอในช่วงขณะที่ ‘ร่างกาย’ หมดสิ้นลมหายใจ, ในฉากกำลังทำบายศรีให้งานบวชของเชน แล้วล้มลงสำเร็จเสร็จเพียงครึ่งเดียว สุดท้ายไม่ได้ใช้เพราะเพียงสองสามวันถัดจากนั้นก็เน่าเปื่อยร่วงโรย นี่ราวกับขวัญของเชนได้สูญหายไป หรือจะเรียกว่า’จิตวิญญาณ’ของพิชได้จากไปแล้ว ซึ่งตอนที่เชนอุ้มพิช ผมว่าเขาคงรู้สึกเหมือนกอดศพคนตาย จึงวางลงกับพื้นทำท่าเหมือนจะร้องไห้

ตามคำบอกเล่าของผู้กำกับนุชชี่ เลือกโอรับบทนี้ เพราะเป็นคนที่ขณะทำบายศรีแล้วดูมีความน่าเชื่อถือ(ว่าเป็นคนทำ), ผมมองโอ เป็นคนมีความนุ่มนวลอ่อนหวาน ละมุนละไมเหมือนผู้หญิง ส่งสายตาหวานๆอันเหน็ดเหนื่อย แม้ไม่เคยยิ้มออกมา แต่สัมผัสได้ถึงความอิ่มเอิบสุขล้นภายในใจ ณ ขณะมีเชนอยู่ข้างกาย

แซว: เห็นว่าโอต้องลดน้ำหนักลง ๗ กิโลกรัมจนผอมแห้ง ด้วยคำของผู้กำกับไม่เอา Six Pack ให้มันดูเหมือนผู้ป่วยมะเร็ง (แต่แอบเห็น Six Pack อยู่ดีนะ)

สำเร็จ เมืองพุทธ ชื่อเล่นโอ๋ นักแสดง/สตั๊นแมน ที่ได้มาคัดเลือกกับพันนา ฤทธิไกร ติด 1 ใน 8 คนเซ็นสัญญากับสหมงคลฟีล์ม ๑๐ ปี หลังจากเป็นตัวประกอบและนักแสดงแทนหลายเรื่อง ได้รับบทพระเอกใน วานรคู่ฟัด (พ.ศ. ๒๕๕๙)

รับบทหลวงพี่นายพัน พื้นหลังเคยเป็นทหารทัพบก คงต่อสู้เข่นฆ่าศัตรูมากหน้าหลายตา ภายหลังตัดสินใจออกบวชมุ่งสู่ทางธรรม เคยออกธุดงค์มาแล้วหลายปี น่าจะพยายามสร้างบารมีเพื่อชดใช้กรรมที่ตนเองเคยก่อ แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ชีวิตจะรู้ซึ้งเห็นแจ้งในรสพระธรรม

ผมไม่เห็นภาพ Close-Up ของตัวละครนี้เลยนะ ตรงกันข้ามกับพิชช่วงครึ่งแรก ที่มีมากมายเน้นเต็มไปหมด แต่เหตุผลที่ไม่มีภาพระยะใกล้ ไม่ใช้เรื่องการแสดงของพี่โอ๋อย่างแน่นอน คงต้องการสื่อถึงหลวงพี่จะเป็นใครก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรู้จักจากรูปลักษณ์สัณฐานภายนอก แค่ได้ยินเสียงคำพูดและการกระทำ ก็เพียงพอให้เราได้รู้จักตัวละครจากภายในแล้ว

ถ่ายภาพโดย …
– กล้องมักจะแช่นิ่งในระยะ Long Shot นักแสดงเคลื่อนไหวภายในกรอบที่กำหนดตำแหน่งวางไว้
– การเคลื่อนไหวแพนนิ่ง เฉพาะฉากที่ขนาดใหญ่เกินเฟรม มีทั้งระยะใกล้ เช่นขณะโคลสอัพบายศรี, ภาพระยะไกล เห็นทิวทัศน์ของภูเขา ท้องฟ้า และผืนน้ำ
– เล่นกับโฟกัสไล่ระดับภาพ มักในช็อต Close-Up หยิบจับปักร้อยขณะทำบายศรี, ขณะนำบายศรีไปล่องไหลในแม่น้ำ ฯ

การแช่ภาพทิ้งไว้นานๆ เป็นภาษาภาพยนตร์หนึ่งที่มีมานมนานกาเล แต่มีสองผู้กำกับที่ได้สร้างแนวคิดปรัชญาให้กับเทคนิคนี้
– Andrei Tarkovsky ใส่ความเลื่อนลอยด้วยอภิปรัชญา
– อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล สอดแทรกแนวคิดพุทธศาสนาเข้าไป

หลายคนอาจสงสัยว่าสองสิ่งนี้ต่างกันอย่างไร? หนังของ Tarkovsky พยายามที่จะสรรหาแนวคิด/คำตอบของชีวิต โดยใช้ธรรมชาติเป็นสิ่งเชื่อมโยงสร้างความสัมพันธ์, แต่สำหรับหนังคุณเจ้ย พุทธศาสนามีคำตอบของคำถามพวกนี้อยู่แล้ว งานภาพที่ถูกถ่ายทอดออกมาจึงไม่ใช่การค้นหา แต่คือทำความเข้าใจธรรมชาติ วิถีชีวิตที่เป็นอยู่

สำหรับไดเรคชั่นการถ่ายภาพของมะลิลา รับอิทธิพลจากหนังของคุณเจ้ย เสมือนว่ามีสัจธรรมนั้นตั้งมั่นไว้อยู่ในใจแล้ว ทุกฉากที่ถูกนำเสนอถ่ายทอดออกมา จึงเป็นการทำความเข้าใจธรรมชาติที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การค้นหาคำตอบว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

หนังไทยเรื่องแรกๆที่ผมเห็นมีการใช้ดอกไม้/กิ่งไม้ จัดวางเหมือนกรอบภาพคือ สันติ วีณา (พ.ศ. ๒๔๙๗) ซึ่งมะลิลาในครึ่งแรกพบว่าเต็มไปหมดเลย ถ่ายภาพผ่านดอกไม้/ต้นหญ้า/กิ่งก้านใบ ตัวละครมักยืนแทรกตัวอยู่ท่ามกลายหรือด้านหลัง มีความสวยงามเหมือนภาพโปสการ์ดใส่กรอบสวยๆ, แต่ครึ่งหลังเหมือนว่าดอกไม้และเรื่องราวจะเหี่ยวเฉาหมดแล้ว เลยไม่ได้พบเห็นอีก

ส่วนตัวก็ไม่ได้มีความรู้จักดอกไม้และความหมายสักเท่าไหร่ ได้ยินว่ามีหลากหลายพันธุ์อาทิ มะลิ, ดอกรักสีม่วง, ไมยราบ, เล็บมือนาง, ดอกขจร ฯ คงต่างแฝงนัยยะสื่อสะท้อนแนวคิดบางอย่างแอบซ่อนอยู่ด้วย แต่ผมสังเกตจากลักษณะของดอกจะมี หุบ-บานน้อย-บานมาก (เทียบคล้ายกับดอกบัวสี่เหล่า) และลักษณะการกระทำ ตัดจากต้น, เด็ดจากกิ่ง, หยิบมาเสียบเรียงร้อย, จับปรับให้เข้ารูป ฯ

คือผมก็ไม่ได้หื่นเท่าไหร่นะ แต่มโนไปไกลกับฉากแทงๆ เรียงร้อยดอกไม้เข้าด้วยกันนี่สิ! แล้วมันจะมีช็อตที่ดอกหุบหนึ่งอยู่ตรงปลาย ถูกแทงให้ปริออกมา … ใบ้ให้อีกนิดก็ได้ ภาษาอังกฤษมันจะมีคำว่า ‘deflower’ ใครไม่รู้จักไปหา Dictionary แปลเอาเองนะ

วางดอกไม้ (น่าจะมะลิ) ไว้ตรงหัวนมหน้าอกบนหัวใจ นัยยะฉากนี้ตรงไปตรงมา สื่อถึงพิช (ที่เป็นคนทำบายศรี) คือหัวใจ/ขวัญ/ดวงวิญญาณ/สติ ทุกสิ่งอย่างของเชน

ประเด็นคือทำไมเวียร์ต้องถอดเสื้อนอน? นอกจากราคะอันเร่าร้อนของผู้กำกับแล้ว ยังสื่อความหมายถึงความเปลือยเปล่าของร่างกาย เพื่อที่จะได้ใจสัมผัสกับใจ คือถ้าตัวละครใส่เสื้อแล้วเอาดอกไม้วาง มันเหมือนยังมีอะไรบางอย่างกั้นขวางไว้ ถอดออกนี่แหละ Sexy

ไดเรคชั่นเจ๋งๆของหนังหลายครั้งเกิดจากการถ่ายด้านข้าง (ไม่ก็ด้านหลังตัวละคร), อย่างฉากที่เชนบอกกับพิชจะบวช ถ่ายจากด้านหลังของทั้งคู่นั่ง/ยืนอยู่บริเวณริมน้ำ ถึงไม่เห็นใบหน้าแต่ผู้ชมสามารถรับสัมผัสทางอารมณ์ที่ฟุ้งกระจายไปทั่วทั้งฉาก

ในทางพุทธ งูทุกชนิดเป็นลูกหลานของพญานาค ปกติแล้วจะไม่ค่อยยุ่งสุงสิงกับมนุษย์นอกเสียจากเคยทำกรรมเวรหนักจริงๆ นี่อาจเป็นการสะท้อนเล็กๆว่า (เหมือนว่าผมจะมโนไปเองมากกว่านะ) ชาติก่อนๆของเชนและพิชอาจเกิดเป็นงู ต่างเคยทำกรรมหนักไว้ชาตินี้เลยต้องมาชดใช้, ถ้ามองในเชิงสัญลักษณ์แบบไม่ข้ามพบข้ามชาติ งูมักเป็นสัญลักษณ์แห่งความชั่วร้าย โอบกอดรัดความตาย ลำตัวยาวเรียวบางทีก็มองได้คือลึงค์ ฯ

ตอนเชนพบซากงูเหลือมในฉากกำลังถากถางรื้อฟื้นความสัมพันธ์ที่รกร้างห่างไปเนิ่นนานของพวกเขา ยืนจ้องมองสงบนิ่งครุ่นคิดอยู่สักพัก (สะท้อนช่วงหลังตอนฝึกอสุภะ ยืนจ้องมองศพ) หลายคนอาจคาดเดาไม่ได้ว่าคืออะไรจนกว่าจะเห็นจังหวะโยนทิ้งไปด้านข้าง แต่ถ้าคุณได้ยิน Sound Effect เสียงแมลงวัน ก็น่าจะคาดเดากันได้ว่าคือซากศพอะไรสักอย่าง

เกร็ด: จริงๆผมจำไม่ได้นะ แต่คุ้นๆว่าฉากนี้ได้ยินเหมือนแมลงวันตัวเดียว แต่ฉากฝึกอสุภะช่วงท้าย เหมือนจะมาเป็นฝูงเลย

ไดเรคชั่นของ Sex Scene พื้นหลังมืดมิดสนิท ใช้แสงไฟสีขาวเดียวสาดส่องจากด้านฝั่งเท้า ผู้ชมจะเห็นแค่สีแนบเนื้อของเรือนร่างมนุษย์ คลอเคลียเลียเล้า ไม่ต่างอะไรจากขณะงูรัดเด็กสาว (น่าเสียดายที่ฉากนั้นถ่ายได้แค่เห็นขา คือถ้าเห็นแบบเต็มตัวเด็ก ผู้ชม/กองเซนเซอร์คงยังยอมรับไม่ได้แน่)

มีสองท่วงท่าที่ผมจดจำได้
– Missionary (ท่า Basic) นัยยะสื่อถึง เชนเป็นผู้ควบคุมจังหวะลีลา ขณะที่พิชอยู่เบื้องล่างรองรับได้ทุกอย่าง
– ท่านั่งหันหน้าเข้าหากัน … ผมไปค้นๆดูไม่แน่ใจเรียกว่า The Lazy Man หรือเปล่า คือจะมีคนหนึ่งที่อยู่ด้านบน ให้คนล่างเข้าเสียบ

จริงๆผมจดจำไม่ได้นะ คุ้นๆเหมือนจะไม่มีท่า Doggy ซึ่งเป็นเบสิคของ ชาย-ชาย แต่ท่านี้ถือว่ามีความหมายค่อนข้างรุนแรง เพราะมีลีลากระแทกกระทั้นเจ็บปวด และชื่อท่าหมาๆ อาจไม่สอดคล้องกับความสวยงามของหนังสักเท่าไหร่

ไดเรคชั่นของการบวช เป็นการนำเสนอที่น่าเตะผู้กำกับเสียจริง มีลีลาแบบว่า ตอนเชนกำลังจะบวชพระ กลับมีเพียงแค่ซ้อมท่องถาม-ตอบอันตรายิกธรรม กับคู่สวดพระพี่เลี้ยง [ไม่แน่ใจว่าใช่ หลวงพี่นายพัน หรือเปล่านะ] แต่ถ้าคุณครุ่นคิดหวนระลึกกันให้ดีๆ จะพบว่าก่อนหน้านี้มีภาพอื่นๆของการบวช ปรากฎอยู่แทบครบแล้ว อาทิ สวดบายศรี, ท่องอนุโลม-ปฏิโลมในอุโบสถ ฯ

นี่ผมเชื่อเลยว่า ผู้ชมต่างประเทศไม่มีวันเข้าใจไดเรคชั่นนี้แน่ (ถ้าไม่เคยบวชมาก่อน) … แต่คนไทยเองก็ไม่แน่ว่าจะเข้าใจนะ

ถ้าเป็นหนังของคุณเจ้ย ฉากในป่าตัวละครมักอยู่ท่ามกลางต้นไม้สูงใหญ่ แต่หนังเรื่องนี้พยายามที่จะเลือกป่าโล่งๆ เหมือนเพื่อจะให้เห็นท้องฟ้าที่ครึมเมฆ เพื่อจะสื่อสะท้อนถึงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครออกมา

ก็ไม่ได้อยากจะจับผิด: ปกติพระท่านจะไม่ธุดงค์กันช่วงหน้าฝนนะครับ (หน้าฝนเข้าพรรษาอยู่วัด ด้วยกุโศบายไม่ให้ไปเหยียบย่ำไร่นาทำมาหากินของชาวบ้าน) แต่มันก็มีโอกาสฝนตกกันได้แหละ

เชิงตะกอนเผาศพ เดี๋ยวนี้คงเหลือแต่หมู่บ้านบนดอย ตามป่าตามเขาแล้วกระมังที่ยังใช้วิธีนี้อยู่ วิธีการคือเอาไม้วางเรียงสุุมๆเอา แล้วนำศพวางบนเชิงตะกอน จุดไฟเผาทิ้งไว้เป็นวันๆ (ใช้เวลาพอสมควรเลยนะกว่าไหม้หมดเหลือแต่ขี้เถ้ากระดูก) ซึ่งบางครั้งถ้าศพขึ้นอืดกลิ่นก็จะฟุ้งไปทั่วป่า

นี่เป็นสถานที่ลองของชั้นดี โดยเฉพาะพระเพิ่งบวชใหม่ๆ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครกล้าเอนตัวลงหลับนอนถ้าต้องค้างคืนต่อหน้าเมรุ แต่พอผมแผ่เมตตาเสร็จก็หลับสบายไม่มีใครมารบกวน เพิ่งมารู้ตอนหลังว่าถ้าอยากเจอผี เข้าป่าอย่าแผ่เมตตาหรือสวดชินบัญชรบ่อยๆ เพราะเมื่อพวกเขาอิ่มบุญแล้วก็จะไม่อยากมายุ่งกับเรา T_T

ขอพูดถึงศพอสุภะหน่อยแล้วกัน
– คนตายใหม่ๆประมาณ 2-3 ชั่วโมง ตัวจะอ่อนปวกเปียก และอาจยังรู้สึกว่าตัวอุ่นๆ (นี่ตรงกับที่พิชพูดถึงขณะกอดลูกสาวที่เพิ่งเสียชีวิต)
– แต่หลังจากนั้นร่างกายจะเริ่มแข็งตัว ประมาณ 1-2 วัน จะเริ่มบวม ขึ้นอืด
– 3-4 วันหนอนไชจะเริ่มขึ้น
– 1 สัปดาห์ เนื้อเยื่อบางส่วนจะเริ่มถูกย่อยสลาย
– 1 เดือน จะเหลือเนื้อแห้งๆติดกระดูก
– 1 ปี ก็เหลือแต่กระดูกล้วนๆ หมดกลิ่นแล้ว

ซึ่งศพสีดำขึ้นอืดช่วงท้าย ประมาณว่าน่าจะ 1 สัปดาห์ (สดๆร้อนๆ ไม่นานเลยนะ กลิ่นกำลังหอมกรุ่น) ตรงหน้าอกซ้าย เห็นเหมือนมีดกรีด (นี่จะตรงกับตำแหน่งดอกไม้ที่เชนวางบนอก) นัยยะคือการสะท้อนสิ่งที่เชนได้สูญเสียไป นั่นคือ พิช/หัวใจ/ขวัญ/ดวงวิญญาณ/สติ

สำหรับอสุภ หรืออสุภะ (อ่านว่า อะสุบ, อะสุบพะ) แปลว่า ไม่สวย ไม่งาม ไม่ดี คือไม่น่าชื่นชม น่ารังเกลียด น่าระอา เป็นการใช้อารมณ์คิดพิจารณาจดจำ มุ่งกระทำต่อราคะจริตและกามารมณ์ ค้นคว้าหาความจริงจากวัตถุที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ว่าหาใช่สิ่งจีรังยั่งยืนยงไม่ มีทั้งหมด 10 อย่าง (ไปหาอ่านต่อเอาเองแล้วกันนะ)

สำหรับช็อตนี้เชื่อว่าอาจมีคนหลงคิดว่าคือ ปาฏิหารย์ แต่ชาวพุทธเราๆน่าจะตอบได้ว่าคือผี/วิญญาณ หวนกลับมาพบเจอทักทาย ซึ่งความน่าสนเท่ห์อยู่ที่ไดเรคชั่น กล้องถ่ายจากด้านหลังพระเชน บดบังพิชจนมิดราวกับพวกเขา ‘เป็นคนๆเดียวกัน’ ก่อนจะค่อยๆเคลื่อนเลื่อนออกเผยให้เห็นใบหน้า (สะท้อนถึงการแยกจากระหว่างพวกเขา) แล้วทำการสวมกอด ชาย-ชาย รอดกองเซนเซอร์มาได้แบบปาฏิหารย์

ฉากจบของหนัง เมื่อพระเชนครุ่นคิดเข้าใจได้ถึงสัจธรรมความไม่เที่ยงจีรังของชีวิต หลังจากโอบกอดศพถึง 2-3 ครา (ศพลูกสาวเพิ่งเสียชีวิต, อุ้มเชนมีสภาพเหมือนศพ, กอดศพจริงๆตอนจบ) [จะนับตอนโอบรัดฟัดเหวี่ยงขณะมี Sex กันด้วยก็ยังได้เลยนะ] ทำการปลดเปลื้องบริขาร สบง จีวร สังฆาติ ประคดเอว จนร่างกายเปลือยเปล่า ราวกับกำลังจะละทิ้งสุขทุกข์ทางโลก เดินลงไปแหวกว่ายในลำธารชะล้างตนเอง ซึ่งเราสามารถตีความไปได้ไหลถึงการมุ่งสู่วิถีแห่งการหลุดพ้น

ช็อตสุดท้ายของหนัง เป็นภาพระยะไกลของลำธาร (ชีวิต) โอบล้อมรอบด้วยต้นไม้รกชัน สามารถตีความได้หลายอย่าง อาทิ
– ชีวิตเกิด-ตาย ไร้ความเที่ยงจีรัง หวนกลับคืนสู่ธรรมชาติ (สะท้อนกับบายศรีที่ล่องลอยหายไปในสายน้ำ),
– เพราะสายน้ำอยู่กึ่งกลางภาพ ดูเหมือนขวัญ/ดวงวิญญาณ/สติ ของมนุษย์,
– เห็นกลมๆเหมือนกัน พยายามจินตนาการให้เหมือนธรรมจักร (แต่ก็ไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่นะ)
ฯลฯ

ตัดต่อโดย … และ ลี ชาตะเมธีกุล,

นี่คือส่วนโครงสร้าง ที่หนังรับอิทธิพลแรงบันดาลใจจาก สัตว์ประหลาด (พ.ศ. ๒๕๔๗) มาเต็มๆตรงๆเลยละ (เห็นว่า นุชชี่ ก็ชื่นชอบหนังเรื่องนี้มากๆด้วยนะ) ซึ่งถ้าใครได้เคยรับทราบเบื้องหลังของหนังเรื่องดังกล่าว จะพบว่าจริงๆแล้วคุณเจ้ยไม่ได้มีความต้องการที่จะแบ่งหนังออกเป็นสองส่วนตั้งแต่แรก หลากสิ่งอย่างการทดลองเกิดขึ้นในกระบวนการ ตัดต่อ น่าจะเป็นลี ที่เสนอแนะแนวคิดแบ่งหนังออกเป็นสองส่วน สะท้อน-ตรงกันข้าม-เต็มเต็ม ซึ่งกันและกัน

หนังดำเนินเรื่องในสายตาของตัวละครเชนเป็นจุดหมุน แบ่งออกเป็นสองบท/องก์
– ครึ่งแรก เฉพาะช่วงขณะที่หวนกลับมาพบเจอกับพิช ณ หมู่บ้านชนบทแห่งนี้
– ครึ่งหลัง สองสามวันสุดท้ายขณะออกธุดงค์กับหลวงพี่นายพัน

การเปรียบเทียบของทั้งสองช่วงในหนัง เพศฆราวาส-ภิกษุ, ชนบท-ป่าเขา, งดงาม-น่ารังเกียจ, สว่างแดดส่อง-อึมครึมฝนตก ฯลฯ แต่ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น สิ่งหนึ่งที่ทั้งสององก์มีเหมือนกันเป็นสากลคือ อนิจจัง’ความตาย’

เวลาเป็นปัจจัยไร้ตัวตนของหนัง ผู้ชมจะไม่มีโอกาสรับรู้เลยว่า เรื่องราวที่เกิดขึ้นผ่านมาแล้วนานเท่าไหร่ เมื่อไหร่ กี่วันเดือนปี เพราะมันหาใช่สิ่งสลักสำคัญมากมายในชีวิตของมนุษย์, เป็น’เหตุการณ์’ และความทรงจำ เฉพาะช่วงเวลาสำคัญๆของเชน ที่ถูกถ่ายทอดออกมาเป็นห้วงๆช่วงๆ (ในภาษาบทกวีเรียกว่า ‘วรรค’) อันมักเป็นจุดเปลี่ยนนำไปสู่บางสิ่งบางอย่างที่จะเกิดขึ้นตามต่อมา

เหตุที่เวลาถูกมองว่าไม่ใช่สาระสำคัญ เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับวัฎสังสารที่มีความยาวนานชั่วกัปชั่วกัลป์ นับเป็นปริมาณตัวเลขไม่ได้ ช่วงเวลาของการมาเกิดเป็นมนุษย์ นับแล้วเพียงเศษเสี้ยวขี้เล็บขี้ผม หาได้มีความสลักสำคัญอะไรมากมาย นี่เป็นหนึ่งในแนวคิดของพุทธศาสนาเลยนะ เล่าเรื่องด้วยไดเรคชั่นนี้น่าจะมาจากความเข้าใจในวิถีพุทธล้วนๆเลยละ

เพลงประกอบโดย ชัพวิชญ์ เต็มนิธิกุล นักแต่งเพลงประกอบที่เคยร่วมงานกับนุชชี่ในหนังเรื่อง อนธการ ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ ปั๊มน้ำมัน (พ.ศ. ๒๕๕๙) ฯ เน้นเครื่องสายไวโอลินและเชลโล่ ประพันธ์เสร็จแล้วไปว่าจ้างวง Orchestra ถึงบัลแกเรีย เพื่อให้ตีความแนวเพลงในลักษณะที่แตกต่างออกไปจากคนไทย และเหมือนค่าจ้างจะถูกกว่าด้วย (เรื่องหลังน่าจะเป็นประเด็นสำคัญ)

มันไม่จำเป็นว่าหนังเกี่ยวกันคนไทย หรือพุทธศาสนา จะต้องเป็นดนตรีพื้นบ้านท้องถิ่นเท่านั้น ในบางบริบทมันก็ไม่เข้าเหมาะสมกันนะ แต่ดนตรีสากล ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า ‘สากล’ ไม่ว่าจะนำประกอบเข้ากับอะไร ย่อมสามารถถ่ายทอดอารมณ์เรื่องราวออกมาได้อย่างเป็นมาตรฐาน

Malila Theme ใช้เสียงไวโอลิน+เชลโล่ ประสานเสียงให้เกิดสัมผัสลื่นไหลต่อเนื่องเหมือนสายน้ำ ธาราที่เรื่อยไหลไปไม่มีวันจบสิ้น แม้เรื่องราวของหนังจะถูกแบ่งออกเป็นห้วงๆในช่วงเวลาแตกต่างออกไป แต่เมื่อถูกนำมาเรียงร้อยเหมือนบายศรีมาลัย ก็สามารถเชื่อมต่อเห็นเป็นภาพรวมเนื้อหนึ่งเดียวกัน

กำสรวลดอกไม้ เป็นเพลงแนว ambient ฟังแล้วเหมือนเสียงบรรยากาศรอบๆตัวเรา เริ่มต้นจากไวโอลิน Malila Theme ตามด้วยวิโอล่า เชลโล่ ลากทำนองยาวไป และเสียงพิณเปี๊ยะ (ให้สัมผัสเหมือนหยดน้ำ) เห็นว่ามีไปบันทึกเสียงในถ้ำ เพื่อให้มีความก้องกังวาล ได้สัมผัสทางอารมณ์แตกต่างออกไป

เพลงประกอบว่าไพเราะแล้ว ใครชอบฟัง Sound Effect น่าจะคลั่งไคล้เลยละ สรรพสัตว์สำเนียงเสียงจิ้งหรีดเรไร กบเขียดด้วยละมั้ง ทั้งๆที่ครึ่งแรกอยู่ในหมู่บ้านชนบทไม่ใช่ผืนป่า ฟังดูเว่อเกินไปสักนิดแต่สะท้อนนัยยะถึง ไม่ว่าจะสถานที่แห่งหนใดในโลก ล้วนเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนเอาตัวรอด (เสียงของแมลงพวกนี้ คุ้นๆว่าพวกมันร้องหาคู่ใช่ไหมเอ่ย)

แต่ครึ่งหลังนี่สิ ทั้งๆที่อยู่ในป่าแต่มักเป็นเสียงลมพัดโหยหวน หรือฝนตกฟ้าครางเสียส่วนใหญ่ เพราะมันราวกับว่าช่วงขณะนี้ตัวละครกำลังต่อสู้อยู่กับจิตใจภายในของตนเอง การมีสมาธิจะทำให้สรรพเสียงพวกนี้เสมือนว่าฟังไม่ได้ยิน (คือถ้าคนฝึกสมาธิเข้าถึงระดับ ‘ฌาน’ ทุกสิ่งรอบข้างจะเงียบสงัดลง จิ้งหรีดเรไรฝนตกฟ้าร้องจะไม่ได้ยิน แต่รับรู้ว่ามีเกิดขึ้น)

มะลิ (Jasmine) เป็นพืชดอกจำพวกไม้พุ่มหรือไม้เถา มีประมาณ 200 กว่าชนิด คนไทยนิยมนำดอกมะลิมาใช้ลอยน้ำเย็นเพื่อดื่ม ตกแต่ง ร้อยเป็นมาลัยบูชาพระ ทำเครื่องหอม และนอกจากนี้ยังถือเป็นสัญลักษณ์ของวันแม่ ด้วยมีสีขาวบริสุทธิ์ ส่งกลิ่นหอมได้ยาวนาน อีกทั้งออกดอกได้ตลอดทั้งปี โดยตีความเปรียบกับความรักบริสุทธิ์ของแม่ที่มีต่อลูกไม่เสื่อมคลาย

เกร็ด: มะลิ (Melati Putih) เป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศอินโดนีเซีย, มะลิฉัตร หรือ มะลิลา (Arabian Jasmine) เป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศฟิลิปปินส์

ผู้กำกับนุชชี่ให้สัมภาษณ์ถึงเหตุผลทำไมหนังเรื่องนี้ต้องเป็นดอกมะลิ

“ดอกมะลิ ก็ถือเป็นหนึ่งในดอกไม้ที่ทำยากที่สุด มันสวย บริสุทธิ์ มีกลิ่นหอม แต่ก็เปราะบางมาก ดอกไม้ฝรั่งเขาเอาดอกเดียวตั้งแล้วก็จบ งานดอกไม้ไทยมันจุกจิกหลายขั้นตอน เป็นการทำดอกไม้จากดอกไม้ ดอกช่อหนึ่งอาจจะเกิดจากดอกมะลิ 5 ดอกรวมกัน ก็เลยต้องใช้ดอกไม้และช่างฝีมือเยอะ

ตอนถ่ายทำกินเวลาเป็นวัน แต่ไม่กี่ชั่วโมงก็ต้องร้อยเปลี่ยนระหว่างวัน เพราะอยู่ได้ไม่นานมันก็เหี่ยว เลยชวนให้คิดว่าคุณค่ามีอยู่จริงไหม แล้วคุณค่าคืออะไร ชีวิตเราพยายามแทบตายกว่าจะเป็นนู่นเป็นนี่ สุดท้ายก็ต้องถูกลืม และถูกทิ้งไป”

ซึ่งดอกมะลิในเครื่องของบายศรี ยังสามารถถูกนำไปใช้เป็นสัญลักษณ์แทนถึงขวัญ/ดวงวิญญาณ/สติ สิ่งที่มนุษย์มักอ้างว่ามีติดตัวอยู่ตลอด แต่กลับชอบขาดลามาสายหายไปโดยไม่รู้ตัว

เรื่องราวของหนังคือการออกค้นหา ขวัญ/ดวงวิญญาณ/สติ ครึ่งแรกเพื่อเติมเต็มกิเลสตัณหาราคะ ความต้องการตอบสนองทางกาย ส่วนครึ่งหลังเมื่อบวชเป็นพระออกธุดงค์ เป้าหมายค้นหาความสุขสงบทางใจ

การบอกลา The Farewell Flower นัยยะหนึ่งคือจากเพื่อน/คนรัก/ลูกสาว/ภรรยา ที่ได้สูญเสียตีตนออกห่างจากไป หรือมองเป็นดอกไม้ที่กำลังร่วงโรยรา ล่องลอยลงสู่กระแสลำธารา, แต่เมื่อแทนด้วยความหมายสัญลักษณ์ของหนังจะหมายถึง ขวัญ/ดวงวิญญาณ/สติ ที่ห่างหายร้างราจากร่างกายเราไป ซึ่งสะท้อนใจความที่ผมพูดเอ่ยถึงไปย่อหน้าที่แล้ว เรื่องราวจักคือการออกเดินทางค้นหาเจ้าสิ่งอันน่าพิศวงนี้

ความตายคือสัจธรรมแห่งชีวิต ใครๆก็ต่างรับรู้เข้าใจได้ แต่น้อยคนจะใคร่สนใจทบทวนครุ่นคิด เมื่อถึงช่วงเวลานั้น จะสามารถยินยอมรับการตายของตนเองได้หรือเปล่า? และรู้สึกว่าฉันได้ทำอะไรบางสิ่งอย่างคุ้มค่ากับการเกิดขึ้นมาไหม?

น่าเสียดายที่ผมไม่ยังไม่มีโอกาสรับชม Die Tomorrow (พ.ศ. ๒๕๖๐) ในโรงภาพยนตร์ แต่อยากจะนำเสนอทัศนคติแนวคิดส่วนตัวในเรื่องความตายนี้สักหน่อย, สิ่งที่น่าหวาดกลัวสุดสำหรับผมไม่ใช่ความตาย แต่คือการยังไม่ได้ทำอะไรที่คุ้มค่าคู่ควรกับการมีชีวิต กล่าวคือ เราชาวพุทธเมื่อมีความเข้าใจรับรู้’เห็น’ในสัจธรรมของโลกหลังความตาย มันเลยไม่ใช่สิ่งน่าวิตกจริตนักกับคำถาม ตายแล้วไปไหน? จะสูญหรือจะหาย? พระเจ้าจะมารอรับไหม? ช่วงเวลาโอกาสเล็กๆที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์นี้ สิ่งสำคัญสุดคือการสร้างบุญบารมี ตนเองเกิดความพึงพอใจในสติ สมาธิ ปัญญาที่พากเพียรสะสมกระทำมานี้แล้วหรือยัง ถ้ามันยังน้อยตายไปแล้วเกิดใหม่ในนรกก็แสดงว่าทำชั่วมากกว่าทำดี ฟลุ๊คได้ขึ้นสวรรค์ก็แสดงว่ามาถูกทาง นี่เป็นสิ่งที่ใครก็ตอบเราไม่ได้เท่าตัวเอง มันช่างน่ากลัวเสียเหลือเกินว่า ทุกสิ่งอย่างที่ทำมานี้ เพียงพอหรือเปล่าที่ตายแล้วจะได้ไปผุดเกิดที่ไหนต่อ

คนสมัยนี้อาจมองว่า นรก เป็นเพียงนิทานหลอกเด็ก แต่ถ้าคุณเติบโตขึ้นแล้วหาได้มีความเข้าใจ หรือค้นพบรับรู้ตัวเองว่า ‘นรกมีจริง’ มันก็แปลว่าคุณยังคงเป็นเด็กน้อยหน้าละอ่อนในคราบของผู้ใหญ่ ร่างกายเติบโตเต็มวัยแต่ตัวตนจิตวิญญาณ ยังคงแหวกว่ายเวียนวนอยู่ใต้โคลนตม, ก็ไม่ได้จะบอกว่าดอกบัวของผมนั้นลอยขึ้นเหนือน้ำแต่ประการใด แต่แค่ว่าครั้งหนึ่งเคยมีโอกาสชะโงกขึ้นไปเห็น นั่นทำให้ตัวเองหวาดกลัวชิบหายเลยละ จ้องมองอสุภะหน้าศพเน่าเปื่อยฝ่อนเฝะแค่ไหน กลายเป็นความหอมหวานสำหรับชีวิตไปเลย

สิ่งหนึ่งที่ผมใคร่สนใจในตัวผู้กำกับนุชชี่ คืออยากรับรู้ว่าเขาพบเห็นอะไรจากการเข้าป่า ฝึกอสุภะ นั่งกรรมฐาน สิ่งที่อยู่ในหนังเป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวส่วนหนึ่งที่สามารถถ่ายทอดออกมาได้เท่านั้น เพราะสำหรับคนที่เข้าป่าแล้วไปได้ไปยิงเสือดำทำร้ายสัตว์ มันอยู่ที่บุญบารมีของคุณล้วนๆ มาดีมาร้าย เห็นช้าง/เสือ แล้วมันวิ่งกรูเข้ามาหาหรือเผ่นแนบหนีหายจากเรา, ครั้งหนึ่งผมไปนั่งถ้ำปางช้าง อยากเจอชิบหายได้ยินเสียงแล่นแป้น แต่ก็ได้แค่จมกองขี้ นั่งเพ่งพิจารณาซากมูลกลิ่นหอมโชยของมันไป ไม่มีโอกาสได้เจอเข้ากับตัวที่ไม่ใช่จากสวนสัตว์สักที

แนะนำสักนิดสำหรับคนคิดธุดงค์ สัจจะคือสิ่ง’เป็นตาย’ ดูจริตของตนเองให้พร้อม อะไรคิดว่าไหวถือได้จงมั่นไว้ให้สำเร็จลุล่วง เพราะถ้ามันล้มเหลวแค่เพียงครั้งเดียว อาจส่งผลต่อทั้งชีวิต ทำอะไรไม่ประสบความสำเร็จสักอย่าง

วิธีการของผู้กำกับในการขายหนังเรื่องนี้ คืออ้อมโลกนำออกฉายต่างประเทศให้ประสบความสำเร็จ คว้ารางวัลมีชื่อเสียงเสียก่อน แล้วค่อยหวนนำมาฉายในเมืองไทย, นี่คือสูตรสำเร็จของหนัง Indy ที่ถ้าของดีแน่จริงย่อมมีแนวโน้มประสบความสำเร็จได้อยู่และ เจาะตลาดผู้ชมบางจำพวก (เช่นผม) ที่ชอบดูหนังดีการันตี มากกว่าหนังดาษๆแฟชั่นตลาดทั่วไป

ความสำเร็จของมะลิลา ไม่ได้วัดกันที่คว้ารางวัลมากมาย หรือทำเงินกำไรล้นหลาม แต่คือการได้นำเสนออะไรใหม่ๆให้กับวงการภาพยนตร์โดยเฉพาะกับคนไทย เพราะจะมีเฉพาะก็ชาวสยามประเทศเท่านั้นแหละจะสามารถทำความเข้าใจหนังเรื่องนี้ได้เกินกว่า 80-90% ต่างชาติจะได้เพียงแค่สัมผัสรู้ยอมรับ แต่ยากนักจะเข้าถึงปรัชญาแนวคิด และขนบวิถีบางอย่างที่แอบฝังซ่อนเร้นอยู่

มะลิลา คือ Masterpiece แห่งวงการภาพยนตร์ ได้ทำการเปิดประตูหนึ่งที่ชาวตะวันตกมิอาจเดินเข้าไป หรือเกิดความรับรู้เข้าใจได้ ขณะที่ชาวตะวันออกถ้าไม่ใช่คนที่ศึกษาเรียนรู้จักพุทธศาสนา ก็อาจจะได้แค่เดินเข้าประตูแต่ไม่พบเห็นว่าภายในมีอะไร ซึ่งสิ่งที่ผมพบเห็นภายในนั้นคือประสายแสงแห่งธรรมจักร ส่องสว่างเป็นประกายระยิบระยับ งดงามเจิดจรัสตระการตายิ่งนัก นี่เป็นสิ่งที่ต้องใช้มากกว่าจิตใจสัมผัสรับรู้ แต่คือสติ สมาธิ และปัญญา

ผมตั้งใจจะจัดอันดับภาพยนตร์เชิงพุทธศานา แต่ก็ยังไล่ค้นหาได้ไม่กี่เรื่องเท่านั้น ขอนำมาแนะนำเฉพาะที่เขียนบทความถึงในบล็อคนี้ก็แล้วกัน ประกอบด้วย Guide (1965), A Touch of Zen (1971), Raining in the Mountain (1979), สันติ วีณา (พ.ศ. ๒๔๙๗), แพรดำ (พ.ศ. ๒๕๐๔) ฯ

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” สำหรับคนที่ดูครึ่งแรกไม่ค่อยเข้าใจ แต่ถ้าสามารถดิ้นรนทนไปถึงครึ่งหลัง พอพระเชนจ้องอสุภะเมื่อไหร่ การันตีว่าคุณจะจดจำภาพแห่งความไม่จีรังของชีวิตไปจนวันตายเลยนะ

สำหรับคนที่นั่งสมาธิเป็น พอถึงครึ่งหลังให้เริ่มสงบสติอารมณ์ จับลมหายใจตัวเองเตรียมรอพร้อมได้เลย จ้องมองภาพอสุภะตาไม่กระพริบ หายใจเข้า-ออก อย่างนุ่มนวลเข้าลึกสุด-ออกสุดเป็นจังหวะ จะพบเห็นเลยว่าทุกวินาทีของการตัดต่อเปลี่ยนภาพ มีความลงตัวในห้วงหนึ่งของลมหายใจแทบพอดิบพอดี วิธีการนี้จะไม่ทำให้คุณปั่นป้วนท้องไส้มากนักสำหรับคนไม่เคยเห็นหรือฝึกมาก่อน และโดยไม่รู้ตัวจะทำให้คุณมีสติ/สมาธิขึ้นด้วย

หลังดูหนังจบ ก็จงจดจำเอาความคิด/รู้สึกนั้นมาครุ่นคิดต่อยอดเสียด้วยนะครับ ไม่ก็พูดคุยกับเพื่อนค้นหาทำความเข้าใจหนัง ถ้าปล่อยให้ทุกสิ่งอย่างเกิดขึ้นแล้วจบสิ้นหายไป มันโคตรจะเสียเวลาแย่งชาติหมามาเกิดมากๆ มีโอกาสเรียนรู้ฝึกเรียนสมาธิจากภาพยนตร์ชั้นดี แล้วยังจะทิ้งๆขว้างๆแบบไม่สนใจใยอีก เทวดาฟ้าดินที่ไหนก็ช่วยท่านไม่ได้หรอกนะ

จัดเรต 18+ กับภาพความตาย เลิฟซีนชาย-ชาย และบรรยากาศความตึงเครียด

TAGLINE | “มะลิลา คือการบอกรัก บอกลา และโอบกอดความตายอันหอมหวาน เพื่อมุ่งสู่วิถีแห่งความสงัดเงียบ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of