หนุมาน พบ เจ็ดยอดมนุษย์ (1974)

หนุมานพบ 7 ยอดมนุษย์

หนุมาน พบ เจ็ดยอดมนุษย์ (พ.ศ. 2517) หนังไทย : สมโพธิ แสงเดือนฉาย & Shohei Tôjô ♥♥♥

การันตีว่าหนังเรื่องนี้ ถ้าคุณไม่ใช่คนไทยจะบอกว่า นี่เป็นหนังอุลตร้าแมนที่ห่วยแตกที่สุดในโลก, แต่ถ้าคุณเป็นคนไทย ผมมีอีกมุมมองหนึ่งที่น่าสนใจมากๆมาเล่าให้ฟัง และจะบอกว่าคนไทยสมัยก่อนหลงใหลคลั่งไคล้หนังเรื่องนี้มาก ถึงขนาด 7 วันแรกที่ฉายทำเงินถึง 1 ล้านบาท (เยอะมากๆในสมัยนั้น) ไม่แน่นี่อาจเป็นหนังโปรดของพ่อแม่ ลุงป้า ปู่ย่า ของคุณก็ได้ อย่าดูถูกหนังเรื่องนี้ไป

ช่วงนี้กระแสเรื่องวัฒนธรรมกำลังมาแรง ถกเถียงถึงความเหมาะสมไม่เหมาะสม กับการนำเอาสิ่งโบราณขึ้นหิ้งเคารพบูชา มาทำให้เกิดภาพร่วมสมัย, การถกเถียงลักษณะนี้มีมาอย่างยาวนานมากแล้วทั่วโลก ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นในรอบปีหรือทศวรรษ แต่นับเป็นศตวรรษ ไม่เคยและไม่มีวันได้ข้อสรุป แต่ฝ่ายไหนแพ้ประวัติศาสตร์สอนเราไว้อย่างชัดเจนแล้ว ไม่ต้องรอบทพิสูจน์อนาคตกาลข้างหน้าหรอก ปัจจุบันก็บอกได้ว่ากำลังจะเกิดอะไรขึ้น, ผมถือตัวเองเป็นคนที่เติบโตขึ้นระหว่างรอยต่อยุคสมัย ในช่วงเปลี่ยนผ่านโลกยุคก่อนสู่โลกยุคโลกาภิวัตน์ นั่นทำให้อะไรเก่าๆผมก็ยังรับมา และอะไรใหม่ๆก็ยังรับได้ ทัศนคติของผมต่อทุกสิ่งอย่างเป็นไปในแบบ ‘ร่วมสมัย’ เข้าใจอดีต ปัจจุบันและอนาคต, ส่วนตัวไม่มีอคติใดๆกับการตีความ นำเสนอเรื่องราวที่เป็นวัฒนธรรมขึ้นหิ้ง ดัดแปลงเป็นสิ่งร่วมสมัย ส่วนตัวมองว่าเหมาะสมอย่างยิ่งเสียอีก เพราะจะเป็นสิ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นและไม่เกิดความเกรงกลัวต่อความโบราณเก่าแก่ กล้าที่จะเข้าหา ท้าทายคิดสร้างสรรค์สิ่งอะไรใหม่ๆ ในความเหมาะสมไม่เหมาะสมผู้ใหญ่สามารถวิจารณ์ได้ แต่สิทธิ์ในการห้ามปามนั้นไม่สมควร เพราะนั่นเป็นการกีดกันวิวัฒนาการ ที่อาจทำให้ทุกอย่างพังคลืนลงมาได้

อะไรทุกสิ่งอย่าง เมื่อถึงจุดๆหนึ่งย่อมถึงวันตาย สูญสิ้นสลาย ไร้ผู้สืบทอดต่อ, ประเพณี วัฒนธรรมก็เช่นกัน อะไรที่เกิดขึ้นมานมนานแล้ว ถ้าไม่ได้รับการพัฒนา สานต่อ ก็ใกล้ถึงเวลาล่มสลาย จบสิ้น ไม่ใช่ว่าขณะนี้เป็นเวลา 11 นาฬิกาของอะไรๆพื้นบ้านหลายๆอย่างหรอกหรือ? คนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจสืบสานวัฒนธรรมเหล่านี้อย่างจริงจัง มีสักเท่าไหร่ เหลือถึง 5% ของประเทศหรือเปล่า? นี่แปลว่ากำลังเข้าใกล้จุดสิ้นสุด ที่พอเข็มถึง 12 นาฬิกา ก็จะหมดสิ้น สูญหายไปโดยวัฏจักร, วิธีการที่จะทำให้เข็มนาฬิกาเดินต่อไม่หยุดตายสนิท นั่นคือการ reset หรือเปลี่ยนถ่านใหม่ ทำให้สิ่งที่เคยมีกลายเป็นของใหม่ สมัยใหม่ (หรือที่ผมเรียกว่าร่วมสมัย) เปรียบได้กับการฟื้นคืนชีพของสิ่งที่กำลังจะตาย หรือตายไปแล้ว ให้ได้เริ่มต้นใหม่ เกิดใหม่ เริ่มหมุนใหม่ คราวนี้คงอีกพักใหญ่ กว่าเข็มนาฬิกาจะวนไปถึง 11 นาฬิกาอีกรอบ

ในมุมของคนขวาจัด ทุกสิ่งอย่างเปลี่ยนไปจากเดิมไม่ได้ แปรสภาพไม่ได้ อะไรเคยมีมาก็ต้องเป็นแบบนั้นสืบไป, เคยดู 12 Angry Men ไหมละครับ ใครที่ยังเป็นแบบนั้น ผมอยากให้ทุกคนหันหลังให้กับเขา ปล่อยให้เขาเป็นหมาหัวเน่าสาธยาความเฟะของตนเองออกมา เราอาจหันไปมองด้วยใบหน้าของคนเหม็นขี้ ถุยน้ำลายใส่แล้วหันหลังกลับไม่สนใจ ยังมีอีกเยอะนะครับคนแบบนี้ เราไม่ต้องไปสนใจเขาหรอก และไม่ต้องไปพยายามทำความเข้าใจคนแบบนี้ เพราะพวกที่จะฟังได้ก็มีแต่หมาเน่าด้วยกันเอง

บางที บางสิ่งบางอย่าง ปล่อยให้มันตายไป ณ วันนี้ ให้คนรุ่นหลังกล่าวโทษคนสมัยนี้ นี่น่าจะเป็นบทเรียนในอนาคตที่ดีกว่าปัจจุบัน

กลับมาพูดถึงหนังดีกว่า หนุมานพบ 7 ยอดมนุษย์ เกิดขึ้นจากการที่ Eiji Tsuburaya เจ้าของฉายา Master of Monsters ผู้ก่อตั้ง Tsuburaya Productions ถึงแก่กรรมในปี 1970 (พ.ศ.2513) และได้ทิ้งหนี้สินมหาศาลให้ครอบครัว หนึ่งในลูกชายของ Tsuburaya เดินทางมาประเทศไทยเพื่อขอความช่วยเหลือสมโพธิ แสงเดือนฉาย ที่เคยได้ร่วมงานกันมาก่อน ตอนแรกสมโพธิเสนอที่จะให้เงินช่วยเหลือ แต่ทางลูกของ Tsuburaya ตอบปฏิเสธ และยื่นข้อเสนอที่จะสร้างภาพยนตร์ด้วยกัน ทั้งหมด 2 เรื่อง โดยเรื่องก่อนหน้าหนังเรื่องนี้ คือ ยักษ์วัดแจ้งพบจัมโบ้เอ สร้างเสร็จปีเดียวกัน แต่เข้าฉายช่วงต้นปี

คงต้องท้าวความถึง คุณสมโพธิ แสงเดือนฉายก่อนนะครับ เป็นผู้อำนวยการสร้าง และผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทย ก่อตั้งบริษัท ไชโยโปรดักชั่นส์ จำกัด มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในภาพยนตร์แนวสัตว์ประหลาด, แฟนตาซี ที่ต้องใช้ Speciel Effect และเป็นบุคคลสำคัญผู้ให้กำเนิดอุลตร้าแมน, เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2484 ที่อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ เดิมมีชื่อว่า เล็ก เนื่องจากเป็นลูกคนเล็กของครอบครัว กลายเป็นเด็กวัดตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ที่วัดไพชยนต์พลเสพย์ราชวรวิหาร จากการขอพ่อแม่ออกไปอยู่เอง ด้วยความฝันที่อยากเป็นนักสร้างภาพยนตร์ตั้งแต่เด็ก ได้รับแรงบันดาลใจจากผลงานการ์ตูนของประยูร จรรยาวงษ์ และภาพยนตร์เร่ที่มาฉายข้างวัด และที่นี่เอง ที่เจ้าอาวาสได้เปลี่ยนชื่อให้เป็น “สมโพธิ” อย่างในปัจจุบัน มีความหมายถึงสัมโพธิญาณ หรือการตรัสรู้ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

สมโพธิเริ่มต้นเรียนรู้งานสร้างภาพยนตร์จากการเป็นลูกจ้างร้านถ่ายรูป ตอนอายุ 15 เข้าศึกษาต่อด้านการถ่ายภาพและภาพยนตร์ที่วิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ มีผลงานด้านภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ เมื่ออายุได้ 20 ปี ได้รับทุนการศึกษาจากธนาคารออมสิน กับธนาคารมิตซุยไปศึกษาต่อด้านเทคนิคภาพยนตร์ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเวลา 2 ปี ในบริษัท Toho Production และได้พบกับ Eiji Tsuburaya ในฐานะเป็นนักศึกษาฝึกงานและมีส่วนร่วมในการสร้าง Ultraman

ด้วยความที่สมัยนั้นหนังแนวสัตว์ประหลาดของญี่ปุ่น (Kaiju) มักจะเป็นสัตว์ประหลาดสู้กัน อาทิ King Kong vs Godzilla สมโพธิมีความรู้สึกไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ เขาพูดคุยนำเสนอกับ Eiji Tsuburaya ว่าน่าจะสร้างฮีโร่ที่เป็นมนุษย์และมีความสามารถเหนือมนุษย์ปราบอธรรม, ด้วยความที่คุณสมโพธิเคยเป็นเด็กวัด ได้เคยซึมซับธรรมะมา จึงวางคอนเซ็ปไว้ว่า ยอดมนุษย์ที่ใช้ธรรมะปราบอธรรม มาตั้งแต่ครั้งบรรพกาลก็คือ พระพุทธเจ้า

‘ชื่อยอดมนุษย์นี่ผมเป็นคนตั้งเอง คือจริงๆแล้วพระพุทธเจ้าท่านก็เป็นมนุษย์ แต่ท่านสั่งสมความดีจนสามารถ ตรัสรู้ธรรม ท่านจึงเป็นยอดแห่งมนุษย์ แรงบันดาลใจเกิด จากตรงนี้ ผมจึงนำภาพถ่ายพระพุทธรูป 3 องค์ ไปให้อาจารย์ Eiji ดู เป็นพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยและอยู่ในจังหวัดสุโขทัยทั้ง 3 องค์ คือพระปางลีลา จากวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ, พระปางห้ามญาติ วัดสะพานหิน และพระอัฏฐารส ปางเปิดโลก ซึ่งอาจารย์เห็นแล้วชอบมาก ท่านจึงให้นำพระพุทธรูปดังกล่าวมาเป็นต้นแบบในการร่างคาแร็กเตอร์ของยอดมนุษย์ โดยมี Toru Narita เป็นผู้เขียน แบบตามที่ผมบอก

นอกจากนั้นอาจารย์ Eiji ยังสังเกตเห็นว่าพระพุทธรูปทั้ง 3 องค์มีท่าทางไม่เหมือนกัน ผมก็อธิบายว่านี่คือปางต่างๆของพระพุทธรูป เช่น ปางห้ามญาติ ปางเปิดโลก แต่ละปาง ก็มีพุทธานุภาพไม่เหมือนกัน อาจารย์ก็รู้สึกทึ่ง และบอกว่า น่าจะนำท่าทางเหล่านี้มาดีไซน์เป็นท่าไม้ตายในการปราบสัตว์ประหลาด จนสุดท้ายก็ออกมาเป็นท่าปล่อยแสง

เหตุที่ผมนำพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยมาเป็นต้นแบบก็เพราะพระพุทธรูปในสมัยนี้ท่านมีใบหน้าที่ยิ้ม ดูมีเมตตา คืออุลตร้าแมนเป็นพระเอกก็ควรจะดูใจดี ซึ่งจุดที่เรานำมาเป็นจุดเด่นของอุลตร้าแมนก็คือใบหน้าเรียวมน ปากยิ้ม ตาเรียวคล้ายกับตาพระพุทธรูปที่หลุบตามองต่ำ และรูปร่างเพรียว ที่สำคัญอุลตร้าแมนเป็นยอดมนุษย์ที่ไม่มีอาวุธ แต่จะปราบสัตว์ประหลาดโดยการปล่อยแสงออกจากร่างกาย ซึ่งแสงนี้ก็เปรียบเสมือนพลังแห่งความดีที่มีอยู่ในตัว’

นอกจากคาแรกเตอร์ของอุลตร้าแมนแล้วเนื้อหาของภาพยนตร์ก็ยังนำเอาธรรมะขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้ามาเป็นแก่นแกนในการดำเนินเรื่อง เพื่อให้เด็กๆ ซึมซับในเรื่องของคุณธรรม ซึ่งก่อนที่พระพุทธเจ้าจะตรัสรู้นั้นท่านต้องปราบพวกมารมากมาย สัตว์ประหลาดในเรื่องอุลตร้าแมนก็เหมือนกับมาร ส่วนอุลตร้าแมนจะเป็นฮีโร่ที่มีความเมตตา บางทีจับสัตว์ประหลาดได้ก็พาไปส่งที่ดวงดาวที่สัตว์ประหลาดอยู่ ไม่ได้ฆ่าทิ้งเสียทีเดียว และในฉากการต่อสู้กับสัตว์ประหลาด จะต้องไม่มีภาพที่น่ากลัว เลือดสาดเหมือนภาพยนตร์การ์ตูนสมัยนี้ ซึ่งมันจะไปปลูกฝังให้เด็กเป็นคนก้าวร้าว และโหดร้ายโดยไม่รู้ตัว

reference: http://www.manager.co.th/Dhamma/ViewNews.aspx?NewsID=9490000139435

กลับมาเมืองไทย สมโพธิได้เริ่มต้นจากการทำละครโทรทัศน์เรื่องไกรทอง (พ.ศ.2515) ในนามไชโยภาพยนตร์ (บริษัท ไชโยโปรดักชั่นส์ จำกัด ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2509, ไชโย หมายถึง ชัยชนะ เป็นชื่อที่ได้รับการตั้งจากหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช) ได้ทุนเริ่มต้น 3 พันบาทจาก ประยูร จรรยาวงษ์ ราชาการ์ตูนไทย หลังฉายได้กำไรคืนมา 2 แสนบาทก็ลงทุนทำละครโทรทัศน์ต่ออีกหลายเรื่อง จนกระทั่งได้ทุนมากพอทำภาพยนตร์ฉายโรงเรื่องแรก ท่าเตียน (พ.ศ.2516) นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี และ สุภัค ลิขิตกุล ด้วยทุนสร้าง 2 แสนบาท หนังทำเงินเฉพาะในกรุงเทพฯ 1.4 ล้านบาท ต่างจังหวัดอีกกว่า 3 ล้านบาท

ผลงานภาพยนตร์เรื่องที่ 2 ยักษ์วัดแจ้งพบจัมโบ้เอ (พ.ศ.2517) เป็นการร่วมงานกันครั้งแรกระหว่างไชโยภาพยนตร์ กับ Tsuburaya Productions และเป็นครั้งแรกที่นำเอาตัวละครซุปเปอร์ฮีโร่ของไทยและญี่ปุ่นมาพบกัน เมื่อออกฉากประสบความสำเร็จอย่างสูง เข้าฉายที่โรงภาพยนตร์โคลีเซี่ยมเพียง 7 วัน ทำรายได้ 1 ล้านบาท

หนุมาน พบ เจ็ดยอดมนุษย์ เป็นเรื่องราวของเด็กชายชื่อโก๊ะ ถูกโจรขโมยเศียรพระยิงเสียชีวิต เจ้าแม่อุลตร้าเห็นความดี จึงเรียกวิญญาณของหนุมานให้เข้าสิงร่างเพื่อปกป้องโลกมนุษย์, ต่อมาในวันหนึ่ง การทดลองยิงจรวดของ ดร.วิสุทธิ์ เกิดการผิดพลาด ทำให้สัตว์ประหลาด 5 ตัว ออกอาละวาดจน หนุมานเข้าต่อสู้คนเดียวพ่ายแพ้ เหล่าพี่น้องอุลตร้าทั้งหกต้องไปช่วยจนชนะเหล่าสัตว์ประหลาดได้

ฟังดู ‘ไร้สาระ’ มากใช่ไหมเอ่ย มันดูไม่เข้ากันเลย หลายคนคงมีคำถาม อาทิ ทำไมอยู่ดีๆเจ้าแม่อุลตร้าถึงเรียกวิญญาณของหนุมานมาจากไหน? ผมแถแทนหนังให้นะครับ เพราะอุลตร้าแมนสร้างจากแนวคิดของคุณสมโพธิ ที่เปรียบกับอวตารร่างหนึ่งของพระพุทธเจ้า ถ้ามองแบบนี้คงไม่แปลก ว่าเจ้าแม่อุลตร้าจะมีอิทธิฤทธิ์สามารถชุบชีวิต หรือเรียกวิญญาณของหนุมานมาได้

หนุมานคุยกับพระอาทิตย์ได้ด้วยหรือ? แนะนำให้ไปหาหนังเรื่อง ศึกกุมภกรรณ (พ.ศ.2527) มาดูนะครับ เป็นตอนหนึ่งของรามเกึยรติ์ ซึ่งหนังดัดแปลงเอาเรื่องราวจากตอนศึกกุมภกรรณนี้ มาใช้ประกอบเรื่องราวของหนุมานกับพระลักษณ์ ในครึ่งแรกของหนังเลยเต็มๆเลยละ

สัตว์ประหลาดโผล่มาได้ยังไง? จากการทดลองปล่อยจรวดที่ผิดพลาดของ ดร.วิสุทธิ์ (ที่มีความหยิ่งยโส เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ) ทำให้สัตว์ประหลาดที่หลับใหลจำศีลอยู่ใต้ดินตื่นขึ้นมา (ตื่นขึ้นจากความชั่วร้ายในจิตใจของมนุษย์) มีทั้งหมด 5 ตัวประกอบด้วย Gomora, Astromons, Dustpan, Dorobon, และ Tyrant ถ้าหนังเรื่องนี้เป็นหนังของผู้สร้างระดับ Akira Kurosawa หรือ Ishirō Honda สัตว์ประหลาดทั้ง 5 คงมีความหมายแทนความชั่วร้าย/กิเลสอะไรสักอย่างของมนุษย์ เช่น รัก/โลภ/โกรธ/หลง ฯ แต่เมื่อไม่ใช่ มันก็ไม่รู้จะแถอะไรให้นะครับ เอาว่าคือมวลรวมของอธรรม ที่เป็นความชั่วร้ายที่ซ่อนอยู่ในจิตใจของมนุษย์

แล้วยอดมนุษย์ทำไมถึงมี 6-7 ตน? นั่นเพราะซีรีย์อุลตร้าแมนตอนนั้น มียอดมนุษย์ที่ปรากฎตัวออกมาแล้ว 6-7 ตน อุลตร้าแมน, อุลตร้าแมนโซฟี่, อุลตร้าเซเว่น, อุลตร้าแมนแจ็ค, อุลตร้าแมน เอซ, อุลตร้าแมนทาโร่ และ เจ้าแม่อุลตร้า, ผมแถให้ตามชื่อหนังนะครับ 7 ยอดมนุษย์ รวมหนุมานคือ 8 อาจสื่อถึง มรรคมีองค์ 8 ที่เป็นหนทางของการเอาชนะกิเลส หรือการดับทุกข์

นำแสดงโดย
ยอดชาย เมฆสุวรรณ รับบทเป็น ดร. วิสุทธิ์ ผู้ชั่วร้าย
ภาวนา ชนะจิต รับบทมาริสา พี่สาวผู้ใจดี
สนิท แก้วดี รับบทโก๊ะ เด็กชายที่กลายเป็นหนุมาน
อวบ สมชาติ รับบท… น้องชายของมาริสา กองเชียร์หนุมาน

ถ่ายภาพโดย มา จินดา, กำกับเทคนิคโดย สมโพธิ แสงเดือนฉาย, งานภาพของหนังเรื่องนี้ถือว่าน่าพิศวงมากๆ มี Visual Effect ที่ตระการตามาก ในระดับที่ผมก็ไม่รู้ว่า ถ่ายยังไงถึงได้ภาพแบบนั้น เช่น ฉากเปิดเรื่องพระอาทิตย์ที่มีเปลวเพลิงแผดเผา, หรือฉากตอนเจ้าแม่อุลตร้าชุบชีวิตหนุมาน ใช้แสงสีซ้อนภาพ ออกมาเห็นเป็นการแทรกสอดของอะไรสักอย่าง ฯ นี่น่าพิศวงมาก ตื่นตระการตาจริงๆ, ผมไม่แน่ใจโบราณสถานที่หนังไปถ่าย คือที่ไหน? คาดเดาว่า อาจจะคือสุโขทัย (เพราะอุลตร้าแมนได้จำลองแบบจากภาพพระพุทธรูปยุคสุโขทัย) สำหรับฉากจำลองและหุ่นสัตว์ประหลาด ก็ออกแบบมาได้น่าทึ่งทีเดียว ผมชอบขณะต่อสู้กันมาก คือมันชุลมุนวุ่นวาย ระเบิดพลุหลายสีสัน แบบว่าไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการต่อสู้เลย สร้างบรรยากาศการต่อสู้เฉยๆ และท่าทางการเคลื่อนไหวของสัตว์ประหลาดที่ทำเอาผมหัวเราะท้องแข็ง (นี่อาจเป็นความจงใจของคุณสมโพธินะครับ ที่ไม่ได้ต้องการนำภาพการต่อสู้ที่ซีเรียส จริงจัง แบบเอาเป็นเอาตาย คือถ้ามองว่าหนังคือ Comedy และไม่อคติจริงจังอะไรมากกับหนัง คุณอาจได้หัวเราะท้องแข็งเป็นแน่)

ลำดับภาพไม่มีเครดิต (น่าจะ สมโพธิ แสงเดือนฉาย) ผมขอแบ่งหนังออกเป็น 2 ส่วน ครึ่งแรกครึ่งหลัง, ต้องบอกว่าครึ่งแรกน่าสนใจและดูสนุกมากๆ แฝงข้อคิดเกี่ยวกับ วิทยาศาสตร์ vs ความเชื่อ, เด็ก vs ผู้ใหญ่ ได้อย่างลงตัวมากๆ, มีฉากหนึ่งที่ผมชอบมากๆ ขณะเล่าเรื่องเปรียบเทียบหนุมานกับพระลักษณ์ และหนุมานต้องไปเอายาสังกรณีตรีชวา บนยอดเขาสรรพยามาเพื่อช่วยชีวิตพระลักษณ์ จังหวะของการตัดต่อฉากนี้มีชั้นเชิง และทำได้ลงตัวมากๆ งานภาพก็แปลกพิศดาร เหมือนอยู่ในโลกแฟนตาซี, ตอนแรกผมสงสัยว่าจะเล่า หนุมานกับพระลักษณ์มาทำไม เมื่อดูต่อไปก็จะร้องอ๋อเลย เพื่อแบบนี้นี่เอง ถึงช่วงนี้ผมอึ้งไปเลย ถ่ายทอดออกมาได้ยอดเยี่ยมมากๆ

แต่พอย่างเข้าครึ่งหลังของหนัง มันเกิดอะไรขึ้น อยู่ดีๆการทดลองล้มเหลว สัตว์ประหลาดโผล่ออกมา มันไม่ make sense แม้แต่น้อย และยิ่งกับการตัดต่อสลับกันระหว่างยอดมนุษย์สู้กับสัตว์ประหลาด และภาพของมนุษย์ 2-3 กลุ่มที่ยืนลุ้นการต่อสู้อยู่ คงไม่มีใครสมัยนี้พูดว่ามันเวิร์คนะครับ เป็น Montage ที่มั่วมาก หาความสมจริงไม่ได้ แล้วอะไรกัน กองเชียร์หรือนั่น ยอดมนุษย์แพ้แล้ว! ยอดมนุษย์ชนะแล้ว! โหไอ้เด็กเวร เอ็งสนแค่แพ้ชนะใช่ไหมนี่ หรือดูการสู้กันสะใจเป็นพอ, ผมช่วยแถให้นะครับ กับเหตุผลที่ทำออกมาลักษณะนี้ ถือว่ามีความ Artistic สูงมากๆ คือจริงๆจะมีแค่ยอดมนุษย์สู้กับสัตว์ประหลาดลากยาวไปจนจบเลยก็ได้ (มันก็เชิง ธรรมมะสู้กับอธรรม ล้อกับครึ่งแรกของหนังนะแหละ) แต่เพื่อไม่ให้ผู้ชมรู้สึกเบื่อ มนุษย์ 2-3 กลุ่มที่ตัดมาให้เห็นนี้ คือ ตัวแทน reaction ของผู้ชมคนดูที่หน้าจอ (จะถือว่าพวกเขานั่งอยู่ ring side ดูการต่อสู้อยู่ในระยะใกล้ชิด) เป็นตัวแทนกองเชียร์ของ เด็ก/ผู้หญิง วัยรุ่น ผู้ใหญ่ ฯ ลองนึกถึงตอนเชียร์มวยนะครับ กองเชียร์เป็นยังไง กับฉากที่ตัดให้เห็นมนุษย์พวกนี้ ผมก็เห็นเป็นเช่นนั้นเลย

หนังไม่มีเครดิตเพลงประกอบนะครับ (สงสัยลืมใส่) ส่วนเพลงต้นเรื่อง หนุมาน ขับร้องโดย ชาย เมืองสิงห์, หนังใช้ส่วนผสมของทั้งดนตรีไทยและเพลงสากล กับฉากที่มีเด็กๆและขณะหนุมานออกโรงก็จะได้ยินเสียงระนาด ตะโกน กลอง ฉิ่งฉับ ฯ แต่ถ้าเป็นยอดมนุษย์หรือขณะทดลองปล่อยจรวด จะได้ยินเพลงสากลเสียเป็นส่วนใหญ่

กับคนดูหนังสมัยนี้ คงจะรู้สึก wtf กับหนังมาก สร้างขึ้นมาได้ยังไง หาความสนุกไม่ได้ ไม่มีความสมเหตุสมผลเลย นั่นเพราะว่า คุณเกิดในยุคที่ Visual Effect มีความสมจริง เนื้อเรื่องต้องสมเหตุสมผล มีอะไรเจ๋งๆเป็นสิ่งให้เปรียบเทียบมากมาย, แต่ผมจะบอกว่า ตอนหนังเรื่องนี้ฉาย ผู้ชมโดยเฉพาะคนไทยสมัยนั้นชื่นชอบหลงใหลหนังเรื่องนี้มาก หนังเข้าฉายต้อนรับช่วงปิดเทอมปลายปี ที่โรงภาพยนตร์เฉลิมกรุง แค่ 2 วันแรกก็ทำเงินกว่า 3 แสนบาท หมดสัปดาห์แรกทำเงินถึง 1 ล้านบาท นี่เป็นรายรับที่ถือว่าระดับ Blockbuster เลยละ

ก็คงมีหลายคนส่ายหัว ‘ไม่จริงใช่ไหม’ ‘ฤาฉันฝันไป’ เป็นไปได้ยังไงกัน พ่อแม่ ปู่ย่า ของฉันอาจเป็นหนึ่งในคนที่ดูหนังเรื่องนี้ตอนที่เข้าฉาย และอาจชื่นชอบกลายเป็นหนังโปรดสมัยเด็ก เกิดอะไรขึ้นกับวงการภาพยนตร์หนังไทย!, ผมตอบคำถามนี้ให้นะครับ นี่คือ ทัศนคติ รสนิยมของคนไทยต่อการรับชมภาพยนตร์ มีคำพูดหนึ่งที่ผมจดบันทึกไว้ เอามาให้อ่านกันนะครับ

“ประวัติศาสตร์ของการภาพยนตร์ได้พิสูจน์แล้วหลายครั้งว่าคนดูหนังนั้นพร้อมที่จะเสียเงินสิบสองบาทเพื่อแลกกับความสนุก ซึ่งมีราคาแท้จริงเพียงบาทหนึ่งหรือสองบาทเท่านั้น แต่คนดูหนังนั้นจะไม่ยอมเสียเงินเพียงบาทหนึ่งหรือสองบาทเพื่อแลกกับสติปัญญา ซึ่งอาจจะมีค่าถึงสิบสองบาทหรือกว่านั้นเลย ทั้งนี้เป็นปรัชญาทางเศรษฐกิจซึ่งฝังอยู่แน่นในใจของฝูงชน ผู้มีปัญญาคนใดที่อาจหาญพยายามจะแก้ไขความรู้สึกและความเชื่อถือเช่นนี้ ได้ถูกฝูงชนขับไล่หรือกระทำย่ำยีด้วยวิธีอื่น ๆ มาแล้วมากต่อมาก ในความเห็นของฝูงชนทั่วไปนั้นแสงสว่างแห่งปัญญานั้นแม้ว่าจะมีค่าสูงมากมายเพียงใดก็ตาม ก็ยังไม่มีค่าสูงเท่ากับความมืด เพราะความมืดนั้นมีคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่กว่า คือทำให้คนหลับได้สบาย”

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนไว้ในหนังสือเรื่อง เมืองมายา

ผมมองหนังเรื่องนี้ต่างจาก พระเจ้าช้างเผือก มากๆ นั่นเป็นหนังที่สร้างขึ้นโดยไม่เคารพความเป็นไทยเสียเลย (เป็นหนังที่สร้างขึ้นเพื่อดูถูกเหยียดหยามเชื้อชาติไทยโดยแท้) แต่กับหนังเรื่องนี้ ให้เปรียบก็คือ Blockbuster ของ Michael Bay ที่สร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงล้วนๆ หาสาระประโยชน์อื่นไม่ได้ แต่มันก็มีคุณค่าของมันนะครับ คือให้ความบันเทิง แฟชั่นนิยมกับคนยุคสมัยนั้น, กับคนยุคหลังๆอย่างเราๆคงไม่เข้าใจหรอกว่า ทำไมมันได้รับความนิยม ฮิตกันไปได้ยังไง ไม่เห็นจะสนุกเลย ผมเองก็ไม่เข้าใจเช่นกัน แต่จากย่อหน้าที่แล้ว และข้อมูล หลักฐาน อ้างอิง ที่ค้นคว้ามา ก็จำต้องเชื่อแบบนั้น และยอมรับเข้าใจว่า ค่านิยมคนไทย เป็นแบบนี้นี่เอง อดีตเป็นยังไง ปัจจุบันก็ไม่ได้ต่างจากเดิมมาก

ขณะที่เข้าฉาย ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาจากผู้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ว่าไม่เหมาะสม ที่จะนำหนุมานซึ่งเป็นตัวละครเอกในวรรณคดีไทย มาพบกับอุลตร้าแมน ซึ่งเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในวัฒนธรรมร่วมสมัยของญี่ปุ่น, ผมสังเกตว่าคุณสมโพธิ พยายามหลีกเลี่ยงไม่พูดชื่อคนที่เป็นอธิบดีกรมศิลปากรมาโดยตลอด ผมก็ไม่รู้นะครับว่าใคร ไม่อยากค้นหาด้วย นี่แสดงให้เห็นว่า คุณสมโพธิแกเป็นคนไม่ถือโทษโกรธเคือง และไม่มองเป็นอคติแม้แต่น้อย ซึ่งถ้าวิเคราะห์กันในบริบทลึกๆ อุลตร้าแมนกับวัฒนธรรมไทย นั้นมีความใกล้เคียงกันมากอย่างเหลือเชื่อ, ประเด็นวิพากย์นี้ มีลักษณะแบบเดียวกับที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบันเลยนะครับ ตั้งคำถามว่า มีความเหมาะสมหรือเปล่าที่จะทำให้ร่วมสมัย, ตอนจบของครั้งนั้น เมื่อหนังได้รับรางวัลเชิดชูวัฒนธรรมของเอเชีย ในงานประกวดภาพยนตร์เอเชียที่กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย อธิบดีผู้นั้นก็เงียบไปเลยละครับ ออกมาพูดอะไรก็ไม่มีน้ำหนักอีก เป็นการตอกหน้าผู้มีความคิดโบราณ คร่ำครึก ที่เจ็บแสบมากๆ

สำหรับประเด็นเรื่องสิทธิ์ในอุลตร้าแมนที่มีข้อถกเถียงกันถึงขั้นฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาล จนปัจจุบันนี้ก็ยังหาข้อสรุปมิได้… ผมขอข้ามไปก่อนนะครับ ไว้วันหลังถ้ามีเวลาจะมาเขียนเพิ่มให้ (งานอื่นเข้าเสียแล้ว)

ในปี พ.ศ.2527 คุณสมโพธิ แสงเดือนฉาย ได้นำหนังเรื่องนี้มาดัดแปลงใหม่ เพิ่มตัวละครอีก 4 ตัว คือ เจ้าพ่ออุลตร้าแมน, อุลตร้าแมนเลโอ, อุลตร้าแมนแอสตร้า และอุลตร้าแมนคิง รวมทั้งเปลี่ยนชื่อภาพยนตร์ชุดดังกล่าวเป็น หนุมานพบ 11 ยอดมนุษย์ ออกฉาย, ก็ไม่รู้เพื่ออะไรนะครับ คงทำเงินได้พอสมควร

หนุมานพบ 7 ยอดมนุษย์ เป็นหนึ่งในภาพยนตร์ 25 เรื่อง ที่กระทรวงวัฒนธรรม เลือกให้เป็นมรดกของชาติ เนื่องในวันอนุรักษ์ภาพยนตร์ไทย ประจำปี 2555

และได้รับเลือกโดยหอภาพยนตร์ ให้เป็น 100 ภาพยนตร์ไทยที่คนไทยควรดู 100 เรื่องที่ดูแล้วเกิดปัญญา ดุจดังบาลีภาษิต “ปญญายตถํ วิปสสติ” การเห็นเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา ดูดีๆมีปัญญา ดูด้วยปัญญาพาให้เห็นแจ้ง

ผมดูหนังเรื่องนี้ด้วยความคาดหวังว่า มันต้องห่วยแน่ๆ นึกถึงหนังอย่าง Plan 9 from Outer Space (1959), Heaven’s Gate (1980) ฯ คงไม่น่าจะมีหนังที่เลวร้ายไปได้มากกว่านี้อีกแล้ว! แต่พอดูไปเรื่อยๆ เห้ย! มันก็ไม่ได้เลวร้ายถึงระดับที่คาดหวังไว้เท่าไหร่นี่หว่า คือมันก็พอดูสนุกได้แบบหนัง Cult แฟนตาซีไทยๆ กระนั้นเมื่อถึงครึ่งหลัง กระดานพลิก โอ้ นี่มันหนังบัดซบอะไรว่ะเนี่ย! ครึ่งแรกเยี่ยมมากๆ ส่วนครึ่งหลังห่วยสุดๆ ยังกะหนังคนละเรื่อง หนังเรื่องล่าสุดที่ผมรู้สึกเช่นนี้คือ From Dusk Till Dawn (1996) กำกับโดย Robert Rodriguez เขียนบทโดย Quentin Tarantino สุดท้ายดูจบผมเลยตัดสินใจให้คะแนนอยู่ตรงกลาง คืออยากจะชอบแต่ก็ทำใจกับครึ่งหลังไม่ได้ แถแค่ไหนก็ไม่สามารถช่วยให้ชอบได้จริงๆ

ดูหนังเรื่องนี้แล้วทำให้ผมคิดได้อีกอย่าง คือคนไทย มักทำอะไรดีๆได้แค่ครึ่งเดียว หรือทำแบบขายผ้าหน้ารอด การคิดได้แบบนี้น่าใจหายนะครับ เพราะมันแสดงถึงว่า เราไม่ได้คิดหรือสนใจอะไรที่จริงจัง หรือทุ่มเทให้กับมันเต็มร้อย, กับประเด็นวัฒนธรรมที่ถกเถียงกันอยู่ ผมไม่อยากพูดความจริงว่า พวกคนที่ไม่เห็นด้วย ยังไงพวกคุณก็แพ้นะครับ ไม่ลองคิดว่า สักวันถ้าไม่เหลือใครสักคนที่จะสานต่อวัฒนธรรมประเพณีอะไรบางอย่าง แล้วมีคนเสนอ เอาหัวโขนที่มี ไปเล่นครอบลิงเล่นตลกดูสิ ถ้าไม่รับข้อเสนอ หัวโขนก็จะถูกทำลายหมดสิ้น แต่ถ้ายอมก็ยังมีโอกาสอยู่ต่อได้หลายปี เป็นคุณจะเลือก ทำทุกอย่างให้ประเพณีวัฒนธรรมอยู่รอด หรือปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับคุณ, เมื่อถึงตอนนั้น ผมเชื่อว่า คนที่ไม่เห็นด้วยวันนี้ จะขายผ้าหน้ารอดเอาทั้งนั้น ไม่มีใครกล้าปล่อยให้สิ่งที่ตนรับตกทอดมา ต้องสูญสลายไปกับตนเองอย่างแน่

แนะนำกับ… คนไทย ที่ชอบดูหนังไทยเก่าๆ ขายวัฒนธรรม, คนชอบแนวสัตว์ประหลาด อุลตร้าแมน, แฟนๆของ ภาวนา ชนะจิต และ ยอดชาย เมฆสุวรรณ

กับนักดูหนังสมัยใหม่ ลองพยายามทิ้งอคติทุกอย่างต่อหนังไปนะครับ ความไร้สาระ ไม่สมเหตุสมผล ฯ หรือไม่ก็ตั้งความหวังว่า ‘นี่เป็นหนังที่ต้องห่วยแน่ๆ’ ดูหนังดีๆมาหลายเรื่องแล้ว ดูหนังที่รู้ว่าห่วยแน่ๆอีกสักเรื่องจะเป็นไรไป แล้วเวลาคุณเซอร์ไพรส์กับอะไรบางอย่าง นี่กลับจะทำให้คุณชื่นชอบหนังโดยไม่รู้ตัว

จัดเรต PG กับฉากการต่อสู้ที่แฝงความรุนแรง

TAGLINE | “หนุมาน พบ เจ็ดยอดมนุษย์ มีครึ่งแรกที่น่าสนใจมากๆ แต่ครึ่งหลังอะไรก็ไม่รู้ คงมีแต่คนไทยสมัยก่อนที่บอกได้ว่า นี่ไม่ใช่หนังห่วย”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of