เลือดสุพรรณ (1979)

เลือดสุพรรณ

เลือดสุพรรณ (พ.ศ. ๒๕๒๒) หนังไทย : เชิด ทรงศรี ♥♥♡

ด้วยความสำเร็จอันล้นหลามของ แผลเก่า (พ.ศ. ๒๕๒๐) ทำให้เชิด ทรงศรี ตัดสินใจสร้างภาพยนตร์แนวรักชาตินิยม บนพื้นฐานความเป็นไทยอีกครั้ง ‘ถ้าอยู่อย่างไทไม่ได้ เรามาสู้ตายพร้อมกัน’ แต่คราวนี้เลยได้พลีชีพสมใจ

เงยมองดู พ.ศ. ที่สร้าง ใครเคยผ่านช่วงเวลาทศวรรษนั้นมา ย่อมสามารถรับรู้ถึงความตั้งใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะประเทศไทยขณะนั้นกำลังถูกภัยคุกคามจากพรรคคอมมิวนิสต์(แห่งประเทศไทย) แม้ว่าสถานการณ์ขณะนั้นจะเริ่มเบาบางลงแล้วแต่ใช่ว่าจะสงบยุติ เลือดเนื้อเชื่อชาติพันธุ์เดียวกันแท้ๆ จะมาคิดตีรันฟันแทงฆ่ากันอยู่ทำไม!

ถึงกระนั้นก็ดี ภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าผิดที่ผิดเวลาอย่างยิ่งยวด คงเพราะมีลักษณะชาตินิยมสุดโต่งเกินไปจนไม่มีใครอยากรับชม ขาดทุนย่อยยับเยินตอนออกฉาย แม้เสียงวิจารณ์จะยกย่องในการแสดงของลลนา สุลาวัลย์ (เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองพระสุรัสวดี) แต่กาลเวลาก็ทำให้คุณภาพ ค่านิยม ความน่าสนใจลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

นั่นอาจเพราะพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ผู้ประพันธ์บทละครเวที เลือดสุพรรณ ต้องการให้มีเนื้อหาปลุกใจรักชาติ ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีขณะนั้น พลโทหลวงพิบูลสงคราม เปิดแสดงครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๗๙ ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่สองจะปะทุขึ้นเพียงเล็กน้อย, ทศวรรษนั้นความชาตินิยมสุดโต่งถือว่าจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะประชาชนยังด้อยความรู้การศึกษา ถ้าไม่ถูกชักจูงจมูกนำพา คงได้หลงเดินทางผิดคิดไม่ชอบอย่างแน่แท้

ส่วนตัวบอกเลยว่าไม่ประทับใจหนังเรื่องนี้สักเท่าไหร่ ครึ่งแรกยังดูน่าสนใจดี แต่ครึ่งหลังยืดเยิ่นเยิ้อจนเรื่องราวแทบไม่ดำเนินไปไหน แถมช่วงท้ายมันบ้าอะไร พวกสุดโต่งนิยมคงยกย่องสรรเสริญ คนกลางๆเห็นชีวิตสำคัญกว่าจะบอกไร้สาระทั้งเพ!

มันคือค่านิยมที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย คนหัวโบราณสุดโต่งก็มักมองว่าวัยรุ่นหนุ่มสาวทำตัวไม่เหมาะสมต่อสิ่งที่บรรพบุรุษเสียสละปกป้อง ในมุมกลับกันของพวกเขามองการกระทำของคนรุ่นก่อน ยกย่องสรรเสริญนะแต่ฉันคงไม่ทำตามให้เปลืองเนื้อเปลืองตัวหรอก มีหลายสิ่งอย่างอื่นสำคัญกว่าเยอะแยะ

เชิด ทรงศรี (พ.ศ. ๒๔๗๓ – ๒๕๔๙) ครูผู้สร้างภาพยนตร์ ‘ไทยแท้’ คนแรกๆของเมืองไทย เกิดที่นครศรีธรรมราช เรียนจบทำงานเป็นครูที่อุตรดิตถ์ จากนั้นลาออกไปเป็นบรรณาธิการนิตยสาร ‘ภาพยนตร์และโทรทัศน์’ ใช้นามปากกา ธม ธาตรี เขียนเรื่องสั้น สารคดี บทความ บทละคร นิยาย และวิจารณ์ภาพยนตร์ วันหนึ่งตัดสินใจลาออกเพื่อเริ่มต้นสร้างภาพยนตร์ให้กับเมืองไทย ผลงานเรื่องแรก โนห์รา (พ.ศ. ๒๕๐๙) จากบทประพันธ์ของตนเอง ออกแบบฉาก ลำดับภาพ แต่งเพลงประกอบ ทำโฆษณาประชาสัมพันธ์ และใช้ทุนสร้างส่วนตัวทั้งหมด นำแสดงโดยสมบัติ เมทะนี และพิศมัย วิไลศักดิ์

ด้วยความสำเร็จล้นหลามคาดไม่ถึงของ แผลเก่า (พ.ศ. ๒๕๒๐) คงไม่ใช่เรื่องผิดแผกถ้ากระแสรักชาตินิยมจะหวนกลับมา ประกอบกับช่วงเวลานั้นหลังเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ และการรัฐประหารซ้อนเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๐ สถานการณ์การเมืองของไทยอยู่ในขั้นวิกฤตรุนแรง นักศึกษาพลพรรคหัวรุนแรงที่ต่อต้านประชาธิปไตย ออกจากกรุงไปเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย, ครูเชิดเลยต้องการนำเสนอประเด็นนี้เพื่อกอบกู้วิกฤตเป็นโอกาส อยากให้คนไทยกลับมาสมัครสมานฉันท์ สามัคคีร่วมกัน ประเทศชาติจะได้ดำเนินต่อไปได้

หยิบเอาบทประพันธ์ละครเวทีของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ที่เป็นละครแบบผสม คือมีทั้งบทพูดแบบละครพูด มีทั้งการรำแบบละครรำ มีเพลงร้องทั้งเพลงไทยเดิม และเพลงไทยสากล รวบรวมผสมผสานไว้ในการแสดงชุดเดียว, เคยเล่าถึงแรงบันดาลใจในการแต่ง

“เมื่อเดือนกรกฎาคมที่แล้วมา (พ.ศ. ๒๔๗๙) ข้าพเจ้าได้รับบัญชาของท่านเจ้าพระยายมราชให้ขึ้นไปจังหวัดสุพรรณ เพื่อทำธุระเกี่ยวกับศาลหลักเมืองแห่งจังหวัดนั้น ข้าหลวงและธรรมการจังหวัดสุพรรณได้พาข้าพเจ้าไปดูที่ต่างๆ จนถึงคูเมือง พอได้เห็นเมือง ภาพแห่งการสงครามรุกราน ก็ปรากฏขึ้นแก่ดวงจิต พม่าเคยมายึดสุพรรณก่อนตีกรุงศรีอยุธยา

ข้าพเจ้าได้ตรองต่อไปถึงสภาพการณ์ในครั้งนั้นว่า ตามความเข้าใจของพวกเรา พม่าเป็นคนโหดร้ายและข่มเหงคนไทยมาก แต่ความจริงคนดีของเขาก็คงมีเหมือนกัน การที่จะสอนให้ไทยเราเกลียดชังพยาบาทพม่าเพื่อนบ้านต่อไปนั้นเป็นการพ้นสมัย เราควรหันเข้าหาทางผูกไมตรีกัน ถึงแม้พม่ากับไทยจะเคยเป็นศัตรูกันมาสักเพียงไร ก็ยังมีทางที่จะรักใคร่กลับเป็นมิตรกันได้ การที่เราแพ้เขา ก็เพราะเราอ่อนกำลังกว่าเขา สิ่งที่ควรจำไว้เป็นบทเรียนนั้น อยู่ที่การขวนขวายเพิ่มพูนกำลังของเรา ไม่ใช่ไปมัวพยาบาทโกรธแค้นผู้ชนะ การที่เขาชนะเรา ก็เพราะเขามีดีอะไรอยู่มากๆ

เรื่องของพม่าที่เราทราบมาแล้ว นอกจากความกล้าหาญและฝีมือในการรบ เขายังมีความเคร่งครัดยุติธรรมเด็ดขาดอยู่ในหมู่ของเขาเป็นอย่างยิ่งด้วย”

ท่านหลวงฯใช้เวลาเตรียมการอยู่ราว ๒ ปี สร้างโรงละครชั่วคราวตั้งชื่อว่า ‘โรงไม้ไผ่’ นำไม้ไผ่มาทำเป็นเสา ยืมเก้าอี้ ผ้าเต้นท์ทหารมาขึ้งเป็นหลังคา ปรากฎว่าได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ถึงขนาดว่า “ต้องขอกำลังตำรวจมาอารักขา เพราะเหตุว่าคนแน่น อัดกันเข้าเบียดกันเข้าไปซื้อตั๋ว มีอยู่ครั้งหนึ่งคนหกสิบคนบุกเข้าไปเฉยๆ และไปนั่งดูเฉยๆ แล้วก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ก็ต้องให้ดู”

เกร็ด: ความสำเร็จของละครเวทีเรื่องนี้ ได้นำเงินมาสร้างโรงละครถาวรขึ้น และใช้กันมาจนถึงสมัยรัฐบาล จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ หลังปี พ.ศ. ๒๕๐๒ จึงมีการอนุมัติเงินสร้างโรงละครแห่งชาติขึ้นเป็นครั้งแรก

ก่อนหน้านี้เคยได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์มาแล้วครั้งหนึ่ง พ.ศ. ๒๔๙๔ ไม่มีรายละเอียดใดๆหลงเหลืออยู่

เรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ชาวไทยตกอยู่ใต้อำนาจของพม่า นายกองปีกซ้ายมังราย มีใจแก่สาวไทยชื่อดวงจันทร์ จึงยอมปล่อยให้เชลยหลบหนีจนหมด ทำให้นายกองมังรายถูกสั่งประหารชีวิต เหล่าเชลยไทยที่รอดมาทั้งหมด ๙๙ คน จึงรวมตัวกันขึ้นสู้ฝ่ายพม่าซึ่งมีจำนวนหลายหมื่นคน ด้วยความคิดที่ว่า “ถ้าอยู่อย่างไทไม่ได้ เราจะสู้ตายพร้อมกัน” ด้วยเกียรติและศักดิ์ศรี แม้สุดท้ายไทยสู้จนตายทั้งหมด แต่เหตุการณ์นี้ก็เป็นเรื่องเตือนใจให้ไทยมุ่งสามัคคีกัน

**นี่เป็นเรื่องราวที่พลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ประพันธ์ขึ้นโดยไม่ได้อ้างอิงเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ ผูกกับพงศาวดารช่วงใด แต่ส่วนใหญ่คงคิดกันไปว่าอยู่ช่วงระหว่างการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง พ.ศ. ๒๓๐๙-๑๐

นำแสดงโดยลลนา สุลาวัลย์ ชื่อจริงลลนา บำเรอจิต ชื่อเล่นจิ๋ม (เกิด พ.ศ. ๒๕๐๓) นักแสดงหญิงชาวไทย เจ้าของฉายา ‘นางเอกหลายสิบล้าน’ และ ‘นางเอกเขี้ยวเสน่ห์’ เกิดที่อำเภอบ้านโป่ง, ราชบุรี หลังเรียนจบมัธยมศึกษาตอนต้นจากโรงเรียนปานะพันธ์ แสดงภาพยนตร์เรื่องแรกแจ้งเกิด วัยอลวน (พ.ศ. ๒๕๑๙) กำกับโดยเปี๊ยก โปสเตอร์ ประกบคู่กับไพโรจน์ สังวริบุตร ประสบความสำเร็จล้นหลามทุบสถิติรายรับสูงสุดของมนต์รักลูกทุ่ง (พ.ศ. ๒๕๑๓) [ก่อนถูกแซงด้วย แผลเก่า] ทำให้มีภาคต่อตามมาอีกสามภาค รักอุตลุต (พ.ศ. ๒๕๐๒), ชื่นชุลมุน (พ.ศ. ๒๕๒๑) และวัยอลวล ๔: ตั้ม-โอ๋ รีเทิร์น (พ.ศ. ๒๕๔๘), กับบทบาทได้รับการยกย่องสูงสุดคือ เลือดสุพรรณ (พ.ศ. ๒๕๒๐) และดวงตาสวรรค์ (พ.ศ. ๒๕๒๔)

รับบทดวงจันทร์ สาวสุพรรณที่มีความแก่นแก้วน่ารักน่าชัง จิตใจดีงามรักครอบครัวผืนแผ่นดินไทยยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด ครั้งหนึ่งถูกลักพาตัวโดยทหารพม่า จับพลัดจับพลูได้รับการช่วยเหลือโดยชายแปลกหน้า อาศัยอยู่ในกระท่อมกลางป่าเป็นเวลาหลายวัน แต่ภายหลังเมื่อรับรู้ว่าคือมังราย ทหารพม่าที่เข้ามากกวาดต้อนเชลยไทยใช้แรงงานอย่างโหดร้าย นี่ฉันจะตกหลุมรักบุคคลผู้เป็นศัตรูของประเทศชาติได้เช่นไร

เขี้ยวของลลนาช่างมีเสน่ห์เสียจริง เวลายิ้มกว้างเห็นแล้วน่ารักขี้เล่นไม่เบา แต่นั่นเทียบไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคนในครึ่งหลังจากสูญเสียชายผู้เป็นที่รัก ลุกขึ้นมากลายเป็นอิสตรีกล้าบ้าบิ่น และนำชาวสุพรรณสู่ความตายที่แม้อาจดูเหมือนพ่ายแพ้ แต่คือชัยชนะที่โลกต้องจารึกไว้ถึงความสมัครสมานสามัคคี ไม่ยินยอมพ่านแพ้ต่อทรราชย์

ไพโรจน์ สังวริบุตร ชื่อเล่นเอ๋ (เกิดปี พ.ศ. ๒๔๖๙) ผู้กำกับ/นักแสดงชาวไทย จบการศึกษาจากวิทยาลัยเทคนิคกรุงเทพ และปริญญาโท คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก สู่วงการบันเทิงทางฝั่งละครโทรทัศน์ แล้วมาแจ้งเกิดกับภาพยนตร์ วัยอลวล (พ.ศ. ๒๕๑๙) ก็ไม่เชิงเป็นคู่ขวัญของลลนา แต่เข้าขากันเป็นอย่างดี

รับบทนายกองปีกซ้ายมังราย ทหารพม่าที่กำลังเตรียมการบุกห้อมล้อมตีรอบด้านเพื่อมุ่งสู่กรุงศรีอยุธยา แรกเริ่มปลอมตัวเป็นคนไทยเพื่อสืบเสาะสังเกตการณ์ แต่พลันตกหลุมรักใคร่ดวงจันทร์ หญิงสาวที่ตนช่วยเหลือไว้จนมาดหมายปอง แต่เพราะการสงครามทำให้ทั้งสองมองหน้ากันแทบไม่ติด และเมื่อมังรายทนการกระทำอันชั่วร้ายของมังระโธไม่ไหว ยินยอมเสียสละตนเองปลดปล่อยเชลยสุพรรณที่จับได้ทั้งหมดไป ยืดอกรับโทษประหารชีวิตจากแม่ทัพที่เป็นพ่อแท้ๆของตนเอง เรียกว่าลูกผู้ชายอกสามศอกโดยแท้

ว่าไปพี่เอ๋ก็เค้าหน้าเหมือนพม่าอยู่นะ จับแต่งองค์ทรงเครื่องก็สามารถเข้าใจผิดได้ง่ายๆ การแสดงมิได้โดดเด่นนักนอกจากความหนุ่มแน่นหน้าใส เป็นตัวละครที่จะสื่อว่าไม่ใช่ทหารพม่าทุกคนจะเลวทรามต่ำช้า คนจิตใจดีน้ำใจงามก็ย่อมมีได้ไม่ต่างอะไรกับคนไทย เปิดโลกทัศน์มุมมองใหม่ให้รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ครุ่นคิดได้เช่นนั้นสงครามขัดแย้งก็คงมิบังเกิดขึ้น

กับนักแสดงสมทบที่ต้องแถมอีกแล้ว ส.อาสนจินดา ชื่อจริงสมชาย อาสนจินดา (พ.ศ. ๒๔๖๔ – ๒๕๓๖) นักแสดง/ผู้กำกับ ศิลปินแห่งชาติ เหมือนจะเป็นขาประจำมารับเชิญในหนังของครูเชิดหลายๆเรื่อง และมักได้บทขโมยซีนความโดดเด่นอยู่บ่อยๆ

รับบทมังมหาสุรนาท แม่ทัพพม่า พ่อของมังราย หน้าซีดเผือกเมื่อล่วงรู้ว่าลูกหัวแก้วหัวแหวนของตนเองกระทำการผิดกฎระเบียบทหาร แต่เพื่อความยุติธรรมเสมอภาคเท่าเทียมเป็นแบบอย่างให้กับกองทัพและประเทศชาติ จำใจสั่งโทษประหาร สำหรับเขาประเทศชาติถือว่าสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

แทบทุกวินาทีของ ส. อาสนจินดา เรียกได้ว่าคือ ‘ทรัพย์สมบัติของชาติ’ ใบหน้าสายตาเหมือนแค่แน่นิ่งๆ แต่เอ่อล้นทรงพลังด้วยความเจ็บปวดรวดร้าวทุกข์ทรมาน ไม่อยากตัดสินเช่นนั้นแต่ก็มิสามารถเลือกไม่ได้ สิ่งสูงสุดของลูกผู้ชายคือเกียรติ ศักดิ์ศรี เสียสละเพื่อแผ่นดินบ้านเกิด

ถ่ายภาพโดยกวี เกียรตินันท์ ขาอประจำของครูเชิด, ถึงในใบปิดเขียนว่า ‘๗๐ มม. เสียงสเตอริโอรอบทิศ’ แบบเดียวกับแผลเก่า แต่แท้จริงแล้วถ่ายทำด้วยฟีล์ม 35mm แล้วไปทำการขยายขนาดสองเท่า เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชมให้กับผู้ชม

ลายเซ็นต์ของครูเชิด พบเห็นได้ตั้งแต่ช็อตแรกของหนัง คือการถ่ายภาพ Long Shot ระดับสายตา แล้วใช้ดอลลี่เคลื่อนไหลไปโดยรอบ เพื่อเก็บภาพบรรยากาศเหตุการณ์ทั้งหมดในอาณาบริเวณฉากนั่น

ตอนที่บ้านกลางเขาดอกไม้ซ่อมแซมเสร็จสำเร็จ มังรายกำลังเกี้ยวพาดวงจันทร์ บอกว่าเริ่มติดใจบ้านน้อยหลังนี้เสียแล้ว กล้องจะเคลื่อนไหลภายนอกไปรอบบ้าน พบเห็นทั้งสองนั่งคุยอยู่ริมหน้าต่าง แล้วทันใดนั้นเองเป็น Whip-Panning กล้องเคลื่อนตวัดอย่างรวดเร็วไปให้พบเห็นการต่อสู้ของสองคน (คนที่มาตามหาดวงจันทร์ กับทหารลูกน้องมังราย)

ไฮไลท์ของการเคลื่อนกล้องคงเป็นขณะดวงจันทร์ พูดปลุกระดบชาวสุพรรณบอกว่าเลิกหนีกันเถอะ จับอาวุธเคียวเกี่ยวข้าว (จริงๆเคียวเกี่ยวข้าวคือสัญลักษณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์ แต่คนไทยส่วนใหญ่คงมองว่าเป็นตัวแทนของชาวนาชนบทบ้านนอกเสียมากกว่า) แล้วรุกเข้าต่อสู้กับทหารพม่า ร้อย vs หมื่น แม้สู้ไม่ได้ก็ขอหลั่งเลือดในผืนแผ่นดินแดนบ้านเกิดของตนเอง, เพราะทุกคนต่างยืนสะเปะสะปะอยู่ท่ามกลางทุ่งนา กล้องเคลื่อนไหลดูแล้วน่าจะคือดวงจันทร์เป็นจุดหมุน สื่อความได้ว่าโลกกำลังจะหมุนรอบตัวเธอ

อีกหนึ่งเทคนิคร่วมสมัยที่เพิ่มเติมเข้ามา คือการซูมเข้า-ออก รวมถึงซูมพร้อมๆการแพนนิ่ง, สังเกตจากฉากเห่เรือ เหตุผลหนึ่งเพราะไม่อยากเสี่ยงเอากล้องขึ้นเรือ (คือถ้าพลิกคว่ำมา ราคาค่าเสียหายคงมหาศาลอยู่) ใช้วิธีถ่ายทำบนบกแล้วซูมเข้า-ออก ให้พบเห็นนักแสดงที่อยู่บนเรือพาย ขับร้อง เกรี้ยวกันไปมา

เทคนิคการซูมเข้าจากระยะไกล ทำให้หนังสามารถเริ่มต้นจากมุมมองมหภาคโดยรอบ แล้วค่อยๆซูมเข้าหาที่ตัวบุคคล/จุลภาค, โดดเด่นกับฉากกวาดต้อนเชลยสงคราม หรือยามค่ำคืนถูกคุมขัง เริ่มต้น Long Shot ระยะไกล พบเห็นนักแสดงตัวประกอบมากมาย แล้วค่อยๆซูมเข้าไปจับจ้อง Close-Up เฉพาะตัวละครมีบทบาทสำคัญเท่านั้น

ในทางกลับก็เช่นกัน ตอนขณะมังรายถูกมัดกำลังรอการตัดหัว พบเห็นไกลๆคือดวงจันทร์กำลังดิ้นรนร้องขออย่าฆ่าเขาเลย กล้องเริ่มจากจับจ้องหญิงสาวแล้วซูมออกให้เห็นว่าระยะทาง/ระยะห่างระหว่างพวกเขาทั้งสองนั้นแสนไกล จากนี้พี่ขอร่ำลาจากไป น้องจงอย่างเศร้าโศกทุกข์ทรมานเลย

มีการทดลองไดเรคชั่นใหม่ๆช่วงท้าย ขณะทหารพม่ากรีฑาทัพมุ่งสู่กรุงศรีอยูธยา เพราะความที่ภาพมุมสูงไม่สามารถเก็บรายละเอียดทั้งหมดได้ จึงมีการตัดแปะคล้ายๆ Split-Screen เมื่อนำเสนอมุมมองอื่นไปพร้อมๆกันด้วย, โดยส่วนตัวรู้สึกว่าเทคนิคทดลองนี้ไม่ค่อยเวิร์คเท่าไหร่ เพราะมันมีความร่วมสมัยใหม่เกินไป หนังมีเนื้อเรื่องโบราณ (Period) ไม่ได้มีความเข้ากันแม้แต่น้อย

ลำดับภาพโดยคชา ราชประทาน, จันนิภา เจตสมมา, เรื่องราวดำเนินไปโดยมีผืนแผ่นดินสุพรรณเป็นจุดหมุน (ห่างไกลสุดเห็นจะเป็นเขาดอกไม้ แต่ก็น่าจะยังสุพรรณอยู่) ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นมุมมองของดวงจันทร์ แต่หลายครั้งก็ของมังราย และขณะพ่อที่เป็นแม่ทัพไต่สวน ก็จะมีภาพย้อนอดีต Flashback ปรากฏขึ้นมาให้เห็น

ลีลาที่จะถือว่าเป็นหนึ่งในลายเซ็นต์น่าจะได้ คือเทคนิค Dynamic Cut ขณะหนึ่งสาวกำลังร้องเพลงเกี้ยวเห่เรือ ขณะกล้องเคลื่อนบ้านยังบ้านริมน้ำ ตัดไปหาพ่อที่อยากจะร้องเล่นบ้าง เรียกเสียงหัวเราได้ตกเก้าอี้แน่นอน

“เห็นหนุ่มสาวเกี้ยวกัน แหมมันมันเป็นบ้า ข้าจะเกี้ยวเมียข้า…”

ไดเรคชั่นตอนท่านแม่ทัพรับรู้ว่าใครคือผู้ปล่อยเชลยให้หลบหนีเจ๋งใช้ได้เลยนะ ภาพจับจ้อง ส. อาสนจินดา ดวงตาค่อยๆลุกโพลงพร้อมหันหน้าไปมอง กล้องเคลื่อนเข้าช้าๆ กลองรัวเสียงรัวๆ จากนั้นย้อนอดีตตั้งแต่ตอนมังรายถือกำเนิด ภาพซ้อนกับโหราจารย์พยากรณ์ความขัดแย้งพ่อ-ลูก ต้องมีใครตายกันไปข้าง

หลายครั้งของหนังจะมีการพูดคุยหารือ ประชุมกันระหว่างผู้คนในหมู่บ้าน นี่รับอิทธิพลเต็มๆจาก Seven Samurai (1954) ใช้การตัดต่อสลับไปมาหน้าตรง เพราะแต่ละคนต่างพูดคุยนำเสนอสิ่งที่อยู่ในความสนใจของตนเอง บ้างเห็นแก่ตัว-บ้างยินยอมเสียสละ-อีกคนส่งเสียงสนับสนุน จากนั้นทุกคนถึงตัดสินใจร่วมกันในหนทางออกดีที่สุด

สำหรับเพลงประกอบ ครูเชิดธำรงไว้ซึ่งความตั้งใจของพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ ประกอบด้วยบทเพลงพื้นบ้านไทย เห่เรือ เทศน์มหาชาติ, ทำนองบรรเลงดนตรีไทย และเพลงขับร้องไทยเดิม/ไทยสากล

เริ่มต้น Opening Credit ด้วยการเดี่ยวแกรนด์เปียโน บทเพลงเลือดสุวรรณโดย หม่อมหลวงพวงร้อย อภัยวงศ์ (พ.ศ. ๒๔๕๗ – ๒๕๔๓) ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (เพลงไทยสากล) สตรีไทยคนแรกที่เป็นนักประพันธ์เพลง

ฉากแรกของหนังเริ่มต้นด้วยพระกำลังเทศน์มหาชาติ ด้วยสำนวนที่เมามันน่าดู จริงๆแล้วการเทศน์นี้ไม่จำเป็นต้องวันออกพรรษานะครับ บ้านใครอยู่ถิ่นแถวอีสาน ช่วงมีนาคม-พฤษภาคม ก็น่าจะมักคุ้นรู้จักประเพณีเทศน์มหาชาติ ราวกับงานวัดประจำปี มีโอกาสก็ควรไปนั่งหลังขดหลังแข็งทนฟังให้จบสักรอบดูนะครับ เป็นบุญมหาศาลอย่างยิ่งเลยละ

เห่เรือเกี้ยวสาว เป็นส่วนที่ผมประทับใจสุดของหนัง เพราะสมัยเรียนยังจดจำท่วงทำนองลีลาร้องเล่นได้อย่างดี (เคยเป็นคนเห่ในงานกีฬาสีโรงเรียน) อดไม่ได้ต้องร้องรับ ฮ้า … ไฮ้

บทเพลงบรรเลงดนตรีไทย
– ตอนดวงจันทร์ถูกลักพาตัว วงมโหรีมาเลย ระนาด ฆ้อง เร้าใจมาก
– พอตื่นขึ้นอยู่ในบ้านร้างกับใครไม่รู้ เสียงขลุ่ย+กลอง ราวกับนกน้อยถูกจับมาขังในกรง พอมังรายหันหน้ามาพบครั้งแรก ระนาด ฆ้องมาเลย ไม่ได้สัมผัสอะไร แต่คงตั้งใจจะสื่อความถึงรักแรกพบ (ภาพค่อยๆซูมออก)
– ตอนกำลังปลูก/ซ่อมบ้าน บังเอิญผมรู้จักเพลงนี้พอดีนะ ชื่อต้นวรเชษฐ์**
– ตอนแม่ทัพรับรู้ว่าใครคือคนปล่อยเชลย กลองรัวๆเร็วๆ ดั่งหัวใจเต้นระริก
– เมื่อมีคนตาย หรือในสภาพรวดร้าวทุกข์ทรมาน เสียงซอเสียดบาดไปถึงขั้วของหัวใจ

เกร็ด: ต้นวรเชษฐ์ แต่เดิมชื่อ ต้นบรเทศ เป็นเพลงอัตราจังหวะสองชั้นและชั้นเดียว ท่วงทำนองเก่าสมัยอยุธยาในเพลงประเภทสองไม้ ที่มาของคำว่าบรเทศ มีผู้สันนิษฐานว่า ได้ยินชาวอินเดียเรียกคนต่างด้าวว่า ปัรเดสี (Pardesi) ซึ่งแผลงทางสำเนียงไทยว่าปรเทสี และกลายเป็นบรเทศ ดังที่เราเรียกชาวตะวันออกกลางว่าแขกเทศ หรือมีชื่อเพลงไทยอีกเพลงว่าแขกบรเทศ แต่ด้วยความไม่รู้หรือแค่ต้องการเลียนเสียง จากเพลงต้นบรเทศ จึงเพี้ยนเสียงกลายเป็นต้นวรเชษฐ์

สองบทเพลงคำร้องที่คือตำนานของหนัง ประพันธ์โดยพลตรีหลวงวิจิตรวาทการ (นำจากต้นฉบับละครเวทีเลยนะครับ) ประกอบด้วย
– เลือดสุพรรณ เรียบเรียงเสียงประสาน ประสิทธิ์ ศิลปบรรณ, ขับร้องนำหมู่หญิง นันทวัน สุวรรณปิ, ขับร้องนำหมู่ชาย เสนีย์ อุษณี
– ดวงจันทร์ เรียบเรียงเสียงประสาน ศจ.เคล้าส์ ปรินซ์ไอ, ขับร้องคู่, นันทวัน สุวรรณปิยะ, พรสันต์ พจนสิ

เมื่อดวงจันทร์รู้ตัวเองว่าได้สูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่างแล้ว เธอจึงลุกขึ้นยืนนำการปลุกเร้าใจคนไทยหยิบคว้าอาวุธที่มีอยู่ออกเดินทางไปต่อสู้ต่อกรกับทหารพม่า บทเพลงเลือดสุพรรณ เพื่อสร้างความฮึกเหิมดุดัน ปลุกกำลังใจ เพราะรู้ว่าต่อจากนี้คือการเดินหน้าเข้าหาความตาย

“เลือดสุพรรณเอ๋ย เลือดสุพรรณเข้าประจัญ อย่าได้พรั่นเลย
อยู่ไม่สุขเขามารุกแดนตระหน่ำ ให้ชอกช้ำแสนอนาถชาติไทยเอ๋ย
เขาเฆี่ยนฆ่าเพราะว่าเห็นเป็นเชลย จะนิ่งเฉยอยู่ทำไมพวกไทยเรา”

ดวงจันทร์ คือบทเพลงเกี้ยวพาราสีของมังรายกับดวงจันทร์ ฝั่งหนึ่งชื่นชมโฉมยง อีกฝั่งเล่นตัวลีลา เดี๋ยวพอเสร็จการทัพพี่ก็คงกลับเขตต์ขัณฑ์ แต่ฉันตั้งใจจะมาหาดวงจันทร์ ไม่ขอไปที่อื่นเลย

ตอนชาวสุพรรณกรีธาทัพออกสู่สมรภูมิรบ มีการใช้ดนตรีสากล วงจุลดริยางค์ของศิลปากร, ทหารอากาศ, ทหารบก ถือเป็นส่วนสร้างสัมผัสแตกต่างโดยสิ้นเชิงของหนัง ราวกับว่าต้องการนำเสนอความร่วมสมัย นี่คือสิ่งที่ปัจจุบันนั้นควรบังเกิดขึ้นไม่ใช่หรือ ชาวไทยผู้จงรักภักดี สมัครสมานสามัคคีต่อผืนแผ่นดินบ้านเกิดเมืองนอน

ผมว่าเด็กทารกน่าจะถูกฆ่าตายในสงครามนะ แต่ก็ยังอุตส่าห์หลงเหลือเสียงร้องไห้ให้ผู้ชมรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวใจ ดังกึกก้องกังวาลทั่วผืนปฐพี, นัยยะที่ต้องมีก็เพื่อเป็นตัวแทนของลูกหลาน ชนรุ่นถัดไป ไม่ว่าจะชนะหรือพ่ายแพ้ อนาคตของการต่อสู้ขัดแย้งย่อมมีแต่ความทุกข์เศร้าโศก

หลังจากประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองสู่ระบอบประชาธิปไตย พ.ศ. ๒๔๗๕ เลือดสุพรรณถือได้ว่าคือการโฆษณาอุดมการณ์ชวนเชื่อของคณะราษฎร พูดบอกกับประชาชนว่าคุณคือผู้สร้างประเทศ เป็นเจ้าของชาติร่วมกัน มีสิทธิ์เสมอภาคเท่าเทียมในผืนแผ่นดินนี้ และขอให้ร่วมด้วยช่วยกันสร้างระบอบประชาธิปไตยให้มั่นคงเป็นปึกแผ่นยั่งยืนนาน

มี ๒ คำถามที่บังเกิดขึ้นกับละครเวทีเรื่องนี้ ตั้งแต่่เมื่อครั้นเปิดการแสดง

อย่างแรกคือ ทำไมถึงให้ผู้หญิงเป็นตัวละครหลักดำเนินเรื่อง ทั้งๆที่ประเพณีวัฒนธรรมไทยสมัยก่อนต่างถือว่าผู้ชายเป็นช้างเท้าแท้ๆ?, คำตอบคือ เพื่อเป็นการปลูกฝัง สร้างสรรค์ทัศนคติใหม่ ปลูกใจให้ผู้หญิงเกิดความกล้าหาญ มีสิทธิ์มีเสียง เสมอภาคเท่าเทียม ไม่ใช่แค่ผู้ชายเท่านั้นที่สามารถแสดงออกรักชาติเป็นทหาร ไฉนหญิงสาวจะไม่สามารถปกป้องผืนแผ่นดินบ้านเกิดของตนเองได้เล่า

คำถามที่สองคือทำไมต้องเลือดสุพรรณ? แม้ว่าจะคือเรื่องแต่งโม้ขึ้นมา แต่เป็นความต้องการสร้างสถานการณ์ที่อยู่เหนือกาลเวลา ในทางภูมิศาสตร์ผู้ชมจะจินตนาการว่า เมืองสุพรรณคือทางผ่านของทหารพม่าที่จะเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา/กรุงธนบุรี/กรุงรัตนโกสินทร์ และตัวเอกคือชาวบ้านราษฏรคนธรรมดาทั่วไป หาใช่ผู้นำการปกครองกษัตริย์หรือขุนนาง ก็เพื่อชักนำทางตามคำประกาศของคณะราษฎรเมื่องวันที่ ๒๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๕

“ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง บรรพบุรุษของราษฎรเป็นผู้ช่วยกันกู้ให้ประเทศมีอิสรภาพพ้นมือจากข้าศึก”

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เพราะขณะนั้นประเทศชาติยังอยู่ในช่วงระหว่างการต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แม้ความขัดแย้งจะเริ่มทุเลาลงตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๐ แต่บรรดาแกนนำเลขาธิการ ยังคงคอยชักจูงนิสิตนักศึกษาประชาชน ปลุกปั่นประเทศให้อยู่ในความไม่สงบอยู่เรื่อยๆ ทั้งนี้ต้องยกย่องในวิสัยทัศน์ของในหลวง รัชกาลที่ ๙ ทรงเข้ามาช่วยรัฐบาลในการแก้ปัญหาหลายๆด้าน มิแสดงความโกรธแค้นเคืองแต่เข้าใจถึงสาเหตุผล ทำให้ราษฎรของพระองค์ถึงฝักฝ่ายเข้าร่วมพรรคคอมมิวนิสต์ เสนอแนะแนวทางแก้ปัญหามากมาย และสุดท้าย พ.ศ. ๒๕๒๓ รัฐบาลพลเอกเปรม ติณณสูลานนท์ ได้ออกคำสั่ง ๖๖/๒๓ นิรโทษกรรมแก่ฝ่ายคอมมิวนิสต์ ยกผลประโยชน์ให้จำเลยขอให้ทุกคนที่หลงผิดกลับบ้านสู่อ้อมอกครอบครัวเถิด แล้วมาต่อสู้ขัดแย้งกันในรัฐสภาตามครรลองกฎหมายบ้านเมือง ถือเป็นการสิ้นสุดความขัดแย้งโดยไร้ซึ่งความรุนแรง

ความรักระหว่างคนสองชาติพันธุ์ อดีตคงฟังดูเป็นไปได้ยาก เพราะคนสมัยก่อนมักขีดเส้นแบ่งแยก เหมารวมทุกศัตรูคือผู้มีความชั่วโหดร้ายอันตราย น้อยนักจะรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา ปัจจุบันนี้เส้นแบ่งดังกล่าวได้เจือจงลงไปมาก (แต่ก็ไม่ใช่จะสูญหายหมดสิ้นไป) เพราะไม่ได้ต้องทำสงครามเข่นฆ่าแกง ขัดแย้งเลือดล้างเลือด มันอาจถือว่าเป็นวิวัฒนาการโลกที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ขณะเดียวกันมันก็ก่อให้เกิดปัญหาอื่น เมื่อสามารถตกหลุมรักศัตรูคู่อาฆาตได้ เฉกเช่นนั้นแล้วศักดิ์ศรีความภาคภูมิชาตินิยม มันเลยค่อยๆเสื่อมคลายถดถอยลง (แต่ก็ยังมีอีกมากที่คลั่งไคล้สุดโต่งอยู่)

ชาตินิยมในยุคสมัยนี้ ผมมองว่าได้แปรสภาพกลายเป็นเทรนด์เฉพาะเมื่อมีกระแสสังคม แห่กันสวมสวมชุดไทยโบราณย้อนยุคเพราะมีละครดัง แต่ไม่นานวันยังไม่ถึงปีก็แทบไม่เห็นมีใครอยากสวมใส่กันแล้ว (เทรนด์นี้ตกกระแสเร็วชิบหายเลยนะ!) คนโบราณรุ่นก่อนเห็นแล้วคงละเหี่ยละห้อยใจ ปล่อยวางเสียเถิดนะครับโลกมันเปลี่ยนไปแล้ว จะมาบ่นพึมพัมว่า ‘คนสมัยนี้ไม่รักชาติเท่าแต่ก่อน’ เครียดไร้สาระเสียเปล่าๆ

ประโยคนี้มันก็ไม่จริงนะ ‘คนสมัยนี้ไม่รักชาติเท่าแต่ก่อน’ ในมุมมองของคนสมัยก่อน การแสดงออกมันต้องเห็นชัดเจน ใช้กำลังเข้าต่อสู้ห้ำหั่น เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไปทำให้แนวคิด วิธีการแสดงออกแตกต่าง แค่โพสในสถานะ ‘ฉันรักเมืองไทย’ สวมเสื้อ I Love Thailand เอาจริงๆนั่นก็แทบไม่ต่างจากจับอาวุธเข้าห่ำหั่นต่อสู้ศัตรูเลยนะ … มันอยู่ที่มุมมองนะครับ!

ว่ากันว่ามีอีกสาเหตุหนึ่งที่หนังขาดทุนย่อยยับ เพราะขณะนั้นเกิดศึกศักดิ์ศรีระหว่างหนังสือพิมพ์ไทยรัฐกับเครือพีรามิด ส่งผลกระทบโดยตรงกับหนังไทยทุกเรื่องเพราะไทยรัฐตั้งข้อแม้ว่า หนังเรื่องไหนถ้าลงโฆษณาในไทยรัฐจะต้องไม่เข้าฉายในเครือพีรามิด ส่วนเครือพีรามิดก็ยื่นคำขาดเช่นกันหนังเรื่องไหนที่ไปลงโฆษณาในไทยรัฐ ก็ไม่ให้ฉายในเครือเช่นกัน กว่าจะลงเอยกันได้โฆษณาต่างๆก็แทบไม่ได้ทำ หนังออกฉายช้ากว่ากำหนดกระแสเลยตกไป

reference: http://thaifilm.com/forumDetail.asp?topicID=4040
reference: https://www.silpa-mag.com/club/art-and-culture/article_7167

ไม่ใช่แค่ประเด็นชาตินิยมที่ส่วนตัวรู้สึกว่ามากเกินไปในมุมมองปัจจุบัน แต่ไดเรคชั่นครึ่งหลังของครูเชิด มัวปั้นแต่งให้เกิดอารมณ์ ‘Sentimental’ ต่อมังราย จนสูญเสียความต่อเนื่องของเรื่องราวไป ไคลน์แม็กซ์ตอนจบเลยถือว่าเป็นส่วนเกินไร้สาระ มากกว่าน่าภาคภูมิในเกียรติศักดิ์ศรีแผ่นดินเกิด

แนะนำคอหนังโรแมนติก Tragedy, แนะนำกับกลุ่มบุคคลที่จำเป็นต้องมีความชาตินิยมสุดโต่ง ทหาร ตชด. รักษาดินแดน, ชื่นชอบผลงานของเชิด ทรงศรี และแฟนๆนักแสดงไพโรจน์ สังวริบุตร, ลลนา สุลาวัลย์, ส. อาสนจินดา ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับความชาตินิยมสุดโต่ง และโศกนาฎกรรม

TAGLINE | “เลือดสุพรรณ ผลงานพลีชีพของเชิด ทรงศรี ที่มีเพียงลลนา สุลาวัลย์ และ ส. อาสนจินดา รอดตายมาได้”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: