แพรดำ (1961)

แพรดำ 2504

แพรดำ (พ.ศ.2504) หนังไทย : รัตน์ เปสตันยี ♥♥♥♡

‘ความดีและความชั่วนั้นย่อมอำนวยผลต่างกัน’ แค่ประโยคแรกของหนัง ก็สื่อถึงใจความสำคัญของหนังเรื่องนี้, รัตน์ เปสตันยี ควบตำแหน่งอำนวยการสร้าง กำกับ เขียนบท ถ่ายภาพและตัดต่อ จะมีคนทำหนังไทยสักกี่คนที่สามารถทำได้ กับแนว film noir เรื่องแรกของไทย หนึ่งในหนังไทยคลาสสิกสุดควรค่า สร้างเพื่อให้คนไทยได้รับชม

ผมพยายามหาหนังเรื่องนี้มาดูสักพักแล้วนะครับ นับตั้งแต่เริ่มเขียนรีวิวหนังไทยคลาสสิก จากคำแนะนำของลูกเพจท่านหนึ่ง เมื่อหาจากอินเตอร์เน็ตโหลด/ดูไม่ได้ ก็จำต้องหาซื้อแผ่นเอา สำหรับคนที่ต้องการดูหนังเรื่องนี้ ให้เข้าไปที่เว็บของหอภาพยนตร์ จะมี DVD หนังไทยคลาสสิกขายอยู่หลายเรื่อง จะสั่งซื้อออนไลน์หรือไปซื้อที่ศาลายาเองเลยก็ได้ ซึ่งถ้าใครอยากดูผ่านแผ่นฟีล์ม บนจอภาพยนตร์ ผมเห็นโปรแกรมฉายหนังของหอภาพยนตร์ จะมีกิจกรรมฉายหนังไทยคลาสสิกอยู่เรื่อยๆนะครับ ลองเช็คจากในเว็บได้เลย ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆด้วย

เว็บหอภาพยนตร์: http://www.fapot.org/th/home.php

แพรดำ ผลงานสร้างสรรค์ของ บริษัทหนุมานภาพยนตร์ โดย รัตน์ เปสตันยี เป็นภาพยนตร์แนวชีวิตผกผันรันทด และฆาตกรรมธรรมะ เล่าเรื่องชีวิตของแม่ม่าย ‘แพร’ ซึ่งนุ่งห่มดำไว้ทุกข์สามีที่เสียชีวิตโดยไม่ยอมออกจากทุกข์ มีหนุ่มมาติดพันขอเป็นแฟนใหม่ แต่เขาชักนำเธอไปสู่เหตุการฆาตกรรมที่มีการวางแผนอย่างแยบยล

นำแสดงโดย รัตนาวดี รัตนาพันธ์ รับบทเป็น แพรดำ แม่หม้ายรันทดที่ชีวิตผกผัน, รัตนาวดี เป็นชื่อทางการแสดงของลูกสาวคนโตของรัตน์ เปสตันยี ครั้งแรกและครั้งเดียวเท่านั้นที่เธอแสดงหนัง, ผมคิดว่าการจะหาใครสักคนมารับบท แม่หม้าย ในสมัยนั้นน่าจะยากมากๆ เพราะดาราดังๆ ส่วนใหญ่คงต้องการรักษาภาพลักษณ์ของตนเอง อีกทั้งทัศนคติของสังคมไทยต่อ แม่หม้าย ยังออกไปทางไม่ให้เกียรติ ดูถูก เหยียดหยาม (เห็นได้จากบทแพรดำในหนัง) คุณรัตน์คงเลยต้องขอให้ลูกสาวเล่น เพราะไม่ใช่คนมีชื่อเสียงอะไรให้เสีย, เห็นว่ารัตนาวดี โกนผมบวชชีจริงๆนะครับ ว่ากันว่าเป็นครั้งแรกของหนังไทยอีกเช่นกัน ที่นักแสดงหญิงลงทุนโกนหัวจริงๆ (นี่ก็น่าจะเป็นอีกเหตุผล ถ้าจะให้นักแสดงดังๆอย่าง เพชรา เชาวราษฎร์, อมรา อัศวนนท์ หรือ พิสมัย วิไลศักดิ์ มารับบทแล้วต้องโกนหัวคงเป็นไปไม่ได้แน่ นึกภาพไม่ออกด้วยว่าจะเป็นยังไง)

กระนั้นรัตนวดีผู้ไม่เคยผ่านการแสดงมาก่อน จะสามารถเล่นฉากที่ต้องแสดงความรู้สักอันซับซ้อน สับสนทางอารมณ์ออกมาได้ยังไง? พ่อรัตน์ใช้วิธีการเลี่ยง ด้วยการไม่ให้เราเห็นใบหน้าสีหน้า การแสดงออกทางอารมณ์ของเธอตรงไ ใช้การยกมือขึ้นปิดหน้า (ขณะกลัว,ร้องไห้,เจ็บปวด), ก้มหน้าก้มตา, หันหนีกล้อง ฯ เป็นเทคนิคที่ไม่น่าเชื่อว่าจะมีผู้กำกับไทยคนไหนคิดได้ เป็นการแก้ปัญหา กลบจุดด้อยของนักแสดงที่ถือว่ามีประสิทธิภาพอย่างมากทีเดียว (สมัยนี้ใครทำแบบนี้เชื่อว่าจะมีแต่โดนด่า ว่าเล่นไม่สมบทบาท!)

ทม วิศวชาติ รับบท ทม ชายหนุ่มที่ตกหลุมรักแพรดำด้วยความใจบริสุทธิ์ แต่ทำงานอสุจริตกับเสนีย์, ผมหาประวัติของคุณทมไม่ค่อยได้นะครับ เห็นว่าก็ยังอยู่ในวงการบันเทิงไม่แสดงละครก็เล่นหนังเป็นตัวประกอบ เห็นไปประทับรอยมือ รอยเท้า เป็นดาวดวงที่ 2 ณ ลานดารา หอภาพยนตร์ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2551 ไม่รู้ปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่หรือเปล่า, การแสดงของคุณทม ต้องถือว่ากลบจุดด้อยของรัตนวดีไปเลย เห็นว่าปกติแล้ว คุณทมจะรับบทตัวร้าย ที่ใช้การแสดงออกทางอารมณ์สีหน้าอย่างมาก ซึ่งหนังเรื่องนี้เขาต้องเค้นการแสดงออกมาสุดๆ จากทั้งเป็นบทผู้ร้าย และคนชั่วกลับใจ สีหน้าของเขาขณะสำนึกผิด ทำให้ผู้ชมรู้สึกได้เลยว่า ตัวละครนี้สำนึกจริงๆ

เสณี อุษณีษาณฑ์ รับบท เสนีย์/เสมา มีศักดิ์เป็นอาหรือลุงของทม เป็นเจ้าของคลับบาร์ ร้านอาหารยามค่ำคืน ขายเหล้าสุราและความบันเทิง, นิสัยของเสนีย์คือเป็นคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย ใจนักเลง มีอะไรไม่ได้ดั่งใจ ก็มักแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวขี้หงุดหงิดออกมา เอาแต่ใจ เห็นแก่ได้ และหลงใหลในทรัพย์สินเงินทอง

ฟิล์มนัวร์ (Film Noir) เป็นชื่อเรียกประเภทหนึ่งของภาพยนตร์ คำว่า Noir เป็นภาษาฝรั่งเศสแปลว่า ดำ หนังนัวร์มักจะมีการใช้แสงสีมืดทึบ หรือขาวดำเป็นหลัก แสดงให้เห็นถึงด้านมืดในใจมนุษย์, ในยุโรปและอเมริกา แนวนี้ได้รับความนิยมอย่างสูงในยุค 40s-50s หนังดังๆของแนวนี้ อาทิ The Maltese Falcon (1941), Double Indemnity (1944), The Big Sleep (1946), The Third Man (1949), Touch of Evil (1958) ฯลฯ สำหรับวงการหนังไทย อาจจะเคยมีมาก่อนในยุคฟีล์ม 16mm แต่เพราะไม่มีหลักฐานอ้างอิงใดๆบันทึกไว้ จึงพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีหนังไทยเรื่องอื่นใดที่เก่ากว่า แพรดำ และเป็นฟิล์มนัวร์ ด้วยเหตุนี้จึงต้องยกผลประโยชน์ให้จำเลย ถือว่า แพรดำ เป็นหนังแนวนัวร์เรื่องแรกของไทย ซึ่งถือว่ากว่าไทยจะเริ่มสร้างหนังแนวนี้ช้ากว่ายุโรปและอเมริกากว่าทศวรรษ (ประมาณว่าเลิกฮิตกันแล้ว พี่ไทยเราเพิ่งเริ่มคิดจะสร้างได้) กระนั้นไม่ใช่ว่ายุคทองของฟิล์มนัวร์จะเกิดขึ้นกับหนังไทยนะครับ ถือว่ามีประปรายมากๆ เท่าที่ผมค้นข้อมูลดู เห็นหนังไทยไม่ถึง 10 เรื่องด้วยซ้ำที่ถือเป็นแนวนี้ ดังๆหน่อยอาทิ กะโหลกบางตายช้า กะโหลกหนาตายก่อน (พ.ศ.2534), ดอกไม้ในทางปืน (พ.ศ. 2542), นาคปรก (พ.ศ. 2553), ฝนตกขึ้นฟ้า (พ.ศ. 2554) ฯ

สิ่งที่ทำให้แพรดำ จัดเป็นฟีล์มนัวร์ ประกอบด้วย
1) แม้หนังจะเป็นภาพสี แต่มีการเล่นกับแสงที่สร้างบรรยากาศอันอึมครึม เช่นฉาก แกล้งตายที่บ้านของทม มีการใช้แสงสีแดงและโลงศพ ทำให้ตัวละคร(และผู้ชม) รู้สึกหวาดกลัวและหดหู่, อีกฉากหนึ่งที่ต้องพูดถึงคือขณะแพรบวชชี ทุกอย่างในฉากนั้นจะมีสีขาวโพลน ไม่เห็นเงามืดหรือสีดำแม้แต่น้อย
2) เรื่องราวที่มีการวางแผนฆ่าอันสลับซับซ้อน แกล้งตายเพื่อเอาเงินประกัน สวมรอยกลายเป็นอีกคน กับนักดูหนังสมัยนี้ เรื่องราวของหนังอาจไม่ซับซ้อนเสียเท่าไหร่เมื่อเทียบกับหนังฝั่งยุโรปอเมริกา แต่ก็ถือว่ามีความแยบยลในความพิศวง ดูแล้วรู้สึกได้ว่ามีเงื่อนงำของความวุ่นวาย
3) การนำเสนอจิตใจด้านมืดของมนุษย์ ทุกตัวละครในหนัง จะมีทั้งความดีและความชั่วปรากฎอยู่ บ้างแสดงออกมาเห็นได้ชัด บ้างเก็บไว้ในใจพยายามไม่แสดงออกให้ใครเห็น

การมี 3 อย่างนี้ก็ถือว่าครบองค์ประกอบของหนังนัวร์แล้วนะครับ ต้องถือว่าคุณรัตน์ ได้นำแก่นของนัวร์มาผสมผสานกับแนวคิดทางพุทธศาสนาได้อย่างกลมกลืน จนไม่รู้สึกฝืนขัดหรือผิดแปลกแตกต่างไปจากหนังแนวทั่วๆไป (บางคนถ้าไม่บอกว่านี่เป็นหนังนัวร์ อาจแยกไม่ออกด้วยซ้ำ คิดว่าเป็นหนังอาชญากรรมทั่วๆไป)

เพลงประกอบโดย ปรีชา เมตไตรย์ และคณะดุริยประณีต, หนังมีการใช้ทั้งเพลงไทยเดิม และเพลงสากลประกอบหนัง เราจะได้ยินเสียงระนาดของวงดุริยประณีต ประกอบเรื่องราวต่างๆในหนัง นี่ถือเป็นบรรยากาศที่ไทยแท้พื้นบ้านมากๆ ทั้งๆที่นี่เป็นหนังแนวนัวร์ ซึ่งจังหวะที่แสดงความนัวร์ออกมา หนังจะเปลี่ยนไปใช้เพลงสากล ที่มีทำนองลึกลับ ลุ้นระทึก ตื่นเต้น น่าเสียดายที่มีแค่ท่อนเดียว ได้ยินซ้ำไปซ้ำมาจนแทบจะฮัมออกมาได้ แรกๆฟังดูก็ตื่นเต้น แต่พอได้ยินบ่อยไปกลับรู้สึกเชยและดูสมัครเล่นมากๆ

มีเพลงไทยดังๆ 2 เพลงที่แต่งขึ้นใช้ประกอบหนังคือ กล่อมโลก ร้องโดย ชาลี อินทรวิจิตร และ ขี่ควายชมจันทร์ ร้องโดย เกษม ชื่นประดิษฐ ทั้งสองเพลงหาฟังใน Youtube ไม่ได้นะครับ อยากได้ยินคงต้องหาหนังดูเอาเอง

ใจความของหนังเรื่องนี้ พูดถึง ‘กฎแห่งกรรม’ ความดีความชั่ว และผลลัพท์ของการกระทำ ที่บางอย่างเห็นผลช้า บางอย่างเห็นผลเร็ว แต่น่าเสียดายที่หนังเรื่องนี้เลือกที่จะนำเสนอ เฉพาะผลของการกระทำความชั่วเท่านั้น (ตรงนี้เข้าใจได้ เพราะเป็นแนวนัวร์ ที่มักจะนำเสนอให้เห็นเฉพาะด้านมืดของมนุษย์เท่านั้น)

โดยทั่วไปการเปรียบเทียบจะคือ แพร เป็นตัวแทนของคนนับถือพุทธศาสนา และมีความดีงามเป็นที่ตั้ง, เสนีย์ คือคนนอกศาสนา ที่ไม่เชื่อเรื่องบาปบุญคุณโทษ และ ทมคือคนที่อยู่ระหว่างกลาง กระนั้นผมมองเห็นว่า เสนีย์ที่อาจดูเหมือนเป็นคนชั่ว 100% กลับมีด้านดี เช่น เป็นคนรักหลานทมมาก เชื่อใจและคอยช่วยเหลือเกื้อกูลอุปถัมถ์อยู่ตลอด นี่เป็นการบอกว่า ถึงเป็นคนชั่วก็ใช่จะไม่มีด้านดี เช่นกันกับแพร ที่ถึงเธอพยายามทำตัวให้ดีตลอดเวลา แต่นิสัยเป็นคนคิดเล็กคิดน้อย คิดมากคิดนาน ไม่แสดงออกทางกายก็จริง แต่จิตใจยังเต็มไปด้วยความทุกข์

ขณะที่แพรบวชชี พระท่านกำลังให้ศีล 8 แต่หนังจะตัดเปลี่ยนฉากที่อาราธนาศีล 5 ผมจะขอไล่ดังนี้นะครับ
1. ปาณาติปาตา เวรมณี งดเว้นจากการทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป, ทมและเสนีย์ ฆ่าคน ผลลัพท์ของพวกเขาคือถูกฆ่า
2. อทินนาทานา เวรมณี งดเว้นจากการถือเอาของที่เจ้าของมิได้ให้, ทมขโมยลูกของแพร เขาจึงถูกแพรขโมยหัวใจตนไป
3. อพรหมจริยา เวรมณี งดเว้นจากประพฤติผิดพรหมจรรย์ คือเว้นจากร่วมประเวณี, ไม่มีฉากประเวณีใดๆในหนัง
4. มุสาวาทา เวรมณี งดเว้นจากการกล่าวเท็จ, ทมและเสนีย์ร่วมกันโกหกหลอกลวงผู้อื่น ผลลัพท์คือทั้งคู่หักหลังซึ่งกันและกัน
5. สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐานา เวรมณี งดเว้นจากการดื่มสุราและเมรัย อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท, ถึงทมจะไม่ดื่มเหล้า แต่มีความลุ่มหลงต่อแพร ทำให้ชีวิตเต็มไปด้วยความประมาท ผลลัพท์คือไม่สมหวังอะไรสักอย่าง

ผมเห็นว่า ใครต่อใครที่ดูหนังเรื่องนี้ ต่างชื่นชมเนื้อเรื่องของแพรดำอย่างหอมอกหอมใจ ว่ามีความซับซ้อนสวยงามและยอดเยี่ยมอย่างมาก ผมดูแล้วถอนหายใจ ศีล 5 ข้อที่ผมไล่มานี่ บอกเลยว่าช่วยแถให้กับหนังนะครับ จะมีเพียงศีลข้อ 1 เท่านั้นที่ผลของกฎแห่งกรรมเกิดขึ้นในหนังแบบเห็นได้ชัด ข้ออื่นๆเหมือนว่าว่า กรรมตามไม่ทันในหนังเรื่องนี้, นี่เป็นสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกเสียดายมากๆ เพราะเมื่อตีแผ่วิเคราะห์ออกมา เห็นเลยว่าเรื่องราวของหนังมันไม่ได้สมบูรณ์แม้แต่น้อย มันย่อมดีมากไหม ถ้าทุกกรรมที่เสนีย์และทมก่อ ได้รับผลเห็นผลในชาตินี้

นี่ทำให้ผมตั้งคำถามเล็กๆ ว่าคุณรัตน์ เข้าใจพุทธศาสนาลึกซึ้งแค่ไหน?, เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ได้ใช้ กฎแห่งกรรม เป็นสิ่งตัดสินความผิดของทมและแพรนะครับ แต่เป็น กฎของมนุษย์ ที่มีผู้พิพากษาและลูกขุนตัดสิน, ทำไมผมคิดแบบนี้? ความหมายของกฎแห่งกรรม ดังสำนวนที่คนไทยทุกคนต้องเคยได้ยิน ‘กรรมใดใครก่อ กรรมนั่นย่อมตามสนอง’ นี่เป็นกฎที่เรียกว่า ตาต่อตา ฟันต่อฟัน เช่น ถ้าคุณฆ่าคนอื่น สักวันคนอื่นก็ต้องฆ่าคุณ, ถ้าคุณขโมยของคนอื่น สักวันคนอื่นก็ต้องขโมยของคุณ, การตัดสินของศาล เกิดจากข้อตกลงร่วมกันของมนุษย์ เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อเลียนแบบกฎแห่งกรรม ถ้าคุณฆ่าคนอื่น ก็จะถูกโทษประหาร, ถ้าขโมยของคนอื่น ก็ต้องชดใช้ค่าเสียหาย, ใช้หลักการแนวคิดวิธีการเดียวกัน แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

กรรมของมนุษย์ไม่ใช่แค่ ถ้าคุณฆ่าคนอื่นตาย พอถูกฆ่าตายแล้ว กรรมนั้นจะหมดสิ้นไปนะครับ (ผิดกับกฎหมาย ถ้าคุณขโมยของคนอื่น แล้วชดใช้หนี้สินหมดสิ้น ก็จะพ้นผิดทันที) คนที่เคยศึกษาพุทธศาสนาจะรู้ว่า ฆ่าคน 1 ครั้ง อีกอย่างน้อย 500 ชาติคุณจะต้องคนๆนั้นถูกฆ่า (ไม่เชื่อผมลองไปหา องคุลีมาลอ่านดูนะครับ ความแค้นขององคุลีมานต่อคน 1,000 คน ไม่ใช่เกิดขึ้นแค่ตอนชาติที่พบกับพระพุทธเจ้าเท่านั้น แต่ได้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีกไม่รู้กี่ร้อยกี่พันชาติ) ที่ผมวิเคราะห์ให้ฟังอาจลึกซึ้งเกินไป ที่ตั้งใจจะบอกก็แค่ กฎของมนุษย์ เทียบไม่ได้เลยกับกฎแห่งกรรม ดังนั้นสิ่งที่ตัดสินความผิดของทมและแพรในหนังเรื่องนี้ จึงเป็นเพียงกฎของมนุษย์ ไม่ใช่กฎแห่งกรรม

แล้วอะไรในหนังที่สามารถเรียกว่าเป็น กฎแห่งกรรมได้? คือมันก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไรนะครับ เห็นชัดๆเลยก็ ตอนเสนีย์ที่ฆ่าคนอื่นเขาถูกทมฆ่า, ตอนเสนีย์กับทมร่วมกันหลอกลวงแพร ทั้งสองเลยหักหลังซึ่งกันและกัน, ทมเป็นคนมัวเมาลุ่มหลง (ถึงจะไม่ได้กินเหล้า) แต่หลงใหลในรูปงามของแพร สุดท้ายแล้วก็ไม่ได้มาครอบครอง ฯ เหล่านี้คือกรรมที่เห็นผลเร็ว (ทุกอย่างที่เกิดและเห็นผลในชาติเดียว ถือว่าเห็นผลเร็วหมด)

ถ้าคุณเป็นคนที่เข้าใจพุทธศาสนาแค่ผิวเผิน อาจมองไม่เห็น เข้าใจประเด็นที่ผมชี้ให้เห็นสักเท่าไหร่ นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมสงสัยว่า คุณรัตน์เข้าใจพุทธศาสนาแค่ผิวเผินหรือเปล่า? เพราะหนังมีแค่ ถ้าคุณเคยฆ่าคนอื่น สักวันคุณต้องถูกฆ่า ไม่ว่าจะโดยคนอื่นหรือโดยโทษทางกฎหมาย การมีเรื่องราวแค่นี้ มันยังไม่เพียงพอจะอธิบายความหมายที่แท้จริงของ ‘กฎแห่งกรรม’ ได้เลยนะครับ

ถ้ามีอะไรที่คิดว่าผมเข้าใจผิดก็ถกเถียงมาได้นะครับ ไม่ว่ากันอยู่แล้ว แต่อยากให้ ‘ศึกษาให้รู้จริง’ เสียก่อน ไม่ใช่เอามะพร้าวห้าวมาขายสวน หรือ ตาบอดสอดตาเห็น

สำหรับแพร ผู้หญิงมักจะมีบ่วงหนึ่งที่ถือเป็นกรรมของตนเองเสมอ นั่นคือ ‘ลูก’ นี่เป็นสิ่งที่ผมไม่คิดว่าจะมีหนังไทยเรื่องไหนกล้าทำแน่ๆ ถ้าจะให้แพรทิ้งลูกเลือกเดินทางสายกลางแบบไม่กลับมาอีก ถ้าเป็นผู้ชายแบบสันต์ (ในสันติ วีณา) ผู้ชายสามารถทิ้งผู้หญิงเลือกทางสายกลางได้ไม่ยาก แต่ผู้หญิงคนไหนถ้าทำแบบนั้น มีแต่จะถูกสังคมตราหน้า หนังเรื่องนี้มีอีกความกล้าหนึ่ง คือให้ลูกตาย บอกตามตรงผมไม่ค่อยชอบทางเลือกนี้เท่าไหร่ มันเหมือนต้องการให้ แพรมุ่งสู่ทางธรรมแบบไม่มีบ่วงอะไรเหลืออยู่ มันดูน่าสนใจกว่ามากถ้าลูกไม่ตาย แล้วหลังจากทมถูกประหาร แพรจะเลือกอะไร ระหว่างกลับไปบวช หรือเลี้ยงลูก

โดยรวมหนังเรื่องนี้ถือว่าใช้ได้เลย เทคนิคสอบผ่านแค่อาจดูล้าสมัยไปบ้างก็พอรับได้ ดูสนุก ไม่มีช่วงเบื่อหรือต้องเบือนหน้าหนี บทสนทนาฟังรู้เรื่อง สำบัดสำนวนนิดหน่อย แต่เข้าใจได้ไม่มีปัญหา ผมคิดว่านี่อาจเป็นหนังที่คุณรัตน์ กำกับ ได้ดีที่สุด (สันติ วีณา เป็นครูมารุตกำกับนะครับ คุณรัตน์ อำนวยการสร้างกับถ่ายภาพ)

แพรดำ เป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกที่ถ่ายทำในระบบฟิล์ม 35mm ภาพสี เสียง CinemaScope (บันทึกเสียงขณะถ่ายทำ) ที่ให้ภาพจอกว้างเต็มตา, คุณรัตน์ ได้ส่งหนังเข้าร่วมประกวดในงานเทศกาลภาพยนตร์เมือง Berlin ในปี 1961 แม้ว่าจะไม่ได้รับรางวัลใดๆ กลับมา แต่ถือว่าได้รับการตอบรับที่ดี, ฉายเมืองไทยครั้งแรกวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2504 ที่เฉลิมกรุง ความยาว 129 นาที, และในงานประกาศผลรางวัลตุ๊กตาทอง ประจำปี พ.ศ. 2505 หนังได้รางวัลถ่ายภาพ(สี)ยอดเยี่ยม

คุณเป็นเอก รัตน์เรือง ถือว่าเป็นผู้กำกับไทยที่ชมชอบหนังแนวนัวร์มากๆ เคยให้สัมภาษณ์ว่า ‘ถ้าเลือกได้ผมอยาก remake แพรดำมาก นี่เป็นหนังที่มีบรรยากาศของฟีล์มนัวร์ ในฉากที่กล้องแพนจากโลงศพจนถึงรองเท้าแตะ ทำให้ผมรู้สึกเสียวสันหลังวาบ ช็อตนี้ถ้า Hitchcock ได้เห็นคงภูมิใจมาก’

ระหว่างสันติ วีณา (พ.ศ.2497) กับแพรดำ ส่วนตัวผมชอบสันติ วีณามากกว่ามาก แม้เรื่องราวจะสลับซับซ้อนน้อยกว่า แต่มี impact มากกว่า และแพรดำดูเหมือนตั้งใจรีไซเคิลแนวคิด แนวทาง ความสำเร็จของสันติ วีณามานำเสนออีกครั้ง แค่เปลี่ยนรูปแบบวิธีการเล็กน้อย แต่แก่นของหนังคล้ายๆเดิม (สลับจากผู้ชายเป็นผู้หญิงที่เห็นทางธรรม) ถ้าคุณเคยดูแต่แพรดำ ยังไม่เคยดูสันติ วีณา ก็อาจจะชอบหนังเรื่องนี้มากๆ แต่เพราะผมดูสันติ วีณามาก่อน ความชอบจึงไม่อาจมากกว่าได้

แนะนำกับคนไทย ผู้ชื่นชอบหนังไทยคลาสสิก แนวคิดพุทธศาสนา มีข้อคิดการใช้ชีวิตที่ดี, คอหนังฟีล์มนัวร์ หนังไทยมีไม่กี่เรื่อง ไม่ควรพลาดอย่างยิ่ง, นักกฎหมาย ทนาย ตำรวจที่อยากเห็นศาลไทย การพิพากษา ตัดสิน และเรือนจำสมัยก่อน

จัดเรต PG กับการกระทำที่มีความรุนแรง ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำ

TAGLINE | “แพรดำ หนังไทยคลาสสิก แนวคิดพุทธศาสนา มีข้อคิดการใช้ชีวิตที่ดี ควรค่าแก่คนไทยได้รับชม”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of