แม่นาคพระโขนง (1959)

แม่นาคพระโขนง

แม่นาคพระโขนง (พ.ศ. ๒๕๐๒) หนังไทย : รังสี ทัศนพยัคฆ์ ♥♥

ครั้งที่ ๕ ของการดัดแปลงสร้างตำนานแม่นาคแห่งพระโขนง โดยอัจฉริยะศิลปินแห่งชาติเสน่ห์ โกมารชุน ที่ได้ทำการผสมผสานเรื่องราวหลากหลายอารมณ์ โรแมนติกหวานน้ำตาลเลี่ยน ตลกโป๊กฮาขำขัน ฉากหลอนสะดุ้งขนลุกซู่ และตอนจบน่าสงสารเห็นใจอย่างสุดๆ นำแสดงโดยสุรสิทธิ์ สัตยวงษ์ ประกบนางเอกอกเขาพระวิหาร ปรียา รุ่งเรือง กลายเป็นตำนานมรดกชาติไทย ทำรายได้เกินกว่า ๑ ล้านบาท

แต่ถ้าคุณไม่ได้มีความหลงรักชื่นชอบหนังไทยคลาสสิกขนาดนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนสรรหามารับชมนะครับ ผมมีโอกาสดูแม่นาคพระโขนงฉบับนี้จาก ‘สุดยอดภาพยนตร์ไทยในรัชกาลที่ ๙’ พากย์สดกันที่โรงสกาล่า เป็นบรรยากาศที่เจ๋งเป้งยอดเยี่ยมสุดๆ กระนั้นตัวหนังกลับสร้างความร้าวฉานให้อย่างมาก ทั้งๆที่ครึ่งแรกเริ่มต้นเต็มเปี่ยมด้วยความน่าสนใจ แต่กลับค่อยๆถดถอยหลังลงคลองจนจมมิดลงใต้โคลนตม

อรรถรสหนึ่งที่ผมเพิ่งมีโอกาสได้รับรู้ซื้งระหว่างชมการให้เสียงบรรยายสด คือพี่นักพากย์แกชอบดั้นมุกออเจ้า โล้สำเภา บุพเพสันนิวาส โคตรจะทันสมัยยุคปัจจุบันเลย นี่ทำให้บรรยากาศการรับชมครึกครื้นเครง เรียกเสียงหัวเราะสนุกสนานได้อยู่เรื่อยๆ แต่ละรอบคงได้อารมณ์ไม่เหมือนกันด้วย เจ๋งชะมัด … น่าเสียดายที่สิ่งเหล่านี้เลือนหายใกล้สูญพันธุ์ไปหมดเสียแล้ว ถ้ามีโอกาสก็ขอแนะนำเลยนะ (กับเรื่องไหนๆได้ทั้งนั้นแหละ) ลองหารับชมฟังการพากย์สดสักครั้ง แล้วคุณอาจรู้สึกว่าดูหนังสนุกขึ้นกว่าเดิมเป็นกองเลยละ (ทั้งๆที่หนังเรื่องนั้นบรมห่วยก็ตามเถอะ)

แม่นากพระโขนง หรือมักเรียกสั้นๆว่า แม่นาก (โดยมากสะกดด้วย ค.ควาย) เป็นผีตายท้องกลม เชื่อกันว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงในสมัยรัชกาลที่ ๓ – ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ปัจจุบันมีศาลแม่นากตั้งอยู่ที่วัดมหาบุศย์ ซอยสุขุมวิท ๗๗ (ถนนอ่อนนุช) เขตสวนหลวง กรุงเทพมหานคร

มีผู้ทำการศึกษาประวัติศาสตร์ไทย ได้ค้นคว้าเอกสารร่วมสมัยเกี่ยวกับเรื่องแม่นากพระโขนงนี้ พบจากหนังสือพิมพ์สยามประเภทฉบับวันที่ ๑๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๒ บทความเขียนโดย ก.ศ.ร. กุหลาบ น่าจะมาจากเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ ๓ ของอำแดงนาก ลูกสาวกำนันตำบลพระโขนงชื่อขุนศรี ที่เสียชีวิตขณะตั้งครรภ์ (ไม่ใช่ตอนขณะคลอดลูก) และทางฝ่ายลูกๆ ของอำแดงนากเกรงว่าบิดาของตน (สามีแม่นาก) นายชุ่ม ทศกัณฐ์ (ไม่ได้ชื่อมาก) จะไปแต่งงานมีภรรยาใหม่ และต้องถูกแบ่งทรัพย์สิน จึงรวมตัวกันแสร้งทำเป็นผีหลอกผู้คนที่ผ่านไปมาด้วยการขว้างหินใส่เรือผู้ที่สัญจรไปมาในเวลากลางคืน หรือทำวิธีต่างๆนานา เพื่อให้คนเชื่อว่าผีของมารดาตนเองเฮี้ยน พ่อจะได้หวาดกลัวไม่ยอมหาเมียใหม่

“อำแดงนาก เปนบุตรขุนศรี นายอำเภอบ้านอยู่ปากคลองพระโขนง เปนภรรยานายชุ่ม ตัวโขนทศกรรฐ์ในพระจ้าวบรมวงศ์เธอจ้าวฟ้ากรมหลวงพิทักษมนตรี อำแดงนากมีครรภ์ คลอดบุตรถึงอนิจกรรม นายชุ่ม ทศกรรฐ์สามี นำศพอำแดงนากภรรยาไปฝังที่ป่าช้าวัดมหาบุดๆ นี้ พระศรีสมโภช (บุด) วัดสุวรรณ เปนผู้สร้างวัดมหาบุด แต่ท่านยังเปนมหาบุดในรัชกาลที่ ๓…”

สำหรับความเชื่อของคนไทยร่วมสมัยตราบจนปัจจุบัน อาทิ
– ชื่อของสี่แยกมหานาค เขตดุสิต มาจากการที่แม่นากอาละวาดขยายตัวให้ใหญ่ และในหลวงรัชกาลที่ ๔ ยังทรงเคยเสด็จทอดพระเนตรด้วย
– เชื่อว่าพระรูปที่มาปราบแม่นากได้สำเร็จคือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นผู้เจาะกะโหลกที่หน้าผากทำเป็นปั้นเหน่ง เพื่อสะกดวิญญาณแม่นาก และได้สร้างห้องเพื่อเก็บปั้นเหน่งชิ้นนี้ไว้ต่างหาก
– หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้เขียนบันทึกเอาไว้ว่า เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ สมัยที่ท่านยังเป็นเด็ก เคยเห็นเรือนของแม่นากด้วย มีลักษณะเหมือนเรือนไทยภาคกลางทั่วไปอยู่ติดริมคลองพระโขนง เสาเรือนสูง ห้องครัวอยู่ด้านหลัง ซึ่งปัจจุบันนี้ได้ถูกรื้อถอนไปแล้ว
– บ้างก็เชื่อว่าร่างย่านาก ถูกฝังอยู่ระหว่างต้นตะเคียนคู่ภายในศาลวัดมหาบุศย์ โดยมักมีผู้มาบนบานขอในสิ่งที่ตนต้องการเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเรื่องความรัก (เชื่อว่าจะสมหวังในรักที่แม้ความตายก็พรากไม่ได้)

เรื่องราวของแม่นากพระโขนงได้กลายเป็นบทประพันธ์ครั้งแรกในรูปแบบละครร้อง พ.ศ. ๒๔๕๔ ในชื่ออีนากพระโขนง ประพันธ์โดยพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์พงศ์ แสดงที่โรงละครปรีดาลัย (โรงเรียนตะละภัฏศึกษาในปัจจุบัน) ได้รับความนิยมอย่างมากจนต้องเปิดการแสดงติดต่อกันถึง ๒๔ คืน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ใช้ชื่อสามีว่า มาก และมีฉากเอื้อมมือเก็บลูกมะนาวใต้ถุนบ้าน กลายเป็นที่ฮือฮาอย่างยิ่ง

สำหรับภาพยนตร์ ก็น่าจะเป็นสถิติหนังไทยมีภาคต่อ ภาคพิสดาร ภาคล้อเลียน อะไรก็ไม่รู้สารพัดสารเพปริมาณมากที่สุด (เฉลี่ยแล้วทศวรรษละ ๓-๔ เรื่อง) แต่ก่อนหน้าแม่นาคพระโขนง (พ.ศ. ๒๕๐๒) มีสร้างมาแล้ว ๔ ครั้ง น่าเสียดายฟีล์มสูญหายเสื่อมสภาพหมดสิ้น
– นางนาคพระโขนง (พ.ศ. ๒๔๗๙) กำกับโดย หม่อมราชวงศ์อนุศักดิ์ หัสดินทร์
– ลูกนางนาค/ลูกนางนาคพระโขนง (พ.ศ. ๒๔๙๓)
– นางนาคพระโขนง (พ.ศ. ๒๔๙๕)
– นางนาคพระโขนง (พ.ศ. ๒๔๙๘)

หลังจากนี้มีที่น่าสนใจพอจะพูดถึงได้อีก ๔-๕ เรื่อง
– แม่นาคพระนคร (พ.ศ. ๒๕๑๓) นำแสดงโดย มิตร ชัยบัญชา, อรัญญา นามวงศ์
– แม่นาคพระโขนง (พ.ศ. ๒๕๒๑) กำกับโดย แดง เสนีย์ นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี, ปรียา รุ่งเรือง, เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์
– นางนาก (พ.ศ. ๒๕๔๒)** กำกับโดย นนทรีย์ นิมิบุตร นำแสดงโดย ทราย เจริญปุระ, วินัย ไกรบุตร
– พี่มาก..พระโขนง (พ.ศ. ๒๕๕๖)** กำกับโดย บรรจง ปิสัญธนะกุล นำแสดงโดย ดาวิกา โฮร์เน่, มาริโอ้ เมาเร่อ

** ครั้งที่สร้างสถิติทำรายรับสูงสุดในประเทศขณะออกฉาย

เสน่ห์ โกมารชุน (พ.ศ. ๒๔๖๖ – พ.ศ. ๒๕๑๔) นักร้อง นักแสดง ตลก(จำอวด) นักแต่งเพลง นักพากย์ ผู้กำกับภาพยนตร์ ศิลปินแห่งชาติไทย เกิดที่ย่านตลาดพลู ฝั่งธนบุรี หลังเรียนจบมัธยมปลาย สมัครเป็นนักร้องประจำวงของกองดุริยางค์ทหารเรือ เริ่มมีชื่อเสียงจากการร้องเพลงล้อเลียน กลายมาเป็นตลกหน้าเวทีลิเกคณะหอมหวล ตามด้วยออกมาตั้งคณะลิิเกของตนเองชื่อ เสน่ห์ศิลป์ สู่วงการภาพยนตร์ด้วยการเป็นนักแสดง ตลก(จำอวด) นักพากย์มีชื่อเสียงประจำอยู่ที่ศาลาเฉลิมบุรี และศาลาเฉลิมกรุง

จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๕๐๑ เกิดความสนใจอยากจะเอาดีทางด้านการสร้างภาพยนตร์บ้าง เลยหยิบเอาเรื่องราวยอดฮิตในอดีต นางนาคพระโขนง ที่เคยสร้างมาแล้วหลายครั้ง แต่ตลอดมาเพราะแม่นาคกลับไม่ค่อยน่ากลัวเหมือนหนังผีสักเท่าไหร่ เลยร่วมมือกับรังสี ทัศนพยัคฆ์ พัฒนาบทขึ้นมาใหม่ให้แหวกแนวแตกต่างจากค่านิยมไทยๆยุคสมัยนั้น

รังสี ทัศนพยัคฆ์ (พ.ศ. ๒๔๖๙ – ๒๕๔๖) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ชาวไทย เกิดที่เสาชิงช้า กรุงเทพฯ จบการศึกษามัธยมที่โรงเรียนเบญจมบพิตร เข้าเรียนต่อโรงเรียนนายเรือรุ่น )๗-๘ เข้าสู่วงการภาพยนตร์จากการทำเพลงประกอบหนัง 16mm เรื่อง นิทรา-สายัณห์ (พ.ศ. ๒๔๙๕), กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก ทาสรัก (พ.ศ. ๒๕๐๒), ตามด้วย แม่นาคพระโขนง (พ.ศ. ๒๕๐๒), โด่งดังสุดคงคือ มนต์รักลูกทุ่ง (พ.ศ. ๒๕๑๓)

ครูรังสี ถือเป็นบรมครูแห่งเทคนิคการ ‘เจาะถ่าย’ แบ่งหนังออกเป็นส่วนๆฉากๆ แล้วถ่ายทำเฉพาะคิวของนักแสดงคนนั้นๆให้เสร็จสิ้นลงไปก่อน (สมัยก่อนเวลาถ่ายทำมักจะไล่เรียงทีละฉากไปเรื่อยๆ นักแสดงบางคนมีฉากแรกกับฉากสุดท้าย พอถ่ายวันแรกเสร็จก็ต้องรอเสียเวลารอไปจนกว่าจะถึงคิวตัวเองวันสุดท้าย ถึงได้ปิดกล้องรับงานอื่นต่อได้) ด้วยวิธีการนี้ทำให้นักแสดงดังๆที่มีคิวงานเยอะๆ สามารถวิ่งรอกเล่นหนังหลายเรื่องได้พร้อมๆกันโดยไม่เสียเวลา

สำหรับบทภาพยนตร์ที่พัฒนาขึ้นในวิสัยทัศน์ของเสน่ห์ โกมารชุน ตั้งใจให้มีครบทุกอรรถรสชาติสีสัน เวลาพระ-นางจีบกันต้องน้ำตาลหวานเลี่ยน มุกตลกโป๊กฮาขำกลิ้งกระจาย (อันนี้ไม่ใช่ปัญหาสักเท่าไหร่ เพราะเจ้าตัวมาจากสายตลกอยู่แล้ว) ฉากผีหลอกต้องหลอนสะดุ้งโหย่ง (ผีสมัยก่อนในหนังไทยมักจะแค่ยืนทึ่มทือ ไม่ก็ยื่นมือออกมาทำท่าจะบีบคอ เลยทำการครุ่นคิดระดมสมองหาสิ่งที่ตนเองกลัว อาทิ เห็นภาพศพเน่าๆเละๆขยะแขยง, ลุกขึ้นมาจากหลุมฝัง, อยู่ดีๆหายตัวได้, วิ่งหนีแล้วผีไปดักข้างหน้า นั่งรออยู่บนต้นไม้ ฯ) และตอนจบผู้ชมรู้สึกสงสารเห็นใจ หลั่งน้ำตาให้กับแม่นาก

ที่ย่านพระโขนง นายมากและนางนาก ใช้ชีวิตคู่ร่วมกันจนภรรยาตั้งครรภ์อ่อนๆ แต่สามีได้รับหมายเรียกให้ไปรับราชการอยู่บางกอก นากจึงต้องอาศัยอยู่ตามลำพังจนกระทั่งครรภ์แก่ครบกำหนดคลอด ทว่าลูกของนางไม่ยอมกลับหัว หมอตำแยไม่สามารถทำให้คลอดออกมาตามธรรมชาติได้ เมื่อทนทานความเจ็บปวดไว้ไม่ไหวจึงสิ้นใจพร้อมกับลูกในท้อง กลายเป็นผีตายทั้งกลม ศพของเธอถูกนำไปฝังไว้ยังป่าช้าท้ายวัดมหาบุศย์ ส่วนนายมากเมื่อปลดประจำการก็เดินทางกลับพระโขนงโดยยังไม่ทราบความว่าเมียของตนชีวิตหาไม่แล้ว พบเจอนากและลูกมีความสุขียินดีปรีดา ได้รับการทัดทานจากเพื่อนๆแต่กลับไม่ยอมเชื่อฟังว่าคนรักของตนเป็นผี จนกระทั่งวันหนึ่งพบเจอเข้ากับตา ขณะตำน้ำพริกอยู่บนบ้านทำมะนาวตกลงไปใต้ถุนบ้าน ด้วยความรีบร้อนจึงเอื้อมมือยาวลงมาจากร่องบนพื้นเรือน มากจึงได้รับรู้ความจริงดั่งที่ใครๆว่ากล่าวตักเตือนมา

นำแสดงโดยสุรสิทธิ์ สัตยวงษ์ (พ.ศ. ๒๔๖๖ – ๒๕๒๖) นักร้อง นักแสดงชาวไทย เกิดที่พระนครศรีอยุธยา เข้าสู่วงการจากการชักนำของหม่อมเจ้าศุกรวรรณดิศ ดิศกุล รับราชการเป็นนักร้องของวงดุริยางค์กองทัพเรือ (รุ่นเดียวกับเสน่ห์ โกมารชุน) เรียนร้องเพลงกับครูล้วน ควันธรรม (รุ่นเดียวกับชาลี อินทรวิจิตร) จากนั้นไปเป็นนักร้องในวงดนตรีของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (รุ่นเดียวกับ สุพรรณ บูรณพิมพ์, ปิติ เปลี่ยนสายสืบ, สถาพร มุกดาประกร) ก่อนเข้าเรียนที่โรงเรียนจ่าอากาศ และประจำที่กองภาพยนตร์ทหารอากาศ, เริ่มมีชื่อเสียงในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รับบทพระเอกละครเวที พันท้ายนรสิงห์ (พ.ศ ๒๔๘๗) จากบทพระนิพนธ์ของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภาณุพันธุ์ยุคล แห่งคณะอัศวินการละคร, บทเพลงดังๆ อาทิ น้ำตาแสงไต้, แก้วตานิทราเถิด, เดียวดาย ฯ ต่อมาหันไปแสดงภาพยนตร์ สุภาพบุรุษเสือไทย (พ.ศ. ๒๔๙๒), แม่นาคพระโขนง (พ.ศ. ๒๕๐๒), ฝนใต้ (พ.ศ. ๒๕๑๓) ฯ

พี่มากฉบับนี้อายุเยอะ ไว้หนวดเข้ม มาดนักเลง เล่นโรแมนติกไม่ค่อยน่ารักกุ๊กกิ๊ก แต่มีความเป็นผู้ใหญ่ ภาพลักษณ์มั่นคงซื่อสัตย์ในรัก ฆ่าได้หยามไม่ได้ ผมชอบสุดตอนทำหน้าอ้อนวอนขอนาคให้ไปผุดไปเกิด โอบสายสิญจน์รอบตัวเธอด้วยน้ำตา เต็มไปด้วยความรวดร้าวทุกข์ทรมานกายใจ สุดท้ายโทษว่าเป็นความผิดของโชคชะตาฟ้าดินที่เล่นตลกกับชีวิตของตนเอง

ปรียา รุ่งเรือง (พ.ศ. ๒๔๘๓ – ๒๕๒๗) นักแสดงชาวไทย เกิดที่อำเภอเขาย้อย, เพชรบุรี เข้าสู่วงการบันเทิงจากการประกวดเทพี ในพิธีมอบรางวัลตุ๊กตาทอง ครั้งที่ ๒ ประจำปี พ.ศ. ๒๕๐๑ ได้ตำแหน่งรองชนะเลิศ จึงมีโอกาสแสดงภาพยนตร์แจ้งเกิด แผ่นดินของใคร (พ.ศ. ๒๕๐๒) เนื้อหาเกี่ยวกับกรณีพิพาทปราสาทพระวิหาร ระหว่างไทยกับกัมพูชา (ครั้งแรกครั้งเดียวของหนังไทยที่ถ่ายทำยังปราสาทพระวิหาร) และด้วยเคยถ่ายแบบวาวหวิว (ถ่ายแบบชุดว่ายน้ำตีพิมพ์ลงในปฏิทินของสุราแม่โขง) มักได้รับบทที่มีฉากวาบหวาม เลยได้รับฉายาว่า ‘นางเอกอกเขาพระวิหาร’

เกร็ด: เสน่ห์ โกมารชุน เป็นผู้ปลุกปั้นและปล้ำจนได้แต่งงานมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน ทำให้เธอออกจากวงการปี พ.ศ. ๒๕๑๓ และหวนกลับมาช่วงสั้นๆ พ.ศ. ๒๕๒๑ – ๒๓ ก่อนประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เสียชีวิต

(ผมพยายามจับจ้องหน้าอกเขาพระวิหารของปรีดา พบเจอฉากหนึ่งขายเน้นๆ ตอนกำลังอ่านบทกลอนโล้สำเภาให้ป้าฟัง โน้มตัวไปข้างหน้าซะ … แต่มันก็แค่นี้แหละครับ หนุ่มๆสมัยนั้นคงน้ำยายใหยแล้ว)

แม่นากฉบับนี้สวยเซ็กซี่ตาคม แรกๆทำเหนียมอายเล่นตัวแต่ก็ชอบให้ปอยอปอปั้นรอวันโล้สำเภา แต่งงานแล้วมั่นคงหนักแน่นในรัก รวดร้าวทรมานเมื่อมิอาจเบ่งคลอดลูก กลายเป็นวิญญาณที่ยังมีสิ่งยึดติดเหนี่ยวรั้ง ลุกขึ้นจากหลุมใบหน้าขยะแขยง มองเห็นไกลๆน่ากลัวน่าวิ่งหนี และขณะอ้อนขอความรักจากสามีโทษว่ากล่าวเป็นความผิดของเขาที่ไม่รักตนชั่วนิรันดร์

นอกจากหนังเรื่องนี้ ปรีดายังหวนกลับมารับบทนางนาคอีก ๓ ครั้ง ประกอบด้วย วิญญาณรักแม่นาคพระโขนง (พ.ศ. ๒๕๐๕) [สุรสิทธิ์ สัตยวงษ์ กลับมารับบทพี่มาก], แม่นาคคนองรัก (พ.ศ. ๒๕๑๑), แม่นาคพระโขนง (พ.ศ. ๒๕๒๑)

หนังถ่ายทำด้วยฟีล์ม 16mm คุณภาพเสื่อมถอยไปตามกาลเวลา (ยังไม่มีใครคิดนำมา Remaster) และสมัยนั้นยังไม่มีบันทึกเสียง Sound-On-Film ส่วนใหญ่จึงใช้การพากย์สดหน้าโรง หรือถ้าไม่มีบทบางครั้งก็ดั้นสดๆตรงนั้นแหละ

ไดเรคชั่นของการถ่ายภาพรับอิทธิพลจากยุคสมัยหนังเงียบ ใช้การจัดวางนักแสดงให้อยู่ภายในกรอบขอบเขตที่กำหนด เคลื่อนไหว พูดคุย เกี้ยวพาราสี ชกต่อย ฯ จำกัดอยู่ในเส้นรัศมีนั้น จะมีเคลื่อนไหวแพนกล้องเฉพาะภาพมุมกว้าง อาทิ แข่งเรือ, เดินตลาด, ชกต่อยตี ฯ แล้วใช้การตัดต่อเพื่อเปลี่ยนระยะภาพซึ่งมีตั้งแต่ Full Shot เห็นเต็มตัวนักแสดง (ศีรษะจรดเท้า) เวลาพูดคุยสนทนาก็มัก Medium Shot และถ้าต้องการจับจ้องปฏิกิริยาสีหน้า เหนียมอาย/หวาดกลัวตื่นตระหนก/ใบหน้าผี ถึงใช้ระยะใกล้ Close-Up

ภาษากายของนักแสดงสามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก คล้ายๆกับหนังเงียบ เอาจริงๆไม่ต้องใช้เสียงพากย์หรือ Sound Effect ก็สามารถคาดเดาออกได้ อาทิ
– ท่าทางเหนียมอายของพี่มาก กลัวๆไม่กล้าพูดบอกความในใจกับนางนาก ฉากที่ท่าน้ำลูบไล้จานชาม แล้วตักน้ำขึ้นมารดราดตัวเอง พอขอแต่งงานสำเร็จก็กอดคอกันดีใจตกน้ำ
– ตอนพี่มากจากภรรยาไปรับราชการบางกอก ขณะกำลังร่ำลารอส่งที่ท่าเรือริมตลิ่ง นางนากกุมมือลูบไล้เสาไม้ต้นหนึ่ง ก่อนก้มหน้าลงร่ำไห้
(สองฉากที่ผมว่ามานี้อาจจะคิดมากไปเองแต่ก็นะ ลูบๆไล้ๆแบบนั้นจะให้สื่อถึงอะไรไปมากกว่าไอ้นั่นได้ละ)

Visual Effect พบเห็นอยู่ ๒-๓ อย่าง คงสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมสมัยนั้นไม่น้อยเลยละ
– นางนาคค่อยๆจางหายตัวไป เห็นเสื้อลอย … นี่แค่มายากลของการตัดต่อฟีล์ม
– เทคนิคการซ้อนภาพ ถ่ายฟีล์มม้วนเดิมซ้ำสองครั้ง จะทำให้เห็นร่างของแม่นาคมีความเลือนลาง ลักษณะเหมือนภาพติดวิญญาณ
– ย่อขนาดเพื่อให้ผีแม่นาคตัวเล็กลงจนสามารถเข้าไปอยู่ในหม้อถ่วงน้ำได้
ฯลฯ

ไฮไลท์ของแม่นาคพระโขนงทุกฉบับคือ ขณะนางนาคเอื้อมเก็บมะนาวตกอยู่ใต้ถุนบ้าน ดูแล้วคงใช้ผ้าสีดำผืนใหญ่ๆ และสร้างโมเดลแขนปลอมขึ้นมา จากนั้นค่อยๆเลื่อนเคลื่อนเข้าไปหยิบลูกมะนาวที่ตกอยู่ (อย่างทุลักทุเล) ถึงไม่ค่อยเนียนแต่ก็คลาสสิกดี

ปัญหาใหญ่ๆของหนัง ผมขอเรียกว่าความสัปดลของเสน่ห์ โกมารชุน หลายครั้งใส่ความตลกขบขันเข้ามาผิดที่ผิดเวลา ไร้กาละเทศะ
– ฉากตอนนางนาคกำลังเบ่งคลอดลูก บรรดาผู้คนที่เฝ้ารออยู่ข้างนอกต่างพูดหยอกล้อเล่นหัว คือถ้ามันแปปเดียวก็ไม่อะไรหรอก แต่ไร้สาระเรื่อยเปื่อยจนเกือบลืมเรื่องคลอดลูกไปเลย
– งานศพแทนที่จะนิมนต์พระมาสวด กลับให้ตัวตลกสี่คนแถมถือพัดยศร้องรำทำเพลง นี่เรียกไร้กาละเทศะ
– ปริมาณหมอผี ทั้งหมด ๓ คน
๑) คนแรกหมอผีจริง เดินทางมาลองของทำให้แม่นาคหลุด
๒) หมอผีปลอม (ล้อต็อก) กินเวลาเป็นสิบๆนาที เพื่อแค่ให้ถูกหลอกวิ่งหนีเผ่นแนบ
๓) คนสุดท้ายฝีมือพอตัว แต่ต้องให้ไอ้มากช่วยเหลือถึงสามารถนำผีแม่นาคบรรจุใส่หม้อถ่วงน้ำได้

เอาจริงๆตัดหมอผีตัวที่สองทิ้งไปเลยก็ได้ มันทำให้หนังเสียเวลาและเรื่องราวหยุดนิ่งไม่เดินหน้าไปไหนทั้งนั้น นี่ต้องถือว่าความพยายามผสมผสาน Comedy+Horror ของเสน่ห์ โกมารชุน หลายครั้งถือว่าน่าผิดหวังล้มเหลวโดยสิ้นเชิง

แต่สิ่งที่โดยส่วนตัวผิดหวังสุดของหนังคือตอนจบ เพราะมันคือแนวคิดของยุคสมัยนั้นที่ คน-ผี ไม่อาจสามารถอาศัยอยู่ร่วมกันได้ คำเอื้อยอาลัยของนางนาคก่อนจะลงไปสู่หม้อถ่วงน้ำ สะท้อนความเห็นแก่ตัวของมนุษย์ และทัศนคติที่สร้างความแตกแยก แบ่งพรรคพวกให้เกิดขึ้นในสังคม เราสามารถแทนสิ่งสัญลักษณ์ด้วยอะไรก็ได้สองฝั่งฝ่าย ประชาธิปไตย-เผด็จการ, ขวาจัด-ซ้ายจัด, อนุรักษ์นิยม-เสรีนิยม, รักร่วมเพศ, ความแตกต่างสีผิว/เชื้อชาติ ฯลฯ ก็โดยอาจไม่รู้ตัวหรอก ชาวไทยเราถูกครอบงำด้วยแนวคิดฝั่งหนึ่งฝังใดถูกต้องที่สุดเท่านั้น ขณะที่อีกกลุ่มตรงกันข้ามคนละพวก ในเมื่อไม่ใช่มิตรก็ต้องเป็นศัตรูสถานเดียว

อาจเพราะการมาถึงของ พี่มาก..พระโขนง (พ.ศ. ๒๕๕๖) ที่ทำให้มุมมองทัศนคติของผู้คน(ชาวไทย)เปลี่ยนแปลงไป ผีแล้วไงก็รักได้ (เหมือน The Shape of Water สัตว์ประหลาดก็ยังร่วมรักได้) พอหวนกลับไปรับชมหนังเก่าๆ แนวคิดของอดีต มันจะเกิดความหงุดหงิดคับข้องใจ ทำไมมันถึงเป็นไม่ได้! … นี่แหละครับกาลเวลาทำให้คนเปลี่ยน มุมมองโลกทัศน์ความคิด เมื่อพบเจอแนวคิดสิ่งใหม่ๆที่ดีกว่าเดิม กลับไปพบเห็นอดีตของโบราณก็จะรู้สึกเฉิ่มเฉย รับไม่ได้ ตกยุคสมัย

เทียบกับวงการภาพยนตร์โลก แม่นาคพระโขนง ฉบับนี้แม้อาจไม่ได้ส่งแรงกระเพื่อมใดๆ แต่อยู่ร่วมสมัยกับ Hammer Horror ตระกูล Dracula, Frankenstein ฉบับตีความใหม่ของฝั่งอังกฤษ ในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษ 50s มีคำเรียกว่า Gothic Horror (จริงๆเรียกว่า Horror New Wave ก็ยังได้) มุ่งเน้นการสร้างบรรยากาศเรื่องราวที่ทำให้เกิดความหลอกหลอน ตัวละครดูน่าหวาดสะพรึงกลัว (และมักมีเรื่องราวโรแมนติกแฝงอยู่เสมอ)

วันแรกที่เข้าฉายโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุง เสน่ห์ โกมารชุน ลงทุนมาพากย์สดด้วยตนเองเพราะวิตกว่าหนังจะยังไม่น่ากลัวพอ เลยเพิ่มสีสันให้กับฉากสวดศพแม่นาคให้คนไปเอาธูปแขกที่มีกลิ่นหอมเย็น จุดแล้วเอาไปปักไว้ในรูแอร์ เท่านั้นแหละก็กลายเป็นเรื่อง หลังดูจบเลยเกิดกระแสปากต่อปากถึงความน่ากลัว หลอกหลอน และอาถรรพ์ เช่นนั้นคนดูเลยแห่กันหลั่งไหลมาชมแม่นาคกันล้นโรงแตก ถึงขนาดห้องขายตั๋วพัง ซึ่งเสน่ห์ก็ยินยอมจ่ายค่าซ่อมแซมห้องขายตั๋ว พร้อมยิ้มกริ่มให้กับความสำเร็จของตนเอง จบโปรแกรมทำเงินได้กว่า ๑ ล้านบาท แต่ยังห่างไกลสถิติรายรับสูงสุดของ เล็บครุฑ (พ.ศ. ๒๕๐๐) ที่ ๒ ล้าน ๗ แสนบาท (บ้างว่า ๑ ล้าน ๙ แสนบาท)

reference: http://www.thaifilm.com/forumDetail.asp?topicID=4322

ช่วงบั้นปลายชีวิตของเสน่ห์ โกมารชุน ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่แล้ว อาจเพราะอาถรรพ์ของแม่นากด้วยกระมัง ร่ำรวยแล้วไม่คิดแบ่งปัน ฟู่ฟ่าฟุ่มเฟือยเมื่อเงินหล่นทับ ซื้อเบนซ์แบ่งกับภรรยาคนละคัน สังสรรค์เมามายพี่จ่ายเอง เข้าบ่อนสนามม้าถลุงเงินจนหมดเกลี้ยง เงินสักแดงไม่มีติดตัว เสียชีวิตอย่างโดดเดี่ยวที่บ้านไม้เก่าๆ หลังวัดเทพธิดาราม ขณะอายุเพียง ๔๘ ปี

ส่วนตัวชื่นชอบครึ่งแรกของหนังอย่างยิ่ง ประทับใจในไดเรคชั่นที่มีความคลาสสิก เรื่องราวไทยๆ และความต่อเนื่องลื่นไหลเป็นธรรมชาติดูดี แต่เมื่อฟีล์มเริ่มกระโดดนับตั้งแต่พี่มากจากนางนาคไปรับราชการยังกรุงบางกอก หลายฉากไม่จำเป็นต้องใส่มาไร้สาระสิ้นดี จนทำให้ส่ายหัวเครียดเซ็ง เลือกคะแนนความรู้สึกต่อหนัง SO-SO ก็แล้วกัน

ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้สูงวัยหลายท่านที่เคยได้รับชมหนังตั้งแต่สมัยออกฉาย บอกว่ามีหลายฉากที่เหมือนว่าจะขาดๆหายไป (ก็ว่าอยู่ หนังดูกระโดดๆยังไงชอบกล) สมัยนั้นหวาดกลัวหัวหดแต่ชอบมาก ฉายต่างจังหวัดกลางแปลงไปดูมันทุกรอบ กลับบ้านดึกๆก็เกาะกันไป ใครมาสะกิดตัวก็สะดุ้งนึกว่าผี ด้วยเหตุนี้เลยไม่น่าแปลกใจที่คนไทยสมัยก่อนจะชื่นชอบคลั่งไคล้กันเยอะ (มาแนวเดียวกับ หนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย์) แต่กาลเวลากับผู้ชมสมัยใหม่ก็อย่างที่ผมวิพากย์วิจารณ์ไป ใช่ว่าทุกเรื่องจะกลายเป็นอมตะ อย่างเรื่องนี้ก็จักคงอยู่แค่ในประวัติศาสตร์ความทรงจำเท่านั้น

แนะนำกับแฟนๆตำนานแม่นาคแห่งพระโขนง, ชื่นชอบแนว Classic Horror, Fantasy ความตาย, Romantic หวานเลี่ยน, คอหนังไทยคลาสสิก ที่รู้จักกับเสน่ห์ โกมารชุน, ผู้กำกับรังสี ทัศนพยัคฆ์, และนักแสดงนำสุรสิทธิ์ สัตยวงษ์ และนางเอกปรียา รุ่งเรือง

จัดเรต PG กับความหลอกหลอน และหลายๆพฤติกรรมร่านสวาทของตัวละคร

TAGLINE | “แม่นาคพระโขนง ฉบับพ.ศ. ๒๕๐๒ แม้คุณภาพจะเสื่อมถอยไร้ค่าไปตามกาลเวลา แต่ก็ได้กลายเป็นตำนานสุดคลาสสิกในความทรงจำแห่งวงการภาพยนตร์ไทย”
QUALITY | UNDERESTIMATE
MY SCORE | SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of