A Clockwork Orange (1971)

A Clockwork Orange

A Clockwork Orange (1971)

Stanley Kubrick กับอีกหนึ่ง Masterpiece นี่เป็นหนังเรต X ที่ได้เข้าชิง Oscar (แต่ไม่ได้) นี่เป็นหนังที่มีความรุนแรงมากๆ แต่ก็เต็มไปด้วยแนวคิดและสะท้อนปัญหาของสังคมออกมาในหลายระดับ ผมจัดหนังเรื่องนี้อยู่ใน british นะครับ เพราะหนังใช้นักแสดงอังกฤษ พูดสำเนียงอังกฤษ และถ่ายทำที่อังกฤษ ถึงตอนฉายจะถูกดึงออกจากโปรแกรมฉายที่อังกฤษเร็วมาก (ได้ยินวา Kubrick ถูกขู่ฆ่าถ้าฉายหนังเรื่องนี้)

หนังดัดแปลงมาจากนิยายชื่อเดียวกันของ Anthony Burgess ซึ่ง Kubrick ได้อ่านนิยายของเขาโดยบังเอิญและดัดแปลงโดยเคารพต้นฉบับมาก ซึ่งเขาก็ให้ความเห็นเกี่ยวกับนิยายว่ามีความลึกซึ้งในหลายระดับมากทั้ง Political, Sociological, Philosophical, and, what’s most important, on a dreamlike Psychological-symbolic level ผมคงไม่วิเคราะห์ไปให้ครบทุกระดับนะครับ จะเลือกเฉพาะที่ผมสนใจอยากจะพูดถึงเท่านั้น

Malcolm McDowell นักแสดงนำชายของเรื่อง เป็นตัวเลือกแรกและตัวเลือกเดียวเลยของ Kubrick เห็นว่าตอนแรก McDowell ไม่รู้จักว่า Kubrick เป็นใครด้วยซ้ำ ซึ่งผมทึ่งในความทุ่มเทของ McDowell มากๆ เฮียแกต้องทนนั่งไม่กระพริบตาแบบนั้นอยู่ได้ยังไง เห็นว่าตอนถ่ายฉากนั้นมีหมอจริงๆที่คอยหยอดน้ำใส่ตาให้ด้วย เพราะมันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะบังคับให้คนเราไม่กระพริบตาได้นานขนาดนั้น ผมชอบสายตาของเขานะ นี่คงเป็นเหตุผลที่ Kubrick เลือก McDowell เขาเป็นคนที่มีแววตาคมกริบ เห็นแล้วเข้าใจเลยว่าเขาคิดอะไรอยู่โดยเฉพาะครึ่งแรกที่สายตาของเขาทำให้คนดูรู้สึกว่า หมอนี่เลวลึกมากๆ ส่วนครึ่งหลังก็เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน

ฉากเซตโดย John Barry เครื่องแต่งกายโดย Milena Canonero นี่เป็นเครดิตที่ต้องพูดถึงเลยนะครับ ฉากนี่มีทั้งฉากที่ใช้สถานที่จริงและเซตฉากขึ้นมา เห็นว่าทีแรก Kubrick ตั้งใจจะสร้างหนังเรื่องนี้โดยใช้ทุนต่ำ เพราะต้องการพิสูจน์ให้ค่ายหนังเห็นว่าหนังทุนต่ำเขาก็ทำได้ แต่ไปๆมาๆนี่ก็กลายเป็นหนังทุนสูงเรื่องหนึ่ง(ในยุคนั้น) มีหลายฉากที่เซตขึ้น มีของเล่นมากมายในหนัง ซึ่งผมชอบมันมากๆเลยนะ คือมันชัดเจน ตรงตัวสุดๆ เห็นครั้งแรกก็อดหัวเราะไม่ได้ เช่น น้ำนมไหลจากรูปปั้นหน้าอกของผู้หญิง แต่ที่ฮาที่สุดคงหนีไม่พ้นเอา penis ทิ่มหัวหญิงผู้โชคร้ายคนหนึ่งจนตาย โอ้โห! ขนาดนั้นเลย ไม่ได้เรต X ก็ให้รู้ไปสิ

สำหรับเครื่องแต่งกาย ก็มีส่วนผสมแบบ fantasy-modern ที่แปลกมากๆ และเป็นความจงใจของ Kubrick ด้วยละมั้งที่เลือกให้พระเอกและลูกน้องใส่ชุดสีขาวตอนครึ่งแรก ส่วนครึ่งหลังเราจะเห็นแต่เสื้อสีเข้มๆ ชุดตำรวจ ชุดสูท ซึ่งความหมายมันก็ชัดเจน สีขาวแสดงถึงความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา ส่วนสีเข้มๆ สีดำเป็นสีแห่งความแปดเปื้อน

ถ่ายภาพโดย John Alcott ผมเชื่อว่าคนดูคงรู้สึกนะครับ ว่าการถ่ายภาพของหนังเรื่องนี้แปลกมาก คือมันรู้สึกบิดเบี้ยว บางฉากภาพก็ดูนูนๆแปลกๆ หนังเรื่องนี้ใช้เทคนิคมากมายในการถ่ายนะครับ โดยเฉพาะการเลือกเลนส์ จะสังเกตว่าหลายฉากถ่ายในห้องแคบๆ แต่เพื่อให้รู้สึกถึงความอึดอัด จึงใช้เลนส์ที่ทำให้เห็นภาพกว้างขึ้น ภาพจึงรู้สึกนูน (เหมือนใช้เลนส์ Wide ถ่ายภาพ) นอกจากนี้ยังมีการถ่าย slow-motion ซึ่งเห็นหลายฉากมาก แต่ละฉากที่ Kubrick เลือกมาผมรู้สึกมันคลาสสิคมากๆ และส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับน้ำแทบทั้งนั้น แต่ที่ผมชอบสุดก็คงหนีไม้พ้น sex-scene orgy ตอนท้าย ที่พร้อมกับเพลงของ Beethoven โอ้แม่เจ้า! คิดได้ยังไงฉากนี้

ตัดต่อโดย Bill Butler การตัดต่อของฟีล์ม slow-motion นั้นใช้ความอดทนมากๆ เพราะเราไม่รู้ว่าจะให้ตัดที่ตรงไหนดี เพราะมันเหมือนคนดูกำลังอินกับฉากๆนั้น จังหวะเป็นสิ่งสำคัญมากๆ ซึ่งผมว่านี่เป็นจุดที่จะบอกเลยว่านักตัดต่อเก่งแค่ไหน เอาจริงๆหนังมีหลายฉากที่ดูยาวๆและเวิ่นเว้อ ดูเหมือนไม่เห็นความจำเป็นที่ต้องเล่าให้ถึงขนาดนี้เลย แต่ผมรู้สึกว่าทุกวินาทีในหนังไม่มีอะไรที่ไม่มีความหมายเลยนะ เช่น ตอนพระเอกเข้าคุกและต้องเอาของทุกอย่างออกมาจากในกระเป๋า ไม่น่าเชื่อว่ากับฉากที่แทบจะไม่มีอะไรเลยนี้ ของแต่ละอย่างที่เอาออกมาก็มีความหมายของมัน คำพูด การแสดงของผู้คุม การกระทำของพระเอก มันก็มีความหมายและนัยยะแฝงในทุกระดับเลย ผมเลยมองว่าฉากที่เหมือนจะไม่จำเป็นนี้ มีความสมบูรณ์และความหมายในตัวเอง เอาจริงๆนักตัดต่อเจอแบบนี้ ไม่กล้าตัดครับ (โดยผู้กำกับด่าแน่นอน)

เพลงในหนังเรื่องนี้เป็นดนตรีที่ไม่คุ้นหูเลย Walter Carlos (หรือ Wendy Carlos เขา/เธอ ผ่าตัดแปลงเพศเมื่อปี 1972) ได้ทำการผสมเครื่องดนตรี electronic เข้าไปในเพลง classic โดยใช้เครื่อง Moog synthesizer ผมก็ไม่รู้จักหรอกนะครับ ลองค้นหาอ่านใน google เอาเองนะครับ เป็นการเลือกเพลงประกอบที่แปลกมากๆ มันให้บรรยากาศ Fantasy แบบแปลกๆ เป็นโลกสมมติที่ไร้กาลเวลา มีความหม่นหมอง เละเทะ หลอนๆ หลากหลายอารมณ์ผสมกัน ซึ่งมันดันเข้ากับหนังมากๆอย่างไม่น่าเชื่อ นอกจากนี้ในหนังยังมีเพลงของ Beethoven อีกสองสามเพลงที่น่าจะคุ้นหูกันอยู่ และเพลงฮัม Singing in the Rain อันเลื่องชื่อ ฉากที่พระเอกฮัมเพลงนี้เห็นว่าเป็นไอเดียของ McDowell ที่แสดงอารมณ์ของตัวละครที่เขาเล่นออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมมากๆ (ใครเคยดู Singing in the Rain ก็น่าจะเข้าใจอารมณ์นั้นครับ) ตอนที่ผมดู A Clockwork Orange รอบแรก ตอนนั้นคุ้นๆว่าเพิ่งดู Singing in the Rain จบมาไม่กี่วันก่อนหน้านั้นด้วย พอได้ดู A Clockwork Orange แล้ว โอ้! ใช่เลย อารมณ์นี้แหละ

Clockwork คือนาฬิกาติกต๊อกที่หมุนไปมาเหมือนกลจักร ส่วน Orange นั้นเป็นสีที่เปรียบเหมือนกับสีของมนุษย์ Clockwork Orange เปรียบมนุษย์เหมือนเครื่องจักรที่หมุนติดตอกไปตามคำสั่ง เหมือนกับตัวละครในหนัง ที่ครั้งหนึ่งเขาเคยมีอิสระอยากทำอะไรก็ทำได้ แต่เมื่อเขาก้าวเข้าสู่สังคม ที่มันเหมือนอยู่ในคุก ที่เรายังมีอิสระทำอะไรก็ได้แต่ในขอบเขตที่จำกัด แต่ถ้าต้องการออกไปสู่โลกข้างนอก ก็จะถูกควบคุมทุกอย่างแม้แต่การกระทำของตนเอง

แนวคิดเรื่อง Ludovico technique เป็นอะไรที่น่ากลัวมากๆนะครับ คือมันสมจริงสุดๆเลย ถ้าแบบว่าเราต้องถูกบังคับให้ทำอะไรแบบนั้น ก็มีความเป็นไปได้ที่เราจะกลายเป็นแบบตัวละครในหนัง นี่เป็นอะไรที่มีแต่ในนิยายนะครับ ในโลกเป็นจริงมันไม่มีใครหรอกที่จะกล้าทำแบบนี้ ผมได้ยินว่าเหตุผลที่ Kubrick เลือกใช้เพลงของ Beethoven ในหนังก็เพราะชื่อของ Ludwig นั้นคล้ายกับชื่อเทคนิค Ludovico นะครับ

ในหนังเราจะเห็นแนวคิดอย่างหนึ่งที่ชัดเจนมากคือ คนดี ดีที่จิตใจหรือการกระทำ หนังทำการสำรวจแบบครบทุกด้านจริงๆ นิสัยไม่ดี ทำไม่ดีได้ผลยังไง นิสัยดี ทำดี/ทำไม่ดีได้ผลอย่างไร ที่เด่นสุดในครึ่งหลังคือ นิสัยไม่ดี แต่ทำดีได้ผลอย่างไร ทั้งแบบถูกบังคับทางกายและไม่ถูกบังคับทางกาย แต่นี่เป็นแนวคิดระดับที่คนทั่วไปเห็นนะครับ หนังมันลึกซึ้งกว่านั้นมาก ผมชอบการนำเสนอในหลายระดับของหนังเรื่องนี้ อาทิ เพื่อน ครอบครัว สังคม และประเทศ ผมยกในระดับสังคมแล้วกัน พระเอกเป็นตัวละครที่เป็นตัวสะท้อนของสังคม เมื่อคนกระทำความผิดอะไร สังคมรับรู้ แต่สังคมไม่เคยยอมรับคนพวกนี้อีก ต่อให้เขาจะกลายเป็นคนดีแท้แน่นอน ก็ไม่อาจยอมรับได้ อาจจะมีก็แต่ครอบครัวเท่านั้นที่รับได้ แต่ก็ต้องใช้เวลาหน่อย

สิ่งที่ผมชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือ การพยายามเข้ามาควบคุมและมีบทบาทของสังคมต่อคนๆหนึ่ง รัฐได้สร้างกรอบ ระเบียบ และกฎหมายขึ้นมาเพื่อควบคุมคนให้สามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่นั่นเป็นเพียงข้ออ้างของการสร้างมนุษย์เครื่องจักร (Clockwork Orange) เพราะมันหมายถึงถ้าคุณอยู่ในกรอบไม่ได้ คุณก็จะถูกสังคมต่อต้าน ทำร้ายและขับไล่ จุดนี้ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ดูแล้วจะตีความได้นะครับ ผมรู้สึกแบบนี้ตอนดูครั้งล่าสุดนี่เอง Clockwork ในหนังมันชัดเจนมากๆนะครับ ต่อให้คุณถูกควบคุมทางกายได้ แต่ทางใจมันไม่มีทางเลย ประโยคตอนจบที่ว่า I’m cure! นี่เชื่อว่าใครๆก็น่าจะเข้าใจเองได้นะครับว่าพระเอกมัน cure จริงหรือเปล่า

ผมไม่แนะนำหนังเรื่องนี้กับคนอายุต่ำกว่า 18 นะครับ (NC-17) หนังมีความรุนแรงทั้งภาพและเสียงที่ชัดเจนมากๆ แต่อยากแนะนำให้กับคนที่ใช้ความรุนแรงในการใช้ชีวิตได้ดูหนังเรื่องนี้ ทัศนคติบางอย่างของเขาอาจจะเปลี่ยนไป นี่เป็นหนังที่ผมชอบมากๆ แต่ก็ไม่อยากดูบ่อย เพราะดูแล้วเครียดมาก แต่ก็เป็นความสมบูรณ์แบบตามสไตล์ของ Stanley Kubrick นะครับ ใครเป็นสาวกของผู้กำกับคนนี้ก็ห้ามพลาดทีเดียว

คำโปรย : “A Clockwork Orange มนุษย์ที่เปรียบเสมือนเครื่องจักร อีกหนึ่ง Masterpiece จาก Stanley Kubrick นำแสดงโดย Malcom McDowell นี่คือหนังเรต X ที่รุนแรงแต่ยอดเยี่ยมมากๆ”
คุณภาพLEGENDARY
ความชอบLOVE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of