A Few Good Men (1992)

A Few Good Men (1992) hollywood : Rob Reiner ♥♥♥♡

หนึ่งในภาพยนตร์ Courtroom Drama สุดเข้มข้น จากบทละครเวทีของ Aaron Sorkin เมื่อ Tom Cruise รับบททนายทหาร แก้ต่างข้อหาฆาตกรรมให้สองนายทหาร ที่กระทำการตามคำสั่งสกปรกของนายพล Jack Nicholson ผู้อ้างว่าเพื่อความสงบสุขเรียบร้อยของประเทศชาติ, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

สัจธรรมความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนส่วนใหญ่พยายามที่จะบิดเบือน ปกปิด หลีกเลี่ยงไม่เอ่ยถึง หรือหาข้อแอบอ้างอื่น เพราะเมื่อไหร่สิ่งนั้นได้รับการเปิดเผยออก ใช่ว่าทุกคนจะสามารถยอมรับสัจธรรมความจริงได้

“You can’t handle the truth!”

คำพูดนี้ Col. Nathan Jessep (รับบทโดย Jack Nicholson) ติดอันดับ 29 ของ AFI’s 100 Years…100 Movie Quotes ราวกับเป็นประโยคที่กล่าวถึงตนเอง นายพลประดับเกียรติยศเต็มอก แต่ศักดิ์ศรีค้ำคอจนมิอาจยอมรับข้อบกพร่อง ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นภายใต้สังกัด บิดเบือนข้อเท็จจริงโดยอ้างความสำคัญในหน้าที่ของตนเอง นี่เป็นลักษณะของคนหลงอำนาจบารมี ยศศักดิ์ศรีเท่านั้นสำคัญค่าที่สุด

บอกไว้ก่อนว่าหนังเรื่องนี้มีศัพท์เทคนิคเยอะมาก ผมดูซับอังกฤษมีหลายช่วงที่ไม่เข้าใจเท่าไหร่ (ไม่เก่งภาษา แนะนำไปหาซับไทยมารับชมนะครับ) แถมพอมาเขียนบทความนี้เกิดอาการมึนตึบอีก ไม่รู้จะเลือกใช้คำภาษาอะไรให้ถูก คงเพราะศาลทหารเป็นสิ่งที่ประชาชนทั่วไปอย่างเราๆ มักไม่ค่อยคุ้นเคยปรากฎในหน้าข่าวสักเท่าไหร่ ทำให้หลายคนอาจเกิดข้อสงสัยคำถามมากมาย แล้วเมืองไทยมีการตัดสินคดีความลักษณะแบบในหนังด้วยหรือเปล่า?

“ทหารเป็นกำลังสำคัญของชาติ จำเป็นต้องควบคุมวินัย และความเรียบร้อย ทั้งในเวลาสงบ และเวลาสงคราม โดยเฉพาะในเวลาสงครามก็ยิ่งเข้มงวดกวดขัน การปกครองทหารทั้งวินัยกับการศาล จึงต้องแยกออกจากพลเรือน”

แนะนำให้ลองศึกษาอ่านบทความนี้ดูนะครับ อาจทำให้คุณเข้าใจรู้จัก ศาลทหารของเมืองไทยมากขึ้น
http://www.thailaws.com/aboutthailaw/militarycourt_01.htm

Aaron Sorkin (เกิดปี 1961) นักเขียนบท ผู้กำกับสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Manhattan, New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jews แม่เป็นครูสอนหนังสือ ส่วนพ่อเป็นนักกฎหมาย หนึ่งในผู้ผลักดัน G.I. Bill (กฎหมายสำหรับทหารผ่านศึกในสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อที่จะได้รับสิทธิพิเศษ อาทิ รักษาพยาบาลฟรี, เรียนฟรี ฯ) พี่สาวและพี่ชายต่างเดินตามรอยเท้าพ่อติดๆ แต่ Aaron กลับมีความสนใจด้านการแสดงหลังจากได้รับชมละครเวที Who’s Afraid of Virginia Woolf? กับ That Championship Season, โตขึ้นเลือกเข้าเรียน Syracuse University กลายเป็นลูกศิษย์ของ Arthur Storch จบ Bachelor of Fine Arts ระหว่างดิ้นรนหาลู่ทาง ทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์, ขับรถลีมูซีน, ไกด์ทัวร์, พนักงานพิมพ์ดีด ฯ

พี่สาว Deborah Sorkin เรียนจบจาก Boston University Law School ได้งานเป็นทนายทหาร U.S. Navy Judge Advocate General’s Corps (JAG Corps) วันหนึ่งโทรมาเล่าให้ฟังถึงคดีความที่ตนกำลังเดินทางไป Guantanamo Bay เพื่อแก้ต่างช่วยเหลือนายทหารเรือกลุ่มหนึ่ง อ้างว่าได้รับสั่ง Code Red จากเจ้าหน้าที่ระดับสูง รุมทำร้ายนายทหารคนหนึ่งจนได้รับบาดเจ็บสาหัส (แต่ไม่ได้ถึงขั้นเสียชีวิตนะครั้บ), Aaron ขณะนั้นทำงานเป็นบาร์เทนเดอร์อยู่ที่ Palace Theatre, Broadway ระหว่างการแสดงเริ่มขึ้น แอบเขียนพล็อตเรื่องนี้ลงในผ้ากันเปื้อน กลับมาห้องเรียบเรียงนั่งพิมพ์ดีด กลายเป็นพล็อตเรื่องราวของ A Few Good Men

เกร็ด: A Few Good Men คือสโลแกน คำโฆษณาโปรโมทรับสมัครทหารเรือ เริ่มต้นโดย Captain William Jones ตั้งแต่ปี 1779 ปัจจุบันก็ยังคงใช้คำนี้อยู่

“We’re Looking for a Few Good Men,”

ปี 1988, Sorkin มีโอกาสรู้จักกับโปรดิวเซอร์ David Brown หลังจากความสำเร็จเล็กๆของละครเวที Off-Off-Broadway เรื่องแรก Hidden in This Picture หลังจากได้อ่านบท A Few Good Men ขอซื้อลิขสิทธิ์สร้างเป็นละครเวที Broadway (ว่ากันว่าเป็นเงินสูงถึง 6 หลัก) เปิดการแสดงที่ Music Box Theatre ตั้งแต่ปี 1989 ได้จำนวน 497 รอบการแสดง

David Brown ยังมีความสนใจนำโปรเจคไปพัฒนาต่อเป็นภาพยนตร์ ยื่นเสนอสตูดิโอ TriStar Picture ได้รับการปฏิเสธเพราะไม่มีดาราดังนำแสดง แต่ไม่นานนักโปรดิวเซอร์ Alan Horn ของ Castle Rock Entertainment โทรติดต่อแสดงความสนใจ และวางตัว Rob Reiner ไว้ให้เป็นผู้กำกับ

ต้องถือว่านี่เป็นบทแจ้งเกิดให้กับ Aaron Sorkin กลายเป็นนักเขียนที่ได้รับการจับตามอง (แต่ก็ทำให้ความฝันเป็นนักแสดงสิ้นสุดลง) แถมยังร่วมงานกับ Castle Rock Entertainment อีกสองเรื่องคือ Malice (1993), The American President (1995) ก่อนหนีไปทำซีรีย์ฉายโทรทัศน์ Sports Night (1998–2000), The West Wing (1999–2006) และกลับมาคว้า Oscar: Best Adapted Screenplay เรื่อง The Social Network (2010)

Rob Reiner (เกิดปี 1947) นักแสดง/นักเขียน/ผู้กำกับ สัญชาติอเมริกา เกิดที่ The Bronx, New York ลูกของสองนักแสดงชื่อดัง Carl Reiner กับ Estelle Reiner ทำให้ตัวเขามีความสนใจด้านนี้ตั้งแต่เด็ก เรียนจบจาก University of California เริ่มทำงานเป็นนักแสดงละครโทรทัศน์, รายการตลก, เขียนบท, กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก This Is Spinal Tap (1984) โด่งดังกับ Stand by Me (1986), When Harry Met Sally… (1989), A Few Good Men (1992), The American President (1995) ฯ น่าแปลกที่เจ้าตัวไม่เคยได้เข้าชิง Oscar: Best Director สักครั้งหนึ่ง

ฐานทัพเรือที่ Guantanamo Bay, Cuba สองนายทหาร Lance Corporal Harold Dawson (รับบทโดย Wolfgang Bodison) กับ Private Louden Downey (รับบทโดย James Marshall) กำลังต้องขึ้นศาลทหารในข้อหาฆาตกรรมเพื่อนร่วมรุ่น Private William Santiago โดยอ้างว่าได้รับคำสั่งจาก Lieutenant Jonathan James Kendrick (รับบทโดย Kiefer Sutherland) ในปฏิบัติการ Code Red

Lieutenant Daniel Kaffee (รับบทโดย Tom Cruise) ทนายแก้ต่าง สังกัดทหารเรือของ Judge Advocate General’s Corps ได้รับมอบหมายให้ทำคดีนี้ ร่วมกับ Lieutenant Commander JoAnne Galloway (รับบทโดย Demi Moore) พวกเขาได้สืบค้นพบว่า ต้นตอแท้จริงของคดีความอาจมีจุดเริ่มต้นจาก Colonel Nathan R. Jessup (รับบทโดย Jack Nicholson) แต่จะทำอย่างไรให้เพื่อเปิดเผยข้อเท็จจริงออกมาต่อหน้าศาลทหารได้

Tom Cruise ชื่อเต็ม Thomas Cruise Mapother IV (เกิดปี 1962) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Syracuse, New York ชีวิตวัยเด็กค่อนข้างยากจน พ่อใช้ความรุนแรงในการปกครอง แถมตัวเขายังเป็น Dyslexia ทำให้ในรอบ 14 ปี ย้ายโรงเรียน 15 ครั้ง ตอนแรกตั้งใจเป็นบาทหลวง, นักกีฬา American Football, ครั้งหนึ่งมีโอกาสได้รับบทเล็กๆในภาพยนตร์เรื่อง Endless Love (1981) เลยตัดสินใจเลือกทางสายนี้ เริ่มมีชื่อเสียงจาก Risky Business (1983), กลายเป็น Super Star เรื่อง Top Gun (1986), เล่นหนัง Oscar: Best Picture เรื่อง Rain Man (1988), เข้าชิง Oscar: Best Actor เรื่อง Born on the Fourth of July (1989), Jerry Maguire (1996) และ Magnolia (1999)

Cruise ถือว่าเป็น Superstar ค้างฟ้าที่คงไม่มีวันดับแน่ๆ แม้จะมีชีวิตส่วนตัวแย่ๆ หรือทำหนังขาดทุนหลายเรื่องติด แต่ด้วยความทุ่มเทกายใจทุกบทบาท เอกลักษณ์การแสดงที่โดดเด่น ทำให้แฟนๆแทบทุกรุ่นยังคงติดตามอย่างเหนียวแน่น ถึงปีนี้ล้มเหลวเดี๋ยวอีกสองสามปีก็กลับมาประสบความสำเร็จใหม่ พลังของ Superstar คนนี้ไม่หมดลงง่ายๆแน่

รับบท Lieutenant Daniel Kaffee หนุ่มหน้าใสไฟแรง ชื่นชอบเบสบอล ดูไม่ค่อยจริงจังกับชีวิตเสียเท่าไหร่ เพราะพ่อที่เป็นทนายทหารชื่อดังด่วนเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน ด้วยความปรารถนาให้ไปสู่สุขคติ เลยยอมสอบเข้าโรงเรียนกฎหมายและเป็นทนายความ สังกัดทหารเรือ (JAG Crops) แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากทำแม้แต่น้อย เอาตัวรอดไปวัดๆด้วยทักษะ คารม ทำคดีมาหลายเดือนไม่เคยต้องขึ้นศาลเลยสักครั้งจนครานี้

ช่วงทศวรรษแรกๆในวงการของ Cruse มักได้รับบทที่เป็นตัวแทนของคน(อเมริกันชน)รุ่นใหม่ Generation X มีความคิดอ่านของตนเอง พฤติกรรมนอกคอก ทำอะไรแตกต่างจากคนทศวรรษก่อนๆ นี่เรียกว่าได้ใจวัยรุ่นไปเต็มๆ และด้วยความที่ประสบการณ์ยังน้อย มีความนอบน้อมถ่อมตน เป็นที่รักยิ่งของหลายผู้กำกับในทศวรรษนั้น (แตกต่างจากช่วงทศวรรษนี้โดยสิ้นเชิงเลย)

แต่ต้องยอมรับว่า Cruise เป็นนักแสดงที่ทุ่มเทกายใจให้กับภาพยนตร์ทุกเรื่องแรกๆ ตอนที่ได้รับข้อเสนอจากหนังเรื่องนี้ ก่อนเซ็นสัญญาไปรับชมการแสดง Broadway ให้ซึมซับเรื่องราว จากนั้นใช้เวลาศึกษาอ่านข้อกฎหมายศาลทหารทุกบท ทำความเข้าใจสิ่งที่ตัวละครของเขาพูดคุยสนทนาอย่างถ่องแท้ และมีเอกลักษณ์หนึ่งของที่ Cruise สร้างขึ้นโดยเฉพาะ คือการทำปากเจ่อ มักจะเปิดอ้าไว้นิดๆ ให้ดูเหมือนเด็กไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม นี่สะท้อนตรงกับพฤติกรรมของตัวละครอย่างยิ่ง

Demi Moore ชื่อจริง Demi Gene Guynes (เกิดปี 1962) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Roswell, New Mexico ตอนอายุ 16 ลาออกจากโรงเรียน เริ่มจากเป็นนักแต่งเพลง เล่น Music Video, ถ่ายภาพนู้ดลงนิตยสาร Oui, รับบทเล็กๆเรื่อง Choices (1981), เริ่มมีชื่อเสียงเรื่อง Blame It on Rio (1984), St. Elmo’s Fire (1985), About Last Night… (1986) ผลงานอื่นๆอาทิ Ghost (1990), A Few Good Men (1992), Indecent Proposal (1993), Disclosure (1994), G.I. Jane (1997), Charlie’s Angels: Full Throttle (2006) ฯ เคยเป็นนักแสดงหญิงค่า่ตัวสูงสุดในโลกเมื่อปี 1996 ได้รับ $12.5 ล้านเหรียญจากเรื่อง Striptease

รับบท Lieutenant Commander JoAnne Galloway ถึงจะยศสูงกว่า Daniel Kaffee แต่เพราะเป็นผู้หญิง มีความละเอียดอ่อนในการทำงานมากเกินไป เลยไม่ได้รับอนุญาตให้ทำคดีนี้ แต่ก็เข้ามาจุ้นจ้านเป็นส่วนหนึ่ง มักสร้างปัญหาให้เกิดมากกว่าร่วมด้วยช่วยแก้ไข

มีคนถาม Sorkin ‘ในเมื่อตัวละครของ Tom Cruise กับ Demi Moore ไม่มีเลิฟซีนกอดจูบกัน ทำไมต้องให้เป็นเพศหญิง’ ได้รับคำตอบว่า

“I said the obvious answer: Women have purposes other than to sleep with Tom Cruise.”

ว่ากันว่า ในบทร่างแรกๆ Sorkin สร้างตัวละครนี้ให้เป็นผู้ชาย แต่ที่เปลี่ยนอาจเพราะแทนด้วยพี่สาวตนเอง และเพื่อให้เรื่องราวมีสีสันชีวิตชีวาขึ้น ก็ลองจินตนาการดูเองแล้วกันนะ ถ้าหนังทั้งเรื่องเป็นชายล้วนจะเป็นอย่างไร … ตัวละครของ Nicholson ได้แอบพูดจาลวนลาม ถึงเหตุผลการมีผู้หญิงในกองทัพไว้อย่างคมคาย

การแสดงของ Moore มีความแข็งกระด้างเหมือนตัวละครไม่มีผิด ภาพลักษณ์เหมือนทอมบอย แต่ก็มีช่วงเวลาอ่อนไหว มักทำอะไรผิดพลาดอยู่เสมอๆ ที่ทำให้หนุ่มๆต้องเคอะเขินละอาย ยินยอมทำตามคำขออยู่ร่ำไป, ตัวละครนี้สะท้อนถึงบทบาทเพศหญิงในสังคมอเมริกันค่อนข้างชัดเจน ถึงมีตำแหน่งสูงก็ใช่ว่าจะได้รับการยอมรับจากผู้ชาย

John Joseph Nicholson (เกิดปี 1937) นักแสดงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Neptune City, New Jersey เดินทางสู่ Hollywood เมื่อปี 1954 ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ออฟฟิศที่ MGM Cartoon Studio พวกเขาเสนองานนักวาด Animator แต่ปฏิเสธเพราะต้องการเป็นนักแสดง, มีโอกาสเรียนการแสดงที่ Players Ring Theater ผลงานเรื่องแรก The Cry Baby Killer (1958) ตัวประกอบสมทบใน The Little Shop of Horrors (1960) The Raven (1963), The St. Valentine’s Day Massacre (1967) ฯ เริ่มมีชื่อเสียงจาก The Trip (1967), Easy Rider (1969) เรื่องหลังได้เข้าชิง Oscar ครั้งแรก และทำให้ Kubrick เลือกมารับบท Napoleon ในหนังที่เขาตั้งใจสร้าง แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกไป

ถึงปัจจุบันเข้าชิง Oscar ทั้งหมด 12 ครั้ง คว้ามา 3 รางวัล โดยเป็น Best Actor 2 ครั้ง จากเรื่อง One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975), As Good as It Gets (1997) และ Best Supporting Actor จาก Terms of Endearment (1983)

รับบท Colonel Nathan R. Jessup นายพลผู้บัญชาการกองทัพเรือที่ Guantanamo Bay ประเทศ Cuba เมื่อได้รับทราบข้อบกพร่องของนายทหาร Santiago ตัดสินใจสั่งสอนลงโทษแทนที่จะปลดปล่อยให้เป็นภาระของผู้อื่น เพื่อไม่เสื่อมเสียเกียรติภูมิหน้าตาของตนเอง แต่กลับเกิดความผิดพลาดขึ้นเมื่อนายทหารนั้นเสียชีวิต ด้วยความหลงตัวเองไม่คิดว่าจะมีใครกล้ามาทำอะไร เมื่อถูกเรียกมาขึ้นศาล รับฟังคำพูดยั่วยุ ก็ประกาศออกมาอย่างโจ่งแจ้งไร้ซึ่งความสำนึกผิดใดๆทั้งสิ้น

เกร็ดไร้สาระ: Jessup = Mess up?

นี่เป็นหนึ่งในผลงานเข้าชิง Oscar: Best Supporting Actor ของ Nicholson แม้จะปรากฎตัวเพียง 3 ฉาก ใช้เวลา 10 วัน รับค่าตัวเน้นๆสูงถึง $5 ล้านเหรียญ (มากสุดในหนัง) แต่ใส่พลังเต็มที่ทุกการแสดง แม้แต่ขณะซักซ้อม และ Off-Camera เพื่อถ่ายสีหน้าปฏิกิริยาของนักแสดงอื่นๆในฉากศาล, เคยให้สัมภาษณ์บอกว่า ทุกบาททุกสตางค์ที่ได้จากหนังเรื่องนี้ ใช้งานตัวเขาอย่างคุ้มค่าที่สุดเรื่องหนึ่ง

“It was one of the few times when it was money well spent.”

นับตั้งแต่ Nicholson ได้ Oscar จากการรับบทเป็นคนบ้า ผลงานของเขาจึงมักมีความบ้าๆฝังอยู่ในตัวละครเสมอ ซึ่งหนังเรื่องนี้ ก็เน้นอย่างสุดๆกับการ Close-Up ใบหน้าของ Nicholson กลัวผู้ชมจะไม่รู้ว่า ข้างในหมอนี่มันบ้าจริงๆหรือไง และเหมือนลุงแกมีความเพลิดเพลินกับการปลดปล่อยความบ้าๆ ออกมาอย่างไร้ขีดจำกัดเช่นกัน

เกร็ด: Kevin Bacon แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวกับหนังเรื่องนี้ รับบท Captain Jack Ross ทนายทหารฝั่งรัฐบาล ได้อย่างเคร่งขรึม หนักแน่นมั่นคง ซื่อตรงไปตรงมาอย่างชัดเจน (ถือเป็นขั้วตรงข้ามกับตัวละครของ Tom Cruise เติมเต็มกันอย่างลงตัว)

ถ่ายภาพโดย Robert Richardson ขาประจำของ Oliver Stone, Martin Scorsese และ Quentin Tarantino เจ้าของ 3 รางวัล Oscar: Best Cinematography จากเรื่อง JFK (1991), The Aviator (2004), Hugo (2011)

Richardson ท้าทายผู้กำกับ Reiner บอกว่าอยากถ่ายทำหนังเรื่องนี้โดยใช้ Anamorphic Widescreen (2.35:1) ทั้งๆที่ส่วนใหญ่ถ่ายทำภายใน ไม่ได้มีวิวทิวทัศน์สวยงามตระการตา แต่ด้วยเหตุผลจะสามารถใช้การโฟกัส ชัด-เบลอ เห็นครบทุกองค์ประกอบในชั้นศาล ผลลัพท์ออกมาต้องชมเลยว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง

โดยไม่รู้ตัว หลายคนคงไม่ทันสังเกตเห็นรายละเอียดพื้นหลังของหนังสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะฉากในชั้นศาลที่มักจะโฟกัสตัวละครที่กำลังพูดอยู่เท่านั้น ซึ่งภาพหลังเบลอๆ ได้เก็บบรรยากาศของลูกขุน ผู้เข้าฟังคำไต่สวน หรือแม้แต่ผู้พิพากษา นี่ใช้แทนการตัดต่อ ไม่ต้องแทรกภาพของพวกเขาเข้ามาบ่อยๆแบบหนัง Courtroom Drama ยุคก่อน แอบอยู่เป็นส่วนหนึ่งของหนังโดยไม่รู้ตัว

ให้ลองไปสังเกตดูเองแล้วกัน อย่างตัวละคร Aunt Ginny ป้ายังสาว ถึงจะมีการแนะนำทักทายแค่ครั้งแรกตอนเริ่มไต่สวน แต่เธอปรากฎตัวอยู่ตำแหน่งเดิมๆ ทุกครั้งร่ำไป และตอนจบเดินออกจากศาลไปพร้อมกับหลาน

ตัดต่อโดย Robert Leighton สัญชาติอังกฤษ ขาประจำของ Rob Reiner, นี่เป็นส่วนไฮไลท์ของหนัง มีการลำดับเรื่องราวได้ต่อเนื่อง ชวนให้ติดตามไปจนจบ แม้จะไม่เกิดการครุ่นคิดตามสักเท่าไหร่ แต่ผู้ชมก็เอาใจช่วย ลุ้นให้พระเอกสามารถเค้นเอาคำตอบออกจากปากของ Colonel Jessup ได้

แค่ Opening Credit ที่ทำการแสดงศักยภาพของทหาร ตรวจอาวุธ ควงปืน ช่างมีความพร้อมเพรียง งดงามตราตรึงยิ่งนัก แต่นี่มันคือสิ่งฉาบหน้าของเกียรติและศักดิ์ศรีใช่หรือไหม

ครึ่งแรกของหนัง เป็นการเตรียมความพร้อมกายใจ ค้นหาเป้าหมาย หลักฐาน ความเป็นไปได้ของคดี ซึ่งผู้ชมจะสามารถเข้าใจเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ แต่ใช่ว่าเมื่อถึงตอนขึ้นศาล ความจริงเหล่านี้จะสามารถนำเสนอออกถ่ายทอดออกมาได้ (เพราะความจริงในชั้นศาล ไม่มีค่าอะไรถ้าไม่มีหลักฐานพิสูจน์)

การเล่าเรื่องของหนัง มีลีลาการเหมือนตอนที่ Kaffee พูดจายั่วยวนกวนประสาท Colonel Jessup เริ่มจากอารัมภบทโดยการลากเอาเรื่องราวเหมือนจะไร้สาระ ซักถามขึ้นมาก่อน ท่านแพ็กกางเกงในมาด้วยหรือเปล่า? ซึ่งเมื่อวกมาถึงหัวใจของคำถามจริงๆ สามารถฮุคหนักๆได้อย่างชะงักรุนแรง ตรงไปตรงมา

เกร็ดไร้สาระ: หนังมีการพูดคำว่า Sirs, ท่าน 164 ครั้งในหนัง (เฉลี่ย 50 วินาทีละครั้ง)

ฉากไคลน์แม็กซ์ จะมีวินาทีที่ Kaffee เกิดความไม่แน่ใจในตนเอง ผู้ชมขณะนั้นก็บอกไม่ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หนังมีการหยุดนิ่งชั่วครู่หนึ่ง ให้ตัวละครหันกลับมาพิจารณา มองย้อนก่อนตัดสินใจ สู้ไหมหรือยอมแพ้, ส่วนตัวรู้สึกว่าวินาทีนี้ ปั้นแต่งมากเกินไปหน่อย ขณะนั้นยัง 50-50 อยู่เลยว่า Colonel Jessup จะยอมพูดออกมาไหม แต่หนังพยายามชี้ชักนำการตัดสินใจของพระเอก ขัดจังหวะความต่อเนื่องให้เสียอรรถรสไปแวบใหญ่ๆ

ตอนจบในบทละครของ Sorkin เห็นว่า Kaffee เอ่ยปากชักชวน Galloway ไปออกเดท และแซวว่าให้สวมถุงเท้าไปด้วย (ล้อกับช่วงกลางเรื่องตอนที่ Galloway บอกให้ Kaffee สวมถุงเท้าขึ้นศาล) แต่หนังเปลี่ยนเป็นให้ Tom Cruise มองไปรอบๆ ชื่นชมความยุติธรรมของศาลเป็นครั้งสุดท้ายแทน

เพลงประกอบโดย Marc Shaiman นักแต่งเพลงยอดฝีมือ ผลงานเด่น อาทิ The Addams Family (1991), Sleepless in Seattle (1993), The American President (1995), Patch Adams (1998), South Park: Bigger, Longer & Uncut (1999), Hairspray (2007) [เป็นผู้ประพันธ์ Original Broadways ด้วย] ฯ ทั้งๆมีผลงานโดดเด่นมากมาย คว้ารางวัล Tony, Grammy, Emmy แต่กลับยังไม่เคยได้ Oscar ทั้งๆที่เข้าชิงมาถึง 5 ครั้งแล้ว

Shaiman ได้สร้างบทเพลงหนึ่งที่กลายเป็น Stock Music ละครไทยชอบนำไปใช้มากๆ หลายคนน่าจะเคยได้ยิน เสียงเครื่องดนตรีอิเล็กทรอนิกส์สร้างความพิศวงสงสัย บางสิ่งอย่างที่มีความลึกลับกำลังคืบคลานเข้ามา ก่อนปิดท้ายด้วยเสียงเพลงมาร์ช (แต่ละครไทยจะตัดท่อนนี้ทิ้งไปเลยนะ)

บทเพลงของ Shaiman สร้างบรรกาศด้วยความพยายามล้วงลึกเข้าไปในส่วนที่เต็มไปด้วยความพิศวง อันตรายของระบอบ/สังคม/จิตใจมนุษย์ เบื้องหน้าอาจฉาบอาบด้วยความสวยหรู สำคัญ จำเป็น ยิ่งใหญ่ แต่แท้จริงภายในเน่าเปื่อย ฟ่อนเฟะ อัปลักษณ์ มีความชั่วร้ายหยั่งลงไปถึงโคนตม

A Few Good Men เป็นเรื่องราวของการพิจารณาตัดสิน ‘ความดี’ ระหว่างกระทำตามคำสั่งหน้าที่ กับจิตสำนึกทางมโนธรรมทางสังคม สิ่งไหนเป็นความถูกต้องที่มนุษย์สมควรยึดถือปฏิบัติตาม

ในสังคมของทหาร การกระทำของ Colonel Jessup ถือว่าเป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสม เพราะยึดถือมั่นภายใต้กฎกรอบระเบียบธรรมเนียมปฏิบัติ ผู้ใต้บังคับบัญชาจะปฏิเสธฝ่าฝืนขัดขืนคำสั่งไม่ได้โดยเด็ดขาด มิเช่นนั้นแล้วอาจก่อให้เกิดความสูญเสียหาย อันตรายร้ายแรงต่อผู้อื่นและประเทศชาติ

แต่ในสังคมพลเรือน ความสูญเสียเป็นสิ่งยินยอมรับได้ยาก เพราะหนึ่งชีวิตมนุษย์ล้วนมีคุณค่าความสำคัญ อาจเป็นที่พึ่งพิงความหวังของครอบครัว พ่อของลูก ญาติสนิทมิตรสหาย ความตายเท่ากับหมดสิ้นโอกาสใช้ชีวิต ค้นหาเหตุผลการมีตัวตนบนโลกใบนี้ สร้างสรรค์สิ่งดีงามให้เกิดขึ้น

ด้วยเหตุผลทางทัศนคติ ความเข้าใจต่อบริบทสังคมที่แตกต่างกัน เลยมีความจำเป็นที่ระบบยุติธรรมต้องแบ่งออกเป็น ศาลทหาร กับศาลพลเรือน (แพ่ง/อาญา) สังเกตลูกขุนทั้ง 9 ดูก็ได้ (ถ้าเป็นศาลพลเรือน จะต้องมี 12 คน) ต่างแต่งเครื่องแบบเต็มยศ แสดงถึงทหารเป็นผู้ตัดสินทหารด้วยกันเองเท่านั้น

หนังตอบคำถามนี้ในลักษณะ Happy Ending ตามสไตล์ Hollywood ที่ตรงกับจิตสำนึกความเข้าใจของหลายๆคน ว่านั่นน่าจะเป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสมจริงๆ แต่ผมอยากจะบอกว่าโลกเรานี้น่าจะเกือบๆ 50-50 เหมือนกับ Democrat-Republican หยิน-หยาง หัว-ก้อย ซ้าย-ขวา ถึงเราจะคิดว่าคำตอบนี้คือความจริง แต่อีกครึ่งค่อนของโลกกลับมองตรงกันข้าม การกระทำของ Colonel Jessup เป็นสิ่งถูกต้องเหมาะสมกว่าในบริบทลักษณะนี้ เช่นนั้นอะไรกันแน่คือความถูกต้อง ที่สามารถใช้ตัดสิน ‘คนดี’ ได้

สิ่งที่เป็นจิตสำนึกทางความคิดของมนุษย์ ยากนักจะสามารถเปลี่ยนแปลงสันดานได้ โลกในยุค Social ทำให้เราพบเห็นพฤติกรรมเพี้ยนๆพิศดาร ขัดต่อหลักศีลธรรม จริยธรรม มโนธรรมมากมาย ถือว่าเป็นข้อดีที่ทำให้เราเรียนรู้จักจดจำไม่นำไปปฏิบัติ แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่าสังคมเราเน่าเปื่อยฟ่อนเฟะขนาดไหน ความคอรัปชั่นชั่วร้ายหลายอย่างฝังลึกลงในจิตใจของคน ยากที่จะขุดรากถอนโคนออกมาได้ สิ่งที่พวกเราทำกันอยู่นี้ ก็เพียงแค่ถอนหญ้าบนดิน ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น สิ่งเดียวที่สามารถทำได้ คือเริ่มจากตัวเราเอง ถ้าอยากเป็นคนดีอย่าไปฟังเสียงหมาเห่า คิดดีพูดดี ตั้งใจและทำดี มีคนติเตือนรับฟังไว้ ครุ่นคิดถ้าเป็นสิ่งที่เข้าใจผิดก็ควรปรับทัศนคติ ไม่ใช่ดื้อด้านรั้นหัวชนฝา แบบนั้นไม่รู้สึกเจ็บบ้างเหรอ หรือว่าตายด้านไปแล้ว

ด้วยทุนสร้าง $33 ล้านเหรียญ ทำเงินเปิดตัวสัปดาห์แรกในอเมริกา $15.5 ล้านเหรียญ ขึ้นอันดับ 1 อยู่ถึง 3 สัปดาห์ติด ยอดรวม $141.3 ล้านเหรียญ รายรับทั่วโลก $243.2 ล้านเหรียญ คุ้มทุนกำไรงดงาม

เข้าชิง Oscar 4 สาขา น่าเสียดายไม่ได้สักรางวัล
– Best Picture
– Best Supporting Actor (Jack Nicholson)
– Best Film Editing
– Best Sound Mixing

ขณะที่ Golden Globe Award เข้าชิงถึง 5 สาขา ไม่ได้รางวัลเช่นกัน
– Best Motion Picture – Drama
– Best Director – Motion Picture
– Best Actor – Drama (Tom Cruise)
– Best Supporting Actor (Jack Nicholson)
– Best Screenplay

ส่วนตัวรู้สึกแค่ชอบหนังเรื่องนี้ มันมีอะไรหลายๆอย่างที่ปรุงปั้นแต่งมากเกินไป จากที่ควรกลมกล่อมลงตัวกลับดูแข็งๆฝืนธรรมชาติไปมาก ทั้งๆที่พล็อตเรื่องราว ถ่ายภาพ ตัดต่อ เพลงประกอบ แต่ละองค์ประกอบมีความยอดเยี่ยมโดดเด่นในตัวเอง มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นตำนานได้เลย แต่กลับสร้างความตะมุตะมิ หงุดหงิดใจยังไงชอบกล

ผมได้ข้อสรุปว่า เป็นเพราะไดเรคชั่นของผู้กำกับ Rob Reiner ที่มีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าในทฤษฎี Courtroom Drama ของตนเอง ประกอบด้วย
1. A compelling court case. (เนื้อคดีความมีความน่าสนใจ)
2. Equally gripping protagonists and antagonists. (โจกย์กับจำเลย ถูกผิดพอๆกัน)
3. Great actors. (นักแสดงยอดฝีมือ)

แต่ขณะที่ตัวละครหนึ่งฆ่าตัวตาย วินาทีนั้นหนังเสียสมดุลข้อ 2) ไปโดยสิ้นเชิง ฝ่ายจำเลยแทบจะหมดสิ้นสูญโอกาส พ่ายแพ้แน่ 99.99% ถ้าไม่เพราะการตัดสินใจวัดดวงกับ Colonel Jessup ที่บังเอิญเป็นคนโผงผางตรงไปตรงมาไม่แคร์สื่อ อสรพิษตัวจริงไม่มีวันพูดออกมาว่าตนเองเป็นคนสั่งการแน่ๆ คดีเลยพลิกล็อคแบบไม่น่าเป็นไปได้ ไดเรคชั่นตั้งแต่ช่วงนี้ มุ่งสู่ตอนจบ Happy Ending สไตล์ Hollywood ไม่ท้าทายให้ผู้ชมคิดทำความเข้าใจด้วยตนเอง แต่เสี้ยมสอนชี้ชักนำด้วยคำตอบที่ดูดีมีมโนธรรม ถูกต้องเหมาะสมที่สุด

ไดเรคชั่นแบบนี้ไม่ได้มีความเลวร้ายอะไรนะครับ แต่มันทำให้นี่กลายเป็นเพียงหนังอเมริกันสไตล์ Hollywood ไม่ได้ยิ่งใหญ่ระดับตำนานที่ได้รับการยกย่องพูดถึงแบบ 12 Angry Men (1957) หรือ To Kill a Mockingbird (1962) ที่สามารถยกระดับฐานะตัวเองให้กลายเป็นภาพยนตร์ระดับโลกได้ จะมีก็เพียงชาร์ท AFI’s 10 Top 10: Courtroom Drama เท่านั้นกระมัง ยกย่องสูงถึงอันดับ 5

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” หนังนำเสนอบุคคลที่มีความหลงตัวเอง ในอำนาจ หน้าที่ ยศศักดิ์ศรี จนมองข้ามหลักของมนุษยธรรม มโนธรรมของสังคม ชะตากรรมของคนพวกนี้ วันหนึ่งย่อมต้องสูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่าง กลายเป็นหมาหัวเน่าถูกผลักไสไล่ถีบส่งอย่างไร้เยื่อใย เมื่อนั้นอาจเริ่มครุ่นคิดได้ว่า ‘ที่ฉันทำมา เสียสละทุกสิ่งอย่างนี้ เพื่ออะไรกัน!’

โดยเฉพาะอย่างยิ่งหนี้กับข้าราชการ ทหาร ตำรวจ บุคคลผู้มีอำนาจตุลาการ ศาล ทนายความ ขอให้นำเอาทัศนคติด้านดีๆของหนัง ไปปรับใช้ในหน้าที่อาชีพการงานอย่างสุจริตทั้งกายและใจ

“การทำดีนั้นทำยากและเห็นผลช้า แต่ก็จำเป็นต้องทำ เพราะหาไม่ความชั่วซึ่งทำได้ง่าย จะเข้ามาแทนที่และจะพอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วโดยไม่ทันรู้สึกตัว แต่ละคนจึงต้องตั้งใจและเพียรพยายามให้สุดกำลัง ในการสร้างเสริมและสะสมความดี”

– พระบรมราโชวาทพระราชทาน แก่ผู้สำเร็จการศึกษา ที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจ สวนอัมพร วันที่ ๑๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๒๕

สังคมยุโรป อเมริกา แตกต่างจากบ้านเรา พวกเขามีความยึดมั่นในกฎระเบียบข้อกำหนดอย่างเคร่งครัด เพราะนั่นคืออุดมการณ์ หลักยึดถือปฏิบัติในชีวิต มิอาจผ่อนปรนหรือไม่ปฏิเสธไม่ยอมรับได้ ขณะที่บ้านเราพุทธศาสนาสอนว่า ควรมีความเมตตาปราณี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อซึ่งกันแล้วกัน นี่ถือเป็นสิ่งมีคุณค่างดงามดีแท้ แต่มนุษย์มักชอบเอาน้ำใจคนไปบิดเบือน ‘พี่ช่วยน้องหน่อย แล้วสักวันจะตอบแทนอย่างสาสม’ ถ้าสิ่งที่ขอนั้นมันผิดก็ควรบอกปัดปฏิเสธไปนะครับ อย่าถือไมตรี ข้ออ้าง ความกตัญญู ‘ผมเคยช่วยพี่ไว้ เรื่องแค่นี้ลืมบุญคุณกันแล้วหรือ?’ พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนเรื่องการทวงหนี้บุญคุณ คนที่มีเมตตากรุณาเวลาเดือดร้อน ไม่จำเป็นต้องชักแม่น้ำทั้งห้ามาร้องขอ ใครๆก็อยากให้การช่วยเหลือจุนเจือสงเคราะห์อยู่แล้ว ดูแบบอย่างพี่ตูนไม่จำเป็นต้องพูดมากร้องขอใคร แสดงออกทำดีในความตั้งใจของตนเองเข้าไว้ แล้วทุกคนจะตรงดิ่งวิ่งเข้ามาหาเอง

จัดเรต 13+ กับความชั่วร้าย ทุจริต

TAGLINE | “A Few Good Men คนดีก็เหมือนกับหนังมีน้อยนัก ระหว่าง Tom Cruise กับ Jack Nicholson ก็แล้วแต่ผู้ชมจะตัดสิน”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of