A Hard Day’s Night (1964)

A Hard Day's Night

A Hard Day’s Night (1964) British : Richard Lester ♥♥♥♥

ในยุคสมัยที่นักร้องต้องคอยสร้างภาพ มารยาทดีต่อสื่อ ถูกควบคุมโดยผู้จัดการ (Elvis Presley ก็เช่นกันนะ) แต่ไอ้เด็กเวรสี่คน The Beatles เรื่องของกรูจะทำไม! สบโอกาสเมื่อไหร่พยายามดิ้นพร่านให้หลุดจากพันธการกรงขัง นี่คือสิ่งทำให้วงนี้กลายเป็น ‘ปรากฎการณ์’ แห่งศตวรรษ

“[A Hard Day’s Night is] The Citizen Kane of jukebox musicals”.

Andrew Sarris นักวิจารณ์จาก Village Voice

แต่ผมว่าการเปรียบ A Hard Day’s Night กับ Citizen Kane (1942) เป็นอะไรที่เกินจริงไปสักหน่อย ถ้าเทียบกับ The 400 Blows (1959) หรือ Breathless (1960) ถือว่าตรงกว่าเยอะ เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้ถือว่าได้ทำการปฏิวัติบางสิ่งอย่างของอังกฤษ ประเทศเลื่องลือชาในกฎกรอบ ยึดถือมั่นต่อขนถวิถีธรรมเนียมประเพณี แต่สี่เต่าทองกลับพยายามแหกแหวกทำลายล้าง ปลูกสร้างยุคสมัย Swinging London จุดกำเนิดวัฒนธรรม Popular อาทิ Pop Star, Pop Rock รวมไปถึงศิลปะ Pop-Art

“Pop art is Beatles art”.

– Susan Sontag นักเขียน/นักเคลื่อนไหวชาวอเมริกัน

สิ่งน่าทึ่งมากๆของ A Hard Day’s Night คือผู้กำกับ Richard Lester และนักเขียนบท Alun Owen ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับ The Beatles จนเรียนรู้จัก ‘สันดาน’ สามารถสรรค์สร้างเรื่องราวได้ตรงกับคาแรคเตอร์ สังเคราะห์สิ่งที่ทำให้พวกเขากลายเป็นปรากฎการณ์ในประเทศอังกฤษ ก่อนก้าวกระโดดไปไกลถึงสหรัฐอเมริกา และอีกไม่นานจากนั้นก็จักกลายเป็นตำนานระดับโลก

John Winston Lennon (1940 – 1980) นักร้อง นักแต่งเพลง นักเคลื่อนไหวสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Liverpool, เมื่ออายุได้ 4 ขวบ พ่อ-แม่แยกทางกัน อาศัยอยู่กับมารดาจนเธอเสียชีวิต วัยเด็กชื่นชอบการวาดภาพและเล่นดนตรี พออายุ 16 ปี ร่วมกับเพื่อนๆที่โรงเรียนก่อตั้งกลุ่มดนตรี Skiffle ชื่อ The Quarrymen (ตั้งตามชื่อโรงเรียน Quarry Bank High School) หลังจากขึ้นการแสดงบทเวทีได้สองรอบ พานพบเจอ Paul McCartney ชักชวนเข้าร่วมกลุ่มในตำแหน่งมือกีตาร์

Sir James Paul McCartney (1942-) นักร้อง นักแต่งเพลง สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Liverpool ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน พ่อเป็นนักทรัมเป็ต/เปียโน พยายามปลูกฝังให้เขามีความสนใจด้านดนตรี ชื่นชอบเล่นกีตาร์มือขวา เมื่อเดือนกรกฎาคม 1957 พานพบเจอ John Lennon ในการแสดงที่ St Peter’s Church Hall ได้รับการชักชวนเข้าร่วมกลุ่ม สนิทสนมจนกลายเป็นมือกีตาร์ประจำวง (Rhythm Guitarist) จากนั้นแนะนำต่อ George Harrison ให้มาเล่นนักกีตาร์นำ (Lead Guitarist)

George Harrison (1943 – 2001) นักร้อง นักกีตาร์ ฉายา ‘the quiet Beatle’ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Liverpool, ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบนักกีตาร์ดังๆอย่าง George Formby, Cab Calloway, Django Reinhardt, Hoagy Carmichae ก่อนเข้าร่วม The Beatles ก่อตั้งวงดนตรี Skiffle ชื่อ Rebels ทำให้มีโอกาสพานพบเจอ Paul McCartney ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมโรงเรียน แม้อายุเพียง 14 แต่ฝีมือเข้าขั้นเทพ เลยได้รับการชักชวนเข้าร่วม The Quarrymen

เมื่อต่างเรียนจบมัธยม เพื่อนๆวง The Quarrymen ต่างทะยอยลาออก แยกย้ายเข้าเรียนมหาวิทยาลัย Lennon ศึกษาต่อยัง Liverpool College of Art แต่ก็ยังเล่นดนตรีร่วมกับ McCartney และ Harrison ลากพาเพื่อนอีกคน Stuart Sutcliffe ขายภาพวาดซื้อกีตาร์เบส ตั้งชื่อวงใหม่ Beatals เพื่อเป็นการเคารพคารวะ Buddy Holly และวง the Crickets ต่อมาเปลี่ยนเป็น Silver Beatles ก่อนลงเอย The Beatles

ปัญหาของวงขณะนั้นคือขาดมือกลอง ทำการออดิชั่นจนได้ Pete Best ออกเดินทางสู่ Hambrug, Germany เล่นที่ไนท์คลับของ Bruno Koschmider สัญญาแรกเริ่มคือ 3 เดือนครึ่ง แต่ได้รับการต่อถึง 2 ปีเต็ม ความขัดแย้งบางประการทำให้ Sutcliffe ตัดสินใจลาออกจากวง (และเสียชีวิตปี 1962 จากเลือดออกในสมอง)

หวนกลับมา Liverpool ครานี้ได้เซ็นสัญญาค่ายเพลง EMI กับโปรดิวเซอร์ George Martin ซึ่งการบันทึกเสียงครั้งแรก ไม่ประทับใจฝีมือกลองของ Pete Best บีบบังคับจนเขาตัดสินใจลาออก และได้ตัว Ringo Starr เพิ่งหมดสัญญากับวง Rory Storm and the Hurricanes

Sir Richard Starkey (1940-) นักดนตรี แต่งเพลง สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Dingle, Liverpool วัยเด็กมีร่างกายอ่อนแอ ไส้ติ่งแตก ป่วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ เลยล้มเลิกความตั้งใจจะเรียนหนังสือ เปลี่ยนมาหางานทำ จนกระทั่งพานพบเจอ Roy Trafford ด้วยความชื่นชอบดนตรีแนว Skiffle ร่วมกันก่อตั้งวงดนตรี หัดตีกลอง หลังจากแยกทางเข้าร่วมวง Rory Storm and the Hurricanes จนกระทั่งหมดสัญญา พอได้รับคำชักชวนจาก Lennon ตอบตกลงเข้าร่วม The Beatles

แค่สามซิงเกิ้ลแรกของ The Beatles ก็ประสบความสำเร็จอย่างล้มหลาม เกิดปรากฎการณ์เรียกว่า Beatlemania
– บทเพลงแรก Love Me Do ติดอันดับ 17 ชาร์ท UK Singles และอันดับ 1 ชาร์ท Billboard Hot 100
– Please Please Me อันดับ 2 ชาร์ท UK Singles และอันดับ 3 ชาร์ท Billboard Hot 100
– P.S. I Love You อันดับ 17 ชาร์ท UK Singles และอันดับ 10 ชาร์ท Billboard Hot 100

ความสำเร็จล้นหลามของ The Beatles ในประเทศอังกฤษ ทำให้ค่ายเพลง EMI ต้องการต่อยอดสู่สหรัฐอเมริกา แต่บริษัทย่อย Capitol Records กลับดองผลงานไว้เป็นปีๆ เพราะไม่เชื่อว่าวงดนตรีจากอังกฤษจะอยู่ในความสนใจชาวอเมริกัน กระทั่งสี่เต่าทองได้กลายเป็นข่าวในรายการโทรทัศน์ The Huntley–Brinkley Report ตามด้วย CBS Moring News ช่วงปลายปี 1963 สร้างกระแสความสนใจไม่น้อยทีเดียว จนสตูดิโอเล็กๆอย่าง Swan ขอซื้อลิขสิทธิ์ซิงเกิ้ล She Loves You, สถานีวิทยุ WWDC ได้บทเพลง I Want to Hold Your Hand ขายดีเทน้ำเทท่า

นั่นเองทำให้ The Bealtes ได้รับโอกาสเดินทางสู่สหรัฐอเมริกา (ถึงขนาดมีคำเรียกว่า British Invasion) วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1963 มีแฟนคลับมารอรับที่สนามบินกว่า 4,000 คน ต่อด้วยออกรายการโทรทัศน์ The Ed Sullivan Show วันที่ 9 กุมภาพันธ์ ค่ำคืนนั้นกลายเป็นสถิติผู้ชมกว่า 73 ล้านคน จาก 23 ล้านครัวเรือน คิดเป็น 34% ของประชากรขณะนั้น!

 “the largest audience that had ever been recorded for an American television program“.

– Jonathan Gould

แซว: กระแส Beatlemania ในสหรัฐอเมริกา เริ่มต้นขึ้นในช่วงเวลาไม่มีใครคาดคิดถึงมาก่อน ภายหลังเหตุการณ์ลอบสังหาร ปธน. John F. Kennedy วันที่ 22 พฤศจิกายน 1963 ขณะที่ประเทศยังอยู่ในช่วงเวลาเศร้าโศก ไว้ทุกข์ ซึ่งนักประวัติศาสตร์ครุ่นคาดคิดกันว่า นี่คงเป็นการระบายความอึดอัดอั้ดคับข้องของวัยรุ่น ปล่อยตัวกายใจ สุดเหวี่ยงไปกับดนตรีฟังสบายผ่อนคลายความตึงเครียด


ความเชื่องช้าเต่าคลานของ Capitol Records ทำให้สตูดิโอคู่แข่ง United Artists Records ชิงตัดหน้าคว้าลิขสิทธิ์สร้างภาพยนตร์ของ The Beatles พร้อมๆจัดจำหน่ายอัลบัมเพลงประกอบในสหรัฐอเมริกา กลายมาเป็นผลงานเรื่องแรก A Hard Day’s Night (1964) ติดตามมาด้วย Help! (1965), อนิเมชั่น Yellow Submarine (1968) และเรื่องสุดท้ายก่อนวงแตก Let It Be (1970)

Richard Lester Liebman (1932-) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Philadelphia, Pennsylvania ครอบครัวเชื้อสาย Jews มีความเฉลียวฉลาดระดับอัจฉริยะ อายุ 15 เข้าเรียน University of Pennsylvania แต่กลับเลือกทำงานวงการโทรทัศน์ ไต่เต้าจากผู้ช่วย กลายเป็นผู้กำกับซีรีย์ Action in the Afternoon (1953-54), อพยพสู่กรุง London กลายเป็นนักเขียนบท ซีรีย์ หนังสั้น The Running Jumping & Standing Still Film (1959) และภาพยนตร์เรื่องแรก It’s Trad, Dad! (1962)

ความที่ The Beatles โดยเฉพาะ John Lennon ชื่นชอบโปรดปรานหนังสั้น The Running Jumping & Standing Still Film (1959) เมื่อได้เซ็นสัญญาแสดงภาพยนตร์ เลยยื่นข้อเสนอขอร่วมงานกับ Richard Lester โดยสี่หนุ่มตั้งชื่อเล่นให้ว่า Dick Lester

สำหรับบทภาพยนตร์ ตัวเลือกของ The Beatles คือ Alun Owen (1925-1994) ชาว Welsh ที่เกิดที่ Liverpool นอกจากสามารถพูดสำเนียง Liverpudlian ยังประทับใจบทละครเรื่อง No Trams to Lime Street

“Alun hung around with us and was careful to try and put words in our mouths that he might’ve heard us speak, so I thought he did a very good script”.

– Paul McCartney

Owen อยู่อาศัย ออกเดินทาง ทัวร์คอนเสิร์ตร่วมกับ The Beatles หลายสัปดาห์ทีเดียว พัฒนาบทภาพยนตร์ด้วยการสังเกตวิถีชีวิต นิสัยใจคอ การแสดงออก คัทลอกบทคำพูด และเปรียบเทียบตนเองเหมือนตัวละครปู่ของ Paul

เกร็ด: Working Title ดั้งเดิมของหนังประกอบด้วย The Beatles, Beatlemania ก่อนได้ข้อสรุปที่ A Hard Day’s Night ซึ่งแม้สี่เต่าให้เหตุผลเบื้องหลังต่างกัน แต่ล้วนมีจุดเริ่มต้นจาก Ringo Starr

“We went to do a job, and we’d worked all day and we happened to work all night. I came up still thinking it was day I suppose, and I said, ‘It’s been a hard day …’ and I looked around and saw it was dark so I said, ‘… night!’ So we came to A Hard Day’s Night”.

– Ringo Starr

เรื่องราว 2 วัน 1 คืนของสี่เต่า The Beatles เริ่มจากวิ่งหลบหนีแฟนคลับผู้คลั่งไคล้ ขึ้นรถไฟจาก Liverpool มุ่งสู่ London เพื่อออกรายการโทรทัศน์ ซึ่งครานี้มี John McCartney (รับบทโดย Wilfrid Brambell) ปู่ขี้ฮกของ Paul ติดตามไปด้วย เรื่องวุ่นๆมักรายล้อมกับสี่หนุ่มที่ถูกผู้จัดการ Norm (รับบทโดย Norman Rossington) ออกคำสั่งควบคุมโน่นนี่นั่น พวกเขาจึงพยายามขัดขืนดิ้นรน แต่ยังเทียบไม่ได้กับปู่ John เต็มไปด้วยลวดลายพราง ร้ายกาจกว่าใครเพื่อน!


ลองสังเกตบทพูดของสี่หนุ่ม จะมีลักษณะสั้นๆห้วนๆ ไม่ยาวสักเท่าไหร่ สาเหตุเพราะผู้กำกับ Lester ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะสามารถแสดงภาพยนตร์ได้หรือเปล่า เลยต้องการลดความเสี่ยง และใช้เทคนิคภาษาภาพยนตร์ ถ่ายทำสไตล์สารคดี ตัดต่อรวดเร็วฉับไว (รับอิทธิพลจากประสบการณ์ทำงานสายโทรทัศน์) เช่นนั้นแล้วเล่นหนังไม่ได้ก็มิใช่ปัญหาใดๆ

สี่หนุ่มได้รับการเปรียบเทียบกับสี่พี่น้อง Marx Brothers ไปไหนไปด้วยกัน ชอบสร้างความปั่นป่วน กวนประสาทให้ทุกผู้คนรอบข้าง แถมสามารถดิ้นหนีเอาตัวรอดได้ทุกครั้งครา ฉากที่สะท้อนตัวตนพวกเขาได้ตรงเผง คือตอนถูกโปรดิวเซอร์สั่งให้กลับห้องพักขัง แต่พวกเขาเปิดประตูหนีไฟ ออกไปกระโดดโลดวิ่งเล่นซุกซนเหมือนเด็กน้อยยังสนามหญ้า นั่นคืออิสรภาพเล็กๆของพวกเรา นกน้อยโผลบินออกจากกรง ระหว่างรอคอยเวลาหวนกลับทำหน้าที่ เล่นดนตรีตามได้รับมอบหมายมา

แซว: เมื่อตอนหนังจะเข้าฉายในอเมริกา United Artists เสนอให้มีการพากย์เสียงใหม่ เพราะสำเนียง Liverpudlian อาจฟังยากเกินไปสำหรับผู้ชมอเมริกัน แต่ก็ถูก McCartney ตอบกลับอย่างขุ่นเคือง

“Look, if we can understand a fucking cowboy talking Texan, they can understand us talking Liverpool”.

– Paul McCartney


ขณะที่ ‘Comic Foil’ ของ Marx Brother คือ Margaret Dumont เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของ Henry Wilfrid Brambell (1912 – 1985) นักแสดงสัญชาติ Irish เกิดที่ Dublin, Ireland มีความชื่นชอบการแสดงตั้งแต่เด็ก ขึ้นเวทีเป็นขวัญกำลังใจให้กับทหารได้รับบาดเจ็บในช่วงสงครามโลกครั้งหนึ่ง โตขึ้นไม่ทันเรียนจบทำงานนักข่าว The Irish Times เอาเวลาว่างฝึกฝนการแสดงยัง Abbey Theatre จนได้เป็นมืออาชีพยัง Gate Theatre, ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง อาสาสมัครทหารอังกฤษ เข้าร่วมฝ่ายบันเทิง ENSA (Entertainments National Service Association), ต่อมาได้งานแสดงโทรทัศน์ ซิทคอม Steptoe and Son (1962–65) ภาพยนตร์ได้รับจดจำสูงสุดคือ A Hard Day’s Night (1964)

รับบท John McCartney ปู่ปลอมๆของ Paul ที่ใครๆต่างให้ความเห็นว่า ‘a very clean old man’ แต่แท้จริงแล้วคือคำล้อเลียนตรงกันข้าม ‘dirty old man’ เป็นจอมฉวยโอกาส เจ้าชู้ประตูดิน ทำทุกสิ่งเพื่อสนองตัณหา ความต้องการส่วนตน โดยไม่สนว่าจะสร้างปัญหาว้าวุ่นวายให้ใคร

ภาพลักษณ์ของ Brambell ก็ดั่งเสียงลือเล่าอ้าง สวมใส่แว่นเพิ่มความหื่นกระหาย ส่งสายตามีลับเลศนัย เวลาพูดบีบน้ำเสียงแหลมเฟี้ยว (แต่นั่นคือสำเนียง Irish แท้ๆของปู่เลยนะ) เต็มไปด้วยความจัดจ้าน ร่านราคะ สีหน้าไม่แคร์ยี่หร่าต่ออะไรทั้งนั้น ขอเพียงตอบสนองความต้องการตนเอง ดิ้นให้หลุดพ้นพันธนาการใดๆจากใคร

ตัวละครเปรียบได้กับกระจกสะท้อนมุมมองของสี่เต่า The Beatles พฤติกรรม/ความต้องการ/การแสดงออกแทบไม่แตกต่าง แต่พอวัยวุฒิห่างกันมาก ความรู้สึกผู้ชมจะค่อนข้างแปรเปลี่ยนไป สองมาตรฐานก็ว่าได้ เด็กๆทำได้ทำไมฉันถึงทำไม่ได้? …vice versa… สิ่งที่ฉันทำได้ทำไมเด็กๆจะทำไม่ได้?


ถ่ายภาพโดย Gilbert Taylor (1914 – 2013) ตากล้องยอดฝีมือ สัญชาติอังกฤษ ผลงานเด่นๆ อาทิ Dr. Strangelove (1964), A Hard Day’s Night (1964), Repulsion (1965), The Omen (1976), Star Wars (1977) ฯ

สไตล์ของหนังมีคำเรียก Cinéma Vérité หรือ Observational Cinema รับอิทธิพลจาก Man with a Movie Camera (1929) แบกกล้องขึ้นบ่า ถ่ายทำในทุกโอกาสเป็นไปได้ ใช้แสงธรรมชาติ แล้วนำไปร้อยเรียงในช่วงการตัดต่อภายหลัง

Lester นำประสบการณ์จากเคยทำงานสายโทรทัศน์ ที่ต้องใช้ความเร่งรีบ รวดเร็วฉับไว ในทุนสร้างจำกัด ซึ่งหลายๆฉากก็ไม่ได้ต้องว่าจ้างตัวประกอบใดๆ อย่างที่สถานีรถไฟ บรรดาสาวๆแฟนคลับเมื่อพบเห็น The Beatles ต่างวิ่งไล่ล่าติดตามอย่างอุตลุด ทีมงานก็แอบตั้งกล้องซุ่มแอบถ่ายโดยไม่รู้ตัว

การถ่ายทำเป็นไปในลักษณะไล่เรียงลำดับ ใช้เวลาเพียง 7 สัปดาห์ เริ่มต้นหลัง The Beatles เดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกา วันที่ 2 มีนาคม 1964 สัปดาห์แรกถ่ายทำบนรถไฟ ไปๆกลับๆระหว่าง London กับ Minehead ส่วนที่เหลือยัง Twickenham Studios, Scala Theatre, Thornbury Playing Fields ฯ

งานภาพสั่นๆอาจทำให้หลายคนปวดเศียรเวียนศีรษะ แต่ถือว่าสะท้อนฮอร์โมนวัยรุ่นพลุกพล่านของสี่หนุ่ม The Beatles แทบจะไม่เคยหยุดอยู่นิ่งสงบกับที่ เต็มไปด้วยความรุกรี้ ร้อนรน ไฟจี้ก้น … ไม่รู้จะห่ามไปไหน

หลายช็อตทีเดียวต้องชมสายตาของตากล้อง (และผู้กำกับ) เลือกมุมมองได้อย่างน่าสนใจทีเดียว อย่างซีนนี้บนรถไฟ ภาพสะท้อนในกระจกคือ Paul และปู่ (ก็ญาติกัน!) มันจงใจชัดๆเลยนะ!

ความเจ้าชู้ประตูดินของปู่ หลังพบว่ากำลังจะหมั้นหมายหญิงสาวที่เพิ่งพบเจอในขบวนรถไฟ ทำให้ช็อตถัดมาค่อยๆปรับโฟกัสพบเห็นเขาอยู่ในกรงขัง เอ้ย! ตู้ขนของ … เป็นความจงใจเปรียบเทียบวิถีชีวิตของ The Beatles ไม่ต่างอะไรกับนักโทษที่ถูกคุมขังในชื่อเสียงความสำเร็จ

ผมว่ามันเป็นฉากที่เจ๋งและฮามากๆ สี่หนุ่มล่อหลอกแฟนๆว่ากำลังขึ้นรถที่มาจอด แต่ที่ไหนได้ เปิดประตูอีกฝั่งแล้ววิ่งต่อไปขึ้นรถอีกคันหนึ่ง!

และที่ฮากริบแบบคนส่วนใหญ่คงไม่ทันสังเกต คือป้ายขึ้นข้อความ Door-to-Door เป็นความจงใจอย่างแน่นอน

ค่ำคืนแรกที่ London, สี่หนุ่มขัดขืนคำสั่งผู้จัดการ ออกไปเที่ยวย่ำร่ำราตรี หลีสาวเมามายสนุกสนาน ปู่ตัวแสบก็แอบเก็บซ่อนบัตรเชิญ ปลอมตัวเข้าไปเล่นไพ่ในคาสิโน ซึ่งช่วงนี้มีการตัดสลับกันไปมา สะท้อนถึงพฤติกรรมแสดงออกของพวกเขา ไม่แตกต่างกันเลยสักนิด!

เกร็ด: Le Cercle คือชื่อคลับเดียวกับที่ James Bond ปรากฎตัวครั้งแรกใน Dr. No (1962)

เอาจริงๆผมก็ไม่เข้าใจว่าฉากนี้จะสื่ออะไรหรอกนะ ประมาณว่า Paul ยังหนุ่มแน่น หนวดเคราไม่ค่อยขึ้นครึ้มสักเท่าไหร่ เลยยังไร้ประสบการณ์โกนหนวด นี่จึงเป็นวีธีฝึกฝนตนเอง ซักซ้อมกระจกไปก่อน … ประเด็นคือมุมกล้องทำให้เห็นความพอดิบพอดีกับตำแหน่งใบหน้าผู้จัดการส่วนตัว นี่อาจสื่อถึงการครุ่นคิด/กระทำนอกกรอบ ไม่ต้องการครุ่นยึดติดกับวิถีแห่งอดีต

ช่วงของการสัมภาษณ์ ทำการร้อยเรียงคำถาม-ตอบ แบบสั้นๆห้วนๆ สลับไปมาระหว่างสี่เต่าทอง ซึ่งจะมีประโยคหนึ่งของ Ringo อธิบายตัวตนของ The Beatles ชัดเจนที่สุดแล้ว

นักข่าว: “Are you a mod or a rocker?”
Ringo: “Um, no, I’m a mocker.”

– คำตอบของ Ringo ติดอันดับ 58 ชาร์ท The 100 Greatest Movie Lines รวบรวมโดยนิตยสาร Premiere เมื่อปี 2007

นัยยะซ่อนเร้นในประโยคนี้ ไม่ใช่แค่ส่วนการปฏิสนธิ Mod กับ Rocker กลายเป็นคำใหม่ Mocker แปลว่าเยาะเย้ย เลียนล้อ แกล้งทำ แต่ยังสะท้อนการปฏิเสธจะถูกกำหนดกฎกรอบโดยบริบททางสังคม ต้องการเป็นตัวของตนเอง ไม่สนฟังอะไรใคร

แซว: ข้อความที่ John Lennon เขียนลงในกระดาษส่งให้นักข่าวสาว ตอบคำถามถึงงานอดิเรกว่า ‘Tits’

อิสรภาพของ The Beatles สังเกตว่าส่วนใหญ่จะเป็นการถ่ายภาพระยะไกล Helicopter Shot ไม่กี่ครั้งเท่านั้นที่พบเห็นใบหน้าของสี่หนุ่มแบบชัดๆ ซึ่งวันนั้น John Lennon เหมือนจะติดงานอื่นเลยไม่ได้เข้าร่วมถ่ายทำ ใช้นักแสดงแทน แล้วค่อยมาบันทึกภาพ Close-Up เอาตอนหลัง

การเลือกใช้ Helicopter Shot ซีนนี้ถือว่ามีนัยยะที่เหมาะสมมากๆ เพราะสะท้อนอิสรภาพดั่งนกน้อยโผลบินออกจากกรงขัง ล่องลอยไปไกลเท่าที่หัวใจจะปรารถนา

ปู่แกพยายามมากๆเลยนะที่จะปลอมลายเซ็นต์ ทำให้ตนเองมีชื่อเสียง สาวๆจะได้รุมติดตรึม ซึ่งฉากนี้เลือกสถานที่ได้เลวร้ายมากๆ โผล่ขึ้นมาระหว่างการแสดงอุปรากรเรื่อง Die Fledermau (1851) ของ Johann Strauss II

โลกที่ยังคงหมุนวนไปในวิถีรูปแบบเดิม ปู่ของ Paul กลับชอบสร้างความปั่นป่วน ปรากฎตัวขึ้นมาสร้างหายนะ ก่อเกิดความวุ่นวาย … ไม่ผิดอะไรกับสี่หนุ่ม The Beatles เลยสักนิด!

สี่หนุ่มเกิดเติบโตที่ Liverpool บอกว่าไม่เคยได้ยินคำว่า ‘Grotty’ มาก่อน แต่ผู้เขียนบท Owen ยืนกรานว่าคำนี้สำเนียง Liverpudlian เพี้ยนมาจาก Grotesque ซึ่งหลังจากหนังออกฉาย ไม่เพียงหวนกลับมาได้รับความนิยม ยังมีนักภาษาศาสตร์ทำการสืบค้น และพบว่ามีต้นกำเนิดจาก Liverpool จริงๆ

Ringo ใช้เสื้อโค้ทปูทางให้หญิงสาวคนหนึ่งเดินผ่านโคลนเลน แต่โดยไม่รู้ตัวข้างหน้ากลับเป็นหลุม … นัยยะฉากนี้ตรงไปตรงมามากเลยนะ คือการตกหลุมรัก … เลยถูกจับเข้าห้องขังคุก

เรื่องวิ่งหนีขอให้บอก The Beatles เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากหลบแฟนคลับ (อารัมบทไว้ตั้งแต่ฉากแรกของหนัง) แค่ตำรวจไม่กี่สิบนาย ซำบายมากๆ, นี่เป็นการเปรียบเทียบเชิงล้อเลียน วิ่งหนีสาว=วิ่งหนีการไล่ลาของตำรวจ เออเว้ยเห้ย! ไม่ต่างกัน

ผมละโคตรอยากรู้ชะตากรรมของหมอนี่เสียจริง ขโมยรถแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ กลับกลายเป็นคันของตำรวจไปเสียได้ ถูกขอให้ติดตามไล่ล่า The Beatles ที่กำลังหลบหนี ซวยละหว่า จะเอายังไงดี??

การแสดงครั้งสุดของในหนัง She Loves You ผมไม่ได้ฟินกับบทเพลงนี้สักเท่าไหร่ แต่การตัดสลับปฏิกิริยาผู้ชม โดยเฉพาะเธอคนนี้ รักเลยละ! เพราะอะไรทำไมกันถึงสุดเหวี่ยงได้ขนาดนี้ … นี่คือความคลุ้มคลั่งของคนสมัยนั้น ทำให้ The Beatles กลายเป็น ‘ปรากฎการณ์’ แห่งศตวรรษที่ 20

ช็อตสุดท้ายของหนัง The Beatles ออกเดินทางต่อโดยเฮลิคอปเตอร์ นี่เป็นการพยากรณ์ถึงอนาคต ความสำเร็จต่อๆไปของพวกเขา คงสามารถไต่เต้าจนกลายเป็นตำนานค้างฟ้า … ถือว่าไม่ผิดเลยนะ

ตัดต่อโดย John Jympson (1930 – 2003) ยอดฝีมือสัญชาติอังกฤษ ผลงานเด่นๆ อาทิ Zulu (1964), A Hard Day’s Night (1964), Kaleidoscope (1966), Frenzy (1972), A Fish Called Wanda (1988) ฯ

หนังดำเนินเรื่องโดยมีสี่เต่าทอง The Beatles คือจุดศูนย์กลาง และมักตัดสลับคู่ขนานกับปู่ของ Paul ที่มักแสดงออก/กระทำในสิ่งคล้ายคลึง แต่ได้รับการตอบสนองแตกต่างตรงกันข้าม

ผู้กำกับ Lester ใช้เทคนิคการตัดต่อที่รวดเร็วฉับไว กระชับรัดกุม บางครั้งก็สลับไปมา เพื่อสร้างจังหวะอารมณ์ให้เรื่องราว (รับอิทธิพลเต็มๆจาก Soviet Montage) ไม่ปล่อยให้สี่หนุ่มได้แสดงความสามารถใดๆ แต่ก็ยกเว้นเพียงปู่ผู้มากประสบการณ์ คอยแย่งซีนในหลายๆฉาก

ไดเรคชั่น/เทคนิคดังกล่าวอาจไม่ใช่อะไรใหม่ แต่ได้กลายเป็นอิทธิพลแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับรุ่นหลังๆ เมื่อต้องสร้างภาพยนตร์ที่ไม่การันตีว่านักแสดงจะมีศักยภาพถึงหรือเปล่า (บางทีต้องนักแสดงคนนี้ตามใบสั่งโปรดิวเซอร์) ก็ปรับเปลี่ยนมาใช้ภาษาภาพยนตร์ สร้างจังหวะอารมณ์ โดยไม่ต้องรอคอยความผีเข้าผีออกใดๆ


สำหรับเพลงประกอบ ทั้งหมดแต่งโดย John Lennon และ Paul McCartney ซึ่งใช้เวลา 6-7 สัปดาห์ระหว่างถ่ายทำหนัง รวบรวมเป็นอัลบัม A Hard Day’s Night ซึ่งส่วนใหญ่ก็แนวรักๆใคร่ๆ ฉันรักเธอ เธอรักใคร อยากเป็นคนของเธอ ดีใจที่ได้เต้นกับเธอ … เพลงของ The Beatles ในช่วงแรกๆก็มีแต่แบบนี้ มันเลย Popular ในหมู่วัยรุ่นหนุ่ม-สาว ซึ่งก็มีนัยยะสอดคล้องกับเรื่องราวขณะนั้น ไม่ใช่ฉันรักเธอเธอรักฉันอะไรแบบนั้นนะ เป็นการเปรียบเปรยฉันคือ The Beatles, เธอคือผู้ชม, เงินซื้อความสุขไม่ได้ ที่ทำอยู่นี้ด้วยรักและศรัทธา

A Hard Day’s Night คือบทเพลงที่สะท้อนความว้าวุ่นวายของชีวิต วันๆต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยยากลำบาก ไม่ต่างอะไรกับ like a dog = like a log แต่เมื่อได้เงิน กลับบ้านมา คืนนี้จ้ำจี้กับเธอ ย่อมทำให้ฉันพักผ่อนคลายหายเหนื่อย มีกำลังใจสู้ต่อไป

บทเพลงที่ผมชื่นชอบสุดในอัลบัมนี้คือ And I Love Her โดยเฉพาะน้ำเสียงของ Paul ที่แสนเศร้าสร้อย โหยหวน แม้เนื้อเพลงจะเต็มไปด้วยความสุขสมหวัง “A love like ours Could never die” แต่มันเหมือนคำรำพันถึงคนรักที่พรากจากไปแล้วชั่วนิรันดร์

A Hard Day’s Night แม้ไม่ใช่ภาพยนตร์ชีวประวัติของ The Beatles แต่เรื่องราวสองวันหนึ่งคืนของวงนี้ ทำให้ผู้ชมเข้าถึงตัวตน จิตวิญญาณพวกเขา วัยรุ่นหนุ่มที่ยังคงโหยหาอิสรภาพ กลับถูกควบคุมครอบงำโดยบริบทกฎกรอบทางสังคม ชื่อเสียง ความสำเร็จ ด้วยเหตุนี้ทุกเวลาพักว่างจากการงาน พยายามกระเสือกกระสนดิ้นรนให้หลุดพ้นพันธการกรงขัง

การจะเป็นคนดัง มีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย … การเป็นคนดัง มีชื่อเสียง ประสบความสำเร็จก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน!

“Look, I thought I was supposed to be getting a change of scenery. But so far, I’ve been in a train and a room, and a car and a room, and a room and a room. Well, maybe that’s all right for a bunch of powdered gee-gahs like yourselves, but I’m feeling decidedly strait-jacketed”.

– John McCartney

คำพูดของปู่ เป็นการเปรียบเทียบที่ตรงเผงต่อวิถีชีวิตของ The Beatles ซึ่งผู้เขียนบท Alun Owen ได้ให้นิยามพวกเขาราวกับ ‘นักโทษ’ ที่ถูกจองจำจากชื่อเสียงความสำเร็จของตนเอง

จะถือว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ นำเสนออีกด้านมุมหนึ่งของชื่อเสียง ความสำเร็จ (คล้ายๆ Citizen Kane) บางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องน่าอภิรมณ์สักเท่าไหร่ที่ต้องคอยวิ่งหนีแฟนคลับ (และตำรวจ) ไร้เวลาว่างส่วนตัว ถูกควบคุมครอบงำโดยโปรดิวเซอร์/ผู้กำกับ แต่ถ้าเราสามารถสรรหาเวลาสนุกสุขสนาน ดิ้นพร่านไปเรื่อยๆแบบสี่หนุ่ม ผมว่ามันก็ไม่ได้เลวร้ายสักเท่าไหร่หรอกนะ

หลังทศวรรษแห่งความทุกข์ยากลำบากหลังสงครามโลก (Great Depression) สะสมความอึดอัดอั้นทุกข์ทรมานให้กับวัยรุ่นหนุ่มสาว ต้องการหาหนทางระบายสิ่งค้างคาภายใน ซึ่งการมาถึงของ The Beatles ได้กลายเป็นแบบอย่างให้ใครๆสามารถลอกเลียนแบบตาม ไม่เพียงหล่อเท่ห์ ทรงผมนำเทรนด์ แต่ยังเต็มไปด้วยอิสรภาพในการแสดงออก แฟนคลับทั้งหลายจึงสามารถเต็มที่สุดเหวี่ยงกับชีวิต กริ๊ดให้ลั่น เต้นให้มันส์ ร้องไห้จนหมดน้ำตา เลิกสนใจปัญหาความวุ่นวายขัดแย้งภายนอก หันมาใช้ชีวิตอย่างหลงระเริงสนุกสนานสำราญใจ… นี่ไม่ใช่การติดยาที่จะมีผลข้างเคียงใดๆตามมา จึงกลายเป็นกระแส วัฒนธรรมใหม่ มีคำเรียกว่า Swinging London

ผู้กำกับ Richard Lester ได้ทำการทดลองมากมายกับภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นงานที่ยากและท้าทาย ผลลัพท์สุดท้ายถือว่าคุ้มค่าทุกหยาดเหงื่อ ไมเพียงประสบความสำเร็จ สร้างชื่อเสียงให้ตนเอง แต่ยังกลายเป็นอิทธิพลให้คนรุ่นถัดๆมา หวนกลับมารับชมกี่รอบต่อกี่รอบ ยังมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่หลบซ่อนเร้น เต็มไปด้วยความยียวนกวนประสาท นำเสนอไม่เพียงจิตวิญญาณของ The Beatles แต่บันทึกค่านิยมยุคสมัย Swinging London ไว้ใน Time Capsule ตราตรึงเหนือกาลเวลา

“The general aim of the film was to present what was apparently becoming a social phenomenon in this country. Anarchy is too strong a word, but the quality of confidence that the boys exuded! Confidence that they could dress as they liked, speak as they liked, talk to the Queen as they liked, talk to the people on the train who ‘fought the war for them’ as they liked. … [Everything was] still based on privilege—privilege by schooling, privilege by birth, privilege by accent, privilege by speech. The Beatles were the first people to attack this… they said if you want something, do it. You can do it. Forget all this talk about talent or ability or money or speech. Just do it”.

– Richard Lester

เกร็ด: หนังได้รับการเปลี่ยนชื่อไปตามประเทศต่างๆ อาทิ
– Germany กับ Sweden ใช้ชื่อ Yeah Yeah Yeah [จากบทเพลง She Loves You]
– Finaland ชื่อ Yeah! Yeah! Tässä tulemme! (แปลว่า Yeah! Yeah! Here We Come!)
– Brazil ชื่อ Os Reis do Iê-Iê-Iê (แปลว่า The Kings of Yeah-yeah-yeah)
– Italy ชื่อ Tutti Per Uno (แปลว่า All for One)
– France ชื่อ Quatre garçons dans le vent (แปลว่า Four Boys in the Wind)
– ส่วนเมืองไทยเหมือนจะไม่เคยมีใครชื่อให้นะครับ ผมคิดเล่นๆให้แล้วกัน “สี่เต่าทอง เย เย่ เย่!”
ฯลฯ


ด้วยทุนสร้างประมาณ £200,000 ปอนด์ (=$500,000 เหรียญ) ไม่มีรายงานตัวเลขที่แน่นอน ประมาณการรายรับที่ $12.3 ล้านเหรียญ ถือว่าประสบความสำเร็จล้นหลาม

แถมยังได้เข้าชิง Oscar ถึงสองสาขา
– Best Writing, Story and Screenplay – Written Directly for the Screen
– Best Music, Scoring of Music, Adaptation or Treatment

และติดตลกคือ เข้าชิง BAFTA Award: Most Promising Newcomer to Leading Film Roles ประกอบด้วย John Lennon, Paul McCartney, George Harrison และ Ringo Starr

ส่วนตัวชื่นชอบภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างมาก ลุ่มหลงใหลในบทเพลงเพราะๆ ที่โปรดปรานคือ And I Love Her ตราตรึงไปกับบุคคลิกของสี่หนุ่ม ตัดต่อกระชับรัดกุม และคุณปู่จอมแย่งซีน

แนะนำไม่ใช่เฉพาะแฟนๆของ The Beatles แต่ยังผู้หลงใหลในยุคสมัย Swinging Longdon, การมาถึงของวัฒนธรรม Pop, และจุดเริ่มต้นของ Music Video โดยผู้กำกับ Richard Lester ได้รับฉายาว่า ‘Father of the Music Video’

จัดเรต PG กับความไม่อยู่กับที่ของ The Beatles

คำโปรย | A Hard Day’s Night วันที่แสนเหน็ดเหนื่อยของ The Beatles ไม่เพียงสร้างปรากฎการณ์ต่อวงการเพลง แต่ยังไดเรคชั่นผู้กำกับ Richard Lester สร้างทิศทางใหม่ให้วงการภาพยนตร์
คุณภาพ | ลุกรง
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of