À Nos Amours

To Our Loves (1983) French : Maurice Pialat ♥♥♥♥

เหตุการณ์ Mai ’68 ส่งอิทธิพลต่อการตื่นรู้เรื่องทางเพศ ‘Sexual Awakening’ ของเด็กสาววัยสิบห้า Sandrine Bonnaire ทำให้ค้นพบเสรีภาพความรัก เพศสัมพันธ์ที่หลากหลาย แต่ต้องแลกมากับความขัดแย้งครอบครัว ผู้หลักผู้ใหญ่ยังยินยอมรับการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่ได้สักเท่าไหร่

ด้วยวิธีการนำเสนอที่เน้นความสมจริง (realist) ใช้นักแสดงหน้าใหม่ ได้รับเพียงคำแนะนำคร่าวๆ ต้องครุ่นคิดคำพูดสนทนาด้วยตนเอง (เพิ่มเติมผู้กำกับ Maurice Pialat ร่วมแสดงในภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วย!) ถ่ายทำด้วยกล้อง Hand-Held ส่วนใหญ่เป็น Long-Take ระยะ Long Shot การตัดต่อก็ดำเนินไปเรื่อยๆไม่รู้วัน-เวลา และไร้ซึ่งเพลงประกอบใดๆนอกเสียจาก ‘diegetic music’

จุดประสงค์เพื่อให้ผู้ชมสามารถสังเกตจับจ้อง ครุ่นคิดพิจารณา ทำความเข้าใจเรื่องราวด้วย’มุมมอง’ของตัวคุณเอง ไร้ซึ่งคำอธิบายจุดเริ่มต้น สาเหตุผล เพราะอะไร ทำไมครอบครัวของหญิงสาวถึงกลายมาเป็นเช่นนี้? อิทธิพลจากภายใน-ภายนอก วิถีชีวิต สภาพสังคม ผู้คนรอบข้าง ประเทศชาติ โลกใบนี้ หรืออะไรกันแน่?

À Nos Amours (1983) คือหนึ่งในผลงานยอดเยี่ยมที่สุดของผู้กำกับ Pialat ด้วยการผสมผสานระหว่างการแสดง-ดั้นสด (Acting-Improvised) เรื่องราวพัฒนาการไปพร้อมๆนักแสดง Sandrine Bonnaire ซึ่งก็ตกหลุมรัก/เสียความบริสุทธิ์ครั้งแรกระหว่างถ่ายทำภาพยนตร์ (แต่ไม่ใช่แบบ Au Hasard Balthazar (1966) ที่ Anne Wiazemsky ยินยอมถูกข่มขืนในกองถ่าย เพื่อทำความเข้าใจอารมณ์ดังกล่าว) นำเอาความรู้สึก/ประสบการณ์มาปรับใช้ เพื่อสร้างความสมจริง (realist) ได้อย่างน่าประทับใจ

โดยเฉพาะไคลน์แม็กซ์ของหนังที่ผู้กำกับ Pialat ไม่ได้บอกกล่าวอะไรใครล่วงหน้า จู่ๆตัวละครของเขาก็ปรากฎตัว เดินเข้ามาในอพาร์ทเม้นท์ สร้างความตื่นตระหนกตกใจให้นักแสดงเข้าฉากอยู่ … เป็นการสร้างสถานการณ์เพื่อบันทึกปฏิกิริยาแสดงออกอย่างคาดไม่ถึง!

ในบรรดาหนังโป๊ หนังอีโรติก ที่เน้นขายเรือนร่างความเซ็กซี่ ไม่มีเรื่องไหนทำให้ผมเกิดอารมณ์(ทางเพศ)ไปมากกว่า À Nos Amours (1983) นั่นเพราะวิธีการนำเสนอของผู้กำกับ Pialat เต็มไปด้วยความยั่วเย้ายวนรัญจวนใจ แม้ไม่ได้มีฉากเพศสัมพันธ์โจ๋งครึ่ม (เพราะ Sandrine Bonnaire ก็เพิ่งอายุ 15 ปี) แต่เมื่อพบเห็นพัฒนาการตื่นรู้ของหญิงสาว (ที่มีความค่อยเป็นค่อยไป) อดไม่ได้จะเอ็นดู ตกหลุมรักใคร่ (ได้ทั้งชาย-หญิง) พอเข้าใจเหตุผลว่าทำไมตัวละคร ถึงกลายเป็นคนสำส่อนแบบนี้ … ภาษาอังกฤษใช้คำ promiscuous แปลว่า สำส่อน หลากหลาย ไม่เลือกหน้า ยุ่งเหยิง

แซว: นึกถึงเพลงของเสก โลโซ แต่หนังเรื่องนี้ใช้คำพูดว่า ‘ฉันจะทำให้เธอรู้สึกเหมือนตอนอายุ 15!’

ไดเรคชั่นผู้กำกับ Pialat ถือว่ามีความน่าหลงใหลเอามากๆ À Nos Amours (1983) คือหนังโปรดของ Damien Chazelle, Sean Baker, Paweł Pawlikowski ฯลฯ ทำเอาผมต้องขวนขวายหวนกลับไปรับชม L’enfance nue (1968) เพื่อทำความเข้าใจวิธีคิด สังเกตลีลาการนำเสนอ พบเห็นเลยว่าทุกช็อตฉากล้วนมีสไตล์ลายเซ็นต์เฉพาะตัว (ไม่ใช่ลักษณะของ mise-en-scène แต่คือรูปแบบแผน ‘formalism’ สำหรับรองรับวิธีการถ่ายทำดังกล่าว)


Maurice Pialat (1925-2003) ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Cunlhat, Puy-de-Dôme ในครอบครัวชนชั้นแรงงาน (Working Class) บิดาเป็นช่างไม้ ขายไวน์ ขุดถ่านหิน แต่หลังจากมารดาเสียชีวิต เลยถูกส่งไปอาศัยอยู่กับย่าที่ Villeneuve-Saint-Georges, วัยเด็กมีความเพ้อฝันอยากเป็นจิตรกร เข้าศึกษายัง École Nationale Supérieure des Arts Décoratifs แต่ช่วงขณะนั้นคาบเกี่ยวสงครามโลกครั้งที่สอง เลยไม่สามารถหาหนทางประสบความสำเร็จ จึงล้มเลิกความตั้งใจดังกล่าว มองหางานรับจ้างทั่วๆไปที่จับต้องได้ อาทิ เซลล์แมนขายเครื่องพิมพ์ดีด, นักแสดงละครเวที, เก็บเงินซื้อกล้องถ่ายทำหนังสั้น จนกระทั่งเข้าตาโปรดิวเซอร์ Pierre Braunberger ได้รับงบประมาณสรรค์สร้าง L’amour existe (1960) ส่งเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Venice คว้ารางวัล Prix Lumière (ของหนังสั้น)

หนังสั้น L’amour existe (1960) สร้างความประทับใจผู้กำกับ François Truffaut อาสาจัดหาทุนภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Naked Childhood (1968) จากนั้นโอกาสก็ไหลมาเทมา ติดตามด้วย We Won’t Grow Old Together (1972), The Mouth Agape (1974), Graduate First (1978), Loulou (1980), Under the Sun of Satan (1987) ** คว้ารางวัล Palme d’Or, Van Gogh (1991) ฯลฯ

สไตล์ของ Pialat มีคำเรียกว่า ‘realist film’ มักจำลองสร้างสถานการณ์ขึ้นมา แล้วมอบเสรีภาพให้นักแสดงทำการดั้นสด (Improvised) บันทึกปฏิกิริยาแสดงออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งหลายครั้งมักเต็มไปด้วยความรุนแรง ปะทุระเบิดทางอารมณ์ (คล้ายๆผลงานของ John Cassavetes), ส่วนความสนใจล้วนนำจากประสบการณ์ชีวิตส่วนบุคคล (Personal Film) ปฏิเสธนัยยะซ่อนเร้นทางการเมืองโดยสิ้นเชิง

สำหรับ À Nos Amours มีต้นกำเนิดมาจากบทหนัง Les filles du faubourg (แปลว่า The girls of the suburb) โดยนักเขียน Arlette Langmann อดีตคนรัก/ร่วมงานขาประจำผู้กำกับ Pialat ตั้งแต่ Naked Childhood (1968) เริ่มพัฒนาขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 70s เคยนำไปยื่นเสนอต่อ National Center of Cinematography และ Gaumont Film Company แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจใดๆ

หลังจากผู้กำกับ Pialat นำเอาบทดังกล่าวมาปรับปรุงแก้ไข ตัดทิ้งประเด็นการเมือง องค์ประกอบอื่นๆที่เขาไม่สนใจ จากความยาวหลายร้อยหน้ากระดาษ หลงเหลือเพียงหลักสิบ (ประมาณว่าถ้าดัดแปลงจากบทดั้งเดิม หนังคงยาวประมาณ 3-4 ชั่วโมง แต่หนังเรื่องนี้แค่ 95 นาทีเท่านั้น!) โปรดิวเซอร์เห็นแล้วคงกระชุ่มกระชวยหัวใจ คงใช้งบประมาณไม่มาก เลยสรรหาทุนสร้างไม่ยากเท่าไหร่


เรื่องราวของ Suzanne เด็กสาวชาวปารีสอายุ 15 ปี จู่ๆรู้สึกเบื่อหน่ายแฟนหนุ่ม เลยทดลองมีความสัมพันธ์แบบข้ามคืน (One Night Stand) กับทหารชาวอเมริกัน แต่นั่นกลับเป็นประสบการณ์ที่น่าผิดหวังอย่างรุนแรง และเมื่อครุ่นคิดว่าการกระทำดังกล่าวเหมือนทรยศหักหลัง(แฟนหนุ่ม) เลยตัดสินใจบอกเลิกรา สรรหาข้ออ้างฟังไม่ขึ้นสักเท่าไหร่

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้อุปนิสัยของ Suzanne เริ่มเปลี่ยนแปลงไป กลายเป็นคนติดเพื่อน ชอบออกเที่ยวกลางคืน คบหาชายหนุ่มไม่ซ้ำหน้า ทำให้บิดาที่สังเกตเห็นมิอาจอดรนทนไหว พูดบอกกับเธอว่าตัดสินใจละทอดทิ้งครอบครัวเพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ เมื่อวันเวลานั้นมาถึงทำให้มารดาเกิดอาการคลุ้มบ้าคลั่ง ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเอง (Hysteria) ส่วนพี่ชายเมื่อกลายเป็นใหญ่(หัวหน้าครอบครัว) ก็แสดงสันดานธาตุแท้ โอบกอดมารดา (ปม Oedipus Complex) ใช้กำลังความรุนแรงกับน้องสาวบ่อยครั้ง

Suzanne เมื่อสูญเสียครอบครัวอันเป็นที่รัก เลยต้องมองหาใครสักคนสำหรับพึ่งพักพิง ตัดสินใจแต่งงานตั้งแต่อายุ 16-17 เพราะไม่ต้องการอาศัยอยู่บ้านหลังนี้อีกต่อไป แต่ปรากฎว่าวันเดินทางไปฮันนีมูนยังสหรัฐอเมริกา กลับเป็นชายอีกคนที่ขึ้นเครื่องบินด้วยกัน ซะงั้น!


Sandrine Bonnaire (เกิดปี 1967) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Gannat, Allier ในครอบครัวชนชั้นทำงาน (Working Class) มีพี่น้อง 11 คน, เมื่ออายุ 16 ปี เข้าตาผู้กำกับ Maurice Pialat ได้รับเลือกแสดงนำ À nos amours (1983) แจ้งเกิดคว้ารางวัล César Award: Most Promising Actress, สองปีถัดมาโด่งดังระดับนานาชาติกับ Sans toit ni loi (1985), ตามด้วย Under the Sun of Satan (1987), Monsieur Hire (1989), La Cérémonie (1995), East/West (1999), The Final Lesson (2015) ฯ

รับบท Suzanne หญิงสาวแรกรุ่นวัย 15 ปี เพิ่งตื่นรู้เรื่องทางเพศ ‘Sexual Awakening’ เลยต้องการเรียนรู้ ทดลองมองหาสิ่งต่างๆ เพื่อสนองตัณหา/ความต้องการ(ทางเพศ)ของตนเอง แต่นั่นทำให้ใครอื่น(โดยเฉพาะสมาชิกในครอบครัว)มองว่าสำส่อน มักมาก ขัดแย้งต่อขนบจารีตประเพณี ไม่สามารถยินยอมรับเสรีภาพ(ทางเพศ)ดังกล่าว ซึ่งเมื่อถูกตำหนิต่อว่า ใช้กำลังความรุนแรง ทำให้หญิงสาวเกิดอาการต่อต้านขัดขืน ไม่ต้องการฝืนตนเองอาศัยอยู่ในบ้านหลังนี้อีกต่อไป!

ก่อนหน้านี้ Bonnaire เพิ่งมีโอกาสแสดงเป็นตัวประกอบ La Boum (1980) ยื่นใบสมัครภาพยนตร์เรื่องนี้เพราะคิดว่าคงยังได้รับบทสมทบ แต่ผู้กำกับ Pialat กลับมอบบทนำให้เธอ แจ้งเกิดโด่งดังโดยทันที

ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าฝรั่งเศสมีกฎหมายเรื่องภาพเปลือยเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะอย่างไร? ตอนที่ Bonnaire แสดงภาพยนตร์เรื่องนี้เพิ่งอายุ 15-16 ปี (น่าจะยังถือว่าไม่บรรลุนิติภาวะมั้งนะ) แต่เต็มไปด้วยฉากล่อแหลม เปลือยกายท่อนบน กอดจูบลูบไล้ ท่อนล่างก็วับๆแวมๆ (แต่ไม่มีฉากเพศสัมพันธ์ที่โจ๋งครึ่ม) เหล่านี้แม้สร้างความกระชุ่มกระชวยให้ผู้ชม แต่ผมก็รู้สึกอึดอัด กระอักกระอ่วนอยู่ไม่น้อย (คล้ายๆตัวละครบิดา ไม่ค่อยอยากยินยอมรับพฤติกรรมบุตรสาวสักเท่าไหร่)

แต่ในเรื่องการแสดงต้องชมเลยว่า Bonnaire มีความน่ารักสดใส บริสุทธิ์จากภายใน ไม่ได้รู้สึกว่าเธอสำส่อนขนาดนั้น เพียงอยากรู้อยากลอง อยากมองหาสิ่งสามารถตอบสนองความต้องการ ตามประสาวัยสะรุ่น เพียงแต่ไม่มีใครในครอบครัวยินยอมรับ พยายามทำความเข้าใจ เอาแต่ควบคุมครอบงำ พอชี้นิ้วสั่งไม่สำเร็จก็ใช้กำลังความรุนแรง เผด็จการเบ็ดเสร็จ สร้างความเจ็บปวดรวดร้ายทั้งร่างกาย-จิตใจ ผู้ชมส่วนใหญ่ก็น่าจะรับรู้สึกเช่นเดียวกัน

ถ้าคุณเป็นคนฝั่งอนุรักษ์นิยม ย่อมมองเห็นแต่พฤติกรรมสำส่อนของตัวละคร ทำไมไม่รู้จักควบคุมสติอารมณ์ หักห้ามใจตนเอง การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่ยังเด็ก เปลี่ยนคู่นอนไม่ซ้ำหน้า มันทำให้มูลค่าของตนเองลดน้อยลง สายตาคนทั่วไปย่อมไม่สามารถยินยอมรับ ถูกตีตราโสเภณี คงไม่มีโอกาสเข้าใจความรัก หรือค้นพบใครสักคนที่จะอยู่เคียงข้างตราบจนวันตาย

ขณะที่ฝั่งเสรีชนแท้ๆ เพศสัมพันธ์ไม่ใช่เรื่องที่ควรถูกปิดกั้น จำเป็นเสียด้วยซ้ำที่ต้องเรียนรู้ พบปะผู้คนหลากหลาย เพื่อนำประสบการณ์มาปรับใช้ ค้นหาบุคคลที่สามารถตอบสนองความต้องการ/พึงพอใจ โสเภณีก็ไม่ใช่เรื่องน่าละอาย ถ้าไม่บรรลุหลุดพ้นหรือกามตายด้าน ใครไหนไม่มีอารมณ์ทางเพศบางละ?

เราไม่จำเป็นต้องไปถกเถียง หรือตัดสินใจเลือกข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่งนะครับ เพราะหนังมอบเสรีภาพให้ผู้ชมขบครุ่นคิดตีความ อยากเข้าใจอะไรแบบไหนก็ขึ้นกับ ‘มุมมอง’ ของตนเอง ไม่มีถูก ไม่มีผิด เพียงนำเสนอเรื่องราว จำลองเหตุการณ์ เพื่อเราจะได้มีโอกาสศึกษา เรียนรู้ สังเกตการณ์


ผู้กำกับ Maurice Pialat รับบทบิดา (Le Père) ตกหลุมรักแต่งงานกับมารดา (La Mère) ตั้งแต่พวกเขายังเป็นวัยรุ่น อาศัยอยู่ประเทศ Poland แล้วอพยพย้ายมาฝรั่งเศสช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง (เพราะครอบครัวเชื้อสาย Jewish) เปิดกิจการร้านตัดเย็บเสื้อผ้า แต่นานวันก็เริ่มเบื่อหน่ายภรรยาจู้จี้จุกจิก ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ค่อยอยู่ และเมื่อพบเห็นบุตรสาวเติบใหญ่ เบ่งบานสะพรั่ง ก็มิอาจอดรนทนไหว จึงตัดสินใจเก็บข้าวของย้ายออกจากบ้าน

ให้ตายเถอะ! สันชาติญาณของผมบอกว่าเหตุผลแท้จริงที่บิดาทอดทิ้งครอบครัว ไม่ใช่ว่าเขาแอบมีชู้รักคนใหม่ แต่เพราะตกหลุมรักบุตรสาวตนเอง Suzanne โตเป็นสาวสวยสะพรั่ง มิอาจอดรนทนพบเห็นเธอไปมีเพศสัมพันธ์กับชายอื่น ยิ่งทำให้จินตนาการฟุ้งซ่าน เลยตัดสินใจหลบหนีออกจากบ้านเสียดีกว่า

เหตุผลที่ผมครุ่นคิดถึงสาเหตุผลดังกล่าว เพราะความสัมพันธ์ระหว่างมารดากับพี่ชาย Robert สามารถตีความได้อย่างชัดเจนในเชิง Oedipus Complex (รักแม่เกลียดพ่อ) ซึ่งทางฝั่งบิดา-บุตรสาว เลยน่าจะสะท้อนถึง Electra complex … ถือเป็นครอบครัวแห่ง Incestuous

ถ้ามองที่การตีความประเด็น Incest (เพศสัมพันธ์ทางสายเลือด/ในครอบครัว) ผมว่าผู้กำกับ Pialat อาจไม่สามารถสรรหานักแสดงรุ่นใหญ่ที่หาญกล้าตอบตกลง เลยต้องตัดสินใจเล่นบทบาทนี้ด้วยตนเอง ถึงอย่างนั้นมันก็มีจุดน่าสนใจอีกอย่าง คือการที่เขาสามารถ ‘Improvised’ ด้วยการเข้าไปในฉากนั้นๆด้วยตนเอง … นี่ทำให้ผมนึกถึง The Wild Child (1970) ซึ่งผู้กำกับ François Truffaut รับบทนำด้วยตนเอง และใช้ตัวละคร(ที่รับบท)กำกับนักแสดงเด็กที่อยู่ในฉาก

the impression not of having acted a role, but simply of having directed the film in front of the camera and not, as usual, from behind it.

François Truffaut

ผู้กำกับ Pialat มีโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์ขนาดยาวก็เพราะได้รับการช่วยเหลือจาก Truffaut มันก็แน่นอนว่าแนวคิดการกำกับนักแสดงเบื้องหน้ากล้อง ย่อมต้องเคยพูดคุยแลกเปลี่ยน นำมาปรับปรุงพัฒนา ผลลัพท์ออกมาต้องถือว่าก้าวหน้าไปอีกขั้น … ไว้ผมอธิบายอีกทีตอนเขียนถึงไคลน์แม็กซ์ของหนังนะครับ

ตอนรับชมผมไม่รับรู้หรอกนะว่าบทบาทนี้คือผู้กำกับ Pialat เต็มไปด้วยลับลมคมใน พฤติกรรมล่อๆแหลมๆ พยายามปกปิดซุกซ่อนเร้นความรู้สึก(ทางเพศ)ต่อบุตรสาว (หลายๆคำพูด/การแสดงออกค่อนข้างชัดอยู่) แต่ก็ต้องชมว่าสามารถหักห้ามใจ ไม่ปล่อยตัวให้เกินเลยเถิดไป การหลบหนีอาจเป็นหนทางออกดีที่สุด

แต่คนส่วนใหญ่มักมองแค่การกระทำอันไร้จิตสามัญสำนึกของบิดา ทอดทิ้งภรรยาและบุตร ครอบครัวสูญเสียที่พึ่งพักพิง นำไปสู่ความขัดแย้ง แตกแยก ไม่สามารถควบคุมสติอารมณ์ ทุกคนแสดงออกอย่างคนคลุ้มบ้าคลั่ง … นั่นแปลว่าสถานการณ์ครอบครัวนี้เต็มไปด้วยร่องรอยร้าว การจากไปของบิดาเพียงทำให้ทุกสิ่งอย่างปะทุระเบิดออกมา (ขืนอยู่ต่อก็คงได้ผลลัพท์ไม่แตกต่างกัน)


Évelyne Ker ชื่อเต็ม Évelyne Rozenkiern (1936-2005) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เข้าสู่วงการแสดงตั้งแต่ทศวรรษ 50s มีผลงานละครเวที ซีรีย์โทรทัศน์ ภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Classe tous risques (1959), Les Uns et les Autres (1981), À Nos Amours (1983) ฯลฯ

รับบทมารดา (La Mère) หลังถูกสามีทอดทิ้ง เริ่มไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตนเอง (Hysteria) แสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่ง พยายามควบคุมครอบงำบุตรสาว Suzanne แต่กลับยิ่งสร้างความรวดร้าวฉาน เกิดการโต้เถียง ใช้กำลังตบตี ทำร้ายร่างกาย หลงเหลือเพียงบุตรชาย Robert เป็นที่พึ่งพักพิง

บทบาทนี้แทบไร้ตัวตนในครึ่งแรกของหนัง แต่หลังจากถูกสามีทอดทิ้ง การแสดงจิตหลุดๆของ Ker ถือว่าเต็มไปด้วยสีสัน แสดงถึงสภาพครอบครัวที่แตกแยก มารดาไม่สามารถพึ่งพักพิง แถมยังพยายามเรียกร้องโน่นนี่นั่น สนเพียงตัวตนเอง พอไม่ได้ดั่งใจก็แสดงออกมาอย่างเกรี้ยวกราด คลุ้มบ้าคลั่ง สูญเสียสติแตก

หลายคนอาจสงสัยว่ามารดาคนนี้กระทำสิ่งเลวร้ายอันใด ถึงทำให้สามีตัดสินใจทอดทิ้งขว้าง? ผมครุ่นคิดว่าส่วนหนึ่งคือความสัมพันธ์อันเยิ่นยาวนาน (คบหาแต่งงานตั้งแต่สมัยวัยรุ่น) ทำให้ชีวิตขาดความกระตืนรือร้น หมดสิ้นอารมณ์ทางเพศ นำไปสู่การเพิกเฉย เฉื่อยชา ไม่ยินยอมรับฟังความคิดเห็น ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงตนเอง รวมถึงนิสัยจู้จี้จุกจิก เห็นแก่ตัวเอาแต่ใจ หลังจากถูกสามีทอดทิ้งไป สันดานธาตุแท้/พฤติกรรมเหล่านี้ก็ปรากฎออกมาอย่างชัดเจน

ผมมองไม่เห็นทางออกของตัวละครนี้เลยละ เพราะมันจะเป็นไปในทิศทางของ Robert มารดาก็คือมารดา คนเป็นบุตรไม่ควรกระทำสิ่งที่พวกท่านต้องทุกข์ยากลำบากใจ แต่การตามใจแม่ผู้เสียสติแตก ควบคุมอารมณ์ตนเองไม่ได้ นั่นหาใช่สิ่งถูกต้องเหมาะสมสักเท่าไหร่ (แยกกันอยู่น่าจะเป็นทางออกดีที่สุดมั้งนะ) การไม่ใช้กำลังโต้ตอบกลับของ Suzanne นั่นคือสิ่งน่ายกย่องสรรเสริญด้วยซ้ำไป!


Dominique Besnehard (เกิดปี 1954) นักคัดเลือกนักแสดง (Casting Director) ผู้ดูแลนักแสดง (Artistic Agent) สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Bois-Colombes ครอบครัวเป็นเจ้าของกิจการร้านชำเล็กๆ (ก่อนพัฒนามาเป็นซุปเปอร์มาเก็ต) ตอนอายุได้ 5-6 ขวบ พบเห็นกองถ่ายภาพยนตร์ L’Affaire d’une nuit (1960) ซึ่งบิดาได้รับเลือกเป็นตัวประกอบ นั่นสร้างความสนใจด้านการแสดง มีโอกาสขึ้นเวทีตั้งแต่สมัยเรียน ได้รับบทตัวประกอบภาพยนตร์บ่อยครั้ง จนกระทั่งได้เข้าร่วมเอเจนซี่ Artmedia กลายเป็นผู้ดูแลนักแสดง (Artistic Agent) ที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากๆคนหนึ่งในฝรั่งเศส

รับบท Robert พี่ชายของ Suzanne แม้ดูทึ่มทื่อ เหมือนคนซื่อบื้อ พึงพาอะไรไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ แต่ก็พอมีความสามารถด้านการเขียน ทำเป็นงานอดิเรกหลังช่วยเหลือกิจการงานออกแบบตัดเย็บเสื้อผ้า จนกระทั่งการจากไปของบิดา ก้าวขึ้นมาเป็นหัวหน้าครอบครัว เลยไม่มีเวลาหลงเหลือทำอะไรอื่น แสดงออกอย่างชัดเจนว่ามีความรักต่อมารดา มักใช้กำลังรุนแรงจัดการกับน้องสาว (ที่มักทำให้มารดาต้องเศร้าโศกเสียใจ)

ดั้งเดิมนั้น Besnehard ทำงานในส่วน Casting Director เสนอแนะนักแสดง Robin Renucci แต่ผู้กำกับ Pialat บอกให้เขารับเล่นบทบาทนี้ด้วยตนเอง เห็นว่ามันท้าทายดีเลยยินยอมตอบตกลง

แค่รูปร่างหน้าตาของ Besnehard ก็ทำให้ผู้ชมรับรู้สึกว่าเขาเหมือนลูกแหง่ เด็กติดแม่ เต็มไปด้วยความเก็บกด (เพราะปม Oedipus Complex จึงมีอคติต่อบิดา) แต่หลังจากบิดาเก็บข้าวของออกจากบ้าน ตนเองกลายเป็นหัวหน้าครอบครัว จึงเกิดความหลงระเริง บ้าอำนาจ ไม่รู้ถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์กับมารดาหรือเปล่า (แนวโน้มสูงมากๆ) และใช้น้องสาวเป็นที่ระบายความโกรธเกลียด อึดอัดอั้น (ที่มีต่อบิดา)

ผมแอบรู้สึกว่า Robert น่าจะได้รับการเลี้ยงดูแบบตามใจจากมารดา ตรงกันข้ามกับบิดาแสดงออกอย่างเยือกเย็นชา นั่นทำให้เขาดูอ่อนแอ โหยหาการยินยอมรับ (จากบิดา) แต่กลับถูกทอดทิ้ง จึงมีพฤติกรรมก้าวร้าว เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด ต้องการพิสูจน์ตนเองว่าสามารถควบคุมจัดการทุกสิ่งอย่าง

ไคลน์แม็กซ์ของหนังสร้างความประหลาดใจให้ผมอย่างมากๆ เพราะ Robert ได้แต่งงานกับหญิงสาว(ที่มารดาจัดหาให้) ฟังดูขัดย้อนแย้งกับการตีความทั้งหมดที่อธิบายมา แต่ถึงอย่างนั้นพฤติกรรมพยายามควบคุมครอบงำ ยังพบเห็นได้อย่างชัดเจน และเมื่อบิดาจู่ๆหวนกลับบ้านมา ตัวละครก็นิ่งเงียบสงัด หวนกลับลงรู ไม่สามารถอวดอ้าง สร้างภาพ ลวงหลอกตนเองได้อีกต่อไป


ถ่ายภาพโดย Jacques Loiseleux (1933-2014) ตากล้องสัญชาติฝรั่งเศส เข้าสู่วงการช่วงทศวรรษ 60s เริ่มจากทำงานโทรทัศน์ ควบคุมกล้อง (Camera Operator) เริ่มมีผลงานภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1971 กลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Yves Boisset และ Maurice Pialat ตั้งแต่ Loulou (1980) จนถึง Van Gogh (1991)

งานภาพของหนังเน้นความเรียบง่าย เพื่อสร้างความรู้สึกสมจริง ดูเป็นธรรมชาติ (Realist) ไม่ได้เน้นรายละเอียด mise-en-scène แต่มีวิธีการนำเสนอที่เป็นรูปแบบแผน ‘formalism’ เลือกทิศทางมุมกล้องที่สามารถสังเกตสถานการณ์นั้นๆอย่างคลอบคลุม พร้อมปรับเปลี่ยนตามการดำเนินไปของเรื่องราว ไม่ใช่แค่ตัวละครพูดคุยสนทนาแล้วจบสิ้นเท่านั้น

หลายคนอาจนึกถึงไดเรคชั่นของผู้กำกับ Terrence Malick ที่ก็มีลักษณะสร้างสถานการณ์ มอบอิสระให้นักแสดงอยากทำอะไรก็ทำ พูดอะไรก็พูด แล้วกล้องบันทึกภาพไปเรื่อยๆ แต่นั่นทำให้ได้ฟุตเทจมากมายมหาศาล เกินกว่า 90% ไม่ได้ถูกนำไปใช้งาน! นั่นคือข้อจำกัดของผู้กำกับ Pialat เพราะค่าฟีล์มสมัยนั้นมีมูลค่ามากอยู่ การถ่ายทำจึงต้องมีทิศทางที่ชัดเจนกว่า (หนังของ Malick เดี๋ยวนี้ถ่ายทำด้วยกล้องดิจิทอล ไม่ต้องแคร์อีกแล้วว่าจะถ่ายฟุตเทจสักล้านชั่วโมง)

สถานที่ถ่ายทำส่วนใหญ่ของหนังอยู่ยังกรุง Paris แต่ตอนต้นเรื่องมีการล่องเรือไปยังเกาะอนุรักษ์ Île de Porquerolles ตั้งอยู่ Hyères, Var ทางตอนใต้ฝรั่งเศส คาบเกี่ยวระหว่างทะเลลิกูเรียน (Ligurian Sea) กับทะเลแบเลียริก (Balearic Islands)

การยืนอยู่บนหัวเรือของ Suzanne ตลอดการเดินทาง/Opening Credit สามารถสื่อถึงความมุ่งมั่น เฝ้ารอคอยที่จะไปให้ถึงเกาะ Île de Porquerolles (จะมองว่าคือดินแดนสรวงสวรรค์ ไคลน์แม็กซ์ของการมีเพศสัมพันธ์ก็ได้เช่นกัน) แล้วได้ค้นพบตนเอง เปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ เรียนรู้จักเสรีภาพในความรัก (และเพศสัมพันธ์)

Suzanne ระหว่างเข้าร่วมค่ายฤดูร้อน (Summer Camp) ต้องซักซ้อม/ทำการแสดงละครเวที On ne badine pas avec l’amour (1834) แปลว่า No Trifling with Love หนึ่งในผลงานของ Alfred de Musset (1810-57) นักเขียน นักกวีชื่อดัง สัญชาติฝรั่งเศส

Don’t you think one can die of love?

Camille

ละครเวทีเรื่องนี้นำเสนอความรักของคนยุคสมัยก่อน เชื่อว่าคือสิ่งบริสุทธิ์ ซื่อสัตย์มั่นคง นิจนิรันดร์ ฝั่งฝ่ายหนึ่งสามารถเสียสละชีพ ยินยอมตายเพื่ออีกฝั่งฝ่ายหนึ่ง นั่นถือเป็นอุดมคติสูงสุด (ของความรัก) หรือจะมองเพียงความโรแมนติกของบทละคร วรรณกรรมอมตะก็ได้เช่นกัน

อีกความน่าสนใจของการแสดงชุดนี้ แม้บทบาทจะคือบุรุษตกหลุมรักสตรี …Perdican บอกรัก Camille… แต่นักแสดงกลับเป็นเพศหญิงทั้งคู่! นี่ถือเป็น’เสรีภาพ’ความรักรูปแบบหนึ่ง … ไม่ใช่แค่รักร่วมเพศ (Homosexual) ยังสามารถเหมารวมถึงรักไร้เพศ (Non-Binary)

แวบแรกที่ผมเห็นมุมกล้องสูงระดับกระโปรง แพนนิ่งติดตาม Suzanne ขณะเดินตรงมาหาแฟนหนุ่ม Luc ก็ครุ่นคิดว่าคงต้องการสื่อถึงความระริกระรี้ กำลังจะมีเพศสัมพันธ์ (หลายคนอาจมองเป็น ‘male gaze’ ด้วยซ้ำไป) แต่ตำแหน่งของชายหนุ่มนั้น พอดิบพอดีกับระดับความสูงของกล้อง นั่นแปลว่ามีการตระเตรียมรูปแบบแผน ‘formalism’ สำหรับการถ่ายทำไว้แล้วเสร็จสรรพ

นี่ถือเป็นตัวอย่าง ‘สไตล์ Pialat’ ที่สามารถพบเห็นได้ตลอดทั้งเรื่อง คือในช็อต/ฉากสำคัญๆ จะมีร่องรอยของการตระเตรียมการ พบเห็นรูปแบบแผนของการถ่ายทำ ไม่ใช่จู่ๆตัวละครตรงเข้ามาพูดคุยสนทนา กระทำสิ่งโน่นนี่นั่น แต่ต้องมีอะไรบางอย่างนำเข้าเรื่องราว ผมเรียกว่าอารัมบทของแต่ละช็อต/ฉาก (แนวคิดคล้ายๆ Establish Shot แต่ไม่จำเป็นต้องถ่ายภาพมุมกว้างเสมอไป)

ช็อตเล็กๆระหว่าง Suzanne และ Luc นี้ก็เฉกเช่นเดียวกัน! แทนที่ทั้งสองเมื่อร่ำลาจะแยกย้ายทางใครทางมัน ต้องรอให้ถึงมุมกล้องนี้ เมื่อพวกเขาเดินเข้ามาจากทางฝั่งซ้าย พอมาถึงกึ่งกลางเฟรม Suzanne ถึงค่อยหันหลังแล้วเดินจากไป … คือต้องมีอารัมบท(เดินเข้าเฟรม)สักเล็กน้อย ก่อนค่อยแยกย้ายจากกัน

Suzanne แต่งตัวยั่วซะขนาดนั้น มันก็ชัดเจนว่ากำลังมองหาใครสักคนสำหรับชั่วข้ามคืน ‘One Night Stand’ แต่การเปิดประสบการณ์นั้นกับทหารอเมริกัน ทำให้เธอตกอยู่ในสภาพแสงสว่าง-เงามืด อาบฉาบคนละครึ่งใบหน้า ตกอยู่ในความสงบนิ่งเงียบอยู่สักพักใหญ่ๆ ก่อนพูดขึ้นว่า

You’re welcome.
It’s free.

Suzanne

การปีนป่ายข้ามกำแพงรั้วขณะนี้ แฝงนัยยะถึงการที่เธอได้ก้าวข้ามขนบกฎกรอบ ธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับความรัก (ของคนสมัยก่อน) ครั้งแรกของการนอกใจ มีเพศสัมพันธ์กับชายแปลกหน้า (One Night Stand) หลังจากนี้จักไม่มีสิ่งใดๆคอยกีดกั้นขวาง หรือคือได้รับเสรีภาพทางเพศ … แต่คนฝั่งซ้าย/อนุรักษ์นิยม จะเรียกพฤติกรรมดังกล่าวว่า สำส่อน โสเภณี

ภาพเปลือยคือศิลปะ! แต่สำหรับวัยรุ่นหนุ่ม Luc ย่อมยังไม่สามารถเข้าใจถึงภายนอก-ใน ร่างกาย-จิตใจ ทำได้เพียงวาดสิ่งที่พบเห็นเพียงเปลือกภายนอก เข้าไม่ถึงตัวตน รับรู้จักธาตุแท้จริง จิตวิญญาณของหญิงสาว Suzanne ซึ่งช็อตถัดมาไม่มีการพูดเอ่ยคำเลิกรา (แต่ค้างคาบรรยากาศมาคุไว้สักพักใหญ่ๆ) สังเกตระดับศีรษะของทั้งสองมีการจัดวางไม่ให้ซ้อนทับ ซึ่งคือทัศนคติ/ความครุ่นคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน

Suzanne พยายาใพูดโน้มน้าวร้องขอบิดา ต้องการออกไปดูหนังกับเพื่อน แต่เขาตอบปัดปฏิเสธ เพราะรับรู้จุดประสงค์แท้จริงนั้นคืออะไร! มุมกล้องช็อตนี้ถ่ายให้เห็นอีกห้องนั่งเล่นด้านหลัง มารดากำลังตระเตรียมโต๊ะอาหาร มองผิวเผินเหมือนการดำเนินเรื่องคู่ขนาน แต่แท้จริงแล้วคือการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า เพราะเมื่อบิดาตบหน้าบุตรสาว มารดาที่อยู่ด้านหลังจะตรงรี่เข้ามาหยุดยับยั้ง ไม่ยินยอมให้เหตุการณ์/ความรุนแรงเกินเลยเถิดไปกว่านี้

เอาจริงๆมารดาจะหลบอยู่ตรงไหนในห้องก่อนก็ได้ แต่การให้ตัวละครมาประดับพื้นหลังเคียงคู่ขนานกันไป ทำให้ผู้ชมรับรู้เหมือนลางสังหรณ์ กำลังจะมีบางสิ่งอย่าง(เลวร้าย)บังเกิดขึ้น เพื่อเธอจักสามารถตรงรี่เข้ามาหยุดยับยั้งได้ทันท่วงที

และอย่าลืมว่าทั้งหมดนี้คือการดั้นสด ‘improvised’ โดยเฉพาะการตบหน้าของผู้กำกับ Pialat ซึ่งกล้องก็สามารถบันทึกปฏิกิริยาของทั้ง Bonnaire และ Ker ที่แสดงอาการคาดไม่ถึง แถมยังอยู่ในบทบาท (in-charactor) ไม่เสีย long-take ที่อุตส่าห์ถ่ายทำมา

Suzanne จงใจกลับถึงบ้านหลังเคอร์ฟิว (บิดาสั่งไว้เที่ยงคืน แต่เธอกลับมาถึงตอนตีหนึ่ง) จากเหตุการณ์บังเกิดขึ้นก่อนหน้า ผู้ชมเลยมักคาดหวังว่าคงมีการโต้เถียง ขึ้นเสียง แสดงปฏิกิริยาไม่พึงพอใจ แถมเห็นแวบๆว่าบิดาลุกขึ้นมาปิดโทรทัศน์ แล้วเดินมายังตำแหน่งเดิมที่เคยระเบิดอารมณ์ แต่ที่ไหนได้ …

กลับกลายเป็นหนังนำเข้าสู่การสนทนาเปิดอกระหว่างบิดากับ Suzanne รับประทานขนมสบายใจเฉิม! สังเกตระยะภาพจะมีความประชิดใกล้ตามลำดับ/หัวข้อสนทนา (นี่ก็คือลักษณะหนึ่งของ ‘formalism’) และเมื่อตัดสลับ Close-Up ระหว่างใบหน้า ทำให้บุตรสาวมองเห็นดวงตาสีเหลือง(ของบิดา) จริงๆแล้วผู้กำกับ Pialat ดั้งเดิมตั้งใจใส่ไว้เป็น ‘death flag’ สัญลักษณ์ของความตาย เพราะตัวละครนี้จักสูญหายตัวไปตลอดกาล (ไม่ได้หวนกลับมาเซอร์ไพรส์ทั้งผู้ชม/ทีมงาน/นักแสดง ตอนไคลน์แม็กซ์ของหนัง!)

หลังจากบิดาสูญหายตัวออกจากบ้าน สมาชิกที่หลงเหลือ (มารดาและพี่ชาย) ก็เริ่มแสดงสันดานธาตุแท้ออกมา กลายเป็นคนเรื่องมาก เจ้ากี้เจ้าการ พยายามจัดแจงทุกสิ่งอย่างให้ดำเนินไปตามครรลอง/โลกทัศนคติของตนเอง หนึ่งในนั้นก็คือ Suzanne นอนเปลือยกายบนเตียง มันผิดอะไร?

จากนี้หนังเริ่มเปิดประเด็นคำถามให้คนสองฝั่งฝ่าย (อนุรักษ์นิยม vs. เสรีชน) ได้โต้ถกเถียง แต่จนวันตายก็ไม่มีใครไหนสามารถหาข้อสรุปถูกหรือผิด ขึ้นอยู่กับมุมมองโลกทัศนคติส่วนบุคคล หนทางออกที่ผมครุ่นคิดว่าเหมาะสมก็คือการประณีประณอม ต้องมีฝั่งหนึ่งอ่อนข้อ ยินยอมรับความพ่ายแพ้ แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างดื้อรั้นหัวชนฝา ก็คงต้องแยกย้ายกันออกมา อย่าฝืนเผชิญหน้าเพราะทำให้ใครคนหนึ่งคลุ้มคลั่งกลายเป็นบ้า!

ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่าง Suzanne กับบิดา มุมกล้องจะมีระยะประชิดใกล้ขึ้นเรื่อยๆ (Medium Shot –> Close-Up), แต่กับสมาชิกครอบครัวที่หลงเหลือ (มารดาและพี่ชาย Robert) มุมกล้องจะมีระยะห่างที่ไกลตัวออกไป ค่อยๆทวีความรุนแรง ขัดแย้งขึ้นเสียง ใช้กำลังตบตี (Long Shot)

แฟนเก่า Luc พยายามจะโน้มน้าว ขอกลับมาคืนดีกับ Suzanne แต่เธอกลับปฏิเสธเสียงขันแข็ง (เหตุผลหนึ่งเพราะเขากำลังคบหากับลูกพี่ลูกน้อง Solange) ถึงอย่างนั้นหนังนำเสนอภาพกำลังนั่งรอรถ ยามฝนตกพรำ พร้อมบทเพลง The Cold Song ค่อยไล่ระดับเสียงดังขึ้นทีละคำ มอบสัมผัสแห่งความเศร้าโศกภายใน หนาวเหน็บถึงขั้วหัวใจ

สถานการณ์ในครอบครัวของ Suzanne ก็กำลังจมดิ่งใกล้ถึงจุดต่ำสุด มารดามิอาจควบคุมอารมณ์ตนเอง พี่ชายเจอหน้าก็พร้อมใช้ความรุนแรง ข้างกายไม่หลงเหลือผู้ใด จำเป็นต้องเร่งรีบหาใครสักคนสำหรับพึ่งพักพิงทั้งร่างกาย-จิตใจ

ระหว่างงานเลี้ยงหลังแต่งงาน มีการสนทนาถึงหลายๆจิตรกรชื่อดัง ซึ่งความคิดเห็นของตัวละคร เหมือนว่าน่าจะได้รับคำบอกใบ้จากผู้กำกับ Pialat เพื่อสะท้อนรสนิยมส่วนตัวเขาด้วยนะ

  • บอกว่า Pable Picasso มีความ ‘overrated’ นั่นเพราะผู้กำกับ Pialat อยู่ฝั่ง Realism ซึ่งตรงกันข้าม/เป็นศัตรูกับพวก Surrealism
  • ทั้งยังไม่ชอบ Guillaume Apollinaire ผู้สนับสนุนลัทธิ Cubism และ Surrealism
  • Henri Rousseau จิตรกร Post-Impressionist ที่ค่อนไปทาง Naïve หรือ Primitive ยังมีความน่าประทับใจกว่า Apollinaire
  • Suzanne บอกว่าชื่นชอบผลงานของ Pierre Bonnard สมาชิก Post-Impressionist ผู้มีความเย้ายวน (Sensual) กระตุ้นต่อมอารมณ์ทางเพศ

แซว: ภาพวาดของ Pierre Bonnard (1867-1947) มีความเย้ายวน รัญจวนใจ ไม่ต่างจากตัวละคร Suzanne (และไม่ได้มีแค่ภาพเปลือยนะครับ) ผมเลือกมาสามภาพที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ Siesta (1900), The Sun (1908), Young Women in the Garden (1924)

แม้นี่จะเป็นงานเลี้ยงหลังแต่งงานของ Suzanne แต่เหมือนเธอจะไม่ยี่หร่าสถานภาพตนเองสักเท่าไหร่ ยังคงแสดงความยั่วเย้ายวน ปล่อยตัวปล่อยใจ จดทะเบียนสมรสกับอีกคน กำลังอ่อยเหยื่อชายอีกคน แถมปล่อยให้พี่ชายลวนลาม … เรียกว่าเอาหมดถ้าสดชื่น (รวมถึงส่งสายตารัญจวนให้บิดาหลังจากนี้ด้วยนะ)

หลายคนคงรู้สึกว่าพฤติกรรมของ Suzanne ก้าวมาถึงจุดที่เกินเลยเถิดไปไกลแล้ว! เสรีภาพทางเพศมันควรจะมีขีดจำกัด สามัญสำนึกบ้างสิ แบบนี้สมควรตีตราสำส่อน โสเภณี … แต่นั่นคือร่างกายของฉัน ความต้องการของฉัน มันหนักหัวกระบาลใครกัน?

นี่คือปฏิกิริยาจริงๆของนักแสดง เมื่อจู่ๆตัวละครบิดา/ผู้กำกับ Pialat เดินเข้าฉากมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย (Wedding Crashers) ไม่มีอยู่ในบทหนัง ไม่มีใครล่วงรับรู้มาก่อน เพียงตากล้องที่บันทึกภาพวินาทีนี้ไว้ได้ทัน จากนั้นทุกคนก็ทำการดั้นสด (Improvised) ปล่อยเอาตัวรอดตามสถานการณ์พาไป

ในบทดั้งเดิมนั้น บิดาหลังจากทอดทิ้งครอบครัวก็ลาแล้วลาลับ ล้มป่วยตายจากไป แต่การที่ผู้กำกับ Pialat สร้างเซอร์ไพรส์ฉากนี้ คงเพราะต้องการให้ตัวละครเผชิญหน้าอดีต ยินยอมรับความจริง ซึ่งตัวเขาเองคงไม่ใช่คนหนีปัญหา แค่หลบไปตั้งหลักก่อนแล้วค่อยหวนกลับมา พูดบอกข้อเท็จจริงหลายๆอย่างแก่ทุกคน

หลังจากเหตุการณ์ทั้งหมด Suzanne กำลังขึ้นเครื่องบินไปฮันนีมูนยังสหรัฐอเมริกา สามารถมองว่าคือสัญลักษณ์ของการโบกโบยบิน เสรีภาพทางเพศ ระริกระรี้สู่สรวงสวรรค์ ผิดกับบิดานั่งรถเมล์ขากลับ กำลังเคลื่อนเข้าอุโมงค์แห่งความมืดมิด สะท้อนสภาพจิตใจที่ตกต่ำดำสนิท ราวกับเดินทางสู่ขุมนรก

ตัดต่อโดย Yann Dedet (เกิดปี 1946) สัญชาติฝรั่งเศส เริ่มจากเป็นผู้ช่วยตัดต่อ The Bride Wore Black (1968), แล้วกลายเป็นขาประจำ François Truffaut ตั้งแต่ Two English Girls (1971), ส่วนผู้กำกับ Maurice Pialat เริ่มที่ผลงาน Loulou (1980) จนถึง Van Gogh (1991)

หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของ Suzanne ตั้งแต่สวมบทบาทการแสดง No Trifling with Love (1834) ทำให้ตระหนักถึงความรู้สึกที่มีต่อแฟนหนุ่ม Luc หลังพานผ่าน One Night Stand กับนายทหารอเมริกัน เลยตัดสินใจบอกเลิกราแล้วคบหาชายคนใหม่ไม่ซ้ำหน้า

ขณะเดียวกันครอบครัวของ Suzanne เกิดการแตกแยกหลังจากบิดาทอดทิ้งพวกเขาไป ต้องอาศัยอยู่กับแม่ที่ไม่สามารถควบคุมสติอารมณ์ ส่วนพี่ชายก็เลือกข้างมารดา เมื่อไม่หลงเหลือใครให้พึ่งพักพิง เธอจึงมองหาวิถีทางไปจากบ้านหลังนี้

  • การตื่นรู้ทางเพศของ Suzanne
    • เรียนรู้จักความสัมพันธ์ One Night Stand
    • บอกเลิกรารักครั้งแรกกับ Luc
    • มองหาความสัมพันธ์ที่สามารถเติมเต็มความต้องการ(ทางเพศ)ของตนเอง
  • การจากไปของบิดา ทำให้ครอบครัวแตกร้าว
    • บิดาไม่อาจอดรนทนต่อครอบครัวได้อีกต่อไป ค่ำคืนนั้นเลยบอกร่ำลา Suzanne
    • หลังบิดาทอดทิ้งครอบครัวไป มารดากลายเป็นคนเจ้ากี้เจ้าการ ทำให้มีเรื่องขัดแย้ง Suzanne อยู่บ่อยครั้ง
    • เมื่อทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ พี่ชาย Robert ก็ใช้ความรุนแรงเข้าจัดการ Suzanne
  • แผนการออกจากบ้านของ Suzanne
    • เมื่อมิอาจอดรนทนไหว Suzanne จึงต้องการย้ายออกจากบ้าน ตอนแรกครุ่นคิดไปโรงเรียนประจำ แต่ต่อมาตัดสินใจหมั้นหมายกับ Jean-Pierre
    • บิดาหวนกลับมาร่วมงานเลี้ยงแต่งงานของ Suzanne สร้างความตกตะลึงคาดไม่ถึงให้กับทุกคนๆ และได้เปิดเผยความจริงหลายๆสิ่งอย่าง
    • ฮันนีมูนของ Suzanne ร่ำลาบิดาเพื่อบินไปสหรัฐอเมริกา แต่ไม่ใช่กับสามีที่เพิ่งแต่งงานด้วย

หนังของผู้กำกับ Pialat ถือว่าไม่มีบทเพลงประกอบ นอกเสียจาก ‘diegetic music’ เพื่อสร้างความสมจริง (Realist) ให้ดูเป็นธรรมชาติมากที่สุด ถึงอย่างนั้น À Nos Amours (1983) จะมีท่วงทำนองหนึ่งที่มีความตราตรึงมากๆ

The Cold Song นำจากกึ่งอุปรากร (Semi-Opera) ความยาวห้าองก์เรื่อง King Arthur, or The British Worthy (Z. 628) ประพันธ์โดยคีตกวีชาวอังกฤษ Henry Purcell (1659-95) ทำการแสดงครั้งแรกที่ Queen’s Theatre, London เมื่อปี ค.ศ. 1691

นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับ King Arthur ระหว่างออกเดินทางติดตามหาคู่หมั้น Cornish Princess Emmeline ถูกลักพาตัวโดย Saxon King Oswald of Kent, โดยสาเหตุที่เรียกว่ากึ่งอุปรากร (Semi-Opera) เพราะตัวละครจะพูดสนทนาด้วยน้ำเสียงทั่วๆไป ยกเว้นเมื่อขณะพบเจอเรื่องเหนือธรรมชาติถึงใช้การขับร้องโซปราโน เพื่อให้ผู้ชมสัมผัสถึงบรรยากาศที่แตกต่าง

สำหรับ The Cold Song คือชื่อบทเพลงที่ศิลปินชาวเยอรมัน Klaus Nomi (1944-83) นำมาบันทึกเสียงประกอบอัลบัมแรก Klaus Nomi (1981) โดยนำทำนอง/เนื้อคำร้องจาก Act 3, Scene 2: A deep wood ชื่อเพลง (Aria) What power art thou who from below มาเรียบเรียงให้เป็นสไตล์ของตนเอง

ความน่าสนใจโคตรๆของบทเพลงนี้ก็คือลีลาการร้อง ออกเสียงเป็นคำๆโดยไล่ระดับเสียงทีละขั้น เพื่อเป็นการสะสมพลัง ความอึดอัดอั้นทางอารมณ์ ซึ่งมีทั้งขาขึ้น-ขาลง จุดสูงสุด-ต่ำสุด ราวกับวังวนวัฏจักรชีวิต

What power art thou?
Who from below
Hast made me rise?
Unwillingly and slow
From beds of everlasting snow!

See’st thou not how stiff
And wondrous old?
Far unfit to bear the bitter cold…

I can scarcely move
Or draw my breath
I can scarcely move
Or draw my breath

Let me, let me
Let me, let me
Freeze again…
Let me, let me
Freeze again to death!

เกร็ด: คลิปที่ผมนำมานี้คือการแสดงครั้งสุดท้ายของ Klaus Nomi ก่อนการเสียชีวิตจากโรคเอดส์ (AIDS) เมื่อปี 1983 และการแต่งเป็นตัวตลก (แอบนึกถึง It ของ Stephen King) ยิ่งสร้างความหลอกหลอน ขนหัวลุกพอง โคตรศิลปินโดยแท้!

À Nos Amours แปลว่า To Our Love นำเสนอเรื่องราวความรักหลากหลายรูปแบบ รักครั้งแรก (First Love), รักข้ามคืน (One Night Stand), รักผลประโยชน์ (Friend with Benefit), เพศเดียวกัน (Homosexual), สลับเปลี่ยนคู่ขา (Swinging), ความรักระหว่างพี่-น้อง ภายในครอบครัว (Incestuous), การแต่งงาน (Marriage), คบชู้นอกใจ (Adultery), เลิกรา หย่าร้าง (Divorce) ฯลฯ

เหตุการณ์พฤษภาคม 1968 (Mai ’68) แม้จะไม่ประสบความสำเร็จในการโค่นล้มประธานาธิบดี Charles de Gaulle แต่ก่อให้เกิดการปฏิวัติทางสังคม (Social Revolution) ปรับเปลี่ยนโลกทัศน์ของชาวฝรั่งเศสในแง่มุมวิถีชีวิต จารีตประเพณี ค่านิยมทางสังคม โดยเฉพาะเสรีภาพทางเพศ ซึ่งไม่แตกต่างจาก ‘Sexual Awakening’ การตื่นรู้เรื่องทางเพศของเด็กสาวอายุ 15 ใคร่รู้ใคร่สงสัยเกี่ยวกับความรัก เรียนรู้ประสบการณ์จากความสัมพันธ์/เพศสัมพันธ์ที่หลากหลาย

การปฏิวัติทางสังคมดังกล่าว ในแง่มุมคนฝั่งซ้าย/อนุรักษ์นิยม (Conservative) ย่อมไม่สามารถยินยอมรับ ‘เสรีภาพทางเพศ’ ที่เด็กสาว Suzanne แสดงออกมา (สังเกตว่า Mai ’68 มาจนถึงปีที่หนังฉาย 1983 ระยะเวลา 15 ปี พอดิบดี!) นำสู่ความขัดแย้งบังเกิดขึ้นภายในครอบครัวอย่างรุนแรง เกรี้ยวกราด ถึงระดับคลุ้มบ้าคลั่ง

สิ่งที่ต้องแลกมากกับเสรีภาพทางเพศ คือการสูญเสียความเข้าใจในรัก มองไม่เห็นคุณค่าความสำคัญ(ของแนวคิดรักเดียวใจเดียว แต่งงาน-ครองคู่-อยู่ร่วมตราบจนวันตาย) กลายสภาพเหมือนเกมการละเล่น เดี๋ยวรัก-เดี๋ยวเลิก ไร้ความซื่อสัตย์มั่นคง เมื่อเกิดเรื่องขัดแย้งก็เลิกราหย่าร้าง แล้วมองหาใครคนใหม่ แสดงความเห็นแก่ตัวเอาใจ โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคสมัยปัจเจกบุคคล สนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองตัณหา พึงพอใจส่วนตนเท่านั้น!

แม้หนังจะไม่พยายามตัดสินพฤติกรรมของทั้ง Suzanne และการโต้ตอบกลับสมาชิกทั้งหลายในครอบครัว (บิดาทอดทิ้งขว้าง-มโนกรรม, มารดาขึ้นเสียงด่าทอ-วจีกรรม, พี่ชายใช้กำลังทำร้ายร่างกาย-กายกรรม) เพื่อให้ผู้ชมขบครุ่นคิด บังเกิดความเข้าใจสถานการณ์ดังกล่าวในมุมมองของตนเอง แต่การที่ผู้กำกับ Pialat รับบทตัวละครบิดา (Le Père) ค่อนข้างชัดเจนถึงทัศนคติส่วนบุคคล

ผู้กำกับ Pialat ขณะนั้นอายุ 57-58 ปี เริ่มมีผมหงอกขึ้นบนศีรษะ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปรับตัวต่อการปฏิวัติทางสังคม (Mai ’68) ซึ่งเขาก็แสดงทัศนะผ่านตัวละครได้อย่างชัดเจน มิอาจอดรนทน จินตนาการบุตรสาวร่วมรักแฟนหนุ่มไม่ซ้ำหน้า ทางออกของเขาคือหลบหนีไปไกล ไม่อยากกลายเป็นแบบมารดาที่แสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่งออกมา

แต่การหวนกลับมาแบบไม่มีใครคาดคิดถึง ผมมองว่านั่นคือความต้องการเผชิญหน้าปัญหา เพราะเขาคงรับรู้ตัวว่าไม่มีทางหลบหนีไปจากการเปลี่ยนแปลงทางสังคมดังกล่าว แค่ว่าคนรุ่นเก่าต้องใช้เวลาในการยินยอมรับ ปรับตัว คลายความหมกมุ่นต่อทัศนคติที่เคยยึดติด และตนเองสามารถเลือกใช้ชีวิตตามวิถีคนรุ่นใหม่ เรียนรู้จักเสรีภาพทางเพศได้เช่นเดียวกัน!

แซว: ไม่ได้พูดเล่นไป! ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้ ผู้กำกับ Pialat เกี้ยวพาราสีทีมงานคนหนึ่ง Sylvie Danton เธออายุเพียง 22-23 ปี (ห่างกัน 35+ ปี!) ปรากฎว่าจีบติด เลยได้ครองคู่อยู่ร่วมจนวันตาย มีบุตรชายเป็นสักขีพยานรัก


หนังมียอดจำหน่ายตั๋วในฝรั่งเศส 952,082 ใบ ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม! เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ก็ดีเลิศ ได้รับผลโหวตอันดับหนึ่งภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีจากนิตยสาร Cahiers du Cinéma (เคียงคู่กับ L’Argent (1983)) และคว้ามาสองรางวัล César Awards

  • Best Film **คว้ารางวัลเคียงคู่กับ Le Bal (1983)
  • Best Director
  • Most Promising Actress (Sandrine Bonnaire) **คว้ารางวัล

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ (Digital Restoration) คุณภาพ Hi-Def สามารถหารับชมออนไลน์ได้ทาง Criterion Channel แต่ถ้าใครชอบเบื้องหลัง Blu-Ray ของ Master of Cinema เหมือนจะมี Special Feature ที่น่าสนใจมากกว่า

การรับชม À Nos Amours (1983) ทำให้มุมมองของผมต่อหนังโป๊ หนังอีโรติก เปลี่ยนแปลงไปมากๆ ตระหนักว่าไม่ใช่เนื้อหนังมังสา ท่วงท่าทางรักร่วมเพศที่ก่อให้เกิดอารมณ์ แต่คือการเล้าโลม/ลีลานำเสนอเรือนร่างของ Sandrine Bonnaire ค่อยๆเปิดเผย วับๆแวมๆ ช่างเต็มไปด้วยความยั่วเย้ายวน รัญจวนใจ และการรับรู้เหตุผล ที่มาที่ไป ยิ่งทำให้เราเอ็นดู ตกหลุมรักใคร่ตัวละครมากๆขึ้นอีก … เป็นหนังแห่งการตื่นรู้ในแง่มุมความรัก ยอดเยี่ยมที่สุดเท่าที่เคยรับชมมา

เอาจริงๆหนังควรจัดเรต 18+ ด้วยซ้ำนะ แต่ผมขอลดอายุเหลือเพียง 15+ เพราะอยากแนะนำวัยรุ่นที่กำลังตื่นรู้เรื่องเพศ ภาพยนตร์เรื่องนี้น่าจะเปิดโลกทัศน์ที่สะท้อนค่านิยมโลกยุคสมัยใหม่ ส่วนผู้ใหญ่ควรเรียนรู้จะปรับตัว ยินยอมรับสภาพความจริง การปิดกั้น/ความรุนแรงไม่ช่วยอะไร ควรที่จะพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มอบคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ และสวมถุงอนามัยป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

จัดเรต 15+ กับภาพโป๊เปลือย กระทำร้ายร่างกาย แสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่ง รวมถึงแนวโน้ม Incest

คำโปรย | À Nos Amours คือการตื่นรู้ในแง่มุมความรักของ Sandrine Bonnaire และผู้กำกับ Maurice Pialat ร่านราคะที่สุดเท่าที่เคยรับชมมา
คุณภาพ | ตื่รู้
ส่วนตัว | ระริกระรี้

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: