A Passage to India

A Passage to India (1984) British : David Lean ♥♥♥♥

นิราศเรื่องสุดท้ายของปรมาจารย์ผู้กำกับ David Lean รำพรรณาถึงชีวิต-ความตาย การเดินทางสู่โลกใหม่ บางสิ่งอย่างตื่นขึ้นภายใน พิพากษาตัดสินอะไรคือสิ่งถูก-ผิด ดี-ชั่ว และผลกรรมติดตามมา

ความผิดหวังในเสียงตอบรับนักวิจารณ์ของ Ryan’s Daughter (1970) [จริงๆหนังทำกำไรได้พอสมควร ไม่ถือว่าล้มเหลวสักเท่าไหร่] ทำให้ผู้กำกับ David Lean เกิดอาการงอนตุ๊บป่อง ถึงขนาดเคยรำพันว่าจะถอยออกจากวงการ แต่ไม่นานก็พยายามมองหาโปรเจคใหม่ เคยคิดจะสร้างภาพยนตร์ชีวประวัติมหาตมา คานธี กลับเสียลิขสิทธิ์ให้ Richard Attenborough จนแล้วจนรอดต้องการไปอินเดียให้จงได้ ดินแดนแห่งนี้มันมีอะไรน่าสนใจจริงจัง?

A Passage to India (1984) เป็นภาพยนตร์ที่ค่อนข้างดูยาก เนื้อหามีมิติลุ่มลึก-ซับซ้อน มองภายนอกพบเห็นอคติชาติพันธุ์ การเหยียดผิวระหว่างสหราชอาณาจักร-อินเดีย คนขาว-ผิวเหลือง ซึ่งสามารถเทียบกับความขัดแย้งภายนอก-ใน ‘sexual repression’ ระหว่างร่างกาย-จิตใจ

มองลึกเข้าไปภายใน จักพบเห็นเรื่องราวสะท้อนความครุ่นคิด ทัศนคติ ตัวตนผู้กำกับ David Lean ต่อชีวิต-ความตาย เหตุการณ์บางอย่างทำให้เกิดความขัดแย้งภายใน เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน (สิ่งบังเกิดขึ้นในถ้ำ Marabar สามารถเทียบแทนเหตุการณ์หลังสรรค์สร้าง Ryan’s Daughter) นั่นทำให้เขาได้รับผลกระทบติดตามมาอย่างสาสมควร

ผู้ชมส่วนใหญ่อาจคาดหวังชื่อของ David Lean ต้องมาพร้อมงานภาพอลังการใหญ่โตของ Super Panavision 70mm แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้กลับถ่ายทำด้วยฟีล์ม 35mm ทั่วๆไปเท่านั้น! (ความนิยมต่อฟีล์ม 70mm ในยุคสมัยนั้นถดถอยลงเรื่อยๆจนแทบหมดความน่าสนใจแล้ว) อย่างไรก็ดีทุกช็อตฉากได้รับการบรรจงจัดขึ้นอย่างประณีต วิจิตรศิลป์ ชวนให้ระลึกถึงผลงานยุคแรกๆ(ของผู้กำกับ Lean) อย่าง Great Expectations (1946), Oliver Twist (1948) แค่เปลี่ยนมาถ่ายทิวทัศน์ภายนอก ยังสถานที่จริง ซึ่งมีความแปลกตา น่าตกตะลึง สร้างความอึ้งทึ่งให้ผู้ชมสมัยนั้น เกิดความเพลิดเพลิน เคลิบเคลิ้ม พักผ่อนคลาย ราวกับกำลังได้ออกเดินทางท่องเที่ยวประเทศอินเดียอยู่จริงๆ


ก่อนอื่นขอกล่าวถึง Edward Morgan Forster (1879-1970) นักเขียนนวนิยายชาวอังกฤษ เกิดที่ Marylebone, Middlesex บิดาเป็นสถาปนิก เสียชีวิตโรคปอดบวมตอนบุตรชายอายุได้ 2 ขวบ มารดาจึงพาไปอาศัยอยู่ยัง Rocks Nest ใกล้กับ Stevenage Hertfordshire (บ้านที่เป็นแรงบันดาลใจเขียนนวนิยาย Howards End) ช่วงระหว่างศึกษาอยู่ King’s College, Cambridge ได้เป็นสมาชิกชมรม Apostles ถกเถียงปรัชญา ตั้งคำถามเกี่ยวกับศีลธรรม ซึ่งต่อมารวมกลุ่มกันในชื่อ Bloomsbury Group

หลังเรียนจบปริญญาตรี (เกียรตินิยมอันดับสอง) ออกเดินทางท่องเที่ยว-ทำงาน กรีซ, อิตาลี, เยอรมัน, อิยิปต์ ฯ ระหว่างนั้นก็เริ่มเขียนนวนิยายเรื่องแรก Where Angels Fear to Tread (1905), ช่วงปี 1906 มีโอกาสสอนภาษาละตินหญิงสาวชาวอินเดียวัยสิบเจ็ด Syed Ross Masood เห็นว่าเคยสารภาพรัก แต่เธอคงตอบปัดปฏิเสธ (น่าจะเรื่องความแตกต่างทางเชื้อชาติพันธุ์)

Forster มีโอกาสเคยเดินทางไปประเทศอินเดีย (British Raj) จำนวนสองครั้ง, ครั้งแรกระหว่างปี 1912-13 ทำงานเป็นครูสอนภาษา และช่วงปี 1921-22 ได้รับคำเชื้อเชิญให้เป็นเลขาส่วนตัว Tukojirao III (เกิดปี 1888, ครองราชย์ 1900-37) มหาราชาแห่ง Dewas ซึ่งรอบหลังนี้มีโอกาสพบเห็นการเคลื่อนไหวเรียกร้องอิสรภาพของมหาตมาคานธี เกิดแรงบันดาลใจเริ่มต้นเขียนนวนิยาย A Passage to India ก่อนมาพัฒนาต่อจนแล้วเสร็จที่ประเทศอังกฤษ ตีพิมพ์ปี 1924

ผมค่อนข้างมีความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าว่า A Passage to India คือนวนิยายที่ Forster ใช้พรรณาถึงการค้นพบอัตลักษณ์ทางเพศของตนเอง (ว่าเป็นเกย์) โดยใช้คนขาว (ชาวอังกฤษ) vs. คนผิวเหลือง (ชาวอินเดีย) นำเสนอความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติพันธุ์ ยินยอมรับไม่ได้ต่อพฤติกรรม Miscegenation (ความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างสีผิว = รักร่วมเพศ) และการพิจารณาคดีเพื่อทบทวนตนเอง ตั้งคำถามต่อมุมมองสังคม Homosexual มันผิดอะไร?

สำหรับชื่อนวนิยาย ได้แรงบันดาลใจจากบทกวี Passage to India (1871) ประพันธ์โดย Walt Whitman (1819-92)

Passage O soul to India!
Eclaircise the myths Asiatic, the primitive fables.

Not you alone, proud truths of the world,
Nor you alone, ye facts of modern science,
But myths and fables of eld, Asia’s, Africa’s fables,
The far-darting beams of the spirit, the unloos’d dreams,
The deep diving bibles and legends,
The daring plots of the poets, the elder religions;
O you temples fairer than lilies, pour’d over by the rising sun!
O you fables, spurning the known, eluding the hold of the known, mounting to heaven!
You lofty and dazzling towers, pinnacled, red as roses, burnish’d with gold!
Towers of fables immortal, fashion’d from mortal dreams!
You too I welcome, and fully, the same as the rest!
You too with joy I sing.

Passage to India!
Lo, soul! seest thou not God’s purpose from the first?
The earth to be spann’d, connected by network,
The races, neighbors, to marry and be given in marriage,
The oceans to be cross’d, the distant brought near,
The lands to be welded together.

A worship new I sing,
You captains, voyagers, explorers, yours,
You engineers, you architects, machinists, yours,
You, not for trade or transportation only,
But in God’s name, and for thy sake, O soul.

ในชีวิตของ E. M. Forster มีผลงานบทกวี เรื่องสั้น แต่เขียนนวนิยายเพียง 5+1 เรื่อง ประกอบด้วย Where Angels Fear to Tread (1905), The Longest Journey (1907), A Room with a View (1908), Howards End (1910), A Passage to India (1924) และ Maurice เขียนขึ้นระหว่างปี 1913–14 ตีพิมพ์หลังเสียชีวิต ค.ศ. 1971 (เพราะไม่ต้องการเปิดเผยต่อสาธารณะว่าตนเองเป็นเกย์)


E. M. Forster มีความหึงหวงนวนิยายของตนเองมากๆ ไม่ค่อยยินยอมมอบลิขสิทธิ์ดัดแปลงเป็นสื่ออื่น โดยเฉพาะ A Passage to India เพราะหวาดกลัวว่าผู้สร้างจะตัดสินใจเลือกเข้าข้างฝั่งฝ่ายหนึ่งใด ระหว่างอังกฤษ vs. อินเดีย (ผมรู้สึกว่า พี่แกกลัวการตีความประเด็นรักร่วมเพศมากกว่านะ) แต่ก็เคยอนุญาติให้ Santha Rama Rau (1923-2009) นักเขียนชาวอินเดีย ดัดแปลงสร้างละครเวที West End (ปี 1960) ตามด้วย Broadway (ปี 1962) และ Teleplay ฉายทางโทรทัศน์ช่อง BBC (ปี 1965)

David Lean ที่มีเคยอ่านนวนิยายและรับชมละครเวที West End เมื่อปี 1960 ก็เคยพยายามติดต่อขอลิขสิทธิ์ดัดแปลง, รวมถึงปรมาจารย์ผู้กำกับชาวอินเดีย Satyajit Ray ก็เคยแสดงความสนใจ แต่ล้วนถูกบอกปัดปฏิเสธเช่นเดียวกัน

กระทั่งการเสียชีวิตของ Forster เมื่อปี 1970 ลิขสิทธิ์นวนิยายทั้งหมดตกเป็นของ King’s College (เพราะเจ้าตัวไม่ได้แต่งงาน หรือตั้งทายาทดูแลกองมรดก) ช่วงปีแรกๆผู้จัดการลิขสิทธิ์ยังคงบอกปัดบรรดาผู้กำกับดัง Joseph Losey, Ismail Merchant & James Ivory, Waris Hussein ต้องการเคารพความต้องการของผู้เขียน, สิบปีให้หลังเมื่อศาสตราจารย์ Bernard Williams ก้าวขึ้นมาเป็นผู้จัดการทรัพย์สินคนใหม่ ด้วยความชื่นชอบในสื่อภาพยนตร์ จึงพร้อมเปิดกว้างให้บรรดาผู้ที่มีความสนใจเข้ามาพูดคุย แสดงวิสัยทัศน์

โปรดิวเซอร์ John Brabourne ซึ่งบิดาเคยเป็นผู้ว่าการรัฐ Bombay และ Bengal (ตัวเขาแต่งงานกับบุตรสาวของ Lord Mountbatten ผู้สำเร็จราชการ British Raj คนสุดท้าย) ขวนขวายลิขสิทธิ์ดัดแปลง A Passage to India มากว่ายี่สิบปี! เมื่อโอกาสครั้งนี้มาถึงจึงรีบขวนขวายไขว่คว้ามาได้ก่อนใคร มอบหมายให้ Santha Rama Rau เริ่มต้นพัฒนาบทภาพยนตร์

Brabourne มีความหลงใหลคลั่งไคล้ Doctor Zhivago (1965) เลยติดต่อผู้กำกับ David Lean ที่กำลังมองหาโปรเจค ‘come back’ หลังความล้มเหลวของ Ryan’s Daughter (1970) ห่างหายจากการสร้างภาพยนตร์ไปนานกว่าสิบปี! น่าจะเพราะเคยครุ่นคิดดัดแปลงนวนิยายเรื่องนี้มานมนานเช่นกัน จึงตอบตกลงแทบจะโดยทันที


Sir David Lean (1908 – 1991) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Croydon, Surrey วัยเด็กชื่นชอบเพ้อฝัน ออกจากโรงเรียนกลางคัน ช่วยเหลือบิดาทำงานเป็นนักบัญชี แต่ก็อดรนทนได้ไม่นานก็ออกไปดำเนินตามความฝันของตนเอง เมื่อตอน 10 ขวบ คุณลุงได้มอบกล้อง Brownie Camera (เป็นชื่อเรียกกล้องสมัยก่อน ที่มีลักษณะเป็นทรงสี่เหลี่ยม ราคาไม่แพงมาก) กลายเป็นงานอดิเรกคลั่งไคล้ เลยตัดสินใจเข้าสู่วงการภาพยนตร์

เริ่มต้นจากเป็นเด็กรับใช้ในสตูดิโอ Gaumont ยกของ เสิร์ฟชา ตอกสเลท ผู้ช่วยผู้กำกับ เลื่อนขั้นเป็นนักตัดต่อเมื่อปี 1930 มีผลงานอย่าง Pygmalion (1938), 49th Parallel (1941), One of Our Aircraft Is Missing (1942) [สองเรื่องหลังของ Powell & Pressburger], กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก In Which We Serve (1942), แจ้งเกิดโด่งดังกับ Brief Encounter (1945) คว้า Grand Prize (Palme d’Or) จากเทศกาลหนังเมือง Cannes และเข้าชิง Oscar 3 สาขา (รวมถึง Best Director), Great Expectations (1946), Oliver Twist (1948) ผลงานช่วงแรกๆยังนิยมถ่ายทำในสตูดิโอ เล่นกับเทคนิค มุมกล้อง แสงสว่าง-ความมืดมิด สะท้อนสิ่งซ่อนเร้นภายในจิตใจ มุ่งเน้นพัฒนาการตัวละครคือใจความสำคัญ

กระทั่งการออกเดินทาง/เริ่มต้นสรรค์สร้างภาพยนตร์ Hollywood เรื่องแรก Summertime (1955) นำแสดงโดย Katharine Hepburn มาพักร้อนยังเมืองเวนิซ [แต่เรื่องนี้ยังร่วมทุนกับ Korda’s London Film] ติดตามมาด้วย The Bridge on the River Kwai (1957), Lawrence of Arabia (1962), Doctor Zhivago (1965), Ryan’s Daughter (1970)

เอาจริงๆไม่ใช่ว่าหลังความล้มเหลวของ Ryan’s Daughter (1970) ผู้กำกับ Lean จะเกษียณตัวจากวงการภาพยนตร์ มีหลากหลายโปรเจคที่อยู่ในความสนใจ เข้าไปมีส่วนร่วมสร้าง แต่มักถูกสตูดิโอบอกปัด ส่งต่อไปไม้ผลัดให้ใครอื่น อาทิ

  • วางแผนดัดแปลงนวนิยาย Captain Bligh and Mr. Christian (1972) ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก Mutiny on the Bounty ให้กลายเป็นมหากาพย์ 2 ภาค ตั้งงบประมาณไว้ $50 ล้านเหรียญ แต่สตูดิโอพร้อมจ่ายแค่ครึ่งเดียวเลยถอดตัวออกไป ก่อนกลายมาเป็นภาพยนตร์ The Bounty (1984) กำกับโดย Roger Donaldson
  • โปรเจคชีวประวัติมหาตมา คานธี แต่ก็ประสบปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์และงบประมาณ จนสุดท้ายกลายเป็นภาพยนตร์ Gandhi (1982) โดยผู้กำกับ Richard Attenborough
  • วางแผนดัดแปลงนวนิยาย Out of Africa (1937) สุดท้ายกลายเป็นภาพยนตร์โดยผู้กำกับ Sydney Pollack ออกฉายปี 1985

เมื่อประมาณปี 1981 ได้รับการติดต่อจากโปรดิวเซอร์ John Brabourne ยื่นข้อเสนอดัดแปลงสร้าง A Passage to India คงพอดิบพอดีว่างงานอยู่กระมัง เลยแทบจะตอบตกลงโดยทันที! แม้มีโอกาสพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ Santha Rama Rau อยู่เกือบๆ 10 วัน แต่บทร่างแรกออกมาค่อนข้างน่าผิดหวัง เห็นว่ามีประโยคสนทนา และความเป็นนิยายมากเกินไป (แนวทางของผู้กำกับ Lean นิยมใช้การเล่าเรื่องด้วยภาพมากกว่าคำพูดนะครับ)

ด้วยเหตุนี้ผู้กำกับ Lean เลยตัดสินใจพัฒนาบทขึ้นใหม่ ด้วยการเดินทางไปปักหลักอาศัยอยู่กรุง New Delhi เรียนรู้วิถีชีวิต ซึมซับรับวัฒนธรรม ยาวนานถึง 6 เดือน แล้วเดินทางไป Zurich เพื่อปรับปรุงบทให้เสร็จในอีก 3 เดือน (จริงๆเห็นว่าก็อยากอยู่อินเดียจนพัฒนาบทเสร็จ แต่ติดปัญหาเรื่องวีซ่าและภาษีที่สูงมากๆ)

We are blessed with a fine movie title, A Passage to India. But it has built in danger; it holds out such a promise. The very mention of India conjures up high expectations. It has sweep and size and is very romantic

David Lean กล่าวถึงความคาดหวังของ A Passage to India

Adela Quested (รับบทโดย Judy Davis ) และแม่เขย Mrs Moore (รับบทโดย Peggy Ashcroft) ออกเดินทางจากอังกฤษ มุ่งสู่ประเทศอาณานิคม British Raj India เพื่อพบเจอกับคู่หมั้น Ronny Heaslop (รับบทโดย Nigel Havers) ทำงานเป็นผู้พิพากษาประจำ Chandrapore

หญิงสาวทั้งสองต่างโหยหาจะพบเห็น ‘true India’ ประเทศอินเดียที่แท้จริง! แต่สิ่งที่ประจักษ์ต่อสายตาพวกเธอนั้น กลับคือการล่าอาณานิคม พยายามทำให้ชาวอินเดียเลียนแบบความเป็นผู้ดีอังกฤษ แถมแบ่งแยกชนชั้นระหว่างคนขาว vs. ผิวเหลือง ปฏิกิริยาแสดงออกด้วยสายตาดูหมิ่นแคลน เหยียดหยาม ‘Racism’ ไม่สนหัวความเสมอภาคเท่าเทียมที่พระเป็นเจ้าสอนไว้

กระทั่ง Mrs Moore มีโอกาสได้พบเจอกับ Dr. Aziz Ahmed (รับบทโดย Victor Banerjee) อาสาจัดทริป ขี่ช้าง เข้าชมถ้ำ Marabar สถานที่ลึกลึบซึ่งทำให้ Adela Quested ไม่สามารถควบคุมตนเอง เกิดความสับสน แสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่ง ถึงขนาดกล่าวหาว่า Dr. Aziz วางแผนกระทำการข่มขืนกระทำชำเรา จนมีเรื่องขึ้นโรงขึ้นศาล กลายเป็นปัญหาระดับชาติระหว่างอินเดีย vs. อังกฤษ ในช่วงอันคุกรุ่นของกลุ่มการเคลื่อนไหวเรียกร้องอิสรภาพ (Indian independence movement 1920s)


Judy Davis (เกิดปี 1955) นักแสดงสัญชาติ Australian เกิดที่ Perth, Western Australia สำเร็จการศึกษาจาก National Institute of Dramatic Art (NIDA) รุ่นเดียวกับ Mel Gibson และว่าที่สามี Colin Friels, แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก High Rolling (1977), แจ้งเกิดโด่งดังจาก My Brilliant Career (1979), Winter of Our Dreams (1981), Hoodwink (1981), A Woman Called Golda (1982), A Passage to India (1984), Barton Fink (1991), Husbands and Wives (1992) ฯลฯ

รับบท Adela Quested คู่หมั้นของ Ronny Heaslop ออกเดินทางร่วมกับแม่เขยมุ่งสู่อินเดีย ตั้งใจจะตอบตกลงแต่งงาน ปักหลักอาศัยอยู่ยังสถานที่แห่งนี้ เลยมีความต้องการรับรู้พบเห็นอินเดียที่แท้จริง แต่หลังจากใช้ชีวิตไปสักพัก รู้สึกเอ่อล้นในวัฒนธรรม ความแตกต่างขั้วตรงข้าม (ระหว่างคนขาวชาวอังกฤษ vs. คนผิวสีอินเดีย) ทำให้เมื่อเข้าไปในถ้ำ มิอาจอดรนทนต่อเสียงสะท้อนอันกึกก้อง จนเกิดอาการสับสน ว้าวุ่นวาย จนมิอาจควบคุมตนเอง ถึงขนาดใส่ร้ายป้ายสี Dr. Aziz ครุ่นคิดว่าอีกฝั่งฝ่ายต้องการข่มขืนกระทำชำเรา

ผู้กำกับ Lean มีความประทับใจ Davis จากผลงาน My Brilliant Career (1979) เลยติดต่อนัดพูดคุยเป็นการส่วนตัวถึงสองชั่วโมงเต็ม แล้วให้ลองตีความว่าบังเกิดเหตุการณ์อะไรในถ้ำ คำตอบของเธอคว้าโอกาสรับบทนำนี้โดยทันที

She can’t cope with her own sexuality, she just freaks out.

Judy Davis

ภาพลักษณ์ของ Davis (อาจเพราะบังผมด้วยกระมัง) เป็นหญิงสาวที่ดูอ่อนแอ เปราะบาง กระทบกระทั่งนิดๆหน่อยๆก็พร้อมแตกละเอียด แสดงอาการคลุ้มบ้าคลั่ง แสดงออกทางสีหน้าสายตา อากัปกิริยาที่เต็มไปด้วยความสับสน มึนงง หวาดหวั่นสั่นสะพรึง ไม่เข้าใจสิ่งบังเกิดขึ้นกับตนเอง

สิ่งหนึ่งที่ผมคาดไม่ถึงกับตัวละครนี้ก็คือ หลังจากขึ้นโรงขึ้นศาล ค่อยๆครุ่นคิดทบทวนเหตุการณ์ที่บังเกิดขึ้นวันนั้น จู่ๆเธอเริ่มตระหนักถึงความจริง Dr. Aziz อาจไม่ได้กระทำอะไรตนเอง เลยตัดสินใจถอนฟ้อง ล้มเลิกทุกสิ่งอย่าง … ในสายตาคนกลุ่มหนึ่งมองว่ายัยนี้แม้งคลุ้มบ้าคลั่ง ทั้งหมดที่ทำมานี้เพื่ออะไรกัน? แต่นั่นคือการเผชิญหน้า ยินยอมรับความจริง สิ่งที่น้อยคนบนโลกนี้จะสามารถกระทำได้!


Dame Edith Margaret Emily Ashcroft (1907-91) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Croydon, Surrey บิดาเสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ขณะที่มารดาเป็นนักแสดงสมัครเล่น แต่พยายามกีดกันบุตรสาวที่ค้นพบความชื่นชอบหลงใหลใน Shakespeare พออายุ 16 สมัครเข้าเรียน Central School of Speech and Drama รุ่นเดียวกับ Laurence Olivier จากนั้นกลายเป็นนักแสดงละครเวที West End เล่นภาพยนตร์บ้างประปราย อาทิ The Nun’s Story (1959), Three Into Two Won’t Go (1969), ได้รับการจดจำสูงสุดก็ A Passage to India (1984) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Supporting Actress

รับบท Mrs Moore มารดาของ Ronny Heaslop (จากสามีคนแรก) เป็นผู้หญิงสูงวัยที่เปิดกว้าง พร้อมรับเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ สนใจวิถีชีวิต วัฒนธรรม อยากพบเห็นความเป็นอินเดียที่แท้จริง สานความสัมพันธ์กับ Dr. Azizi อย่างเสมอภาคเท่าเทียม แต่เมื่อออกเดินทางสู่ถ้ำ Marabar ไม่สามารถยินยอมรับพฤติกรรมเห็นแก่ตัวของ Adela Quested เลยไม่ต้องการแยแส ยุ่งเกี่ยวอะไรความวุ่นวายทางโลกนี้อีก

ในตอนแรกผู้กำกับ Lean อยากได้ Celian Johnson ที่เคยแสดงภาพยนตร์ Brief Encounter (1945) แต่เธอบอกปัดปฏิเสธเพราะร่างกายไม่พร้อมเดินทางไกล (เสียชีวิตก่อนหนังสร้างเสร็จออกฉาย), สำหรับ Peggy Ashcrof ที่เคยเดินทางไปอินเดียหลายครั้ง แถมเพิ่งเสร็จจากมินิซีรีย์ The Jewel in the Crown (1984) เมื่อได้รับการติดต่อเธอก็บ่นพรำ

Peggy Ashcrof: Mr Lean, I’m 75 years old
David Lean: So am I.

แต่ใครกันจะกล้าปฏิเสธคำชักชวนของผู้กำกับดัง

I thought, ‘Oh dear, I really don’t want to do it’, but it’s very difficult to turn down a Lean film

Peggy Ashcrof

รอยยิ้มของ Ashcrof ทำให้โลกน่าอยู่ ดูเบิกบาน ความคิดอ่านก็เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เข้าใจในมนุษยธรรม ใครกันจะไม่ชื่นชอบประทับใจ แต่เอาจริงๆผมรู้สึกว่าคุณยายไม่ได้แสดงความสามารถอะไรเลยนะ น่าสงสารเห็นใจเสียมากกว่าที่ต้องออกเดินทางไกล แดดก็ร้อน เหงื่อก็ออก (แถมผู้กำกับ Lean ชอบถ่ายทำหลายเทคๆ เพราะความเป็น ‘Perfectionist’)

ผมครุ่นคิดว่ารางวัล Oscar: Best Supporting Actress ดูจะเป็น ‘life work’ มอบให้ความทุ่มเทเสียสละในอาชีพนักแสดงของเธอมากกว่า เพราะบทบาทนี้ ‘คุณยายเล่นเป็นคุณยาย’ แสดงอาการเหน็ดเหนื่อย หน้ามืดวิงเวียนจากอากาศร้อนอบอ้าว พูดจากร้าวกระด้าง ตรงไปตรงมา ชักสีหน้าเวลาไม่พึงพอใจใคร … ไม่ได้มีอะไรไปมากกว่านี้เลยนะ!


Victor Banerjee (เกิดปี 1946) นักแสดงสัญชาติอินเดีย เกิดที่ Culcutta สืบเชื้อสายจากราชา Bahadur แห่ง Chanchal และ Uttarapara สำเร็จการศึกษาวรรณกรรมภาษาอังกฤษ St. Xavier’s College, Calcutta ติดตามด้วยปริญญาโทวรรณกรรมร่วมสมัย Jadavpur University, แล้วกลายเป็นนักร้องอุปรากรเสียง Tenor, แสดงภาพยนตร์ Shatranj Ke Khilari (1977), Hullabaloo Over Georgie and Bonnie’s Pictures (1978), Pikoo (1981), Ghare Baire (1984), A Passage to India (1984)

รับบท Dr. Aziz แพทย์หนุ่มชาวมุสลิม ทำงานในโรงพยาบาล Chandrapore เป็นคนง่ายๆ สนุกสนานร่าเริง ให้ความเคารพนับถือผู้ดีอังกฤษ ประทับใจในความมีเมตตาของ Mrs. Moore จึงต้องการพาเธอไปพบเห็นอินเดียที่แท้จริง แต่กลับถูกใส่ร้ายป้ายสีโดย Adela Quested จนติดคุกติดตาราง ขึ้นโรงขึ้นศาล สูญเสียชื่อเสียง เกียรติศักดิ์ศรี ทำให้ภรรยาผู้ล่วงลับต้องแปดเปื้อนมลทิน หลังจากนั้นจึงเต็มไปด้วยอคติ รังเกียจเดียดชังชาวอังกฤษ ไม่ต้องการคบค้าสมาคมกับใครอีกต่อไป

บทบาทนี้เห็นว่า Satyajit Ray ที่เคยร่วมงาน Banerjee มาสองสามครั้ง เป็นคนแนะนำนักแสดงให้ผู้กำกับ Lean ซึ่งก็ตอบตกลงโดยไม่ครุ่นคิดอะไรมาก (Banerjee ยังเคยร่วมงานกับ Peggy Ashcroft จากภาพยนตร์ Hullabaloo Over Georgie and Bonnie’s Pictures (1978)) แต่ก็มีปัญหาเรื่องข้อกฎหมายอยู่เล็กๆ (ยุคสมัยนั้นประเทศอินเดียยังเต็มไปด้วยอคติต่อจักรวรรดิอังกฤษ เลยร่างกฎหมายที่กีดกันการพำนักอาศัยระยะยาว หรือว่าจ้างงานแรงงานคนท้องถิ่น) ซึ่งแก้ปัญหาด้วยการลงข่าวหน้าหนังสือพิมพ์

It was a matter of national pride that an Indian was cast instead of an Asian from England

Victor Banerjee แสดงความคิดเห็นถึงความจำเป็นต้องเลือกนักแสดงอินเดีย ในบทบาทชาวอินเดีย!

ผมเคยรับชมสองสามผลงานของ Banerjee ชื่นชอบใบหน้าที่มีความยียวน กวนบาทา ทั้งๆรับบทมหาราชา Shatranj Ke Khilari (1977) แต่กลับดูพึ่งพาอะไรไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ ถือว่าโคตรเหมาะสมกับบทบาท Dr. Aziz ครึ่งแรกเต็มไปด้วยรอยยิ้ม สร้างเสียงหัวเราะในความเปิ่นๆ ครึ่งหลังเล่นบทดราม่า สีหน้าเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย ฉันทำผิดอะไร แปรสภาพสู่ความเกรี้ยวกราด โกรธเกลียด (แต่หลายคนอาจรู้สึกว่าหน้าตาพี่แก ดูไม่ค่อยจริงจังกับตอนเคร่งเครียดสักเท่าไหร่)

การแสดงของ Banerjee สมควรต้องได้เข้าชิงรางวัลด้านการแสดงบ้างนะครับ แต่ไม่เลย! ทัศนคติของคนขาวล้วนมองชาวอินเดียเป็นพลเมืองชั้นสอง ทั้งๆโดดเด่นไม่น้อยกว่า Judy Davis และ Peggy Ashcroft กลับถูกมองข้าม ไร้ความเสมอภาคเท่าเทียมใดๆ


Sir Alec Guinness de Cuffe (1914 – 2000) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Paddington, London เริ่มต้นจากการเป็นนักแสดงละครเวที มีชื่อเสียงจากการเล่นบทละคร Shakespeare ด้วยเหตุนี้จึงได้รับการยกย่องเป็นสามทหารเสือแห่งอังกฤษ ควบคู่กับ Laurence Olivier และ John Gielgud, ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รับใช้ชาติเป็นทหารเรือ Royal Naval Reserve สิ้นสุดสงครามจึงเริ่มรับงานแสดงภาพยนตร์โดยคำชักชวนของ David Lean อาทิ Great Expectations (1946), Oliver Twist (1948), กลายเป็นตำนานกับ Kind Hearts and Coronets (1949), The Ladykillers (1955), The Bridge on the River Kwai (1957) ** คว้า Oscar: Best Actor, Lawrence of Arabia (1962), Doctor Zhivago (1965), Star Wars (1977) ฯ

รับบท Professor Narayan Godbole พราหมณ์สูงวัย มองโลกตามความเป็นไป กฎแห่งกรรม ใครทำอะไรไว้ย่อมได้ผลลัพท์นั้นคือตอบสนอง ไม่มีเหตุผลให้ต้องต่อสู้ ดิ้นรน ทุกสิ่งอย่างล้วนถูกกำหนดไว้หมดแล้ว

Guinness เป็นเพื่อนสนิทขาประจำผู้กำกับ Lean แต่ความสัมพันธ์ของคู่กลับเริ่มด่างพร้อย เพราะการแสดงที่อุตสาห์ตระเตรียมการ ซักซ้อมท่าเต้นฮินดูอยู่เป็นเดือนๆ ฟุตเทจส่วนใหญ่ล้วนถูกตัดออกทิ้งๆขว้างๆ เลยงอนตุ๊บป๋อง มองหน้ากันไม่ติดอยู่พักใหญ่ๆ

ทีแรกผมแอบไม่แน่ใจในภาพลักษณ์ (Guinness เลื่องลือชาในการแต่งหน้า ปลอมตัวอย่างแนบเนียนสุดๆ) แต่พอได้ยินเสียงก็ร้องอ๋อ ไม่ได้ดัดเปลี่ยนสักเท่าไหร่ แค่ใส่สำเนียงเหน่อๆ สีหน้าสายตา(รวมถึงทัศนะคติ)ไร้อารมณ์ร่วมใดๆ ทุกสิ่งอย่างดำเนินไป มีความยียวนกวนบาทา เรียกเสียงหัวเราะขบขัน … เป็นอีกบทบาทที่ Guinness ดูเพลิดเพลิน บันเทิงที่ได้แสดง พยายามจะแย่งซีน แต่เหมือนไม่ค่อยประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่

เอาจริงๆผมรู้สึกว่า Prof. Godbole ไม่ควรจะถูกนำเสนอออกมาลักษณะนี้เลยนะครับ เพราะนี่เป็นตัวละครที่สะท้อนความเชื่อ ศรัทธา ศาสนาของชาวภารตะ แต่มุมมองชาติตะวันตกมักเห็นการแสดงออกดังกล่าวดูขบขัน น่าหัวร่อ ไม่มีสาระอะไร นี่เป็นการดูถูก หมิ่นแคลนชาวอินเดีย ที่ผู้ชมส่วนใหญ่มักไม่ค่อยครุ่นคิดถึง … แอบชวนให้ระลีกถีง Oliver Twist (1948) ที่ก็กำกับโดย David Lean ตัวละครของ Guinness มีความสองแง่สองง่าม ต่อต้านชาวยิว (Anti-Semitism) แล้วแต่ผู้ชมจะตีความ


ถ่ายภาพโดย Ernest Day (1927-2006) ตาก้ลอง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Surrey เข้าสู่วงการจากเป็นนักตอกเสลท, ปรับโฟกัส, ช่างไฟ, ควบคุมกล้อง (Camera Operator) อาทิ Exodus (1960), Doctor Zhivago (1965), You Only Live Twice (1967), Ryan’s Daughter (1970), A Clockwork Orange (1971) ฯ ก่อนจะก้าวขึ้นมาได้รับเครดิตถ่ายภาพ The Long Day’s Dying (1968), A Passage to India (1984), Superman IV: The Quest for Peace (1987) ฯ

ด้วยความที่ยุคสมัยนั้นฟีล์ม 70mm เสื่อมความนิยมลงอย่างมาก ค่าใช้จ่ายจึงเพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งสตูดิโอใหญ่ๆเริ่มไม่ค่อยเชื่อในวิสัยทัศน์ของผู้กำกับ Lean (ห่างหายจากวงการภาพยนตร์นานถึง 14 ปี!) สุดท้ายก็เลยได้แค่ฟีล์ม 35mm อัตราส่วน 1.85:1 และเทคโนโลยีสี Technicolor

ผมครุ่นคิดว่าผู้กำกับ Lean น่าจะเคยติดต่อตากล้องขาประจำ Freddie Young (1902-1998) ชักชวนมาร่วมงานกันอีกครั้ง แต่ด้วยอายุอานามย่างเข้า 80 ปี รับรู้ตนเองว่าคงเดินทางไปอินเดียไม่ไหว เลยจำต้องบอกปัดปฏิเสธไป ฝากฝังลูกมือคนสนิท Ernest Day อาจไม่ได้มีฝีมือโดดเด่น แต่ก็รู้การรู้งาน เคยร่วมงานกันมาหลายครั้ง

หนังใช้เวลาถ่ายทำทั้งหมด 8 เดือน (พฤศจิกายน 1983 – มิถุนายน 1984) สถานที่ถ่ายทำหลักๆก็คือ Bangalore Palace (ย่านที่อยู่อาศัยของชาวอังกฤษ), Ramanagaram (Karnataka), Udhagamandalam (Tamil Nadu), Srinagar (Jammu and Kashmir), ส่วนฉากภายในถ่ายทำยังสตูดิโอ Pinewood Studios และ Shepperton Studios ที่ประเทศอังกฤษ

สำหรับถ้ำ Marabar จริงๆแล้วคือถ้ำสมมติของนวนิยาย A Passage to India ได้แรงบันดาลใจจากถ้ำ Barabar อยู่ทางตอนเหนือห่างไปยี่สิบกิโลเมตรจากเมือง Gaya, Bihar ซึ่งผู้กำกับ Lean ก็ได้เดินทางไปสำรวจสถานที่จริง แต่ก็พบว่าไม่ได้มีความน่าประทับใจเท่าไหร่

เกร็ด: Barabar Hill Caves, बराबर เป็นถ้ำขุดเก่าแก่ที่สุดในอินเดีย ประมาณการณ์ว่าตั้งแต่ยุคสมัย Maurya Empire (322–185 BCE) เพราะมีลวดลายแกะสลักตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชโน่นเลย

ด้วยเหตุนี้เลยจำต้องมองหาสถานที่อื่นๆ จนค้นพบเทือกเขา Savandurga ห่างออกไปสิบกว่ากิโลเมตรจากเมือง Bangalore แต่เพราะบริเวณนั้นไม่มีถ้ำใดๆ ก็เลยมีการว่าจ้างให้ขุดเจาะขึ้นใหม่ (กลายเป็นถ้ำสมมติขึ้นมาจริงๆ)

แซว: ใครอยากไปท่องเที่ยวเทือกเขาแห่งนี้ต้องเป็นสายลุย Treking (ไม่มีช้างให้บริการนะครับ) เพราะคนท้องถิ่นเองก็เหมือนจะไม่ค่อยรู้จักมักคุ้นสักเท่าไหร่ แถมยังค่อนข้างห่างไกลจากตัวเมือง ถนนหนทางก็ไม่ได้สะดวกนัก แต่ถ้ำที่ขุดไว้ก็ยังคงอยู่นะครับ

LINK: https://www.mapability.com/travel/p2i/marabar.php

เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณถ่ายทำ ฉากแรกของหนังจึงนำเสนอเพียงโมเดลเรือสำราญ ออกเดินทางจากอังกฤษสู่ประเทศอาณานิคมอินเดีย (British Raj) ส่วนฉากที่ Mrs Moore เดินทางกลับอังกฤษ (ครึ่งหลังของหนัง) นั่นก็สร้างฉาก (mock-up set) ถ่ายทำในสตูดิโอเช่นกันนะครับ (สังเกตว่าจะไม่มีช็อตที่ถ่ายบนเรือสำราญแล้วติดมหาสมุทรอินเดียเลยนะครับ เป็นลูกเล่นการตัดต่อสำหรับล่อหลอกผู้ชม)

หนังพยายามเปรียบเทียบให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างจักรวรรดิอังกฤษ vs. ประเทศอาณานิคมอินเดีย (British Raj) ในหลายๆระดับ เริ่มจากตัดสลับบริเวณที่พักอาศัยระหว่าง Ronny vs. Dr. Aziz พบเห็นความละม้ายคล้ายที่แตกต่าง มีถนนหนทาง (แต่ฝั่งหนึ่งสะอาดสะอ้าน ดูสวยงามตา, อีกฝั่งหนึ่งคาคั่งไปด้วยผู้คน คละคลุ้งด้วยฝุ่นลูกรัง), บ้านพักอาศัย (มีคนรับใช้นับสิบมาคอยต้อนรับ ปัดกวาดเช็ดถูเอี่ยมอ่อง, เพียงห้องว่างๆ เฟอร์นิเจอร์เก่าๆ และคนรับใช้บ้าใบ้เพียงหนึ่งเดียว) ฯลฯ

แซว: เอาจริงๆบ้านของ Dr. Aziz ดูหรูหราเกินกว่าชาวอินเดียส่วนใหญ่ของประเทศเสียอีกนะ นั่นเพราะเขาคือตัวแทนของบุคคลที่ถูกหล่อหลอม ซึมซับวัฒนธรรม ร่ำเรียนจบสูง สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษ หรือจะเรียกว่าชนชั้นกลางอินเดีย ก็พอได้อยู่กระมัง

มัสยิดร้าง คือสถานที่แห่งความเชื่อ ศรัทธา ศาสนา ในยุคสมัยนั้นเริ่มถูกผู้คนละทอดทิ้ง หันไปพึ่งพาวัตถุข้าวของ สิ่งสามารถจับต้องได้มากกว่า … ส่วนหนึ่งก็เพราะการเข้ามาของประเทศผู้ล่าอาณานิคมด้วยละนะ

Dr. Aziz ชื่นชอบมาพักผ่อนคลายยังมัสยิดร้างแห่งนี้ ด้วยการเหม่อมองออกไปยังแม่น้ำคงคา (สายธาราแห่งชีวิต-ความตาย ตามความเชื่อของชาวอินเดีย) ครุ่นคิดถึงภรรยาผู้ล่วงลับ นี่น่าจะเป็นสถานที่ใกล้สรวงสวรรค์ที่สุด! จนกระทั่งค่ำคืนนี้มีผู้มาเยือน Mrs Moore ปฏิกิริยาแรกคือปฏิเสธต่อต้าน ต้องการขับไล่ผลักไสส่ง แต่เมื่อเธอบอกว่าได้ถอดรองเท้าวางไว้ตรงทางเข้า (เป็นการแสดงมารยาททางสังคม ให้การยินยอมรับวิถีปฏิบัติของอีกฝั่งฝ่าย) ทำให้เขาจากเคยยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิด เดินเข้ามาเปิดเผยใบหน้าตา ปรับเปลี่ยนแปลงทัศนคติโดยพลัน

ทางฝั่งของ Mrs Moore ก็เช่นเดียวกันนะ ใบหน้าของเธอเริ่มจากปกคลุมในความมืดมิด จากนั้นก้าวออกมาสู่แสงจันทรา แม้เต็มไปด้วยริ้วรอยเหี่ยวย่น แต่ก็อิ่มอุรา เบิกบานหฤทัย แสดงถึงความพร้อมที่จะเปิดรับ เรียนรู้จักอีกฝั่งฝ่าย เอาใจเขามาใส่ใจเรา มนุษย์ทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน

นี่เป็นอีกฉากที่หนังทำการแบ่งแยกระหว่าง คนขาว (ชาวอังกฤษ) vs. คนผิวเหลือง (ชาวอินเดีย) ออกจากกันอย่างชัดเจน! บรรดาผู้ดีอังกฤษต่างนั่งจิบน้ำชาอยู่เบื้องบน มีร่มกำบัง (พร้อมคนรับใช้) ส่วนชาวอินเดียทั้งหลายต้องยืนตากแดดตากลมรอคอยอยู่ด้านล่าง

ถึงอย่างนั้นผู้กำกับ Lean ก็นำเสนอการก้าวลงมาพบปะผู้คนของพวกผู้ดีอังกฤษหลังจิบน้ำชาเสร็จ เป็นการแสดงให้เห็นว่าต่อให้พยายามวางตัวสูงส่งขนาดไหน ท้ายที่สุดแล้วก็มนุษย์เดินดินเหมือนกันทั้งนั้น

ช่วงท้ายของงานพิธีต้อนรับ ระหว่างบทเพลงชาติ God Save the King นอกจากประโยคสนทนาอันเฉียบคมคายของ Mrs Moore ยังมีการ Cross-Cutting ไปยังภาพพื้นผิวน้ำ ให้ความรู้สึกเหมือนว่าคำกล่าวอ้างพระเจ้า พระราชา ช่างเต็มไปด้วยคำโป้ปด หลอกลวงตนเอง ชาวอังกฤษกำลังหลงระเริงในอำนาจ ใช้มันกดขี่ข่มเหง ดูถูกเหยียดหยามบุคคลผู้มีความต่ำต้อยด้อยค่ากว่า

God has put us on earth to love and help our fellow men.

Mrs Moore

วันหนึ่งระหว่างการผจญภัยออกสำรวจอินเดียของ Adela ปั่นจักรยานมาถึงโบราณสถาน ซากปรักหักพังแห่งหนึ่ง พบเห็นรูปปั้นเปลือย ชาย-หญิง ท่วงท่าทางกามสูตร และลิงกังหัน (Bonnet macaque) ที่ดูป่าเถื่อนดุร้าย เหล่านี้คือภาพสะท้อนอินเดียในสายตาผู้ดีอังกฤษว่าเป็นคนชนชั้นต่ำ เดรัจฉาน มักมากในกามคุณ สร้างความหวาดสั่นสะพรึงกลัวให้หญิงสาว จึงต้องรีบหลบหนีกลับบ้านโดยพลัน!

นี่คือจุดเริ่มต้นอคติของ Adela ถึงความรังเกียจเดียดฉันท์อินเดีย แต่มันแค่ความรู้สึกนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ ยังไม่เข้าใจว่าบังเกิดอะไรขึ้นภายในจิตใจตนเอง

ผมโคตรสงสัยมากๆเลยว่าทำไมช็อตนี้รถไฟถึงวิ่งถอยหลังขึ้นเขา? สังเกตจากธารน้ำเบื้องหลังก็ไม่ใช่การเล่นฟีล์มถอยหลัง (Reverse Shot) มันอาจเป็นเทคนิคการขับรถไฟโดยใช้หัวเครื่องจักรผลักตู้โดยสาร อาจได้แรงส่งมากกว่าการลากจากด้านหน้าขบวน … กระมัง?

แซว: นี่น่าจะเป็นเส้นทางรถไฟ และสะพานเดียวกับที่ใช้ในบทเพลงอมตะ Chal Chiya Chiya จากภาพยนตร์ Dil Se.. (1998) ของผู้กำกับ Mani Ratnam

ผมคุ้นๆว่า Douglas Fairbanks ไม่น่าจะเคยห้อยโหนบนรถไฟนะ แต่ท่วงท่านี้เหมือนจากภาพยนตร์ The Thief of Bagdad (1924) … แต่ผมอาจจำผิดเรื่องก็ได้นะ ไม่ได้รับชมมานานแล้ว

ช้างเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อชาวอินเดีย นับตั้งแต่พระพิฆเนศผู้มีเศียรเป็นช้าง รวมถึงช้างค้ำจักรวาลของศาสนาพราหมณ์ ส่วนตำราไตรภูมิของพุทธศาสนา กล่าวว่าเทพบุตรเอราวัณจะแปลงตนเป็นช้างให้พระอินทร์ทรงประทับเพื่อเสร็จออกเดินทางไปไหนต่อไหน, นอกจากนี้ทั้งไทยและอินเดีย ต่างเชื่อว่าช้างคือสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ สัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ อำนาจบารมี และการทำลายล้าง

การขึ้นขี่ช้างออกเดินทางสู่ถ้ำ Marabar มองผิวเผินอาจแค่การผจญภัย สร้างความประหลาดใจ แต่ในเชิงสัญลักษณ์ของหนังสามารถมองเป็นการยกยอปอปั้น ทำราวกับคนขาวชาวอังกฤษเหล่านั้นคือบุคคลผู้มีความสูงส่ง ราวกับเทพเจ้า ขณะที่ชาวอินเดียไม่ต่างจากข้าราชบริพาร ต้องเดินเรียงแถวติดตามอยู่เบื้องหลัง

เกร็ด: ฉากที่ Peggy Ashcroft บอกว่ามีความชื่นชอบประทับใจสุดในหนัง ก็คือการได้ขึ้นขี่ช้างครั้งแรกในชีวิต

ผมเป็นคนหนึ่งที่ค่อนข้างผิดหวังกับถ้ำ เพราะครุ่นคิดว่าจะมีความยิ่งใหญ่อลังการ แบบถ้ำธรรมชาติทั่วๆไป (ที่พบเห็นในประเทศไทย) แต่กลับกลายเป็นถ้ำขุดเจาะเข้าไปในภูเขาหิน มีลักษณะเหมือนประตูทางเข้า แค่นี้เองนะเหรอ??

  • ถ้าหนังใช้ถ้ำธรรมชาติ จะสามารถสื่อถึงการเผชิญหน้ากับสันชาติญาณ สะท้อนความต้องการพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต
  • แต่เมื่อเลือกใช้ถ้ำขุดเจาะ มันจึงมีคำว่า ‘มนุษย์’ เพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งก็คือการเผชิญหน้ากับตัวตนเอง ค้นพบความต้องการแท้จริงภายในจิตใจ

เมื่อเข้าไปในถ้ำแรก Mrs Moore แม้ห้อมล้อมรอบด้วยผู้คน แต่ความมืดมิดและเสียงที่ดังกึกก้อง สร้างความหวาดหวั่นสะพรึงกลัว ทำให้ต้องรีบหลบหนีกลับออกมาภายนอก ไม่ทันปรับตัวกับแสงแดดสว่างจร้า สวมแว่นดำค่อยๆปรับสายตาและสภาพจิตใจตนเองให้ค่อยๆกลับมาเป็นปกติ

สิ่งที่ Mrs Moore ตระหนักรับรู้เห็นในถ้ำ Marabar มีความแตกต่างจาก Adela โดยสิ้นเชิง! เธอไม่ได้มีความหมกมุ่นมักมาก สนใจเรื่องรักๆใคร่ๆหนุ่มสาว ด้วยวัยวุฒิที่เพิ่มสูงขึ้น สภาพร่างกายมีความเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า ใกล้ถึงเวลาเผชิญหน้าความเป็น-ตาย … ความหวาดสะพรึงกลัวของ Mrs Moore ในความเข้าใจของผมก็คือ ความมืดมิด ชีวิตหลังความตาย!

สำหรับ Adela Quested ตั้งแต่กลับจากทริปปั่นจักรยาน ยังไม่รับรู้ตนเองว่าเต็มไปด้วยอคติต่อชาวอินเดีย จนกระทั่งยื่นไปจับมือ Dr. Aziz ก็บังเกิดความปั่นป่วนพลุกพล่าน จิตใจสับสน ว้าวุ่นวาย จู่ๆสอบถามเรื่องภรรยา (นี่เป็นประเด็นล่อแหลม เมื่อชาย-หญิงอยู่ร่วมกันเพียงสองต่อสอง)

  • ถ้าเป็นนวนิยาย จะสร้างความคลุมเคลือ ตัดข้ามไปเลยโดยไม่ทิ้งเงื่อนงำใดๆว่า Dr. Aziz กระทำการอะไรต่อ Adela หรือเปล่า?
  • ส่วนฉบับภาพยนตร์พยายามแสดงให้เห็นว่า Dr. Aziz ไม่ได้กระทำอะไรเกินเลย ขอเวลาไปสูบบุหรี่เพื่อหยุดยับยั้งชั่งอารมณ์ แล้วจู่ๆ Adela ก็สาปสูญหายไปอย่างไร้ร่องลอย

วินาทีที่เหมือนว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นระหว่าง Dr. Aziz กับ Adela พอดิบพอดีเจ้าช้างทิ้งตัวลงในสระ กล้องจับภาพน้ำบริเวณโขดหินค่อยๆเอ่อไหลล้นออกมา เอาจริงๆนัยยะของช็อตนี้คือเขื่อนแตก น้ำทะลัก สำเร็จกามกิจ แต่เราก็สามารถมองถึงบางสิ่งอย่างที่เคยถูกกักขัง ปกปิด ซุกซ่อนเร้นไว้ภายใน ได้เกิดการปะทุระเบิด เปิดเผยแสดงธาตุแท้จริงออกมา (หรือคือ Adela มิอาจควบคุมตนเองเลยเกิดอาการคลุ้มบ้าคลั่ง วิ่งร่านลงจากภูเขาพานผ่านต้นกระบองเพชร ถูกหนามแหลมทิ่มแทงจนได้รับบาดเจ็บทั้งร่างกาย-จิตใจ)

การพนมมือยกขึ้นเหนือศีรษะของพราหมณ์ Prof. Godbole เป็นการแสดงความเคารพนับถือสูงสุด ซึ่งในบริบทนี้สามารถสื่อถึงการร่ำลาครั้งสุดท้ายในชาติภพนี้ บอกใบ้ถึงโชคชะตาของตัวละคร การเดินทางครั้งสุดท้ายเพื่อ ‘กลับบ้าน’ แต่ยังไม่ไปถึงจุดหมายพระนิพพาน (เสียชีวิตบนเรือ เลยถูกทิ้งศพลงกลางทะเล ว่ายเวียนวนอยู่ในวัฎฎะสังสาร)

ระหว่างการเดินทางไปศาลของ Adela Quested พานผ่านฝูงชนที่มาชุมนุมรวมตัว แสดงอารยะขัดขืน ไม่ยินยอมรับสิ่งบังเกิดขึ้น เรียกว่าเหตุการณ์บานปลายกลายเป็นปัญหาระดับชาติระหว่างอินเดีย vs. สหราชอาณาจักร

  • ใครบางท่ามกลางฝูงชนเขวี้ยงขว้างก้อนหินทำให้กระจกรถเกิดรอยแตกร้าว สะท้อนสภาวะทางจิตใจของหญิงสาว ที่เปราะบาง เต็มไปด้วยความหวาดสะพรึงกลัว
  • พบเห็นใครคนหนึ่งแต่งหน้าแต่งตาทำตัวเหมือนลิง (ล้อกับลิงจริงๆที่เธอเคยพบเห็นเมื่อตอนปั่นจักรยานท่องเที่ยว เป็นสัญลักษณ์แทนชาวอินเดียที่มีความป่าเถื่อน ดุร้าย ไร้อารยธรรม) เมื่อเข้ามาขวางทางเดินรถเลยถูกเจ้าหน้าที่ทุบทำร้ายจนเสียชีวิต (สื่อถึงชีวิตของชาวอินเดีย ไม่ได้มีคุณค่าความหมายใดๆต่อชาวอังกฤษ ไม่ต่างจากสัตว์เดรัจฉาน)
    • มนุษย์ลิงผู้นี้สามารถเปรียบดั่ง Dr. Aziz ที่ไม่ได้กระทำความผิดอะไร แต่ถูกหญิงสาวใส่ร้ายป้ายสี ถ้าพ่ายแพ้คดีความก็จะมีสภาพถูกทุบทำร้าย ตกตายไม่ต่างกัน

ระหว่างการพิจารณาคดีความนั้น สภาพอาการช่างมีความลุ่มร้อนระอุ (ทั้งร่างกาย-จิตใจ) เห็นเหงื่อเป็นเม็ดเป้งๆบนใบหน้าของผู้พิพากษา แต่หลังจากที่ Adela ตัดสินใจถอนฟ้องคดีความ แหงนหน้าขึ้นมองกระจกบนหลังคา พบเห็นหยาดฝนกำลังค่อยๆหล่นพรำลงมา เปียกปอนชุ่มฉ่ำดั่งคราบน้ำตา … ฟ้าดินช่างดลบันดาลจริงๆ

ฉบับนวนิยาย Dr. Aziz อพยพย้ายสู่เมือง Mau หรือ Maunath Bhanjan, Uttar Pradesh ซึ่งเป็นรัฐของชาวฮินดู ทางตะวันตกเฉียงเหนือของอินเดีย (ใกล้ๆประเทศเนปาล) แม้จะมีโอกาสหวนกลับมาพบเจอ Richard Fielding แต่ประโยคสุดท้ายของเขาบอกว่า เราคงไม่สามารถเป็นเพื่อนกันจนกว่าอินเดียจะได้รับอิสรภาพจากสหราชอาณาจักร (แฝงนัยยะการเมืองที่ชัดเจนมากๆ)

ฉบับภาพยนตร์ Dr. Aziz อพยพมาอยู่ Srinagar, Kashmir (สถานที่ที่มีชาวมุสลิมอยู่มาก) อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือสุดของอนุทวีปอินเดีย ทิวทัศน์ด้านหลังคือเทือกเขาหิมาลัยและเทือกเขาปีร์ปัญจาล, ส่วนสถานที่ถ่ายทำแห่งนี้ก็คือทะเลสาบ Dal Lake อยู่ที่ Srinagar, Jammu and Kashmir

เหตุผลของหนังในการเปลี่ยนมาใช้สถานที่ Kashmir เพราะทิวทัศน์เทือกเขาหิมาลัยด้านหลัง สามารถสื่อถึงจุดสูงสุดของชีวิต หรือจะมองว่าดินแดนแห่งพระนิพพานก็ได้เช่นกัน (แม้สถานที่แห่งนี้จะมีความขัดแย้งบ่อยครั้งระหว่าง อินเดีย vs. ปากีสถาน แต่ก็ถือว่ามีความสวยงาม สงบสุข สรวงสวรรค์บนโลกมนุษย์)

ผมละขำกลิ้งกับ Dynamic Cut สไตล์ Godard (พบเห็นครั้งแรกๆน่าจะจาก Pierrot le Fou (1965)) เมื่อ Dr. Aziz สามารถปล่อยปละละวางอคติต่อ Adela หันไปประกาศชื่อ Mrs Moore จากนั้นตัดไปภาพจุดพลุขึ้นฟ้า เฉลิมฉลองเทศกาลแห่งแสงสว่าง ทีปาวลี (Diwali) ถือเป็นวันปีใหม่ของชาวฮินดูในประเทศอินเดีย จัดขึ้นประมาณเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนของทุกๆปี สัญลักษณ์แห่งการเฉลิมฉลองชัยชนะของแสงสว่างเหนือความมืด และความดีเหนือความชั่วทั้งปวง

การร่ำจากลาระหว่าง Dr. Aziz กับ Richard Fielding และภรรยา Stella Moore (รับบทโดย Sandra Hotz) บุตรสาวจากสามีคนที่สองของ Mrs Moore ยังพื้นหลังที่มีทุ่งดอกบัวตองเหลืองอร่าม เบิกบาน เปร่งประกาย (ลักษณะของดอกบัวตองมีความละม้ายคล้ายทานตะวัน แต่มีขนาดเล็กและถือเป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง)

I do not think I will ever see them again.

Dr. Aziz Ahmed

ในแง่มุมหนึ่งสามารถตีความว่า เมื่ออินเดียสามารถปลดแอกจากสหราชอาณาจักร เราคงไม่มีวันได้พบเจอกันหน้าอีกต่อไป (คือไม่ยอมตกเป็นประเทศราช/อาณานิคมของจักรวรรดิใดอีก)

ภาพสุดท้ายของหนัง Adela Quested หลังอ่านจดหมาย Dr. Aziz เขียนบอกว่ายินยอมให้อภัยทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต ไม่ครุ่นคิดติดใจอะไร แถมยังอำนวยอวยพรให้อยู่ดีมีสุข ปราศจากโรคภัย ทำให้เธอเดินตรงไปหน้าต่าง หยาดฝนตกภายนอกพรำลงมา แทนคราบน้ำตาหลั่งไหลรินออกมาจากภายใน แสดงความซาบซึ้ง ขอบคุณ สำนึกผิดจากใจ

ขณะเดียวกันเรายังสามารถตีความภาพนี้ถึงคราบน้ำตาของ David Lean ที่ได้สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้จนสำเร็จเสร็จสมหวังหลังว่างเว้นไปนานถึง 14 ปีเต็มๆๆ และรวมถึงเป็นการการร่ำจากลาผู้ชม จุดสิ้นสุดของชีวิตด้วยนะครับ (แต่สองเหตุผลหลังผู้กำกับ Lean คงไม่ได้ตั้งใจสักเท่าไร่)

ตัดต่อโดย David Lean, ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของสองสาว Mrs Moore และ Adela Quest ตั้งแต่ออกเดินทางจากอังกฤษสู่ประเทศอาณานิคมอินเดีย (British Raj) เพราะต้องการพบเห็นความเป็น ‘อินเดียที่แท้จริง’ ตอบรับคำเชิญชวนจาก Dr. Aziz ออกเดินทางผจญภัยสู่ถ้ำ Marabar แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น

  • อารัมบท, ออกเดินทางสู่อินเดีย
    • Mrs Moore และ Adela Quest ออกเดินทางโดยเรือ ตามด้วยรถไฟ จนมาถึงปลายทาง Chandrapur
  • องก์หนึ่ง, ประเทศอาณานิคมอินเดีย (British Raj)
    • งานเลี้ยงต้อนรับที่พบเห็นแต่ชาวอินเดีย ถูกเสี้ยมสอน หล่อหลอมให้กลายเป็นเหมือนผู้ดีอังกฤษ
    • Mrs Moore แรกพบเจอกับ Dr. Aziz
    • งานเลี้ยงน้ำชาของ Richard Fielding ทำให้ Dr. Aziz อาสาจัดทริปผจญภัยสู่ถ้ำ Marabar
  • องก์สอง, การผจญภัยสู่ถ้ำ Marabar เพื่อค้นหาความเป็นอินเดียที่แท้จริง
    • ออกเดินทางโดยสารรถไฟตั้งแต่เช้าตรู่ จากนั้นขึ้นขี่ช้างมุ่งสู่ถ้ำ Marabar
    • กรูกันเข้าไปในถ้ำแรก จนสร้างความปวดเศียรเวียนเกล้าให้ Mrs Moore
    • หลงเหลือเพียง Dr. Aziz และ Adela ไปสำรวจยังอีกถ้ำด้านบน แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็บังเกิดขึ้น
  • องก์สาม, ผลลัพท์หลังจากการค้นพบอินเดียที่แท้จริงนั้น
    • Dr. Aziz ถูกจับกุมควบคุมขัง ข้อหาลวนลาม พยายามข่มขืน Adela
    • ตระเตรียมการสู้คดี และการพิจารณาไต่สวนบนชั้นศาล
    • เมื่อ Adela ค่อยๆทบทวนเหตุการณ์บังเกิดขึ้น จึงค้นพบว่าตนเองทำผิดพลาดไป เลยตัดสินใจถอนฟ้องทั้งหมด
    • ชัยชนะของ Dr. Aziz ราวกับชัยชนะของอินเดีย (ต่อจักรวรรดิอังกฤษ)
  • ปัจฉิมบท, หลายปีให้หลัง
    • Dr. Azai ย้ายมาอยู่ยัง Srinagar, Kashmir มีโอกาสได้พบเจอ Richard Fielding ครั้งสุดท้าย

ลีลาการตัดต่อของผู้กำกับ Lean จะไม่มีความเร่งรีบ ค่อยๆให้เวลากับ Establish Shot ภาพทิวทัศน์ หรือร้อยเรียงภาพระหว่างการออกเดินทาง เพื่อให้ผู้ชมค่อยๆซึมซับบรรยากาศสถานที่ พบเห็นความงดงามของธรรมชาติ วิถีชีวิตชาวภารตะ เลยไม่น่าแปลกใจที่หนังจะเยิ่นยาวนานถึง 163 นาที

สำหรับคนเคยอ่านนวนิยาย ย่อมรับรู้เรื่องราวภายในถ้ำ Marabar ถูกทำให้มีความคลุมเคลือ ไม่มีใครเข้าใจว่าบังเกิดเหตุการณ์อะไร แต่ฉบับภาพยนตร์เหมือนพยายามทำให้ Dr. Aziz เป็นผู้บริสุทธิ์ มีเพียง Adela แสดงอาการลุ่มร้อนรน สับสนในตนเอง ก่อนวิ่งลงเนินเขาพานผ่านต้นกระบองเพชร … การนำเสนอดังกล่าวทำให้มุมมองของผู้อ่าน/ผู้ชมปรับเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากๆ

  • จากเคยเต็มไปด้วยความสับสนงุนงง เพราะไม่รับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น (แบบเดียวกับความสับสนของ Adela)
  • กลายเป็นอคติต่อพฤติกรรมของหญิงสาว และชาวอังกฤษที่สนเพียงพวกพ้อง (แสดงออกด้วยการดูถูกเหยียดหยาม ‘Racism’) รู้สึกสงสารเห็นใจ Dr. Aziz ลุ้นระทึกว่าผลการตัดสินคดีความจักลงเอยเช่นไร

ทิศทางดังกล่าวของผู้กำกับ Lean แม้ทำให้หนังมีความน่าตื่นเต้น ลุ้นระทึก (และเหมือนเป็นการสนับสนุนกลุ่มเคลื่อนไหวเรียกร้องอิสรภาพอินเดีย) แต่ก็ทำให้อรรถรสของนวนิยายที่พยายามสร้างความคลุมเคลือ วางตัวเป็นกลางสูญเสียไปพอสมควร (เพราะผู้เขียนเป็นชาวอังกฤษ เลยไม่ต้องการสร้างอคติให้ผู้อ่านชัดเจนขนาดนี้)


เพลงประกอบโดย Maurice-Alexis Jarre (1924 – 2009) นักแต่งเพลงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Lyon บิดาทำงานฝ่ายเทคนิคสถานีวิทยุแห่งหนึ่ง ในตอนแรกเลยสมัครเรียนวิศวกรตามรอยเท้าพ่อ แต่ก็เปลี่ยนความสนใจไปร่ำเรียนดนตรี Conservatoire de Paris เลือกเครื่องกระทบ (percussion) เป็นสาขาหลัก, หลังเรียนจบทำงานยัง Théâtre National Populaire, เขียนเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องแรก Burning Fuse (1957), เริ่มมีชื่อเสียงในฝรั่งเศสจาก Eyes Without a Face (1959), และกลายเป็นขาประจำผู้กำกับ David Lean ตั้งแต่ Lawrence of Arabia (1962), Doctor Zhivago (1965), Ryan’s Daughter (1970) และ A Passage to India (1984)

สไตล์เพลงของ Jarre โดดเด่นกับการใช้เครื่องกระทบ (percussion) เพื่อสร้างความระยิบระยับ (ด้วย ระฆังราว, Marimba, Xylophone, Vibraphone ฯ) สลับอลังการงานสร้าง (ฉาบ, กลอง Timpani ฯ) คลอประสานไวโอลิน (มอบสัมผัสพริ้วไหว) หรือเครื่องเป่าลม (เร่งเร้าอารมณ์) มอบสัมผัส ‘romanticism’ ผู้ชม/รับฟังรู้สีกเคลิบเคลิ้ม ลุ่มหลงใหล ล่องลอยไปกับท่วงทำนองเพลง

ผู้กำกับ Lean ให้คำแนะนำ Jarre ไม่ได้ต้องการบทเพลงที่มีกลิ่นอายอินเดีย แต่เรื่องราวเกี่ยวกับหญิงสาว ต้องการดนตรีที่สามารถปลุกตื่นความต้องการทางเพศ

Maurice, I want you to write music right from your groin for this very long scene in the cave. This isn’t a story of India, it’s a story of a woman. I want you to write music that evokes awakening sexuality

David Lean กล่าวถึงความต้องการบทเพลงของ A Passage to India (1984)

Jarre มีเวลาเพียงสองสัปดาห์ครึ่ง ประพันธ์บทเพลงความยาวทั้งหมด 45 นาที จะว่าไปแทบจะโคลนนิ่งท่วงทำนองมาจาก Ryan’s Daughter (1970) เพราะเรื่องนั้นก็มีลักษณะของ ‘sexual awaking’ แตกต่างที่การเลือกใช้เครื่องดนตรี (มองเป็น Variation ก็ยังได้เลยนะ)

Main Theme ของ A Passage to India (1984) เริ่มต้นด้วยการจัดเต็มวงออเคสตร้า ใช้เสียงไวโอลินสร้างความปั่นป่วนภายใน จากนั้นให้ความรู้สึกเหมือนค่อยๆไต่ไล่ระดับไปจนถึงจุดสูงสุด แล้วปลดปล่อยความอึดอัดอั้ดภายในให้ปะทุระเบิดออก … ลักษณะคล้ายอาการเก็บกดทางเพศ ค่อยๆได้รับการเปิดเผยทีละเล็ก ก่อนท้ายสุดไม่มีอะไรต้องปกปิดซุกซ่อนเร้นอีกต่อไป

The Marabar Caves เริ่มต้นด้วยความตื่นเต้น ตื่นตระการตา บันเทิงใจระหว่างการออกเดินทางผจญภัย (พานผ่านทิวทัศน์สวยๆ และยังได้ขึ้นขี่ช้าง) แต่เมื่อมาถึงเป้าหมายปลายทาง กำลังก้าวเข้าสู่ภายในถ้ำ ท่วงทำนองครึ่งหลังบทเพลงเต็มไปด้วยความลึกลับ ชวนพิศวง มอบสัมผัสอันเวิ้งว่างเปล่า ราวกับไม่มีอะไรอยู่ภายในนั้น (ก็ไม่มีอะไรอยู่จริงๆนะแหละ)

แถมท้ายกับ Bombay March ท่วงทำนองเพลงมาร์ช จังหวะสนุกสนาน ครึกครื้นเครง ดังขึ้นในพิธีต้อนรับผู้ตรวจการคนใหม่ และในงานเลี้ยงรับรอง แต่สังเกตว่ามีกลิ่นอาย British March คละคลุ้งอยู่ไม่น้อยเลยละ (ก็แน่ละอินเดียเป็นประเทศอาณานิคมของจักรวรรดิอังกฤษ)

บทเพลงอื่นๆของหนังก็จะเวียนวนอยู่กับสามท่วงทำนองนี้ Main Theme, Marabar Caves และ Bombay March ผสมผสานคลุกเคล้าเพื่อให้สอดคล้องกับเรื่องราว พัฒนาการตัวละคร และเสริมสร้างบรรยากาศในสถานที่แห่งนั้นๆ

ลัทธิอาณานิคม (Colonialism) หมายถึง รูปแบบการเข้ายึดครอบครองดินแดนหรือประเทศอื่นๆ ทำให้สูญเสียอธิปไตย ตกอยู่ภายใต้อำนาจการปกครอง อันประกอบด้วยการเข้ายึดครองทางกายภาพ แล้วตามด้วยครอบงำทางการเมือง เพื่อตอบสนองผลประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ของประเทศที่เป็นเจ้าของอาณานิคม

ยุคอาณานิคมสมัยใหม่ (Modern Colonialism) เริ่มต้นเมื่อใกล้เข้าสู่คริสต์ศตวรรษที่ 16 โดยการล่าอาณานิคมยุคนี้ เป็นการแผ่อำนาจของประเทศตะวันตก ซึ่งนับถือคริสต์ศาสนา โดยมีเป้าหมายใหญ่ 3 ประการ Gold, God and Glory เพื่อเผยแพร่ศาสนา หาความมั่งคั่ง และครองความยิ่งใหญ่

สำหรับอินเดีย หรือ British Raj (ब्रिटिश राज) หมายถึงการปกครองโดยพระมหากษัตริย์สหราชอาณาจักรในอนุทวีปอินเดียระหว่างปี ค.ศ. 1858 ถึง 1947 ถือเป็นช่วงเวลาที่ชาวอินเดียต้องก้มหัว ศิโรราบต่อคนขาว ถูกมองด้วยสายตาอันเหยียดหยาม ดูหมิ่นแคลน ‘Racism’ ไม่ต่างจากขี้ข้าทาสรับใช้ ดินแดนแห่งนี้ช่างมีความป่าเถื่อน ทุรกันดาร ไร้อารยธรรมใดๆ

A Passage of India นำเสนอช่วงเวลาความขัดแย้งระหว่างอินเดีย vs. คนขาวชาวอังกฤษ ที่กำลังคุกรุ่น ทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ ถ้าไม่เพราะมหาตมา คานธี ใช้หลัก ‘อหิงสา’ ควบคุมฝูงชนให้รู้จักอดรนทน ทำการชุมนุมประท้วงอย่างสันติวิธี ชาวภารตะคงประสบหายนะอย่างกู่ไม่กลับอย่างแน่นอน

การเผชิญหน้าในชั้นศาลระหว่าง Adela Quested vs. Dr. Aziz Ahmed สามารถเปรียบเทียบแทนถึงความขัดแย้งระหว่างจักรวรรดิอังกฤษ (British Empire) vs. ประเทศอาณานิคมอินเดีย (British Raj) ฝั่งฝ่ายหนึ่งพยายามใส่ร้ายป้ายสี ดูถูกเหยียดหยามอีกฝั่งฝ่ายว่ามีความต่ำต้อยด้อยค่า กระทำสิ่งอัปลักษณ์ ขัดต่อหลักศีลธรรมจรรยา … แต่คำกล่าวหาทั้งหมดล้วนไม่เป็นความจริงเลยสักอย่างเดียว!

ความคลุ้มบ้าคลั่งของ Adela บังเกิดขึ้นเมื่อเธอก้าวเข้าไปยังถ้ำ Marabar สถานที่อันคับแคบ มืดมิด และส่งเสียงสะท้อนดังกึกก้องกังวาล สั่นสะท้อนถึงทรวงใน ราวกับทำให้เธอได้เผชิญหน้ากับตัวตนเอง พบเห็นความต้องการ(แท้จริง)ของจิตใจ บังเกิดความสับสน งุนงง ตื่นขึ้นจากความเพ้อฝัน มิอาจยินยอมรับเผชิญหน้าความจริงดังกล่าว

สิ่งที่ Adela ค้นพบในถ้ำ Marabar ไม่ได้ถูกพูดกล่าวถึงทั้งฉบับนวนิยายและภาพยนตร์ ขึ้นอยู่กับผู้อ่าน-ผู้ชมจักครุ่นคิดตีความ ผมขอเลือกมาสองสามแนวคิดที่รู้สึกว่าน่าสนใจ

  • Adela คือหญิงสาวที่ได้รับการเลี้ยงดูเหมือนชาวอังกฤษทั่วไป เมื่อพบเห็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมของอินเดีย บังเกิดอาการเรียกว่า ‘culture shock’ และเมื่อเข้าไปในถ้ำ Marabar ทำให้เธอตระหนักว่าตนเองมีความรังเกียจ ขยะแขยง เต็มไปด้วยอคติต่อต้านคนผิวเหลือง
    • ช่วงระหว่างที่เธอให้การบนชั้นศาล ค่อยมีโอกาสทบทวนเหตุการณ์บังเกิดขึ้นทั้งหมด ค้นพบความเข้าใจผิดของตนเอง รับรู้ว่านั่นเป็นสิ่งไม่ถูกต้อง เลยยินยอมถอนฟ้องร้องคดีความ = ยินยอมรับความผิดพลาดของตนเอง สามารถปรับปรุงตัว และไม่ก่อเกิดอคติต่อชาวอินเดียอีกต่อไป
  • Adela มีความโล้เล้ลังใจในการตอบแต่งงานแฟนหนุ่ม Ronny Heaslop ครั้งแรกบอกไม่แต่ง ครั้งสองบอกจะแต่ง เอาแน่เอานอนกับตนเองยังไม่ได้ กระทั่งเมื่อก้าวเข้าไปในถ้ำ Marabar ค้นพบความเวิ้งว่างเปล่าภายใน (ว่าตนเองไม่ได้มีความชื่นชอบพอใดๆต่อ Ronny) เลยบังเกิดความขลาดหวาดกลัว ไม่อาจยินยอมรับความจริงดังกล่าวขึ้นมา
    • หลังจาก Adela ฟื้นคืนสติจากเหตุการณ์ดังกล่าว เธอคงตอบปฏิเสธการแต่งงานกับ Ronny (เหมือนหนังจะไม่ได้อธิบายเหตุการณ์นี้ออกมาตรงๆ แต่เราก็สามารถคาดเดาไม่ยากว่า ชาวอังกฤษส่วนใหญ่คงไม่ใครต้องการสานสัมพันธ์กับเธออีกต่อไป)
  • วิถีชีวิตของชาวตะวันตก มักครุ่นคิดด้วยเหตุผล หลักการทางวิทยาศาสตร์จับต้องได้ แต่เมื่อ Adela ก้าวเข้าไปในถ้ำ ได้ยินเสียงสะท้อนดังกึกก้อง ราวกับสัมผัสถึงสิ่งเหนือธรรมชาติ จิตวิญญาณ จับต้องไม่ได้ ไร้ซึ่งคำอธิบายใดๆ นั่นทำให้เธอบังเกิดความหวาดสะพรึงกลัว มิอาจยินยอมรับความจริง (ว่าโลกใบนี้มีความลี้ลับมากมาย)
    • ในมุมมองนี้ Dr. Aziz คือตัวแทนสิ่งเหนือธรรมชาติที่ Adela ไม่สามารถเรียนรู้ทำความเข้าใจ จึงมิอาจยินยอมรับ แสดงอาการปฏิเสธต่อต้าน แต่หลังจากสามารถสงบสติอารมณ์ ก็ค่อยๆตระหนักว่าโลกใบนี้ช่างกว้างใหญ่ มีอะไรๆอีกมากมายที่มนุษย์ยังไม่สามารถค้นหาคำตอบได้

ต้องขอกล่าวถึง Mrs Moore เพราะเป็นอีกคนที่ก้าวเข้าไปในถ้ำ Marabar แต่หลังจากได้ยินเสียงสะท้อนดังกึกก้องก็รีบวิ่งหลบหนีออกมา ผมมองว่าสิ่งที่เธอค้นพบก็คือการเผชิญหน้าชีวิต-ความตาย อกสั่นขวัญแขวน หวาดสะพรึงกลัวต่อสิ่งที่อีกไม่นานจักบังเกิดขึ้น เพราะมนุษย์ส่วนใหญ่ (รวมถึง Mrs Moore) ไม่เคยตระเตรียมความพร้อม ครุ่นคิดถึงมรณานุสติ

In the cave it is either a man, or the supernatural, or an illusion. And even if I know! My writing mind therefore is a blur here—i.e. I will it to remain a blur, and to be uncertain, as I am of many facts in daily life. This isn’t a philosophy of aesthetics. It’s a particular trick I felt justified in trying because my theme was India. It sprang from my subject matter. I wouldn’t have attempted it in other countries, which though they contain mysteries or muddles, manage to draw rings round them.

E.M. Forster

ผมมองความตั้งใจลึกๆของผู้แต่งนวนิยาย Forster การเข้าไปในถ้ำ Marabar เปรียบเสมือนช่วงเวลาเผชิญหน้ากับตัวตนเอง ค้นพบอัตลักษณ์ทางเพศ ตระหนักว่าฉันเป็นเกย์! ซึ่งวินาทีนั้นเองคงเต็มไปด้วยความสับสน งุนงง แทบคลุ้มบ้าคลั่ง ทั้งๆก่อนหน้านี้เคยสารภาพรักหญิงสาว Syed Ross Masood (แต่อาจเพราะถูกเธอหักอก จึงเริ่มบังเกิดความสับสนในรสนิยมทางเพศก็เป็นได้นะ) แล้วกลับกลายมาเป็นฉันท์นี้เช่นไร? ซึ่งหลังจากสงบสติอารมณ์ ค่อยๆครุ่นคิดทบทวน พิจารณาตัดสินตนเอง ก็ค่อยๆยินยอมรับ เผชิญหน้ากับความจริง เป็นเกย์แล้วผิดอะไร? … แต่ข้อจำกัดของสังคมยุคสมัยนั้น ทำให้เขาไม่สามารถเปิดเผย(รสนิยมรักร่วมเพศ)ออกสู่สาธารณะนะครับ

A Passage to India (1984) สามารถมองเป็นการเดินทางเพื่อเผชิญหน้าตัวตนเองของผู้กำกับ David Lean ตั้งแต่ความล้มเหลวจาก Ryan’s Daughter (1970) ทำให้ไม่สามารถสรรค์สร้างภาพยนตร์ยาวนานกว่า 14 ปี ใช้เวลาดังกล่าวครุ่นคิดทบทวน ค้นหาโปรเจคที่น่าสนใจ แต่กลับถูกกีดกัน ผลักไส ไม่ได้รับโอกาสใดๆจากสตูดิโอ … ว่าไปก็ละม้ายคล้ายตัวละคร Adela Quested ตั้งแต่กลับออกมาจากถ้ำ Marabar กลายเป็นประเด็นสังคมบานปลายใหญ่โต จนกระทั่งเมื่อเริ่มครุ่นคิดทบทวนเหตุการณ์ทั้งหมด ถอนการฟ้องร้อง Dr. Aziz เลยถูกตีตรากล่าวหาว่าเป็นคนบ้า ไม่ได้รับโอกาสใดๆจากสังคมอีกต่อไป

จำเลยอย่าง Dr. Aziz เต็มไปด้วยความโกรธรังเกลียดเคียดแค้น แม้เป็นฝ่ายชนะคดีแต่ชื่อเสียง ศักดิ์ศรี ล้วนถูกทำให้ป่นปี้ไม่หลงเหลือชิ้นดี! จนกระทั่งหลายปีให้หลังเมื่อมีโอกาสพบเจอเพื่อนเก่า Cyril Fielding ถึงค่อยเริ่มปล่อยละวางอคติต่อ Adela เขียนจดหมายเพื่อหวังว่าเธอจักสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่ … นั่นคือสิ่งที่ผู้กำกับ Lean คาดหวังว่าต่อจากนี้ สตูดิโอ ผู้ชม และนักวิจารณ์จะให้โอกาสตนเองในการสรรค์สร้างภาพยนตร์อีกสักครั้ง

หลังเสร็จจากผลงานเรื่องนี้ ผู้กำกับ Lean ก็ยังไม่ได้คิดจะรีไทร์นะครับ เคยเซ็นสัญญาดัดแปลงนวนิยาย Empire of the Sun ก่อนส่งมอบต่อให้ Steven Spielberg, และอีกโปรเจคเตรียมงานสร้างไว้เสร็จสรรพ Nostromo: A Tale of the Seaboard (1904) แต่โชคร้ายพลันด่วนเสียชีวิตจากมะเร็งลำคอ (Throat cancer) ก่อนเริ่มต้นถ่ายทำเพียง 6 สัปดาห์ แผนงานทั้งหมดเลยถูกล้มเลิก A Passage to India (1984) เลยกลายเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายโดยปริยาย


ด้วยทุนสร้าง £17 ล้านปอนด์ (=$14.5 ล้านเหรียญ) แม้เสียงตอบรับจะดีล้นหลาม แต่ทำเงินในสหรัฐอเมริกาเพียง $27.2 ล้านเหรียญ รวมรายรับทั่วโลก $38 ล้านเหรียญ ไม่ถือว่าประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่

ช่วงปลายปีได้เข้าชิง Oscar ถึง 11 สาขา คว้ามาเพียง 2 รางวัล ประกอบด้วย

  • Best Film
  • Best Director
  • Best Actress (Judy Davis)
  • Best Supporting Actress (Peggy Ashcroft) ** คว้ารางวัล
  • Best Adapt Screenplay
  • Best Art Direction
  • Best Cinematography
  • Best Costume Design
  • Best Film Editing
  • Best Sound
  • Best Original Score ** คว้ารางวัล

ส่วน Golden Globe เข้าชิง 5 สาขา คว้ามาถึง 4 รางวัล (น่าแปลกใจเล็กๆที่หนังพูดภาษาอังกฤษ กลับเข้าชิง Best Foreign Film)

  • Best Foreign Film ** คว้ารางวัล
  • Best Director ** คว้ารางวัล
  • Best Supporting Actress (Peggy Ashcrof) ** คว้ารางวัล
  • Best Screenplay
  • Best Original Score ** คว้ารางวัล

แม้คุณภาพหนังจะคู่ควรรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่ก็มิได้เป็นตัวเต็งของปีนั้น ผู้ชนะ Oscar คือ Amadeus (1984) กำกับโดย Miloš Forman, ขณะที่ BAFTA Award ตกเป็นของ The Killing Fields (1984) กำกับโดย Roland Joffé

ส่วนตัวมีความชื่นชอบหนังเป็นอย่างมากๆ ในความลุ่มลึก-ซับซ้อนของเนื้อเรื่องราว ทีมนักแสดงสุดยอดกันทุกคน ไดเรคชั่นผู้กำกับ David Lean ทั้งถ่ายภาพ ตัดต่อ และเพลงประกอบโดย Maurice Jarre ร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างงดงาม กลมกล่อม สอดคล้องจองดั่งบทกวี ซึ่งในกรณีนี้สามารถเรียกว่า ‘นิราศอินเดีย’

แนะนำคอหนังดราม่า โรแมนติก อิงประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับ ‘sexual repression’, คลั่งไคล้วรรณกรรมของ E. M. Forster, โดยเฉพาะตากล้อง ช่างภาพ ทิวทัศน์สวยๆของประเทศอินเดียว (British Raj)

I do not think I will ever see them again.

Dr. Aziz Ahmed

คำพูดสุดท้ายของ Dr. Aziz Ahmed คงเป็นความตั้งใจของผู้กำกับ David Lean เพื่อบอกผู้ชมว่านี่คงเป็นครั้งสุดท้ายที่จักสรรค์สร้างภาพยนตร์ และก็สมประสงค์เป็นเช่นนั้นจริงๆ

จัดเรต 13+ กับการเหยียดผิว โกหกหลอกลวง ฮอร์โมนเพศพลุกพล่าน

คำโปรย | A Passage to India นิราศสู่ความเป็นนิรันดร์ของผู้กำกับ David Lean
คุณภาพ | ดั่วี
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: