A Story of Floating Weeds (1934)

Floating Weed

A Story of Floating Weeds (1934) Japanese : Yasujirô Ozu ♥♥♥♥

(mini Review) พ่อเป็นนักแสดง Kabuki ออกทัวร์ตามเมืองต่างๆ ล่องลอยไปมาไม่มีหลักเป็นแหล่ง วันหนึ่งเดินทางมาเปิดการแสดงที่จังหวัดริมทะเล หวนพบเจออดีตคนรักและลูกที่โตเป็นหนุ่ม แต่เขาหารู้ว่าชายคนนี้คือบิดาของตนเพราะปกปิดไว้ เมื่อความจริงกำลังได้รับการเปิดเผย เรื่องราววุ่นๆในสไตล์ของ Yasujirô Ozu จึงเริ่มขึ้น

ถึงผมจะมีโอกาสรับชม Floating Weeds (1959) ฉบับ Remake ของผู้กำกับ Yasujirô Ozu มาก่อน แต่ยังต้องบอกว่าคุณภาพหนังเงียบเรื่องนี้ ไม่ย่อหย่อนกว่ากันแม้แต่น้อย ส่วนตัวแอบรู้สึกเล็กๆด้วยซ้ำว่า A Story of Floating Weeds มีความทรงพลังกว่านิดๆ เพราะการที่ไม่มีเรื่องราว Side-Story หรือบทสนทนาเรื่อยเปื่อย ที่คอยดึงความสนใจของผู้ชมออกจากเนื้อหาสาระหลัก และการแสดงออก Expression ของนักแสดงหนังเงียบ นี่เป็นครั้งแรกที่ทำให้ผมรับรู้เข้าใจว่า ‘การแสดงออกทางสีหน้าท่าทางมีความสมจริงทรงพลัง มากกว่าใช้คำพูดดัดจริตส่อสำเนียง’

Yasujirō Ozu (1903 – 1963) ปรมาจารย์ผู้กำกับสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Fukagawa, Tokyo เป็นลูกคนรองจากพี่น้อง 5 คน ตอนเด็กๆชอบโดดเรียนไปดูหนังอย่าง Quo Vadis (1913), The Last Days of Pompeii (1913) กระทั่งได้รับชม Civilization (1918) ตัดสินใจโตขึ้นจะต้องกลายเป็นผู้สร้างภาพยนตร์, เรียนจบ ม.ปลาย อย่างยากลำบาก เพราะเป็นคนหัวช้า สอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ไหนก็ไม่ติด โชคดีมีลุงเป็นนักแสดง ได้ทำงานกับสตูดิโอ Shochiku (ขัดขืนคำสั่งของพ่อ) เป็นผู้ช่วยตากล้อง กลับจากรับราชการทหารเลื่อนขึ้นเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ไม่นานได้กำกับหนังเงียบเรื่องแรก Sword of Penitence (1927) น่าเสียดายฟีล์มสูญหายไปแล้ว

เกร็ด: ช่วงต้นทศวรรษ 30s วงการภาพยนตร์ Hollywood และยุโรป ต่างแทบจะเลิกสร้างหนังเงียบกันหมดแล้ว เพราะการมาถึงของหนังพูด แต่ญี่ปุ่นซึ่งอยู่ห่างไกล ยังใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะสามารถปรับตัวสู่โลกยุคใหม่, Ozu คือหนึ่งในนั้น กว่าจะเริ่มสร้างหนัง Talkie เรื่องแรกก็ The Only Son (1936)

ช่วงแรกๆในวงการหนังเงียบของ Ozu ยังถือเป็นช่วงของการลองผิดลองถูก เพื่อค้นหาแนวทางความชื่นชอบสนใจ แต่ก็มีหลายเรื่องที่ได้รับการยกย่องอย่างสูง เนื่องจากผมยังรับชมไม่ครบสักที เลยขอแนะนำ 3 เรื่องที่สามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปีของนิตยสาร Kinema Junpo ประกอบด้วย I Was Born, But… (1932), Passing Fancy (1933) และ A Story of Floating Weeds (1934)

สำหรับ Ukikusa Monogatari พัฒนาบทภาพยนตร์ร่วมกับ Tadao Ikeda (1905 – 1964) อีกหนึ่งนักเขียนขาประจำในช่วงทศวรรษแรกๆของ Ozu เรื่องราวของพ่อผู้ปกปิดความจริงต่อลูก อ้างว่าไม่ต้องการให้รู้สึกผิดหวังจากสิ่งที่ตนเป็น อาชีพนักแสดงหาได้มีเกียรติ สูงศักดิ์ น่าภาคภูมิใจนัก อีกทั้งยังต้องออกเดินทางไปเปิดการแสดงตามเมืองต่างๆ มิอาจปักหลักลงฐานอยู่แห่งหนใดได้ จึงมอบภาระการเลี้ยงดูให้กับแม่ ส่วนตัวเองคอยส่งเงินมาสนับสนุนอยู่ห่างๆ

คงเป็นค่านิยมของคนญี่ปุ่นสมัยก่อน ต่ออาชีพเกี่ยวกับความบันเทิง เหมารวมคล้ายกับเกอิชา โสเภณี อาชีพชั้นต่ำ คล้ายขอทานรับเงินจากน้ำจิตน้ำใจของผู้อื่น, แถมคนสายอาชีพนี้ มักต้องออกทัวร์การแสดง ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่งเลื่อนลอย ขาดความน่าเชื่อถือไว้วางใจ พบเจอผู้คนมากมาย โกหกหลอกลวงปลิ้นปล้อน พึ่งพาไม่ได้ กลายเป็นข้อห้ามทางจิตสำนึกมโนธรรม ‘ห้ามตกหลุมรักใคร’ เพราะเมื่อใดต้องการมีครอบครัว จักกต้องละทิ้งออกจากวงการ ไม่เช่นนั้นลูกเมียจะเอาตัวรอดได้อย่างไร?

นำแสดงโดย Takeshi Sakamoto (1899 – 1974) นักแสดงขาประจำในยุคแรกๆ ที่ถ้าคุณดูหนังของ Ozu มาเยอะน่าจะคุ้นเคยเป็นอย่างดี, รับบทพ่อ Kihachi หัวหน้าคณะ Kabuki เป็นคนที่โลกต้องหมุนรอบตัวเขา ชอบวางอำนาจบาดใหญ่โดยเฉพาะกับผู้หญิง ไม่ชอบความเห็นแก่ตัว แต่กลับโคตรเอาแต่ใจ พยายามที่จะบีบบังคับครอบงำความคิดผู้อื่น แต่ใช่ว่าคนรุ่นใหม่จะยินยอมรับฟังทำตาม, ตัวละครนี้ น่าจะสะท้อนภาพ พ่อของ Ozu ออกมาค่อนข้างมากทีเดียว

Kôji Mitsui (1910–1979) เกิดที่ Yokohama จากนักแสดงหนุ่มหน้าใสในยุคหนังเงียบ เติบโตขึ้นมีผลงานเด่นกับ The Hidden Fortress (1958), The Lower Depths (1957), High and Low (1963), Woman in the Dunes (1964) ฯ รับบท Shinkichi ลูกชายของ Kihachi แต่เข้าใจผิดคิดเรียกว่าลุงมาโดยตลอด อาศัยเติบโตอยู่กับแม่สองคน เป็นคนเฉลียวฉลาด อนาคตไกล แต่เพราะตกหลุมรักกับหญิงสาวนักแสดงคนสวยจนโงหัวไม่ขึ้น ต้องการมีชีวิตอยู่ร่วมเคียงข้างกับเธอ ซึ่งพอ Kihachi รับรู้เข้า แสดงความปฏิเสธต่อต้าน ด้วยความฉงนสงสัยทำไมลุงถึงแสดงความขัดขืนขนาดนั้น เป็นเหตุให้ความจริงเปิดเผยออก แต่เช่นนั้นใช่ว่าอยู่ดีๆจะสามารถยินยอมรับได้ พ่อที่คิดว่าเคยจากไปนานแล้ว กลับยังมีชีวิตอยู่ยืนอยู่ตรงหน้า

การแสดงในยุคหนังเงียบ จะมีความ Over-Acting ไม่เป็นธรรมชาติสักเท่าไหร่ เพื่อให้ผู้ชมสามารถทำความเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครได้อย่างตรงไปตรงมา (เพราะไม่มีเสียงพูด จำเป็นต้องสังเกตจากการแสดงออกทางกายเท่านั้น) ซึ่งหนังเรื่องนี้ต้องชมเลยว่าบรรดานักแสดงทั้งหลาย ล้วนมีประสบการณ์ ความเชี่ยวชำนาญ มากฝีมือ ค่อนข้างโดดเด่นทีเดียว

ถ่ายภาพ/ตัดต่อโดย Hideo Shigehara ขาประจำของ Ozu ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2, นี่เป็นหนังที่ ‘สไตล์ของ Ozu’ ได้รับการพัฒนามาถึงจุดที่เริ่มอวบอิ่ม (แต่ยังไม่เบ่งบาน) พบเห็น
– Tatami Shot ภาพถ่ายระดับสายตาของคนนั่งเสื่อ
– ส่วนใหญ่กล้องจะตั้งเฉยๆ ไม่ค่อยเคลื่อนที่ (แต่ยังพอเห็นอยู่บ้าง) ตัวละครเดินเข้าออกฉาก
– การจัดตำแหน่ง วางองค์ประกอบของภาพ/นักแสดง
– ถ่ายฉากสนทนาด้วยการให้ตัวละครมองตรงหน้ากล้อง (ไม่ใช่ถ่ายแบบข้ามบ่า เห็นคู่สนทนา)
– การลำดับภาพ มี Establish Shot และ Ending Shot
ฯลฯ

เกร็ด: หนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรกกับอีกหนึ่งลายเซ็นต์ของผู้กำกับ พื้นหลังตอน Opening Credit ที่เป็นผ้ากระสอบ (Sackcloth) นัยยะสื่อถึงความธรรมดาสามัญของชีวิต หรือภาษาไทยเราเรียกว่า ‘ลูกทุ่ง’ สะท้อนถึงเรื่องราวเนื้อหาสาระในหนังของ Ozu มักมีความเรียบง่าย ใกล้ตัว เกี่ยวกับบ้านและครอบครัว

ฉากที่ทำให้หนังเรื่องนี้ทรงพลังมากๆ คือขณะ Shinkichi รับรู้ตัวตนแท้จริงของ Kihachi เอาจริงๆมันก็ไม่ได้มีเทคนิคอะไรหวือหวาเลยนะ แค่ถ่ายใบหน้าของนักแสดง มีการแสดงออก (Expression) สีหน้าท่าทางมีความสมจริงจังมากๆ แต่นี่กลับเป็นจุดเด่นที่แตกต่างจากฉบับ Remake ใช้การเค้นอารมณ์ออกทางน้ำเสียง ถ้อยคำพูด, เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ ที่ทำให้ผมรับรู้เข้าใจว่า ‘การแสดงออกทางสีหน้าท่าทางมีความสมจริงทรงพลัง มากกว่าใช้คำพูดดัดจริตส่อสำเนียง’

การที่หนังไม่มีเสียง ทำให้ต้องใช้ Title Card ขึ้นข้อความแทนการสนทนา นี่ทำให้บทพูดถูกตัดทอนออกจนเหลือน้อยมากๆ มีเฉพาะข้อความสำคัญๆเท่านั้น หนังจึงไม่มีส่วนเกิน Side-Story ความเยิ่นเย้อยืดยาด มุ่งตรงโฟกัสสู่เนื้อหาสาระสำคัญ ทำเกิดความเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดโดยง่ายกว่า (แต่อาจยังยากอยู่ดีสำหรับคนที่ดูหนังเงียบไม่เป็น)

จังหวะการใช้ Title Card สังเกตพบว่า จะพอดิบพอดีกับขณะตัวละครเริ่มขยับปาก และมีระยะเวลาตัดกลับมาก็พูดจบพอดี กล่าวคือ ผู้ชมจะแทบไม่เห็นนักแสดงขยับปาก ค่อนข้างต่างจากหนังเงียบของ Hollywood และฝั่งยุโรปค่อนข้างมาก ที่เป็นแบบนี้อาจเพราะญี่ปุ่นมีนักพากย์ Benshi ให้เสียงในโรงภาพยนตร์ ซึ่งพวกเขาก็จะอ่านข้อความที่ขึ้นมาแทนเสียงพูดของตัวละคร จบแล้วเรื่องราวก็ดำเนินต่อไปเลย ไม่ต้องหยุดรอนักแสดงขยับปากพูดใดๆ

สำหรับส่วนวิเคราะห์เนื้อเรื่อง ขอเก็บไว้ในบทความ Floating Weeds (1959) แล้วกันนะครับ

ส่วนตัวชอบหนังเรื่องนี้อย่างมาก แม้จะด้วยข้อจำกัดของยุคสมัย แต่ยังมีความตราตรึง ทรงพลังพอๆกับฉบับ Remake เลยละ, แต่โดยส่วนตัวเมื่อเวลาผ่านไปสองสามวัน เริ่มรู้สึกได้ว่า หลงใหลคลั่งไคล้ประทับใจใน Floating Weeds มากกว่า คงเพราะพัฒนาการที่มีมากขึ้น ภาพสีสวยสด ดนตรีไพเราะ สร้างความสดชื่น ผ่อนคลาย เบาสบายกว่าพอสมควร (หนังเงียบก็มักจะเสียเปรียบตรงนี้แหละ มีข้อจำกัดมากเกิน ทำให้สู้หนังพูด/ภาพสี ไม่ค่อยได้ถ้ามีการ Remake โดยผู้กำกับที่มีคุณภาพจริงๆ)

เห็นว่าแผ่นหนังฉบับ Criterion หน้าปกดังภาพโปสเตอร์ที่นำมา ได้รวมทั้ง 2 เรื่องไว้ในแผ่นเดียว เป็นคอลเลคชั่นการันตีเลยว่าคุ้มค่ามาก คุณภาพสวยงามไร้ตำหนิ (น่าจะได้รับการ Remaster มาแล้วละ)

แนะนำกับแฟนๆของผู้กำกับ Yasujirô Ozu ถึงเคยรับชม Floating Weed (1959) มาแล้ว ก็อย่าพลาดต้นฉบับนี้ นำมาเปรียบเทียบกัน จะเห็นว่าเป็นการ Remake เพื่อฐานผู้ชมต่างยุคสมัยได้อย่างลงตัว สมบูรณ์แบบทั้งคู่

นอกจากนี้ คอหนังเงียบ, ผู้ชื่นชอบ Kabuki (แต่อาจไม่จุใจเท่าไหร่), เรื่องราวแฝงข้อคิดพ่อ-ลูก สามีภรรยาที่หย่าขาด ควรอย่างยิ่งหาหนังเรื่องนี้ (หรือฉบับ Remake) มารับชม

จัดเรต pg กับการกระทำรุนแรงของพ่อ

TAGLINE | “A Story of Floating Weeds เต็มเปี่ยมด้วยกลิ่นอายสไตล์ Yasujirô Ozu ตราตรึง ทรงพลังในรูปแบบหนังเงียบ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of