Aguirre, the Wrath of God (1972)

Aguirre, the Wrath of God

Aguirre, the Wrath of God (1972)

ถ้าคุณคิดว่า The Revenant (2015) เป็นหนังที่สร้างยากมากๆแล้ว ผมขอแนะนำให้ไปหา Aguirre, the Wrath of God หนังของผู้กำกับชาวเยอรมัน Werner Herzog มาดูนะครับ นี่เป็นหนังที่มีกระบวนการสร้างที่บ้ามากๆ เข้าไปถ่ายกันในป่าอเมซอนจริงๆ นักแสดงใส่ชุดเกราะหนักอึ้ง ขนปืนใหญ่ ลากเกวียน ขี่ม้า แบกเกี้ยว ปีนเขา สร้างแพล่องแม่น้ำ นี่ยังไม่รวมอุปกรณ์หนังอาทิ กล้องถ่ายภาพ ฉาก อุปกรณ์บันทึกเสียง ความสำเร็จของหนังเรื่องนี้อาจดูยิ่งใหญ่ แต่ผมมองว่าชะตากรรมของหนังไม่ต่างกับตอนจบในหนัง ที่สุดท้ายแล้วทำไปเพื่ออะไรกัน?

หนังเรื่องนี้ตอนออกฉายไม่ได้รับคำตอบรับที่ดีนักในเยอรมัน แต่ในระดับโลก นี่เป็นหนังที่เปิดประตูสู่ cult film ที่สำคัญ Entertainment Weekly จัดอันดับ 46 หนัง cult film ยอดเยี่ยมของโลก ตามมาด้วยอันดับ 19 ใน The 100 Best Films Of World Cinema ของนิตยสาร Empire และนิตยสาร Sight & Sound ติดอันดับ 91 จุดที่ได้รับการยกย่องคือความพยายามในการสร้าง และผลลัพท์ กับบรรยากาศ ความรู้สึกที่ต้องไปถ่ายในสถานที่จริงเท่านั้นถึงจะสัมผัสได้

ผู้กำกับ Werner Herzog เขาเป็นคนที่ถ้าต้องการทำอะไรสักอย่าง ต้องทำให้สำเร็จ ผมดูหนังเรื่องนี้จบแล้วคิดว่า หมอนี่มันต้องอีโก้จัดแน่ๆ ผมไม่รู้ Alejandro González Iñárritu จะรู้จัก Herzog หรือเปล่า แต่ถ้าให้เปรียบกัน สองคนนี้คล้ายกันครับ กับคำว่า “art film” ของทั้งสอง ไม่แคร์หรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นในขั้นตอนการสร้าง สิ่งที่จะใช้ตัดสินผลงาน คือผลลัพท์ของหนังต่างหาก ผู้ชมจะรู้สึกยังไง สัมผัสได้กับสิ่งที่เขาต้องการนำเสนอหรือเปล่า

บทหนัง Herzog ได้แรงบันดาลใจมาจากการอ่านหนังสือประวัติศาสตร์เกี่ยวกับ Lope de Aguirre ที่เพื่อนเขาให้มา ตั้งภาพตัวละคร Aguirre เรื่องราวผจญภัยไปในสถานที่ที่ไม่เคยมีใครค้นพบมาก่อน เขาเริ่มพัฒนาบทในขณะกำลังเดินทาง 200 miles บนรถบัสของทีมฟุตบอลของเพื่อน ที่ทุกคนกำลังเมา เห็นว่าในกระดาษที่ร่างบทมีเปียกโชกไปด้วยคราบเศษอาหาร บางแผ่นสูญหายเพราะถูกโยนทิ้งไปเพราะโดนอ๊วกใส่ แต่ใช่ว่าเขาจะจำบทร่างที่ปลิวหายไปได้นะ (คงเพราะเขาก็คง “เมา” อยู่ด้วยละ) ร่างบทแรกเสร็จใช้เวลา 2 วันครึ่งเท่านั้น

บทหนังของ Herzog มักจะไม่มีบทพูด เขาไม่ชอให้ตัวละครพูดอะไรเว่นเวิ้มากมาย มีแค่แนวคิดและสิ่งที่จะนำเสนอ ในหลายครั้งที่บทพูดของตัวละครเกิดขึ้นตอนเช้าก่อนวันถ่ายทำ นักแสดงไม่เคยต้องซ้อมบท แค่รู้ว่าจะต้องทำอะไร บางทีก็พูดสด หรือไม่ก็ตัดบทพูดทิ้งไปเลย การถ่ายทำก็ใช้การเรียงลำดับตามเวลา เพราะเชื่อว่าจะทำให้นักแสดงได้เข้าใจความต่อเนื่องทางอารมณ์ของตัวละคร

Klaus Kinski เป็นตัวเลือกแรกของ Herzog ทั้งสองเคยเจอกันตอนที่ Kinski ยังเป็นดาราหน้าใหม่ เขาเช่าห้องพักของญาติ Herzog ตอนที่เจอกันครั้งแรก Herzog บอกว่า Kinski เป็นคนที่น่ากลัวมากๆ เพราะดวงตาและโครงหน้าที่ดูเหมือนคนบ้า นิสัยเลือดร้อนเหมาะกับบท Aguirre มาก อันนี้ผมละเห็นด้วยสุดๆเลย หน้าพี่แกมันเถื่อนสุดๆ หลังจากที่ Kinski อ่านบทก็ตบปากรับคำ ระหว่างถ่ายทำ แนวทางที่ Kinski อยากเล่นนั้นคือ ป่าเถื่อนและโผงผาง “wild, ranting madman” แต่ Herzog อยากได้แบบเงียบครึมโหดลึก “quieter, more menacing” ซึ่งก่อนจะเริ่มถ่ายทำทุกครั้ง Herzog จะยั่วโมโหให้ Kinski โกรธ หงุดหงิด แสดงออกมาจนเขาหมดแรง “burn itself out” แล้วถึงเริ่มถ่ายทำให้ได้ตามที่เขาต้องการ

ว่ากันว่ามีครั้งหนึ่งที่ Kinski โมโหมาก เพราะทีมงานเล่นไพ่เสียงดังกวนสมาธิเขา จึงยิงปืนใส่ทีมงานจนนิ้วขาด และเขาหนีเข้าป่าไป วิธีที่ Herzog แก้ปัญหาคือ เขาใช้ปืนจ่อ Kinski ขู่ว่าจะยิง บังคับให้กลับมาแสดง ตอนหนังฉาย Herzog ปฏิเสธข่าวลือนี้นะครับ และ Kinski กับ Herzog ก็ยังกลับมาร่วมงานกันอีกหลายเรื่อง จริงหรือเปล่าไม่รู้แต่มูลข่าวมาจากทีมงานที่สร้างหนัง ก็น่าจะเป็นไปได้อยู่ ผมคิดว่าทั่งสองเป็นคู่มวยที่เข้ากันที่สุดแล้ว นักแสดงบ้าๆ เจอกับผู้กำกับที่โคตรบ้า ฮะๆๆ

ตากล้องโดย Thomas Mauch หนังเรื่องนี้ไปถ่ายทำกันที่ Peruvian rainforest ล่องเรือบนแม่น้ำอเมซอน และ Machu Picchu ใน Peru ฉากตอนเปิดเรื่องมีการถ่ายภาพที่เด่นมากๆ เราจะเห็นคณะเดินทางในชุดเต็มยศ สวมเสื้อเกราะเดินเรียงแถวยาวจากภูเขาลูกหนึ่งไปอีกลูกหนึ่งนี่เป็นฉากที่ผมดูแล้วรู้สึกทรมานมาก ไม่รู้หนังเรื่องนี้อ้างอิงประวัติศาสตร์แค่ไหน หรือแค่เอาชื่อ El Dorado มาอ้าง การลากปืนใหญ่ แบกเกี้ยว ลากเกวียนในป่าดิบแบบนี้ มันบ้ามากๆ ดูไร้สาระสุดๆ

ฉากล่องแม่น้ำก็เหมือนกัน ทีมงานต้องสร้างแพขึ้นมาเอง และต้องลอยได้ บรรทุกคนได้ ผมดูยังไงแพนั่นมันก็ไม่ปลอดภัยสักนิด (มันค่อยๆจมด้วย) แถมการป้องกัน… มันจะไปป้องกันอะไรได้ ถ้าเกิดแพคว่ำมาหรือชนโขดหิน เจอน้ำเชี่ยวๆ ตกไปนี่ก็ตายจริงแน่ๆ นี่เป็นสิ่งที่ผมไม่เข้าใจเลย เพื่อแลกกับงานศิลปะ เอาชีวิตคนนับสิบนับร้อยมาเสี่ยงชีวิตกันแบบนี้ ดูแล้วมันจะมีค่าได้อย่างไร!

เห็นว่า Herzog  ไปขโมยกล้อง 35mm มาใช้นะครับ จะเปิดกล้องแล้วไม่มีกล้องถ่าย คงเพราะไม่มีใครกล้าให้พี่แกเช่ากล้องเพื่อไปถ่ายทำในป่าแน่ๆ เขาเลยไปขโมยกล้องจาก Munich Film School ตอนหนังเสร็จออกมาให้สัมภาษณ์แบบว่า ตัวเองไม่ได้ขโมย แค่ยืมไปใช้ …

ตัดต่อโดย Beate Mainka-Jellinghaus สิ่งที่ผมต้องชื่นชมมากๆคือการสร้างบรรยากาศของหนัง การเล่าเรื่องที่ค่อยๆเปิดเผยและนำเสนอแนวคิดของผู้คนต่อสถานการณ์ต่างๆ เราจะเริ่มเห็นความบ้าคลั่งของ Aguirre ที่เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ กับเป้าหมายที่ไม่รู้ว่ามีจริงไหม ขณะเดียวกันคนที่ยังสามารถไปกับเขาได้กลับลดลงเรื่อยๆ หลายครั้งที่ปล่อยให้คนดูคิดไปเองว่าเกิดอะไรขึ้น อย่างแพที่ติดน้ำวนอยู่ เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา (ไม่มีใครรู้) หรือ Ursúa ตายเพราะอะไร ไม่มีใครรู้เหมือนกัน เหมือนหนังจะทิ้งปริศนาไว้ แต่ไม่ต้องเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นก็เข้าใจได้ว่าทำไมถึงมีชะตากรรมแบบนั้น

เพลงประกอบโดย Popol Vuh นี่คือสิ่งที่เด่นที่สุดของหนัง เสริมความบ้าคลั่งให้ไปถึงจุดสูงสุด เสียงดนตรีประกอบ มีส่วนผสมหลายๆอย่างที่ผมไม่คุ้นหูเท่าไหร่ ใน wikipedia อธิบายว่ามีลักษณะคล้ายเพลงสะกดจิต “hypnotic music” เครื่องดนตรีที่ใช้คือ choir organ ที่ใช้ในโบสถ์ เห็นว่าใช้ใน 1 เพลงใช้การเปิดเทปซ้อนเสียงกัน 3 เทป มิน่าฟังยังไงก็รู้สึกแปลกๆ เสียง keyboard เครื่องดนตรี electronic เลือกเสียงทุ่มต่ำๆที่ลากยาว บรรยากาศแบบนี้มันหลอนๆ เยือกเย็นไปถึงเบื้องลึกของหัวใจ ผมอยากให้ดูฉากเปิดเรื่อง เห็นบรรยากาศและความบ้าคลั่งของหนังเรื่องนี้ ดู 5 นาทีนี้จบแล้วถ้าคิดว่าทนดูหนังเรื่องนี้ได้ให้ลองหามาดูเลยนะครับ

ทุนสร้างหนัง ประมาณ US$370,000 โดย 1 ใน 3 เป็นค่าตัวของ Kinski คนเดียว ใช้เวลาถ่ายทำ 5 สัปดาห์ เตรียมงานอยู่ 9 เดือน นักแสดงในหนังมาจากหลายสัญชาติ (16 ชาติ) ในกองถ่ายจึงใช้ภาษาอังกฤษคุยกัน ตอนถ่ายทำ Herzog ตั้งใจจะให้หนังพูดภาษาอังกฤษเพราะจะได้ขายต่างประเทศได้ แต่ที่สุดท้ายใช้การพากย์ทับภาษาเยอรมันในขั้นตอน post-production เห็นว่าตอนพากย์เสียง Kinski ขอค่าตัวเพิ่ม Herzog ไม่มีเงินจ่ายเลยไปจ้างนักพากย์คนอื่นมาทับเสียงของ Kinski ในราคาที่ถูกกว่า

สิ่งที่ต้องถือว่าหนังประสบความสำเร็จกับกระบวนการถ่ายทำแบบนี้ คือความสมจริง เราจะรู้สึกตัวละครมันบ้า และบ้าจริงๆ งานภาพที่สวยงาม (ก็แน่ละถ่ายจากสถานที่จริง ใช้แสงธรรมชาติ) บรรยากาศ โดยเฉพาะเพลงประกอบที่เข้ากับโทนของหนังอย่าไม่น่าเชื่อ เราสามารถเปรียบเทียบความบ้าของตัวละครได้กับหนังเรื่อง Apocalypse Now ซึ่ง Aquirre เราจะรู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าใครมันบ้าที่สุด แต่คนที่สามารถไปกับเขาจนถึงจุดสุดท้ายได้นั้น (มีหรือเปล่า) แล้วเราจะได้เห็น El Dorado ไหม (ไปลุ้นเอง)

ถึงหนังจะดูสวยงาม สมจริง แต่ไม่มีอะไรในหนังเรื่องนี้ที่ผมชอบเลย ไม่ใช่ว่าผมดูหนัง cult ไม่เป็นนะครับ แต่ทุกครั้งที่ดูหนังผมจะมองเห็นเบื้องหลังของมันด้วย กระบวนการสร้างหนัง ถ้าเราสามารถวิเคราะห์หาวิธีว่า หนังเรื่องนี้สร้างขึ้นมาด้วยเทคนิคอะไร มีข้อจำกัดอะไรบ้าง มันจะยิ่งทำให้เราหลงรักและเข้าใจมากขึ้นว่าผู้สร้างต้องการอะไร กับหนังอย่าง Aguirre หรือ The Revenant เพื่องานศิลปะ ผู้กำกับทั้งสองเลือกนำทีมงานไปสู่สถานการณ์ที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอย่างไร้ความประณีประนอม ผลลัพท์มันอาจจะออกมาสุดยอด คนดูทึ่ง บรรยากาศสมจริง ดิบเถื่อน แต่แค่คิดว่าต้องแลกกับอะไรมาบ้างมันทำให้ผมรู้สึกเจ็บปวดแทนทีมงาน มันอาจจะมีค่าต่อคนในยุคสมัยหนึ่ง แล้วยังไงต่อละครับ… ภูมิใจ? … คำตอบของผมคือ ไร้ค่า

อิทธิพลของหนังเรื่องนี้ ที่เด่นๆเลยก็คือ Apocalypse Now โดย Francis Ford Coppola ชื่นชม Aguirre ว่ามีภาพหนังที่สุดยอดมาก และเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญสุดๆที่ไม่พูดถึงไม่ได้ “Aguirre, with its incredible imagery, was a very strong influence. I’d be remiss if I didn’t mention it.” นอกจากนี้ยังมีหนัง The Blair Witch Project (1999) หนังของ Nicolas Winding Refn เรื่อง Valhalla Rising (2008) ที่ทำเพื่อคารวะ Aguirre โดยเฉพาะ

ผมไม่ค่อยอยากแนะนำหนังเรื่องนี้สักเท่าไหร่ แต่ถ้าคนที่อยากลอง มันจะมีหนังที่ยิ่งกว่า The Revenant อีกเหรอ ลองไปหาหนังของผู้กำกับ Werner Herzog ดูนะครับ ผมได้ยินว่ามีเรื่องหนึ่ง บ้าไม่แพ้กัน Fitzcarraldo หนังดำเนินเรื่องในป่าดงดิบ ชายคนหนึ่งต้องการย้ายเรือ (steamship) จากแม่น้ำสายหนึ่งไปอีกสายหนึ่ง แค่คิดก็ไม่น่าเป็นไปได้ ไว้ผมจะหามาลองทนดูนะครับ จัดเรตหนัง R 18+ อย่าเอาความบ้าคลั่งนี้ให้เด็กดูเลย ผู้ใหญ่ดูยังรู้สึกคลั่ง เด็กดู… จินตนาการไม่ออกว่าจะเป็นยังไง (น่าจะดูไม่รู้เรื่อง)

คำโปรย : “Aguirre, the Wrath of God หนังอาจจะสวยงาม สมจริงและดูยิ่งใหญ่ แต่แลกมาด้วยกับการเสี่ยงตายที่ไร้สาระ มีนักแสดงสุดบ้า Klaus Kinski ต่อกรกับผู้กำกับโคตรบ้า Werner Herzog เป็นมวยคู่ที่สมศักดิ์ศรีสุดๆ”
คุณภาพ : SUPERB
ความชอบ : WASTE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of