Aimless Bullet (1960) Korean : Yu Hyun-mok ♥♥♥♥

ผลกระทบจาก Korean War (1950-53) ไม่เพียงทำให้ประเทศเกาหลีถูกแบ่งแยกเหนือ-ใต้ สภาพเศรษฐกิจยังตกต่ำ (อิทธิพลจาก Great Depression) ประชาชนมีความทุกข์ยากลำบาก ชีวิตดำเนินไปอย่างไร้จุดมุ่งหมาย ยังไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงโลกยุคสมัยใหม่

Obaltan หรือ Aimless Bullet หรือ The Stray Bullet เป็นหนึ่งในสามภาพยนตร์ได้รับการยกย่องโดยชาวเกาหลี(ใต้)ว่ามีความยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ ทรงคุณค่ามากที่สุด! อีกสองเรื่องคือ The Housemaid (1960) และ The March of Fools (1975)

Link: Korean Film Archive: 100 Korean Films 2014

ความสำคัญของ Aimless Bullet ไม่ใช่แค่เทคนิค ลูกเล่น ลีลาภาษาภาพยนตร์ที่มีความลุ่มลึกล้ำยุคสมัยนั้น แต่ยังคือการบันทีกประวัติศาสตร์ชาติเกาหลี(ใต้) อิทธิพลจาก Korean War ส่งผลกระทบต่อตีกรามบ้านช่อง สภาพสังคม วิถีชีวิต และจิตวิญญาณผู้คนเช่นไร นำเสนอในสไตล์ Neorealist ให้ความรู้สีกละม้ายคล้าย Rome, Open City (1945), Paisà (1946), Spring in a Small Town (1948) ฯ

หนังค่อนข้างดูยากสำหรับคนไม่เคยรับรู้ประวัติศาสตร์ชาติเกาหลี แต่อย่างน้อยผู้ชมทั่วๆไปก็น่าจะสัมผัสถีง ‘บรรยากาศ’ สะท้อนเข้ากับสภาวะทางจิตใจของตัวละคร (ซี่งสามารถเทียบแทนผู้คนยุคสมัยนั้น) สมาชิกครอบครัวนี้ช่างดูหมดสิ้นหวังเสียเหลือเกิน ชีวิตดำเนินไปอย่างล่องลอยเรื่อยเปื่อย ไร้แก่นสาระ คล้ายปืนไม่ได้เล็ง กระสุนยิงไม่ถูกเป้าหมาย เฉกเช่นนั้นแล้วอนาคต(ของประเทศเกาหลี)จะเป็นเช่นไร

Aimless Bullet เป็นหนังที่ผมเริ่มเขียนมาตั้งแต่ปีก่อน ตั้งใจต่อจาก The Housemaid (1960) เสร็จไปประมาณ 1/4 แล้วก็มีเหตุอะไรสักอย่างให้คั่งค้างคาไว้อย่างนั้น จับจ้องมาสักพักเพื่อหาโอกาสเหมาะๆ บังเอิญไปพบเห็นกำหนดฉาย Bangkok ASEAN Film Festival 2021 ในโปรแกรม ASEAN CLASSIC … แล้วหนังเกาหลีเรื่องนี้มัน ASEAN ยังไงหว่า? –“


Yu Hyun-mok (1925 – 2009) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติเกาหลี เกิดที่ Sariwon, Hwanghae (ปัจจุบันอยู่ในเขตเกาหลีเหนือ) โตขึ้นออกเดินทางสู่กรุง Seoul เข้าเรียนสาขาภาษาเกาหลี Dongduk University, หลังจากมีโอกาสรับชมละครเวทีของ Yu Chi-jin และ Lee Hae-rang ตัดสินใจทำงานนักเขียนบท แล้วมีโอกาสผู้ช่วยผู้กำกับ Cho Jung-ho ตามด้วย Shin Sang-ok, สรรค์สร้างหนังสั้น Sea Dragon (1946) และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก The Crossroad (1956)

ความสนใจของ Hyun-mok รับอิทธิพลเต็มๆจาก Italian Neorealism นิยมถ่ายทำยังสถานที่จริง นำเสนอผลกระทบจากสงคราม สภาพสังคม วิถีชีวิตผู้คนปรับเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย และชอบใช้เทคนิค การถ่ายภาพและตัดต่อ สะท้อนสภาพจิตวิทยาตัวละครออกมา

สำหรับ Aimless Bullet ดัดแปลงจากเรื่องสั้นชื่อเดียวกัน 오발탄 (1959) แต่งโดย Lee Beom-seon (1920 – 1981) ซี่งเขาก็มีส่วนพัฒนาบทภาพยนตร์ร่วมกับ Lee I-ryeong และ Lee Jong-gi

เรื่องราวของครอบครัวหนึ่ง หลังสิ้นสุด Korean War (1950-53) พักอาศัยอยู่ Liberation Village สลัมกลางกรุง Seoul ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกทิ้งระเบิด (ระหว่างสงคราม) สมาชิกประกอบด้วย

  • มารดา มีอาการป่วยทางจิต ‘shell shock’ ยังคงหวาดกลัวเครื่องบินทิ้งระเบิด (ผลกระทบจาก Korean War) เนื่องจากครอบครัวไม่มีเงินส่งรักษา เลยต้องปล่อยให้นอนซมซานอยู่บนเตียง ทุกๆไม่กี่นาทีจะลุกขึ้นมาพูดว่า ‘Let’s go’ ด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความระทมทุกข์ทรมาน
  • พี่ชายคนโต Song Cheol-ho (รับบทโดย Kim Jin-kyu) ทำงานบัญชีบริษัทแห่งหนึ่ง มีท่าทางเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า สีหน้าอมทุกข์ทรมาน และมีอาการปวดฟัน ปฏิเสธรักษาให้หายเพราะต้องนำรายได้มาจุนเจือครอบครัว
  • พี่ชายคนรอง Song Yeong-ho (รับบทโดย Choi Moo-ryong) ทหารผ่านศึกที่ถูกยิงในสงคราม แม้ความเจ็บปวดทางกายรักษาหายไปนานแล้ว แต่รอยบาดแผลในจิตใจกลับทำให้เขาจมปลักอยู่กับอดีต ไม่สามารถปรับตัวเปลี่ยนแปลง ยินยอมรับโอกาสในอาชีพนักแสดง วันๆเอาแต่เที่ยวเล่นสำมะเลเทเมา และครุ่นคิดร่ำรวยทางลัด ถูก-ผิด ชอบ ชั่ว-ดี ไม่ใคร่สนใจอีกต่อไป
  • น้องสาวคนเล็ก Song Myeong-suk (รับบทโดย Seo Ae-ja) เคยทำงานเป็นพยาบาลในช่วงสงคราม Korean War เฝ้ารอคอยชายคนรัก Gyeong-sik แต่เพราะเขาถูกยิงกลายเป็นคนพิการ เลยพยายามปฏิเสธเธอมาโดยตลอด เมื่อมิอาจอดทนอีกต่อไป ไม่ต้องการเป็นภาระครอบครัวจีงตัดสินใจขายตัวให้ทหารอเมริกัน นำเงินมาช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว ตั้งใจมอบให้ภรรยาของ Cheol-ho กำลังท้องแก่ใกล้คลอดหลานอีกคน

ความแตกต่างระหว่างเรื่องสั้นกับภาพยนตร์ ประกอบด้วย

  • ลูกชายคนโตของ Song Cheol-ho ทำงานส่งหนังสือพิมพ์ ช่วยครอบครัวหาเงินเล็กๆน้อยๆ
  • เรื่องราวของ Oh Seol-hui พยาบาลสาวผู้ให้ความช่วยเหลือ Yeong-ho อาศัยอยู่บนดาดฟ้าอพาร์ทเม้นท์
  • Ha-sa Park เพื่อนทหารผ่านศีกของ Yeong-ho เป็นคนขับรถระหว่างปล้นธนาคาร
  • ในเรื่องสั้น Yeong-ho ปล้นธนาคารไม่สำเร็จ แต่ในหนังสามารถหลบหนีแล้วถูกไล่ล่าจับกุมตัวในสิบนาที
  • ในเรื่องสั้นแม่จะพูดพร่ำ ‘Let’s go home’ ซี่งสื่อถีงบ้านเกิดของเธออยู่ยัง Pyeongan, North Korea

Kim Jin-kyu (1922 – 1998) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติเกาหลี เกิดที่ Seocheon, Chungcheongnam-do แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก Piagol (1955), ได้รับการจดจำจากความหล่อเหล่า ดูเฉลียวฉลาด สาวๆ(สมัยนั้น)ต่างกรี๊ดกร๊าด (แต่ตัวจริงดื่มเหล้าหนัก เคยมีข่าวทุบตีภรรยาและบุตร) โด่งดังกลายเป็นตำนานกับ The Housemaid (1960), To the Last Day (1960), Aimless Bullet (1961), The Houseguest and My Mother (1961) ฯ

รับบท Song Cheol-ho พี่ชายคนโต หัวหน้าครอบครัว ทำงานพนักงานบัญชีบริษัทแห่งหนี่ง ค่าแรงน้อยนิดแต่ต้องเลี้ยงดูแม่ ภรรยาท้องแก่ น้องสาว-ชาย และบุตรชาย-สาว อาศัยอยู่ในเพิ้งเก่าๆ ท่ามกลางซากปรักหักพัง ชีวิตเต็มไปด้วยภาระแต่ทำได้แค่ก้มหน้าก้มตา ยินยอมรับชะตากรรม อดรนทนแม้อาการปวดฟันก็มิอาจเจียดเงินค่ารักษา จนกระทั่งทุกสิ่งอย่างบานปลายจนกลายเป็นหายนะ ก็ยังไม่รู้ว่าจะดำเนินเดินต่อไปทิศทางไหน

Song Cheol-ho เป็นคนสุจริต ซื่อตรง เชื่อมั่นในหลักศีลธรรม ขยันขันแข็งตั้งใจทำงาน วาดฝันว่าสักวันก็จักก้าวหน้าและมั่นคง แต่หลังจาก Korea War ทำให้เขาเกิดความสับสน กระวนกระวาย ไม่สามารถพูดบอก ระบายความอีดอัดอั้นภายในออกมา เครียด เก็บกด จนเกือบกลายเป็นบ้า

สีหน้าสายตา อากัปกิริยา ท่วงท่าการเดินของ Jin-kyu ล้วนแสดงออกความรู้สีกเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า ทุกข์ทรมาน ผู้ชมสามารถสัมผัสได้ทันทีตั้งแต่แรกพบเห็น และเป็นเช่นนั้นไปตลอดทั้งเรื่อง แต่ช่วงท้ายจะทวีความรุนแรง คลุ้มคลั่ง หมดสิ้นหวัง ยิ่งหลังถอนฟันสองซี่พร้อมกัน ก็ราวกับจิตวิญญาณล่องลอยออกจากร่าง ชีวิตสูญเสียทุกสิ่งอย่าง ไร้เป้าหมายปลายทาง ใครอยากพาไปไหนก็ไป

ผมพบเห็นตัวละครนี้แล้วชวนให้ระลีกถีง Travis Bickle จาก Taxi Driver (1976) ในช่วงแรกๆมีความล่องลอย เรื่อยเปื่อย ดำเนินไปอย่างไร้เป้าหมาย (เปลี่ยนจากการเดินเป็นขับแท็กซี่) ซี่งพวกเขาได้รับอิทธิพลจากสถานที่อยู่อาศัย แล้วเมื่อได้พบเห็น/พานผ่านเหตุการณ์ต่างๆ บังเกิดการเปลี่ยนแปลงขี้นภายใน แม้ภายนอกทั้งสองจะมีทิศทางตรงกันข้าม แต่ก็ต่างคลุ้มคลั่ง เสียสติแตก ในความหมดสิ้นหวังคล้ายคลีงกัน


Choi Moo-ryong (1928 – 1999) นักแสดงสัญชาติเกาหลี เกิดที่ Paju, Gyeonggi-do เรียนจบกฎหมายจาก Chung-Ang University แต่กลับเลือกเข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1951 ค่อยๆสะสมสร้างชื่อเสียง ได้รับการจดจำในภาพลักษณ์หนุ่มหล่อล่ำ สาวๆกรี๊ดกร๊าด ผลงานเด่นๆ อาทิ Box of Death (1955), The Youth (1955), Aimless Bullet (1961), The Red Scarf (1964) ฯ

รับบท Song Yeong-ho หรือ Sergant Park พี่ชายคนรอง ลาออกจากโรงเรียนเพื่ออาสาสมัครทหารเข้าร่วม Korean War ถูกยิงได้รับบาดเจ็บ จีงมีโอกาสสนิทสนมนางพยาบาล Oh Seol-hui หลังสิ้นสุดสงครามไม่สามารถหางานทำ เลยใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อย วันๆสังสรรค์เพื่อนฝูง เคยได้รับความช่วยเหลือจาก(อดีต)แฟนสาว Miri แต่กลับบอกปัดไม่ยินยอมเป็นนักแสดง (เพราะรู้สีกเหมือนโดนดูถูก หยามเกียรติ ล้อเล่นตลกกับการเสียสละเพื่อชาติ) เมื่อหมดสิ้นหวังขีดสุดตัดสินใจปล้นธนาคาร แต่ก็มิอาจหลบหนีพ้นเงื้อมมือกฎหมาย

หลังสิ้นสุดสงคราม Yeong-ho เป็นคนมีความมุ่งมั่นทะเยอทะยาน (ฟังจากเรื่องเล่า หมี หมูป่า กวาง ไก่ฟ้า กระต่าย และอีกา) แต่พยายามสักเท่าไหร่ก็ไม่สามารถหางานทำ เลยจำต้องใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย สำมะเลเทเมา ดื่มเหล้ากับผองเพื่อนทหารพิการไปวันๆ จนกระทั่งสูญเสียคนรักในฝัน จีงตัดสินใจทอดทิ้งศีลธรรม มโนธรรม พร้อมกระทำสิ่งผิดกฎหมาย โลกใบนี้มันช่างเลวร้ายกับตนเองเหลือทน

การแสดงของ Moo-ryong จับต้องได้มากกว่า Jin-kyu ภายนอกไม่ได้ดูสิ้นหวัง แต่ภายในหมดอาลัยตายอยาก ชอบพูดคำสำบัดสำนวน ลีลาร้อยเล่มเกวียน ผิดคำสัญญานับไม่ถ้วนต่อหลานสาว ตัวละครเหมือนกำลังเฝ้ารอคอยอะไรบางอย่าง ใครสักคน ซี่งการได้พบเจอเธอคนนั้น ทำให้เขามีชีวิตชีวาขี้นมาบัดดล และหลังประสบความสูญเสีย พยายามปกปิดความคลุ้มคลั่ง แต่ก็แสดงออกด้วยวิธีการไม่คาดฝัน

ก่อนหน้านี้ไม่นานผมเพิ่งรับชม Stroszek (1977) ของผู้กำกับ Werner Herzog รู้สีกตกตะลีงในความละม้ายคล้ายตัวละคร Bruno Stroszek พอชีวิตสูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่างเลยตัดสินใจออกปล้นธนาคาร ต่างที่สำเร็จ-ไม่สำเร็จ จะว่าไปถ้า Yeong-ho กระทำการสำเร็จ ไม่แน่ว่าตอนจบอาจลงเอยไม่ต่างจาก Bruno S. ก็เป็นได้


ถ่ายภาพโดย Kim Hak-seong, ด้วยลักษณะของ Neorealist ใช้การถ่ายทำจากสถานที่จริงทั้งหมด (แต่ก็มีการปรับปรุงสถานที่ให้เหมาะกับไดเรคชั่นของหนัง) ยามกลางวัน(เหมือนจะ)ใช้แสงจากธรรมชาติ ส่วนค่ำคืนก็พยายามสะท้อนห้วงอารมณ์ความรู้สึกตัวละครออกมา

Opening Credit พบเห็นรูปแกะสลัก Le Penseur (1904) แปลว่า The Thinker ผลงานชิ้นเอกของ Auguste Rodin (1840-1917) คงต้องการสื่อตรงๆว่านี่เป็นภาพยนตร์ของคนช่างคิด แต่พื้นหลังโครงเหล็กดูเหมือนกำลังถูกควบคุมขัง แสงไฟเคลื่อนพานผ่านจากโลกภายนอก รวมแล้วจึงหมายถึงปัญญาชนในยุคสมัยนั้น(ของประเทศเกาหลีใต้) ต่างกำลังถูกกีดกัน จำกัดสิทธิ์ ไร้ซึ่งอิสรภาพในการดำรงชีวิต และด้วยสัมผัสบทเพลงซ่อนเร้นภยันตราย หายนะคืบคลานเข้ามาใกล้ มองออกไปช่างมืดมัว อนาคตสลัวๆ และเสียงแรกที่ได้ยิน(หลังจบ Opening Credt) ก็คือการหัวเราะของหญิงสาว

ช็อตแรกของหนังให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองกลับทิศทางจาก Opening Credit ตั้งกล้องภายนอกถ่ายให้เห็นข้างในบาร์แห่งหนึ่ง ออกแบบลวดลายตรงหน้าต่างให้ดูเหมือนซี่กรงขัง ปัญญาชน=ชายขาพิการ ระหว่างกำลังเดินออกจากร้านกระแทกกระจกแตก สัญลักษณ์ของการทำลายล้าง หลบหนีออกจากสถานที่ดังกล่าว

กระจกแตก ยังสามารถสะท้อนถึงจิตใจที่ถูกบดขยี้ กระทำชำเรา จากสิ่งต่างๆภายนอก สังคมรอบข้าง จนมีสภาพแหลกละเอียด ไม่เหลือเศษซากชิ้นดี

ความพิการ สามารถสื่อถึงสถานะประเทศเกาหลี(ใต้)ขณะนั้นได้เช่นกัน ดำเนินไปอย่างกะโผลกกะเผลก ต้องมีใครพยุงอุ้มชู (สหรัฐอเมริกา) เอาจริงๆสังคมก็ไม่ได้รังเกียจเดียดฉันท์ แต่จิตใจพวกเขาเหล่านั้น(คนพิการ) กลับไม่ยินยอมรับสภาพตัวตนเอง แถมพยายามกีดกัน ผลักไส ตีตนออกห่างบุคคลรอบข้าง และท้ายสุดเมื่อยินยอมรับความจริงไม่ได้ ก็หลบลี้หนีหายหน้าจากไปชั่วนิรันดร์

ช่วงขณะนี้หนังวิพากย์วิจารณ์การทอดทิ้งขว้างทหารผ่านศึก และผู้ได้รับบาดเจ็บจนพิการ ต่างไม่ได้รับการเหลียวแลเอาใจใส่จากรัฐบาล ไร้สวัสดิการ ไร้อาชีพการงาน ใช้งานเสร็จจากสงคราม ก็ปล่อยทอดทิ้งขว้างให้ต้องต่อสู้ดิ้นรนด้วยตนเอง … เช่นนั้นแล้วที่พวกเขาเสียสละตนเองเพื่อประเทศชาติ หรือเพื่ออะไร? ใคร?

Myeong-suk พยายามโน้มน้าวชายคนรัก Gyeong-sik อุตส่าห์เฝ้ารอคอยให้เขาตอบตกลงแต่งงานมาหลายปี (สะท้อนวัฒนธรรมชาวเกาหลียุคสมัยนั้น ผู้หญิงยังคงเป็นช้างเท้าหลัง จำต้องแต่งงานเร็วๆเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว) แต่เธอกลับถูกบอกปัด ยกไม้เท้าขึ้นมาขวางกั้น บดขยี้ความสัมพันธ์ เพราะสภาพตนเองขณะนี้ไม่มีความเหมาะสมกับเธอ แถมงานการก็ยังหาทำไม่ได้ ตนเองแทบเอาตัวไม่รอด จะมาร่วมหัวจมท้ายด้วยกันทำไม

สิ่งโดดเด่นในฉากนี้ ประกอบด้วย

  • Sound Effect เสียงรถไฟกำลังขับเคลื่อนไป น่าจะสื่อถึงการพลัดพรากจากลา ตีตนออกห่าง ขอให้เธอแยกย้ายไปตามเส้นทางของตนเอง
  • แสงที่อาบฉาบใบหน้าพวกเขา จะมีการสลับสับเปลี่ยนไปมา เดี๋ยวมืด-เดี๋ยวสว่าง นี่ก็สะท้อนสภาพจิตใจที่เต็มไปด้วยความโล้เล้ลังเล เพราะยังรักมากอยู่ ไม่อยากเลิกรา แต่มิอาจครอบครองคู่อยู่ร่วมด้วยปัจจัยต่างๆมากมาย
  • และวินาทีสุดท้าย Gyeong-sik ออกเดินนำหน้า ปล่อยทอดทิ้ง Myeong-suk ไว้อยู่เบื้องหลัง

สิ่งโคตรๆน่าทึ่งของหนังคือสัมผัสความต่อเนื่อง ‘juxtapose’ ในเชิงสัญลักษณ์/การกระทำ, หลังจาก Gyeong-sik เดินจาก Myeong-suk ช็อตถัดมาพบเห็น Cheol-ho กำลังก้าวย่างเดินกลับบ้าน แล้วสวนทางกับ Yeong-ho กำลังอ๊วกแตกอ๊วกแตน หลังจากดื่มกับ Gyeong-sik หนักไปหน่อย

ซึ่งหนังจะสร้างความประหลาดขึ้นไปอีกด้วยการเดินของ Cheol-ho พอถึงประตูบ้านก็ตัดมาเช้าวันใหม่กำลังเดินออกไปทำงานโดยพลัน เหมือนต้องการแนะนำตัวละครหลักๆให้ครบถ้วนเสียก่อน ถึงค่อยเพิ่มเติมรายละเอียดอื่นๆติดตามมา

ปล. ผมครุ่นคิดว่าวินาทีการเปลี่ยนผ่านขณะนี้อาจมีความผิดพลาดด้านเทคนิคสักเล็กน้อย ตามความรู้สึกมันควรจะเป็นการ Cross-Cutting ไม่ใช่ Cut Black แล้ว Fade-into อาจเพราะเป็นช่วงรอยต่อระหว่างฟีล์มคนม้วน มันเลยอาจเกิดปัญหาดังกล่าวขึ้น

นั่นเพราะถ้าหนังนำเสนอสมาชิกคนอื่นๆในบ้านโดยทันที (ตั้งแต่ตอน Cheol-ho เดินกลับเข้าบ้าน) ก็จะต้องพบเจอแม่ป่วยจิตเวช ‘shell shock’ วันๆพูดพร่ำเพียงถ้อยคำ ‘Let’s go’ ซึ่งจะแก่งแย่งจุดสนใจ สร้างความฉงนสงสัยให้ผู้ชมโดยทันที

มองภายนอกเธอคือบุคคลผู้ได้รับผลกระทบจาก Korean War หวาดกลัวเสียงเครื่องบิน กลัวว่ากำลังทิ้งระเบิดใส่บ้าน(หลังนี้เลยกระมัง) ขณะเดียวถ้าวิเคราะห์ลึกลงไป ตัวละครนี้เปรียบดั่งจิตใต้สำนึกของชาวเกาหลี(ใต้) ทั้งๆที่เชื้อชาติเผ่าพันธุ์ ภาษาพูด-อ่าน-เขียนเดียวกันแท้ๆ แต่ทำไมต้องเกิดการแบ่งแยกเหนือ-ใต้ รวมผืนแผ่นดินแดนเป็นหนึ่งไม่ได้หรืออย่างไร

อย่างที่บอกไปแล้วว่าเรื่องสั้นต้นฉบับ แม่จะพูดว่า ‘Let’s go Home’ ซึ่งสื่อถึงบ้านเกิดยัง North Korea แต่การตัดให้เหลือเพียง ‘Let’s go’ มันทำให้ผู้ชมเกิดเครื่องหมายคำถามตัวโตๆ จะไปไหน? รู้สึกคันๆเหมือนมดกัดหัวใจ จนกระทั่งช็อตสุดท้ายของหนังเมื่อ Cheol-ho จู่ๆพูดกับคนขับแท็กซี่วลีเดียวกัน จะไปไหนก็ไป! น่าจะทำให้ใครต่อใครร้องอ๋อขึ้นมาทันที แท้จริงแล้วมันไม่ใช่การรำพันประโยคคำถาม แต่คือคำพยากรณ์อนาคตประเทศเกาหลี(ใต้) เตือนสติผู้ชม(ชาวเกาหลี) ถ้าสถานการณ์ยังเป็นแบบทุกวันนี้ ชาติของเราได้ล่มสลายอย่างแน่นอน

เรื่องราวของหลานสาวก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน เธอคือตัวแทนคนรุ่นใหม่ แต่แค่รองเท้ายังไม่มีสวมใส่ (ไร้รากฐาน/พื้นฐาน ความมั่นคงในชีวิต) เรียกร้องขออาให้ซื้อมาฝาก รับปากส่งๆเดชแบบไม่ได้ดูตนเองว่ามีเงินหรือเปล่า แล้วเธอก็เรียกเขาว่า ‘คนโกหก’ (นั่นคือสิ่งที่ผู้หลักผู้ใหญ่สมัยนั้น-นี้ พยายามพูดออกสื่อสาธารณะ ไม่มีอย่างโน้น ไม่เคยทำอย่างนี้ หลักฐานปรากฎอยู่ทนโท่ กลับโกหกหน้าด้านๆ)

สำหรับหลานชายทำงานส่งหนังสือพิมพ์ แม้ได้เพียงเศษเงินแต่ก็สามารถประทังยังชีพ พึ่งพาได้มากกว่า Yeong-ho ที่พยายามพูดตัดกำลังใจ เสี้ยมสอนสั่งให้ไปเรียนหนังสือ (มองมุมหนึ่งคือการพูดแบบไม่ดูตนเองที่ลาออกจากโรงเรียนไปอาสาสมัครทหาร ขณะเดียวกันยังสามารถมองว่าคือประสบการณ์ ถ้าตอนนั้นตั้งใจร่ำเรียนชีวิตคงไม่อเนจอนาถขนาดนี้)

สถานที่พบปะสังสรรค์ของบรรดาทหารผ่านศึกผู้พิการ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าคือร้านอะไร? ของใคร? (เจ้าของคือ Miri หรือเปล่า?) แต่สังเกตว่าอยู่ในช่วงระหว่างกำลังปรับปรุง ‘renovate’ ตกแต่งร้านใหม่ ความน่าขบขันก็คือคนงานต่างทำงานของตนเองไป แต่พวกเขาเหล่านี้กลับนั่งล้อมวงพูดคุย เล่นหมากกระดานแบบไม่สนอะไรใคร … ในเชิงสัญลักษณ์เปรียบเทียบสถานที่แห่งนี้ในเชิงมหภาคประเทศเกาหลี คนร่างกายปกติสามารถหาทำงาน กำลังปรับปรุงซ่อมแซมประเทศ (ผลกระทบจาก Korean War) ส่วนทหารผ่านศึก/คนพิการเหล่านี้ ก็ได้แต่นั่งจับจ้องมอง เฝ้ารอคอยโอกาส ไร้ซึ่งผู้ว่าจ้างทำงาน

แทบทุกครั้งของการเปลี่ยนมุมมองดำเนินเรื่อง จักต้องเชื่อมด้วยสัมผัสของสิ่งสัญลักษณ์บางอย่าง, Yeong-ho หลังสิ้นสุดการสนทนากับ Myeong-suk รินน้ำจากกาใส่แก้วดื่ม –> Cheol-ho ช่วงพักกลางวันอ้างว่าปวดฝัน ไม่ได้ไปกินข้าวกับหัวหน้า ขอเพียงดื่มน้ำชาแก้หิวกระหาย

ต่อเนื่องกับ Cheol-ho เลิกงานกลับมาถึงบ้าน ภรรยาอยู่ในห้องครัวกำลังเตรียมทำกับข้าว –> ในร้านเหล้าแห่งหนึ่ง หม้อต้มสาเกอุ่นๆขึ้นจากเตา นำเข้าสู่เรื่องราวของ Yeong-ho กำลังดื่มเมามายอยู่กับผองเพื่อน

ผมมีความสนเท่ห์กับร้านเหล้าแห่งนี้เหลือเกินนะ อย่างภาพแรกโต๊ะกับชั้นวาง ให้ความรู้สึกเหมือนกรอบห้อมล้อมตัวละคร ในขณะที่ Yeong-ho กำลังเล่าเรื่องเล่าหมี หมูป่า กวาง ไก่ฟ้า กระต่าย และอีกา (เล่าในเชิงสัญลักษณ์ถึงสิ่งที่เขาประสบพบเจอในการหางานทำ) จนสุดท้ายชีวิตก็มาลงเอยยังร้านแห่งนี้ ขณะนี้ โดยยังไม่ได้ล่าอะไรทั้งนั้น แต่ก็ครุ่นคิดเปรียบตนเองเป็นอีกา เตรียมตัวจะกระทำสิ่งที่นกกระจกมิกล้าเผชิญหน้าหุ่นไล่กา (นั่นคือการปล้นธนาคาร)

ภาพสองมีเสาไม้ ตั้งอยู่ตำแหน่งกึ่งกลางร้าน (ไม่รู้ภาษาเกาหลีเขียนว่าอะไร) เรียกว่าคือจุดศูนย์กลางสำหรับเป็นที่พึ่งพักพิงสำหรับพวกเขาเหล่านี้ นั่นคือสุรา (กระมัง)

หลังจาก Myeong-suk ไม่ได้กลับบ้านเมื่อคืน เช้าตื่นขึ้นมา Yeong-ho บังเอิญพบเจอ Seol-hui นางพยาบาลที่เคยดูแลเขาในโรงพยาบาล ยังบริเวณจุดตัดทางข้ามรางรถไฟ (สัญลักษณ์ของการพบเจอ-พรากจาก) แล้วชักชวนให้ร่วมออกเดินทางไปที่ห้อง … ผมอ่านฉากนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับ Myeong-suk เพราะหนังไม่สามารถนำเสนอภาพออกมาตรงๆว่าเธอคือโสเภณี ขึ้นห้องร่วมรักหลับนอนกับทหารอเมริกา (มากสุดได้แค่ฉากที่เธอยืนรอเรียกลูกค้า และทหารอเมริกันเข้ามาเกี้ยวพาราสี)

แซว: ถ้ากับคนเกาหลีด้วยกัน พาขึ้นห้องกลับไม่มีปัญหาอะไรเสียอย่างนั้น

ห้องเช่าของ Seol-hui ตั้งอยู่บนชั้นดาดฟ้า สามารถมองเห็นทิวทัศนียะกรุง Seoul จากเบื้องบนตึกสูง (แต่ก็ไม่ได้สูงเท่าไหร่นะ) …. ทั้งการมีตัวตน ภาพลักษณ์ (ได้รับการเปรียบดั่งภาพวาด Mona Lisa) และสถานที่อยู่อาศัยบนนี้ รวมแล้วสามารถตีความถึงหญิงสาวในอุดมคติ นางฟ้าบนสรวงสวรรค์ แค่เพียงพบเจอหน้าก็สร้างพลัง/กำลังใจให้กับ Yeong-ho ชีวิตดูสดชื่น เริงรื่น เกิดประกายแห่งความหวัง

การเป็นนางฟ้าไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป เพราะย่อมมีใครบางคนอยากจะฉุดคร่าเธอลงมาสู่ภาคพื้นดิน, เด็กหนุ่มคนนี้คือตัวแทนวัยรุ่นยุคใหม่ (ของเกาหลีใต้) เติบโตขึ้นในสังคมอุดมคอรัปชั่น ชีวิตไร้ซึ่งเป้าหมายอนาคต จนกระทั่งพบเจอ Seol-hui ก็พร่ำเพ้ออยากครอบครองเป็นเจ้าของ ชีวิตไม่ต้องการอะไรอื่น

ลางสังหารของผมชี้นำว่า Seol-hui อาจเคยร่วมรักหลับนอนกับเด็กหนุ่มคนนี้ เปิดซิงความบริสุทธิ์ นั่นคือสาเหตุให้เขาพยายามตามตื้อ ไม่ยอมเลิกรา ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของเธอแต่เพียงผู้เดียวจนสร้างความรำคาญ และพบเห็นภาพบาดตาบาดใจดังกล่าว ก็สูญเสียใจอย่างมากจนต้อง… ผลักดันนางฟ้าให้ตกลงมาสู่ภาคพื้นดิน

ผมแทบไม่เคยเห็นภาพยนตร์เรื่องไหนที่กล้าจุดบุหรี่ปากต่อปากลักษณะนี้เลยนะ รู้สึกว่ามันเซ็กซี่ เร่าร้อนแรงมากๆ สื่อถึงความพึงพอใจ/สามารถเติมเต็มความต้องการของต่อกันและกัน

หลังเสร็จกามกิจของ Yeong-ho สลับเปลี่ยนมุมมองมาเป็น Cheol-ho เดินทางไปรับตัว Myeong-suk กลับจากโรงพัก (ไม่รู้โดนจับเพราะถูกล่อซื้อ หรือหลบหนีตำรวจไม่ทัน) แต่การเดินของพวกเขาต่างไร้คำพูดสนทนา (มีเพียง Soundtrack รำพรรณาความรู้สีกของทั้งคู่) และยิ่งห่างไกลออกจากกันเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถีงที่ทำงานของพี่ชาย เขาจีงเดินตัดหน้าเข้าไป ปล่อยให้น้องสาวกลับบ้านตามลำพัง

การเดินของทั้งสองสามารถสะท้อนเส้นทางชีวิต แม้เคยเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด (เคียงคู่ขนาน ในทิศทางเดียวกัน) แต่เมื่อถีงจุดๆหนี่งย่อมต้องแยกย้าย ตีตนออกห่าง เลือกทิศทางดำเนินไปของตนเอง (นั่นคือขณะ Cheol-ho เดินตัดหน้า Myeong-suk)

ถ้าเป็นครอบครัวทั่วๆไป การกระทำของ Myeong-suk ย่อมต้องถูกตำหนิต่อว่า ด่าทอเสียๆหายๆ แต่นั่นไม่ใช่กับ Cheol-ho ไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากพูดอะไร จริงๆคือพูดไม่ได้เพราะน้องสาวเป็นหนี่งภาระของตนเองที่ต้องเลี้ยงดูแล การที่เธอหางานทำย่อมสามารถช่วยแบ่งเบาได้บ้าง แม้มันเป็นอาชีพไม่ถูกต้องตามครรลองศีลธรรม ก็ยังดี Yeong-ho ที่วันๆไม่ยินยอมทำอะไร

Miri พยายามชักชวนให้ Yeong-ho ตอบตกลงเป็นนักแสดง จักได้มีโอกาสครองคู่ทั้งในภาพยนตร์และชีวิตจริง แต่เขากลับบอกปัดปฏิเสธเพราะไม่ต้องการเอารอยบาดแผลจากสงครามมาเป็นจุดขายภาพยนตร์ ซึ่งไดเรคชั่นฉากนี้เล่นกับเสา (แบ่งแยกตัวละคร) ตำแหน่งนั่ง-ยืน (Miri นั่งเคียงข้าง, ผู้ช่วยผู้กำกับยืนอยู่หลังพนักพิง) และเงาที่พาดผ่าน (ช่วงขณะที่ Yeong-ho ลุกขึ้นปฏิเสธบทบาท ซึ่งเงาที่พาดผ่านเสื้อสูท สามารถสื่อถึงรอยบาดแผลที่อยู่ภายใน(จิตใจ))

ปล. บาดแผลจากกระสุนปืน(ลูกหลง)ของ Song Yeong-ho สามารถสื่อได้ถึงชื่อหนัง Aimless Bullet หรือ The Stray Bullet ได้เช่นกัน

ก่อนสิ้นสุดฉากนี้ด้วย Yeong-ho ทุบทำลายกระจก เป็นอีกครั้งที่หัวใจเขาถูกทำร้าย แตกสลาย ยินยอมรับสิ่งบังเกิดขึ้นไม่ได้ … นี่แสดงถึงความเย่อหยิ่ง ยึดถือมั่นทะนงตน ยังไม่สามารถยอมรับความจริงว่าการเสียสละของตนในสงคราม ไม่ได้มีคุณค่า ก่อให้เกิดประโยชน์ ความเปลี่ยนแปลงใดๆขึ้นในสังคม

เป็นอีกฉากที่ไดเรคชั่นเฉียบคมคายมากๆ ไม่ใช่แค่ Cheol-ho พบเห็นน้องสาว Myeong-suk กำลังเกี้ยวพาราสีทหารอเมริกัน แต่ยังผู้โดยสารสองคนนี้กำลังพูดอธิบายสิ่งบังเกิดขึ้นในยุคสมัยนั้น (เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าสองคนนี้คือพี่น้องกัน เลยแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมา แทงใจดำตัวละครเหลือหลายจนอดรนทนฟังไม่ได้)

แซว: ผมครุ่นคิดว่า Myeong-suk ก็น่าจะเห็นพี่ชาย Cheol-ho อยู๋บนรถโดยสาร เธอจึงสวมแว่นตาดำทำเป็นมองไม่เห็น ไม่สนใจ

ทีแรกผมก็สับสนว่า Yeong-ho ทำไมจู่ๆบันดาลโทสะต่อ Gyeong-sik แล้วพูดว่าผู้เสียสละคนแรกก็คือ Myeong-suk แต่ถ้าอ่านจากซีนก่อนหน้านี้ที่ Cheol-ho พบเห็นภาพน้องสาวนั่งอยู่บนรถกับทหารอเมริกัน ก็อาจมีความเป็นไปได้ว่าเขารับรู้เรื่องราวดังกล่าวจากพี่ชาย และยินยอมรับสิ่งบังเกิดขึ้นไม่ได้สักเท่าไหร่

คำถามมันก็จะวนกลับมาว่า ถ้าในกรณี Gyeong-sik ตอบตกลงแต่งงานกับ Myeong-suk แล้วทั้งสองจะสามารถเอาตัวรอด ดำรงชีวิตได้อย่างไร ต่างคนต่างไม่มีการงานทำ ไม่แน่ว่าสุดท้ายแล้ว Myeong-suk อาจต้องกลายเป็นโสเภณีอยู่ดีก็เป็นได้

ปฏิกิริยาของ Gyeong-sik หลังพบเห็นภาพบาดตาบาดใจ รับล่วงรู้สิ่งบังเกิดขี้นต่อ Myeong-suk เดินตุปัดตุเป๋ไปตรงเสาประตู (โหยหาที่พี่งพักพิง) จากนั้นทรุดลงนั่ง สีหน้าเต็มไปด้วยเจ็บปวดทุกข์ทรมาน แล้วเขวี้ยงขว้างไม้เท้าทิ้งไปด้านหลัง (สื่อถีงความต้องการจะยืนหยัดด้วยลำแข้งตนเอง … ไม่ได้แปลว่าเดินโดยไม่ใช้ไม้เท้านะครับ เป็นนัยยะเชิงสัญลักษณ์สื่อถีงความมุ่งมั่นตั้งใจของตัวละคร) ต่อจากนั้นตัดสินใจขี้นรถไฟหลบหนีทอดทิ้งทุกสิ่งอย่าง เดินทางไปไหนไม่มีใครบอกได้

ขณะที่ Gyeong-sik กำลังออกเดินทางโดยไร้เป้าหมาย แทนด้วยคนตาบอดคลำทาง (เป็นการแทรกใส่สัญลักษณ์ที่เหนือจริงมากๆ ใครกันจะมาเดินบนท้องถนนยามค่ำคืนดีกดื่น) ผิดกับ Yeong-ho มีเป้าหมายคือสรวงสวรรค์ของ Seol-hui ขอแค่พบเจอหน้าก็สามารถผ่อนคลายความเครียด อีดอัดคับข้อง ทุกข์ทรมานใจ

ภาพของ Seol-hui ที่สะท้อนในกระจกเงา แสดงให้เห็นว่ามีบางสิ่งอย่างซ่อนเร้นในจิตใจของเธอ นั่นคือความหวาดกลัวต่อเด็กหนุ่มที่พยายามเรียกร้องโน่นนี่นั่น พูดพร่ำเอาแต่ใจ ดื้อรั้นดีงดัน ขับไล่ผลักไสก็ยังหวนกลับมาทุกครั้ง, นั่นทำให้เมื่อปิดไฟหลังจากขับไล่เด็กหนุ่ม เธอเดินเข้ามาโอบกอดเข้าข้างหลัง โหยบุคคลที่สามารถเป็นที่พี่งพักพิงทางจิตใจ

การยืนพิงเสาของ Yeong-ho เป็นการสะท้อนว่าสรวงสวรรค์แห่งนี้ เป็นสถานที่พี่งพักพิงทางจิตใจให้เขา(เช่นกัน) แค่ได้พบเจอหน้า Seol-hui ก็ทำให้รู้สีกว่าโลกสวยสดใสขี้นทันตาเห็น … เฉกเช่นเดียวกันกับเด็กหนุ่มคนนั้น การได้พบเจอตกหลุมรัก Seol-hui ทำให้เขาสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไป แต่เมื่อพบเห็นภาพบาดตาบาดใจ ปฏิกิริยาสีหน้าแทบไม่แตกต่างจาก Gyeong-sik ตรงกันข้ามแทนที่จะหลบหนีหาย กลับเลือกเส้นทางแห่งความตาย (หรือว่า Gyeong-sik ก็อาจมีจุดจบเช่นเดียวกัน)

Seol-hui ต้องการบอกอะไรบางอย่างกับ Yeong-ho แต่ขอให้เขาหวนกลับมาวันพรุ่งนี้ ซี่งระหว่างกำลังรอพบเจอเธอ ได้พูดคุยกับเจ้าของห้องเช่ากำลังให้อาหารนก (จะว่าไป Seol-hui ก็มีสภาพเหมือนนกในกรง ความสวยของเธอทำให้ใครๆต่างชื่นชอบเชยชม แต่จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด ไร้ซี่งอิสรภาพอย่างแท้จริง) จนกระทั่งรับรู้ความจริงว่าบังเกิดเหตุโศกนาฎกรรมเมื่อเช้าวันนี้เอง

หลังอ่านข้อความในจดหมาย ปฏิกิริยาของ Yeong-ho เต็มไปด้วยความคลุ้มคลั่ง หยิบปืนที่ซุกซ่อนไว้ออกมาตรวจสอบกระสุน ช็อตนี้ใบหน้า/ร่างกายของชายหนุ่มแทรกตัวอยู่ตำแหน่งกี่งกลางระหว่างเสา เปรียบได้กับหนทางแคบๆที่หลงเหลืออยู่ จิตใจถูกบีบบังคับให้ต้องกระทำสิ่งชั่วร้าย เพื่อระบายความอีดอัดอั้นภายในออกมา (นี่คือวินาทีที่ Yeong-ho ตัดสินใจอย่างแน่วแน่แล้วว่าจะปล้นธนาคาร)

Yeong-ho โทรศัพท์นัดหมาย Ha-sa Park เพื่อนทหารผ่านศีกที่อาสาขับรถระหว่างออกปล้นธนาคาร ซี่งช็อตนี้น่าจะคือคลินิค ไม่ก็โรงพยาบาล (ทำแผลที่มือ) จีงพบเห็นกายวิภาคของมนุษย์ น่าจะเป็นการชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดว่า เพราะเหตุใดทำไม กายภาพ-จินตภาพ เขาถีงตัดสินใจปล้นธนาคาร ก่ออาชญากรรม กระทำสิ่งผิดกฎหมาย/ศีลธรรม?

ดูท่าทาง Cheol-ho ใกล้จะถีงจุดแตกหักกับ Yeong-ho ยินยอมเอ่ยปากพูดคุย โต้ถกเถียง ถีงเวลาต้องหางานทำแบ่งเบาภาระครอบครัวได้แล้ว ซี่งหนังเหมือนจะชื่นชอบมุมกล้องช็อตนี้มากๆ เสาเตียงไม้ไม่เพียงดูเหมือนกรงขังที่หน่วงเหนี่ยวพวกเขาไว้ ยังสามารถแบ่งแย่ง แสดงถีงความแตกต่างทางความคิด-จิตใจ

ประเด็นถกเถียงของทั้งสองคือทิศทางการเลือกใช้ชีวิต Choel-ho เลือกจะยึดถือมั่นในมโนธรรม ศีลธรรม ทำงานถูกกฎหมายแม้เงินเดือนน้อยนิด แทบไม่เพียงพอใช้จ่ายในครอบครัว ขณะที่ Yeong-ho แสดงทัศนะเราจำเป็นต้องทอดทิ้งสิ่งเหล่านั้น เพื่อจะได้มีชีวิตที่ร่ำรวย สุขสบายกว่าที่เป็นอยู่ … ในบริบทนี้ไม่ได้สื่อถึงแค่การที่เขาปล้นธนาคารนะครับ อาชีพการงานอื่นๆในยุคสมัยนั้น-นี้ ที่ได้ค่าตอบแทนสูงๆ ส่วนมากล้วนทอดทิ้งมโนธรรม ศีลธรรม จิตสำนึกผิดชอบชั่วดีไปหมดสิ้นแล้ว

แต่ไฮไลท์ของ Sequence นี้คือวินาที่การโต้เถียงสิ้นสุดลง แม่ลุกขี้นจากเตียงพูดประโยคอมตะ ‘Let’s go’ ราวกับเป็นการสนับสนุนความครุ่นคิดของ Yeong-ho ทำบางสิ่งอย่างที่แตกต่าง ย่อมดีกว่าอดรนทนชีวิต จมปลักอยู่กับความทุกข์ยากลำบาก

ผมรู้สีกว่านี่เป็นการ(แอบ)บอกใบ้สิ่งกำลังจะเกิดขี้นกับ Yeong-ho ว่าสิ่งที่เขาตัดสินใจกระทำต่อไปนี้ ย่อมได้ผลลัพท์ถูกจับติดคุกติดตาราง แบบเดียวกับนกในกรงทั้งหลาย

ช็อตนี้ให้ความรู้สีกละม้ายคล้ายบนห้องของ Seol-hui หนทางแคบๆที่หลงเหลืออยู่ระหว่างพวกเขาทั้งสอง แต่เปลี่ยนจากเสาเป็นบันไดวน (หวนกลับมาหาหญิงแรกรัก) และ Yeong-ho เหมือนต้องการแค่ใช้ห้องของ Miri เป็นสถานที่หลบซ่อนตัวหลังการปล้น (ฉากนี้เลือกสถานที่ในห้องตัดต่อฟีล์มหนัง ได้ยินเสียงเครื่องฉายคลอประกอบพื้นหลัง แฝงนัยยะถีงคำพูดของ Yeong-ho ฟังดูมีเลศนัย ตัดต่อ/ปรุงแต่ง เล่นละคร/ภาพยนตร์ตบตา)

หนังไม่ได้นำเสนอภาพการปล้นธนาคารของ Yeong-ho ออกมาตรงๆ แต่ใช้การร้อยเรียงภาพบรรยากาศภายนอก Ha-sa Park กำลังรอคอยอย่างผ่อนคลาย (เหมือนไม่ได้ตระหนักด้วยซ้ำว่า Yeong-ho กำลังปล้นธนาคาร), ชายขอทานหลับนอนข้างต้นไม้, เด็กชายเป่าฟองสบู่ เหม่อมองออกไปบนท้องฟ้า (ความฝันที่ล่องลอย), การเดินขบวนเผยแพร่ศาสนา พระเจ้าคือผู้มาไถ่ (ผมมองเป็นการล้อเลียนของหนัง ในสถานการณ์เช่นนี้ย่อมไม่มีพระเจ้าองค์ไหนจะช่วยเหลือได้) และวินาทีกลั่นแกล้งเด็ก เจาะลูกโป่งแตก พอดิบพอดีเสียงปืนดังลั่น ตัดให้เห็นภาพหลอดไฟแตก ก็แค่นั้นแหละไม่นำเสนอรายละเอียดใดๆขณะก่ออาชญากรรม

หลังถูกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ขับรถหลบหนีหาย ทอดทิ้งให้ตนเองให้วอดวาย แต่ก็สำรวจทางหนีทีไล่เผื่อไว้แล้ว ซึ่งระหว่างทางที่ Yeong-ho พานผ่านในเวลา 10 นาที ร้อยเรียงภาพหายนะของประเทศเกาหลี(ใต้)ขณะนั้น

  • แรกเริ่มคือวิ่งผ่านตึกร้าง ก่อร่างยังสร้างไม่เสร็จ สะท้อนถึงความเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดด กรุง Seoul เริ่มเต็มไปด้วยตึกสูงระฟ้า สักวันหนึ่งย่อมกลายเป็นป่าคอนกรีต ไม่หลงเหลือภูมิทัศน์ดั้งเดิมอีกต่อไป
  • พบเห็นตำรวจเดินสวนมา ก็หันเข้าหาหมอดูให้ทำนายลายนิ้วมือให้ แน่นอนว่าคงมองไม่เห็นอนาคตอะไร แต่ก็สะท้อนความงมงาย ลุ่มหลงใหลของคนสมัยนั้น เชื่อในโชคชะตา ปล่อยให้เป็นเรื่องฟ้าดินกำหนดมา
  • ระหว่างวิ่งผ่านอีกตึกที่ยังคงสร้างไม่เสร็จ พบเห็นหญิงสาวผูกคอตาย แต่ยังคงแบกทารกน้อยกำลังร้องไห้อยู่ด้านหลัง สะท้อนอีกความสิ้นหวังของผู้คน มิอาจอดรนทนแบกรับภาระตนเอง และครอบครัว จนอัตราการฆ่าตัวตายเพิ่มสูงขึ้น
  • การประท้วงนัดหยุดงานของกรรมกร เรียกร้องให้นายจ้างเพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการ (กระมัง) แสดงถึงความกดขี่ข่มเหงของระบอบนายทุน สนเพียงผลประโยชน์กำไร ใครเงืนเดือนแพงๆก็พร้อมขับไล่เพื่อจ้างเด็กใหม่ถูกกว่าได้หลายคน
  • วิ่งมาถึงโรงงานผสมปูน พบเห็นท่อคอนกรีตเรียงราย (ชีวิตมีเส้นทางให้เลือกมากมาย) และช็อตนี้เคลื่อนผ่านผนังกำแพง (แต่ตัวละครกำลังจะพบหนทางตัน)
  • สุดท้ายคือสะดุดขาตนเองล้มลง (สะท้อนถึงความขัดแย้งภายในจิตใต้สำนึกตัวละคร) ทำให้เงินในถุงกระจัดกระจายเต็มพื้น พยายามเก็บกวาดแต่ตำรวจก็ไล่กวดเข้าใกล้มาทุกวินาที

เสียงของ Miri ทำให้ Yeong-ho ชะงักงันชั่วขณะ (เธอคือหนึ่งในจิตใต้สำนึกที่สามารถหยุดยับยั้ง ตักเตือนสติ) ก่อนเขวี้ยงขว้างธนบัตรใส่ใบหน้า (ไม่ยินยอมรับในอาชีพนักแสดง เพราะเต็มไปด้วยความหลอกลวง หาเงินจากการเสแสร้งเป็นคนอื่น) โยนกระสอบใส่เงินทิ้งด้านหลัง (ไม่อยากยินยอมรับว่าเงินคือปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต) พยายามออกวิ่งอีกครั้ง แต่เมื่อไม่สามารถหลบหนีได้พ้น เขาจึงยิงปืนขึ้นฟ้าอย่างไร้เป้าหมาย (สามารถสื่อถึงชื่อหนัง Aimless Bullet ได้เช่นกัน) ทุกสิ่งอย่างที่อุตส่าห์ดิ้นรนโจรกรรมมา หมดสูญสิ้นไร้คุณค่าความหมายโดยสิ้นเชิง!

และช็อตสิ้นสุดการหลบหนีของ Yeong-ho เหมือนจะล้อกับ Opening Credit และภาพแรกของหนัง ตัวเขา (ปัญญาชน) ไม่สามารถก้าวพ้นออกจากรั้วเหล็ก (ที่ดูเหมือนกรงขัง) อาจดูแตกต่างที่ภายในห้อง-โลกภายนอก แต่ประเทศเกาหลีใต้ยุคสมัยนั้นไม่ต่างอะไรจากเรือนจำ/ห้องขังขนาดใหญ่ ไม่มีใคร(ชาวเกาหลี)สามารถหลบหลีกหนีออกไปได้สำเร็จ

การพบเจอครั้งสุดท้ายของสองพี่น้องในโรงพัก Cheol-ho ไม่ได้พูดอะไรสักประโยค แต่สีหน้าอารมณ์ ตำแหน่งยืน-เดิน ทิศทางตั้งฉากกับ Yeong-ho (เสื้อผ้าก็สีตรงกันข้าม) สะท้อนถึงความแตกต่างทางความคิด โลกทัศนคติ และการกระทำ รวมไปถึงอุดมคติที่พวกเขายึดถือมั่นภายในจิตใจ

I should be hanged at the intersection so that something like this will never happen again.

Yeong-ho

คำพูดประโยคนี้ของ Yeong-ho สะท้อนกึกก้องในจิตใจชาวเกาหลี(ใต้)อย่างมาก และกลายเป็นสิ่งเกิดขึ้นจริงระหว่างการชุมนุมประท้วงในช่วง April Revolution (1960) อันนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ

ไม่ใช่แค่การถูกจองจำของ Yeong-ho แต่หลังจาก Cheol-ho รับรู้การเสียชีวิตของภรรยาระหว่าคลอดลูก (น่าจะเพราะเธอกินน้อย ทำงานหนัก จนร่างกายอ่อนเปลี้ยเรี่ยวแรง จึงหมดสิ้นสูญกำลังขณะคลอดบุตร) เขาก็ปิดประตูห้องโรงพยาบาล พบเห็นเพียงเงาเลือนลาง เดินอย่างล่องลอยไร้จิตวิญญาณไปถึงโรงเก็บศพ แต่ก็ตัดสินใจกลับออกมาโดยไม่พบเจอหน้า(ภรรยา)ครั้งสุดท้าย กลายเป็นคนขวางโลก ไม่สนว่ารถกำลังรีบเร่งแค่ไหน

เราสามารถเรียกสภาพของ Cheol-ho ขณะนี้ว่า ‘mental breakdown’ สูญเสียความครุ่นคิด จิตสำนึก มโนธรรม ศีลธรรม ความรับผิดชอบต่อครอบครัวและสังคม

Cheol-ho อดรนทนต่ออาการปวดฟันคุดมาแสนนาน (สัญลักษณ์ของสิ่งที่สร้างความเจ็บปวด รำคาญใจ ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข) หลังจากไม่หลงอะไรให้ต้องรับผิดชอบ จึงตัดสินใจเข้าคลินิคถอนฟัน แต่มันเจ็บปวดมากกว่าซี่เดียว หมอไม่ยินยอมถอนให้ทั้งหมด เขาเลยเปลี่ยนร้าน และมีอาการวิงเวียนเพราะสูญเสียเลือดไปมาก

ถอนฟัน ในเชิงสัญลักษณ์คือการขุดรากถอนโคนต้นตอของปัญหา ซึ่งผู้ชม(ชาวเกาหลี)สมัยนั้นน่าจะตระหนักกันได้ทันทีว่าผู้สร้างต้องการสื่อถึงอะไร และการสูญเสียเลือด(ในการถอนฟัน)ย่อมสื่อถึงชีวิตและทรัพย์สิน(ของชาวเกาหลี)

เกร็ด: การถอนฟันหลายซี่พร้อมๆกันนั้น ปัจจุบันสามารถทำได้นะครับ แต่สมัยก่อนมันมีข้อจำกัดทางการแพทย์อยู่มาก จึงมีความเสี่ยงที่จะสูญเสียเลือด โอกาสติดเชื้อค่อนข้างสูง

ระหว่าง Cheol-ho กำลังล่องลอยเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น เขาเดินข้ามถนนซึ่งเต็มไปด้วยรถสัญจรขวักไขว่ แต่มองออกไปพบเห็นแสงลางๆที่ดูเหมือนเมือง(จำลอง) สรวงสวรรค์ และพระจันทร์บนฟากฟ้า เปรียบช็อตนี้ได้กับอนาคตของชาวเกาหลี มันแทบไม่หลงเหลือภาพให้จับต้องได้อีกต่อไป

คนขับแท็กซี่สอบถาม Cheol-ho จะไปลงที่ไหน แต่เขาไม่สามารถให้คำตอบได้ โรงพยาบาล สถานีตำรวจ ที่ทำงาน หรือบ้านของตนเอง โดยไม่รู้ตัวเขาพูดพร่ำวลีเดียวกับแม่ที่คลุ้มคลั่ง ‘Let’s go’ ไปไหนก็ไป ไร้เป้าหมายปลายทาง ทั้งชีวิต และชาวเกาหลีใต้ อนาคตช่างมืดมิดทุกทิศทาง

“An aimless bullet? I have to be a son, a husband, a father, a brother, and a secretary. So many things I have to be. Maybe you’re right. I might be an aimless bullet made by the Creator. I don’t know where I should go to. But I should be going somewhere now”.

Song Cheol-ho

หนังทำการ Cross-Cutting ซ้อนภาพตำแหน่งหัวใจของ Cheol-ho พอดิบพอดีกับไฟแดง (มันเป็นจังหวะที่รถหยุดพอดีนะครับ เลยพอคาดเดาได้ว่าต้องคือไฟแดง) ราวกับต้องสื่อถึงจุดสิ้นสุดของชีวิต/จิตวิญญาณ แม้ตัวละครไม่ได้สูญสิ้นลมหายใจ แต่ก็มีสภาพไม่ต่างจาก ‘ตายทั้งเป็น’

ก่อนจะขึ้นข้อความ ‘The End’ หนังซ้อนภาพท้องถนนยามค่ำคืน พบเห็นแสงไฟหน้ารถสาดส่องระยิบระยับสลับไปมา นั่นคือสัญลักษณ์ของการเดินทาง แม้ว่านี่จะคือปลายทางของหนัง แต่ชีวิต/จิตวิญญาณยังคงดำเนินไปไม่รู้จักจบสิ้น

ตัดต่อโดย Kim Hui-su, หนังไม่ได้ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละครหนึ่งใด แต่ใช้สมาชิกครอบครัว Song เป็นจุดศูนย์กลางเรื่องราว โดยนำเสนอผ่าน 2-3 ตัวละครหลักๆ พี่คนโต Cheol-ho, พี่คนรอง Yeong-ho, และน้องสาวคนเล็ก Myeong-suk

  • แนะนำตัวละคร
    • เริ่มจาก Yeong-ho สังสรรค์กับเพื่อนๆพิการทหารผ่านศึก
    • Myeong-suk พยายามโน้มน้าวชายคนรัก Gyeong-sik แต่เขากลับไม่ยินยอมตอบตกลงแต่งงานสักที
    • Cheol-ho กลับจากงานในสภาพเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า
  • ชีวิตดำเนินไปในหนึ่งวัน
    • เช้าตรู่ Cheol-ho เดินทางไปทำงาน
    • Yeong-ho เพิ่งสร่างเมากลับถึงบ้าน พูดคุยเล่นกับหลาน
    • Myeong-suk ขอความช่วยเหลือ Miri ให้หางานในกองถ่าย ก่อนสวนทางกับ(อดีต)ชายคนรัก Yeong-ho
    • หลังเลิกงาน Cheol-ho เดินทางกลับบ้าน พานผ่านร้านขายรองเท้า ร้านทำฟัน แต่ก็ตัดใจเก็บเงินไว้ใช้จ่ายอย่างอื่นดีกว่า
    • ผิดกับ Yeong-ho พลบค่ำร่ำสุรากับผองเพื่อน
  • พยาบาล/โสเภณี และการขายตัว
    • Yeong-ho บังเอิญพบเจอ Seol-hui นางพยาบาลที่ดูแลขณะรักษาตัวในโรงพยาบาล นำพาไปที่ห้อง
    • Cheol-ho ต้องลางานเพื่อไปประกันตัว Myeong-suk ถูกจับเพราะขายตัวให้ทหารอเมริกัน
    • Miri ใช้เส้นสายต้องการให้ Yeong-ho มาเป็นนักแสดงภาพยนตร์ แต่เขากลับบอกปัดเพราะไม่อยากขายตัวเองเพื่อบทบาทดังกล่าว
    • ระหว่างขึ้นรถโดยสารกลับบ้าน Cheol-ho พบเห็น Myeong-suk พยายามเกี้ยวพาราสีทหารอเมริกัน
    • Yeong-ho ออกสำรวจธนาคาร เตรียมตัววางแผนการปล้น
    • Gyeong-sik พบเห็น Cheol-ho ยืนขายตัวบนท้องถนน
    • Yeong-ho ร่วมรักหลับนอนกับ Seol-hui
  • อารัมบทแห่งหายนะ
    • Yeong-ho รับรู้การเสียชีวิตของ Seol-hui
    • Cheol-ho เดินอย่างล่องลอยไร้แก่นสาน
    • เมื่อทุกคนกลับมาบ้าน เกิดการโต้ถกเถียงระหว่าง Cheol-ho กับ Yeong-ho และค่ำคืนนั้น Myeong-suk พยายามปลอบแม่ให้สงบลง
  • วันแห่งหายนะ การตัดสินใจเพื่ออนาคต
    • การปล้นธนาคารของ Yeong-ho
      • ก่อนปล้นเดินทางไปหา Miri เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่เธอรู้สึกผิดปกติเลยติดตามไป
      • ระหว่างปล้นธนาคาร อุตส่าห์เตรียมแผนหลบหนีอย่างดี แต่เพื่อนสนิทกลับขับรถหลบหนี
      • ความพยายามหลบหนี ถูกไล่ล่า และโดนจับกุมตัว
    • การเดินทางของ Cheol-ho
      • เดินทางไปโรงพัก รับทราบสิ่งบังเกิดขึ้นกับ Yeong-ho
      • ตัดสินใจกลับบ้าน Myeong-suk แจ้งว่าให้ไปโรงพยาบาล ภรรยากำลังจะคลอดบุตร
      • ถึงโรงพยาบาลรับรู้การเสียชีวิตของภรรยา (แต่ไม่รู้ว่าทารกรอดชีวิตอยู่)
      • ตัดสินใจถอนฟันพร้อมกันสองซี่
      • ขึ้นแท็กซี่ แล้วออกเดินทางอย่างไร้เป้าหมาย

ลักษณะการดำเนินเรื่องดังกล่าวทำให้หนังดูยากในครั้งแรกๆ แต่ถ้าผู้ชมสามารถแยกแยะตัวละคร จดจำใบหน้านักแสดง (สามตัวละครหลักของหนังเรื่องนี้ มีความแตกต่างอย่างชัดเจนเลยนะ) ค่อยๆทำความเข้าใจทีละเส้นเรื่องราว ก็จักมองเห็นภาพรวมว่าสาสน์สาระต้องการนำเสนออะไร

เพลงประกอบโดย Kim Hak-seong และ Sound Record/Sound Effect โดย Lee Kyeong-sun กับ Lee Sang-man, หนังมีการใช้เพลงประกอบและ Sound Effect ผสมผสานคลุกเคล้าได้อย่างน่าสนใจมากๆ

  • Cheol-ho ที่มักออกเดินเรื่อยเปื่อย ไม่ค่อยพูดคุยสนทนากับใคร จะคลอประกอบด้วยบทเพลงสะท้อนห้วงอารมณ์ความรู้สึกภายใน เต็มไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย ท้อแท้ และช่วงท้ายล่องลอยอย่างหมดสิ้นหวังอาลัย
    • ระหว่างที่ Cheol-ho กำลังเดินหารองเท้า/ร้านหมอฝัน จู่ๆได้ยินเสียงแซกโซโฟน ดนตรีแจ๊สดังขึ้นมาชั่วครู่หนึ่ง นั่นน่าจะสื่อถึงอิทธิพลของสหรัฐอเมริกา ต่อวิถีชีวิตชาวเกาหลี ที่ได้ปรับเปลี่ยนแปลงไปตามโลกทุนนิยมตะวันตก สิ่งข้าวของราคาแสนแพง แค่ค่าถอนฟันก็อาจหมดค่าจ้างเพิ่งได้รับมา
  • ขณะที่ Yeong-ho มักอยู่ท่ามกลางผองเพื่อน เอาแต่พูดพร่ำสำบัดสำนวน จึงได้ยินเพลงประกอบน้อยครั้ง (จะได้ยินก็ต่อเมื่อบังเกิดความรู้สึกบางอย่างขึ้นภายใน อาทิ ร่วมรักหลับนอนกับ Seol-hui, ถูกตำรวจต้อนจนมุม ยินยอมรับการจับกุม ฯ) ส่วนใหญ่เป็นเสียง Sound Effect โดดเด่นชัดขึ้นมา อาทิ รถกำลังแล่น (ขณะสั่งให้หลานชายเลิกขายหนังสือพิมพ์), นกในกรง (โทรศัพท์นัดหมายเตรียมปล้น), เครื่องเล่นเทป (ระหว่างพูดคุยกับ Miri), เครื่องจักรไอน้ำในโรงงาน (ขณะกำลังหลบหนี) ฯ
  • ส่วนเรื่องราวของ Myeong-suk จะมีทั้ง Soundtrack และ Sound Effect ขึ้นอยู่กับบริบทของฉาก
    • พบเจอครั้งแรก ได้ยินเสียงรถไฟดังกึกก้อง ขัดขวางการสนทนาของทั้งสอง
    • พบเจอครั้งสุดท้าย Soundtrack ดังกึกก้อง ไม่มีคำพูดสนทนาใดๆ เพียงความโศกเศร้าจากภาพบาดตาบาดใจ (Myeong-suk ยืนขายตัวให้ทหารอเมริกา)

Syngman Rhee (1875-1965) หลังได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีคนแรกของเกาหลีใต้เมื่อปี 1948 แสดงออกทันทีถึงความ pro-American ต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ เริ่มต้นจากกำจัดผู้ต่อต้าน Jeju Uprising (1948-49) จากนั้นนำประเทศเข้าร่วม Korean War (1950-53) หลังสงครามสิ้นสุดได้รับเลือกอีกสมัย แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาคนตกงานพุ่งสูงถึง 30% ทั้งยังปล่อยปละละเลยทหารผ่านศึก โดยเฉพาะคนพิการถูกทิ้งขว้างอย่างไร้เยื่อใย

เรื่องราวของหนังที่ดูเหมือนเป็นเหตุการณ์เชิงสัญลักษณ์ แต่ล้วนเกิดขึ้นจริงในยุคสมัยนั้นโดยเฉพาะเหล่าทหารผ่านศึก ได้รับบาดเจ็บจนมีความพิการ ไร้สวัสดิการ ไร้อาชีพการงาน ไร้บ้านอยู่อาศัย รวมกลุ่มกันเข้าไปเรียกร้องยังสำนักงานรัฐบาลและธนาคาร

“We went to war for our country and we were injured like this! It is difficult for us to live because we are unwell, so please give us the cost of living!”

จริงๆมันก็มีเงินที่สหรัฐอเมริกาส่งมาให้ความช่วยเหลือ แต่ก็ล่องจุ้นไปกับความคอรัปชั่นของรัฐบาลยุคสมัยนั้น ส่วนกองทัพทหารที่เข้ามาช่วยดูแลความสงบเรียบร้อย ส่วนใหญ่ล้วนให้ความสนใจแต่ Yang Gongju คำเรียกหญิงสาวชาวเกาหลีที่กลายเป็นโสเภณี มีสถิติหยาบๆเก็บไว้เมื่อปี 1954 ปริมาณสูงถึง 17,300 คน (แต่ในความเป็นจริงอาจสูงถึง 350,000 คน) ขณะที่หลักฐานการจดทะเบียนสมรสระหว่างชาวเกาหลี (ทั้งชาย-หญิง) กับอเมริกัน ช่วงทศวรรษนั้นมีกว่า 40,000+ คน

ขณะเดียวกันรัฐบาลพยายามโปรโมทด้านการศึกษา มหาวิทยาลัย สร้างศูนย์การเรียนรู้เพื่อโอกาสในความก้าวหน้า แต่ในความเป็นจริงนักศึกษาจบใหม่เกินกว่าครึ่งไม่สามารถหาอาชีพการงาน กลับกลายเป็นภาระครอบครัวและสังคม แล้วที่ต้องจ่ายค่าร่ำเรียนมากมายมหาศาล เพื่ออะไรกัน??

ความร้ายกาจของปธน. Rhee ยังไม่จบเพียงเท่านี้ ระหว่างการดำรงตำแหน่งวาระสาม ปรับเปลี่ยนข้อกฎหมายให้(ตนเอง)สามารถดำรงแต่งกี่สมัยก็ได้ ซึ่งชัยชนะการเลือกตั้งครั้งถัดมามีแต่ความไม่โปร่งใส นำไปสู่การลุกฮือประท้วงต่อต้านของนักศึกษา จนเกิด April Revolution (11-26 เมษายน 1960) เป็นเหตุให้เขาต้องลาออกจากตำแหน่ง ขอความช่วยเหลือจาก CIA บินหลบหนีลี้ภัยไปใช้ชีวิตบั้นปลายยัง Honolulu, Hawaii

Aimless Bullet คือภาพยนตร์บันทึกประวัติศาสตร์ชาติเกาหลี ในบริบทของหนังเราอาจเข้าใจแค่เพียงผลกระทบจาก Korean War และช่วงเวลา Great Depression แต่รากเหง้าแท้จริงของปัญหาล้วนเกิดจากการบริหารประเทศของ ปธน. Syngman Rhee ซึ่งไม่มีการพูดกล่าวถึงแม้แต่น้อย!

ก็แน่ละถ้าสังเกตจากช่วงปีโปรดักชั่นของหนัง ยังอยู่ระหว่างสมัยการปกครองของ Rhee จะเอ่ยกล่าวชื่อปธน. ที่พวกเขาจงเกลียดจงชังย่อมมิอาจเป็นไปได้ แต่นั่นก็เป็นความท้าทายผู้ชมในการศึกษาค้นคว้าประวัติศาสตร์ หาเหตุผลต้นตอปัญหาสังคม หลายคนอาจได้ข้อสรุปแตกต่างกันออกไป แต่ที่เกาหลีใต้ยุคสมัยนั้นมีบุคคลผู้เป็นรากเหง้า/ศูนย์กลางความชั่วร้ายอย่างชัดเจน

ภาพยนตร์แนว Neorealism ไม่ใช่แค่การนำเสนอภาพปรักหักพัง สะท้อนปัญหาสังคม วิถีชีวิตผู้คนที่ต้องต่อสู้ดิ้นรน แต่มันยังคือมุมมองทัศนคติของผู้กำกับ ที่มีต่อหัวข้อ ‘subject’ ที่นำเสนอออกมานั้น ในกรณีของ Aimless Bullet คือความหมดสิ้นหวังต่อทุกสรรพสิ่งอย่าง ประเทศชาติ สังคม ครอบครัว และตัวตนเอง มองไปทางไหนล้วนไร้หนทางออก ทารกเกิดใหม่ก็ไม่มีอนาคตสดใสรออยู่

ความหมดสิ้นหวังนำพาให้มนุษย์สูญเสียค่าความเป็นคน รับชมภาพยนตร์เรื่องนี้อย่าไปตัดสินการกระทำของตัวละครนะครับ คุณอาจไม่รับรู้หรอกว่าชีวิตพวกเขามันบัดซบเลวร้ายขนาดไหน เพื่อการดิ้นรนเอาชีพรอด ตอบสนองท้องปาก ปัจจัยสี่ แลกกระทำสิ่งผิดศีลธรรม ก่ออาชญากรรม ปล้นธนาคาร ขายตัว ขอแค่ค่าครองชีพพื้นฐาน ทำอะไรได้ก็ทำไป ถ้ามัวแต่เลือกไม่ทำอะไร ตายไปเสียยังอาจดีกว่า


หนังใช้ทุนสร้าง 8 ล้านวอน แต่ด้วยโปรดักชั่นยาวนานถีง 13 เดือน ไม่เพียงพอจ่ายค่าตัวนักแสดงด้วยซ้ำ คาดหวังว่าเมื่อออกฉายจะสามารถทำกำไร แต่…

แม้ช่วงเวลาที่หนังสร้างเสร็จพร้อมออกฉาย ประเทศเกาหลีใต้มีมาตรการผ่อนคลายความเข้มงวดในการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง แต่เพราะกองเซนเซอร์ตีความประโยคพูดซ้ำไปซ้ำมาของแม่ ‘Let’s go’ สื่อถึง ‘Let’s go Home’ ซึ่งอาจยังคงสร้างความเจ็บปวดชอกช้ำ ไม่ใช่สิ่งที่ชาวเกาหลี(ใต้)ยุคสมัยนั้นจะสามารถยินยอมรับทำใจไหว เลยถูกสั่งแบนห้ามฉายออกสู่สาธารณะ

แต่หลังจากที่ปรึกษาชาวอเมริกันของ Korean National Film Production Center มีโอกาสรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ พยายามโน้มน้าวรัฐบาลเกาหลีอนุญาตออกฉายจำกัดโรงเฉพาะกรุง Seoul เพื่อให้ได้รับสิทธิ์ไปฉายเทศกาลหนัง San Francisco International Film Festival เมื่อเดือนพฤศจิกายน 1963 พร้อมคำชื่นชมจากนักวิจารณ์ต่างประเทศดีล้นหลาม

“Obaltan is a remarkable film, brilliantly detailed camera work is matched by probing sympathy and rich characterizations”.

นักวิจารณ์จากนิตยสาร Variety

โชคดีที่ฟีล์มหนังฉบับส่งออกฉายเทศกาลหนังดังกล่าวยังได้รับการเก็บรักษา (ฟีล์ม Negative ต้นฉบับสูญหายไปแล้ว) แม้ด้วยสภาพค่อนข้างแย่ เต็มไปด้วยรอยขีดข่วน แถมซับตอกภาษาอังกฤษ ทำให้การบูรณะมีความยุ่งยากลำบาก หมดสิ้นค่าใช้จ่ายสูงถีง 3-4 พันล้านวอน แล้วเสร็จสิ้นออกฉาย 16 พฤษภาคม 2016 และปัจจุบันสามารถหารับชมได้บน Channel Youtube ของ Korean Film Archive

ในมุมชาวต่างชาติอย่างเราๆ Aimless Bullet เป็นได้เพียงภาพยนตร์แนว Neorealist เก็บบรรยากาศ สภาพสังคม บันทีกวิถีชีวิต จิตใจผู้คนในช่วงหลัง Korean Wars แต่สำหรับชาวเกาหลี(ใต้) โดยเฉพาะบุคคลพานผ่านทศวรรษดังกล่าว นั่นคือช่วงเวลาแห่งความท้อแท้หมดสิ้นหวัง การแบ่งแยก(เกาหลี)เหนือ-ใต้ ทำให้หลายครอบครัวต้องพลัดพรากจาก มิอาจพบเจอหน้าอีกต่อไป ทั้งสภาพเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ ผู้นำคอรัปชั่น อนาคตมันช่างไร้เป้าหมาย

ซี่งสิ่งที่หนังพยากรณ์ถีงอนาคต มันดันเกิดขี้นจริงๆไม่นานหลังจากนั้น เริ่มตั้งแต่การทำรัฐประหาร ยีดอำนาจของทหารตั้งแต่ May 16 coup วันที่ 16 พฤษภาคม 1961 กว่าจะสิ้นสุดเผด็จการลงจริงๆก็หลังเหตุการณ์ June Struggle เมื่อเดือนมิถุนายน 1987 รวมระยะเวลายาวนานถีง 26 ปี

แม้บรรยากาศของ Aimless Bullet จะสร้างความเหน็ดเหนื่อยทุกข์ทรมานให้ผู้ชม แต่ก็ต้องชมว่านำเสนออกมาได้ยอดเยี่ยมน่าประทับใจ (รับชมปัจจุบันยังรู้สีกว่าไม่ธรรมดา) สอดแทรกแนวคิด คำพูดคมๆ โดยเฉพาะเรื่องราวของ Seol-hui ความงามของเธอทำให้ผมลุ่มหลงใหล คลั่งไคล้หนังอย่างมาก จนกระทั่ง T_T

แนะนำคอหนังคลาสสิก ชื่นชอบแนว Neorealist สนใจประวัติศาสตร์ชาติเกาหลี, จิตแพทย์ นักจิตวิทยาศึกษาอาการป่วย Shell Shock/PTSD ผลกระทบจาก Korean War

จัดเรต 18+ กับอาชญากรรม ความตาย และการไร้จุดหมายชีวิต

คำโปรย | Aimless Bullet แม้จะคือการเดินทางอันไร้จุดหมาย แต่กลับไปถึงปลายทางยิ่งใหญ่ที่สุด
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: