Aladdin (1992)

Aladdin

Aladdin (1992) hollywood : Ron Clements, John Musker 

สมัยเด็กเชื่อว่าหลายคนคงเคยรู้จัก อะลาดินกับตะเกียงวิเศษ ลูบไล้แล้วจีนนี่จะปรากฎตัว ขอพรได้สามประการ, กับฉบับที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นอนิเมชั่นหนังเพลงของ Walt Disney ที่มี Robin Williams พากย์เสียงจินนี่ได้สีสันมากที่สุด, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

มีหลายสิ่งอย่างที่ทำให้อนิเมชั่นเรื่อง Aladdin มีความคลาสสิกเหนือกาลเวลา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวแฟนตาซีเพ้อฝัน พรมบินได้ ตะเกียงวิเศษ ยักษ์ใจดี ลิงเพื่อนยาก, บทเพลง A Whole New World ที่มีความไพเราะจับใจ ฯ แต่สิ่งที่ผมถือว่ามีความโดดเด่นเป็นที่สุดและทำให้ Aladdin ถูกยกย่องว่าเป็นอมตะ คือการพากย์ของ Robin Williams ชายผู้เกิดมามีน้ำเสียง สร้างความสุขให้กับคนทั่วโลกเป็นที่สุดแล้ว

จากความสำเร็จของ Good Morning, Vietnam (1987) สร้างโดย Touchstone Pictures (บริษัทในเครือของ Disney) ที่ทำให้ Robin Williams ได้เข้าชิง Oscar: Best Actor ครั้งแรก น้ำเสียงจากการเป็นดีเจรายการวิทยุ ได้สร้างความสนเท่ห์ให้กับคนสมัยนั้นอย่างมาก จนได้รับการติดต่อเพื่อให้พากย์เสียงในอนิเมชั่นเรื่องใหม่ของ Disney

จินนี่ (The Genie) ยักษ์ในตะเกียง มีนิสัยพูดมาก ขี้เล่น ขี้น้อยใจ (ลีลาเยอะ) เห็นว่าผู้สร้างได้เขียนบทตัวละครนี้เพื่อ Robin Williams โดยเฉพาะ, งานของ Williams ไม่ใช่แค่การพากย์เสียงเท่านั้น แต่ยังเป็นแบบเคลื่อนไหวให้ผู้สร้างอนิเมชั่น สามารถวาดภาพเลียนท่าทางให้ตัวละครมีความสมจริงยิ่งขึ้นด้วย

อนิเมชั่นเรื่องนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นกระแสนิยม ของการนำนักแสดงที่มีชื่อเสียงมาพากย์เป็นตัวละครต่างๆ (ไม่แน่ใจว่าเป็นครั้งแรกของโลกหรือเปล่า แต่ถือเป็นครั้งแรกของ Walt Disney)

นอกจากจินนี่แล้ว เห็นว่า Williams ได้พากย์เสียงอีกตัวละครหนึ่งที่ชื่อ Peddler คนขายของเก่าปริศนาที่โผล่มาตอนต้นเรื่องแล้วก็หายไปเลยไม่ปรากฎตัวให้เห็นอีก ซึ่งผู้กำกับได้ออกมาเฉลยเมื่อปี 2015 ว่าตัวละครนี้ก็คือจินนี่นะแหละ (ในร่างมนุษย์)

จากคู่หู John Musker และ Ron Clements ผู้กำกับที่เคยมีผลงานร่วมกันอย่าง The Little Mermaid (1989), Hercules (1997), Treasure Planet (2002), The Princess and the Frog (2009) ฯ

ดัดแปลงเรื่องราวมาจากนิทานอาหรับอมตะเรื่อง One Thousand and One Nights (อาหรับราตรี, พันหนึ่งราตรี) เป็นการรวบรวมเรื่องเล่าจากผู้แต่งต่างๆ มาเป็นเวลานับพันปีในยุคอาหรับโบราณและเปอร์เซียโบราณ, เรื่องราวของอะลาดิน ถือเป็นหนึ่งในเรื่องราวที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด แต่งโดยใครไม่รู้ แต่มีการรวบรวมตีพิมพ์ครั้งแรกในฉบับแปลของ Antoine Galland ชาวฝรั่งเศสเมื่อประมาณศตวรรษที่ 18

โปรเจค Aladdin ของ Disney เริ่มต้นขึ้นปี 1988 ในยุค Disney Renaissance (ช่วงเวลาการฟื้นตัวของสตูดิโอ ที่ได้ค้นพบแนวทางใหม่ในการสร้างอนิเมชั่นให้ประสบความสำเร็จ) Howard Ashman นักแต่งเพลงมากฝีมือของ Disney เป็นคนแรกที่มีความสนใจแนวคิดสร้างอนิเมชั่นหนังเพลงเรื่องนี้ ได้เขียน Treatment ความยาว 40 กว่าหน้า มีเรื่องราวที่ค่อนข้างตรงต่อนิทานต้นฉบับ ร่วมกับ Alan Menken เขียนเพลงเพื่อใช้ในหนัง, สตูดิโอถือว่ามีความสนใจโปรเจคนี้ แต่ได้ขอให้ Ashman ไปร่วมทำโปรเจค Beauty and the Beast (1991) ให้เสร็จเสียก่อน ซึ่งยังไม่ทันไร Ashman พลันด่วนเสียชีวิตจากไป (จากโรค AIDS) จึงไม่มีโอกาสได้เห็นโปรเจคนี้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

Linda Woolverton ได้เข้ามาสานต่อในส่วนบท เธอมีความหลงใหลในตัวละคร Jaf’far จากเรื่อง The Thief of Bagdad จึงได้พัฒนาตัวละครนี้ใส่เข้ามากลายเป็นตัวร้ายของหนัง, จากนั้นผู้กำกับ John Musker และ Ron Clements เข้ามามีส่วนร่วม จากการเลือกความสนใจ 1 ใน 3 โปรเจคของสตูดิโอที่มีขณะนั้น (อีกสองตัวเลือกคือ ดัดแปลง Swan Lake และ King of the Jungle — เรื่องหลังกลายมาเป็น The Lion King)

Musker กับ Clements ได้เข้ามาพัฒนาเรื่องราวจนกลายเป็นบทหนัง แต่เจ้าของสตูดิโอยังไม่พอใจเท่าไหร่ เลยว่าจ้าง Ted Elliott กับ Terry Rossio ให้มาขัดเกลาปรับปรุงบทด้วยอีกทาง จนเป็นที่พอใจ (Ted Elliott กับ Terry Rossio คือคู่หูนักเขียนที่อยู่เบื้องหลัง Pirates of the Caribbean, Shrek ฯ)

สำหรับทีมพากย์ นอกจาก Robin Williams แล้ว ที่เหลือเป็นนักพากย์มืออาชีพ (ไม่ใช่นักแสดง)

Aladdin (พากย์เสียงโดย Scott Weinger) เด็กหนุ่มหัวขโมยแต่มีนิสัยโอบอ้อมอารี เป็นคนชอบเพ้อฝัน ต้องการเป็นเจ้าชาย ร่ำรวยมีชื่อเสียง ชีวิตจักได้มีความสุขสบายกว่านี้

Princess Jasmine (พากย์เสียงโดย Linda Larkin) องค์หญิงที่รักความสนุกสนาน ไม่ชอบการผูกมัดด้วยขนบธรรมเนียมประเพณี ต้องการทำอะไรตามใจและเป็นอิสระเสรี

Ginie ยักษ์ขี้เล่นหลงตัวเอง มีความฝันต้องการที่จะออกไปจากตะเกียง มีชีวิตอิสระเสรี อยากทำอะไรก็ได้ตามใจ (ไม่ใช่เอาแต่ทำตามคนอื่น)

Jaf’far (พากย์เสียงโดย Jonathan Freeman) ตัวร้ายที่มีความเพ้อฝันทะเยอทะยาน ต้องการเป็นใหญ่ ทำทุกอย่างไม่สนวิธีการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจสูงสุด

จะเห็นว่าทุกตัวละคร ต่างมีความเพ้อฝันต้องการอะไรบางอย่าง การมีตัวตนของตะเกียงวิเศษ ทำให้พวกเขาเกิดความโลภละโมบเห็นแก่ตัว มองว่านี่คือหนทาง(ลัด)สู่เป้าหมาย จึงแสวงหาเพื่อครอบครองจักได้สมหวังดั่งใจฝัน

งานออกแบบตัวละคร ได้แรงบันดาลใจจากภาพวาดบนผนังของชาว Persian และตัวอักษร Arabic, เรียกชื่อว่า Style Guide โดยตัวละครแต่ละตัวจะมีลักษณะอ้างอิงทรงลักษณะต่างๆ เช่น จินนี่เหมือนลูกโป่ง, Jasmine (ชื่อดอกไม้) เหมือนแจกัน (ดังภาพ)

แต่ละตัวละครจะมีสีประจำตัวเอง เพื่อบ่งบอกบุคลิกพื้นฐาน ใครดีใครเลว อาทิ
– Jaf’far จะสวมสีเข้ม สีดำตลอดเวลา
– Jasmine สวมชุดสีสีน้ำเงินเขียวอ่อน (aquamarine เป็นสีแห่งความเศร้า) สวมเครื่องประดับ (แสดงฐานะ)
– Aladdin ตอนแรกสวมเสื้อไม่ติดกระดุม แสดงถึงอิสระเสรี ครึ่งหลังสวมชุดสีขาว ปกปิดตัวตนที่อยู่ภายใน
– จินนี่ ท่อนบนขนาดใหญ่ ตัวสีน้ำเงิน แสดงถึงจิตใจที่กว้างขวาง (ให้พรกับผู้ขออะไรก็ได้ถึง 3 ประการ)

สำหรับภาพพื้นหลัง แทบทั้งหมดอ้างอิง/ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่อง The Thief of Bagdad (1940) วาดด้วยมือแล้วนำไปประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์ CAPS (ที่ใช้ครั้งแรกใน Beauty and the Beast) ทำให้เกิดมิติการเคลื่อนไหวที่ล้ำลึกมากขึ้น (ภาพสองมิติเคลื่อนไหวเหมือนภาพสามมิติ)

 

เพลงประกอบโดย Alan Menken มี 6 เพลงที่เขียนโดย Ashman ก่อนเสียชีวิต หนึ่งในนั้น Friend Like Me ได้เข้าชิง Oscar สาขาเพลงประกอบ แต่แพ้ให้กับ A Whole New World (ปีนั้นสาขาเพลงประกอบได้เข้าชิง 2 เพลง)

Friend Like Me ขับร้องโดย Robin Williams เป็นบทเพลงแนะนำตัวละครจินนี่ว่าสามารถทำอะไรได้บ้าง, มีส่วนผสมของ Jazz/Show Tune ทำให้มีความอลม่านวุ่นวาย (Blizzardly) ซึ่งการมาของจินนี่ทำให้อนิเมะมีชีวิตชีวาขึ้นโดยทันที, สังเกตว่าตอนจบเพลงจะมีคำว่า Applause (ปรบมือ) มีใครปรบมือให้บ้างหรือเปล่าเอ่ย?

A Whole New World แต่งโดย Tim Rice ขับร้องโดย Brad Kane & Lea Salonga, นี่คือบทเพลงที่ทำให้อนิเมชั่นเรื่องนี้กลายเป็นอมตะ ดังขึ้นขณะ Aladdin กับ Jasmine ขึ้นบนพรมบินได้ ล่องท่องเที่ยวไปทั่ว เปิดตัวเองสู่โลกใหม่

แน่นอนเพลงนี้กวาดเรียบทั้ง Oscar: Best Original Song, Golden Globe: Best Original Song, Grammy: Song of the Year ขึ้นชาร์ท US Billboard Hot 100 อันดับ 1 นานถึง 14 สัปดาห์ ขายแผ่นเฉพาะในอเมริกาปีนั้นได้กว่า 600,000 ก็อปปี้

สำหรับเนื้อร้องภาษาไทย รู้สึกว่าจะมีการ Cover สองครั้ง ผมเลือกฉบับที่ขับร้องโดย ป๋าเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ และเสาวลักษณ์ ลีละบุตร ไพเราะขนาดไหนลองสดับดูนะครับ

ตะเกียงวิเศษ ถึงจะบอกสามารถขอพรได้ทุกสิ่งอย่างแต่กลับมีข้อยกเว้น ไม่สามารถทำให้หญิงสาวตกหลุมรักหรือเปลี่ยนแปลงจิตใจผู้อื่นได้ นั่นเพราะสิ่งที่ตะเกียงวิเศษเสกได้มีเพียงสิ่งของรูปธรรม ไม่ใช่นามธรรม, อย่างขอให้ฉันกลายเป็นเจ้าชาย ทุกสิ่งอย่างที่จินนี่เสกออกมาคือ เสื้อผ้าเลิศหรู ลิงเปลี่ยนเป็นช้าง คาราวานใหญ่โต แก้วแหวนเงินทอง ฯ เหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งภายนอกร่างกาย หาได้ทำการเปลี่ยนแปลงชาติกำเนิดของชายหนุ่ม ตัวตนจิตใจของเขายังคนเป็นเป็นหัวขโมยข้างถนน หาได้กลายเป็นเจ้าชายจริงๆไม่

ใจความของ Aladdin คือการยอมรับตัวเอง ในสิ่งที่ตนมีอยู่, สิ่งของภายนอก ชื่อเสียง ฐานะเงินทอง พลังอำนาจ เปรียบได้กับภาพลวงตาที่หาได้มีคุณค่าอะไร เมื่อเทียบกับความจริงใจ ซื่อสัตย์ สุจริต ที่อยู่ข้างในจิตใจ, บทเพลง A Whole New World ไม่ใช่แค่การมองเห็น ค้นพบโลก สถานที่ใหม่ๆ แต่คือการเปิดโลกทัศน์จิตใจตนเองออก ให้ค้นพบยอมรับกับสิ่งที่ต่างๆ ของทั้งตนเองและผู้อื่น

ความพ่ายแพ้ของ Jaf’far คือการแพ้ภัยตนเอง เพราะความต้องการเป็นผู้ยิ่งใหญ่เหนือกว่าใครใต้หล้า จึงขอพรข้อสุดท้ายให้ตนกลายเป็นจินนี่ แต่การเป็นยักษ์ที่สามารถทำได้ทุกอย่าง หมายความว่าเขาต้องอาศัยอยู่ในตะเกียง (ถ้าเปรียบพลังอำนาจคือ Ego ของมนุษย์ ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่คับฟ้าแค่ไหน แต่ก็มีขนาดได้แค่ร่างกายมนุษย์/ในตะเกียงเท่านั้น)

เมื่อได้เข้าใจตนเองยอมรับสิ่งที่มีอยู่ได้ ก็ไม่มีอะไรในชีวิตหลงเหลือให้ปรารถนา ไม่ต้องเพ้อฝันโหยหาอะไรอีกต่อไป พรข้อสุดท้ายจึงเป็นการขอที่เพื่อผู้อื่น ไร้ซึ่งความเห็นแก่ตัว, นี่คือเหตุผลที่ผมจัดให้ “ต้องดูให้ได้ก่อน”

ด้วยทุนสร้าง $28 ล้านเหรียญ ทำเงินในอเมริกา $217 ล้านเหรียญ (เป็นอนิเมชั่นเรื่องแรกที่ทำเงินเกิน $200 ล้านเหรียญ) ทำเงินทั่วโลก $504.1 ล้านเหรียญ กลายเป็นภาพยนตร์อนิเมชั่นทำเงินสูงที่สุดขณะนั้น ก่อนถูกแซงจากเรื่อง The Lion King (1994)

เข้าชิง Oscar 5 สาขา ได้มา 2 รางวัล
– Best Sound
– Best Effects, Sound Effects Editing
– Best Music, Original Score ** ได้รางวัล
– Best Music, Original Song (A Whole New World) ** ได้รางวัล
– Best Music, Original Song (Friend Like Me)

ส่วนตัวค่อนข้างชอบอนิเมชั่นเรื่องนี้นะ แต่เริ่มรู้สึกว่าดูไม่ค่อยสนุกเท่าไหร่ คงเพราะวัยวุฒิที่โตขึ้นด้วยกระมัง เลยรู้สึกหลายอย่างขาดๆเกินๆ ไม่ได้มีความยอดเยี่ยมอย่างที่เคยจดจำไว้, เว้นเสียแต่เสียงของ Robin Williams ที่กินขาด จินนี่ปรากฎออกมาทีไร แย่งความสนใจไปได้ทั้งหมดเต็มๆ

แนะนำกับคออนิเมชั่น ชื่นชอบหนังเพลง หลงใหลในเทพนิยายแฟนตาซีของ Disney เคยอ่านนิทานอาหรับราตรี, และแฟนๆ Robin Williams ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวง

แนะนำอย่างยิ่งกับเด็กเล็กทั้งหลาย นี่เป็นอนิเมชั่นแฝงข้อคิดดีๆ ผู้ใหญ่ก็ดูได้นะครับ สมควรอย่างยิ่งที่จะเปิดดูร่วมกับลูกหลานของท่าน

จัดเรตทั่วไป ไม่มีพิษมีภัย

TAGLINE | “Aladdin อนิเมชั่นหนังเพลงสุดคลาสสิกของ Disney มีความสวยงาม ล้ำค่า เหนือกาลเวลา เพราะเสียงพากย์ของ Robin Williams ที่แย่งความสนใจได้ทุกฉาก”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of