Alexander Nevsky (1938)

Alexander Nevsky

Alexander Nevsky (1938) USSR : Sergei Eisenstein, Dmitri Vasilyev ♥♥♥♥

ถึงเป็นหนังสงครามที่ขาดความสมจริง ผู้ชมสมัยนี้คงผิดหวังกับความก๊องแก๊งจัดฉาก แต่ทั้งหมดถูกแทนที่ด้วยความงดงามทางศิลปะ ทิวทัศน์ท้องทุ่งชนบทรัสเซียกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา ทรงคุณค่าอิทธิพลมากยิ่งต่อวงการภาพยนตร์

หนึ่งทศวรรษเต็มๆของผู้กำกับ Sergei Eisenstein หลังจากภาพยนตร์เรื่องล่าสุด The General Line หรือ Old and New (1929) ก็มิได้มีผลงานใหม่เป็นชิ้นเป็นอันเสร็จสิ้นตามมา ก็ใช่ว่าพี่แกละทิ้งวงการไปหรืออย่างไร เพราะยุคสมัยเกิดการเปลี่ยนผ่านสู่หนังพูด Talkie ก็จำต้องศึกษาร่ำเรียนความรู้แขนงใหม่ เดินทางสู่อเมริกาเซ็นสัญญากับ Paramount Pictures หมายมั่นปั่นมือกับหนัง Hollywood สักเรื่อง แต่ยื่นข้อเสนอไปไม่ถูกใจโปรดิวเซอร์สักราย มุ่งสู่ประเทศ Mexico ตามคำแนะนำของ Charlie Chaplin ได้งบถ่ายทำ ¡Que viva México! แต่ถลุงเงินมหาศาลจนสตูดิโอเกือบล้มละลายไม่เสร็จสักทีเลยถูกขอยกเลิกโปรเจค กลับบ้านเกิดได้สร้างภาพยนตร์อีกเรื่อง Bezhin Meadow แต่ไม่เป็นที่พึงพอใจของ Stalin เลยโดนล้มเทกระจาดอีกเช่นกัน

Alexander Nevsky คือผลงานลำดับถัดมาที่ Eisenstein หมายมั่นปั้นมือ Comeback หวนคืนสู่ความยิ่งใหญ่อีกครั้งเสียที ซึ่งต้องถือว่าเขาทำสำเร็จเสียด้วยนะ ปริมาณผู้เข้าชมสูงสุดตลอดกาลของสหภาพโซเวียตขณะนั้น คว้ารางวัล State Prize of Soviet Union – Stalinskaya Premia (ชื่อเดิมของ Stalin Prize) และทำให้ความเชื่อมั่นต่อพรรคคอมมิวนิสต์ของตนกลับคืนมา

แม้จะมีโคตรผลงานในยุคหนังเงียบ แต่ส่วนตัวกลับไม่ค่อยประทับใจ Eisenstein ในยุคหนังพูดสักเท่าไหร่ ก่อนหน้านี้เคยรับชมอีกผลงานถัดไปเรื่อง Ivan the Terrible (1944, 1958) ผิดหวังในความเอื่อยเฉื่อย ไดเรคชั่นการแสดงแบบละครเวที ทำเอาหาวแล้วหาวอีกจนสลบไสลสิ้นสติสมประดี เลยมิได้หวังอะไรมากกับ Alexander Nevsky แต่จะบอกว่าผิดคาดทีเดียว สงสัยเพราะรสนิยมทัศนคติความเข้าใจของตนเองต่องานศิลปะได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก พบเห็นความงดงาม เข้าใจภาษา และรับรู้ซึ้งถึงอิทธิพลทรงคุณค่าทางศิลปะ นี่ถ้ามีโอกาสหวนกลับไปรับชมทวิภาค Ivan Grozniy สงสัยต้องกลับมา Revisit บทความเดิมนั้นใหม่แน่

ความงดงามยิ่งใหญ่ของหนังเรื่องนี้ เกิดจากการปล่อยให้ผู้ชมได้ค่อยๆซึมซับรับสัมผัสความงดงามของภาพทิวทัศน์ ท้องฟ้าผืนแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล หรือแม้ขณะสงคราม ตั้งทัพ ประจันหน้า สู้รบพุ่ง ทุกช็อตจัดวางเรียงองค์ประกอบได้อย่างสวยงาม, การตัดต่อไม่มีจังหวะเร็วๆฉาบฉวย แทบทั้งหมดถือเป็น Tonal Montage (สร้างสัมผัสทาง’อารมณ์’ให้เกิดขึ้น) และเพลงประกอบร่วมเสริมสร้างพลังอารมณ์สุดอลังการ สอดคล้องรับกับทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้นปรากฎอยู่นั้น

Sergei Mikhailovich Eisenstein (1898 – 1948) นักทฤษฎี ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติรัสเซีย ได้รับการยกย่องว่าคือ “Father of Montage.” เกิดที่ Riga, Latvia (ขณะนั้นเป็นส่วนหนึ่งของ Russia Empire) ในครอบครัวชนชั้นกลาง พ่อเป็นวิศวกรต่อเรือทำให้เด็กชาย Sergey วาดฝันโตขึ้นตามรอย เข้าเรียน Institute of Civil Engineering แต่ภายหลังเปลี่ยนใจมาสาย School of Fine Arts, ในช่วงปฏิวัติรัสเซีย 1917 สมัครเข้าร่วม Red Army โค่นล้มระบบ Tsarist ระหว่างนั้นมีโอกาสรับชมการแสดง Kabuki เกิดความหลงใหลคลั่งไคล้ ศึกษาตัวอักษรคันจิ เคยเดินทางไปร่ำเรียนหาประสบการณ์ถึงประเทศญี่ปุ่น กลับมาปี 1920 สมัครงานคณะละครเวที Proletkult Theatre, Moscow ทำงานเป็นนักออกแบบสร้างฉาก เครื่องแต่งกาย ไต่เต้าจนได้เป็นผู้กำกับ/ผู้จัดการ ไม่นานนักเริ่มสนใจในสื่อภาพยนตร์ เริ่มจากกำกับหนังสั้น Glumov’s Diary (1923) เขียนบทความ The Montage of Film Attractions (1924) แล้วสร้างภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Strike (1925) เพื่อสนองแนวคิดนี้

หลังจากที่โปรเจค Bezhin Meadow ถูกล้มเลิกกลางคัน ทำให้ชื่อเสียงของ Eisenstein ด่างพร้อยรุนแรง ถูกตำหนิต่อว่าอย่างหนักจนสูญเสียฐานความเชื่อมั่นต่อพรรคคอมมิวนิสต์ (เพราะถลุงงบประมาณไปมหาศาล กลับไม่ได้ผลลัพท์ตอบแทนใดๆ) โดยเฉพาะ Boris Shumyatsky ผู้เป็น Head of Soviet Cinema ขณะนั้น ถึงขนาดไม่ต้องการให้เขากำกับสร้างภาพยนตร์อีกต่อไป

Eisenstein ได้ส่งจดหมายเพื่อขออนุญาต/ขอโอกาส โดยนำ Scenario บทละครเรื่อง We, the Russian people แต่งโดย Vsevolod Vishnevsky (1900 – 1951) ที่เกี่ยวกับการก่อตั้ง Red Army, ซึ่งผลการประชุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 1937 โชคดีได้ Vyacheslav Molotov ประธานสภารัฐมนตรีแห่งสหภาพโซเวียต (ว่าที่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศ ตอนสงครามโลกครั้งที่สอง) มอบคืนโอกาสสร้างภาพยนตร์ให้

“I think that you can try using Eisenstein, giving him the task (topic) to pre-liminarily approve his script, text, etc. – it is necessary to tinker with it”.

เกร็ดที่น่าตกใจกลัว: การที่ Boris Shumyatsky ตำหนิต่อว่า Eisenstein อย่างเสียๆหายๆในที่ประชุม เหมือจะทำให้เขาถูกยิงตาอย่างปริศนาไม่กี่วันถัดมา

แต่ไม่ทันที่ Eisenstein จะได้เริ่มพัฒนาโปรคเจค We, the Russian people ก็ได้รับข้อเสนอจากผู้บริหารสตูดิโอ Mosfilm ที่ต้องการสร้างภาพยนตร์เชิงประวัติศาสตร์ วีรบุรุษของชาติ มอบตัวเลือก Kuzma Mimin, Dmitry Pozharsky, Ivan Susanin และ Alexander Nevsky ขณะที่เจ้าตัวพยายามยื่นเสนอโปรเจคอย่าง สงครามกลางเมืองสเปน, ดัดแปลงบทกวี The Tale of Igor’s Campaign ฯ

สุดท้ายตัดสินใจเลือก Alexander Nevsky เพราะเป็นบุคคลผู้แทบไร้ข้อมูลบันทึกทางประวัติศาสตร์หลงเหลืออยู่เลย เว้นแต่เพียงเรื่องเล่าปากต่อปาก (Oral Tale/Folklore) นั่นทำให้ Eisenstein สามารถสร้างเรื่องราวรายละเอียดอะไรขึ้นมาก็ได้ โดยไม่ต้องสนใจความถูกต้องทางประวัติศาสตร์มากนัก (แต่เหตุการณ์หลักๆของหนัง คือประวัติศาสตร์จริงๆนะครับ)

“… there is only one page of the chronicle about him, but no one knows anything else”

สำหรับบทภาพยนตร์พัฒนาร่วมกับ Pyotr Pavlenko เลือกเหตุการณ์ที่ Prince of Novgorod ทำสงครามรบชนะ Teutonic Knights ของ Holy Roman Empire ในยุทธการ The Battle on the Ice ริมทะเลสาปน้ำแข็ง Peipus เมื่อวันที่ 5 เมษายน ค.ศ. 1242, ตั้งชื่อโปรเจคว่า Rus ภายหลังเปลี่ยนมาเป็น Alexander Nevsky เพื่อให้เข้าใจง่ายหลังการออกฉายของหนังเรื่อง Peter the Great (1937-38)

เกร็ด: แม้ว่า Dmitri Vasilyev จะได้รับเครดิตร่วมในฐานะผู้กำกับร่วม จริงๆแล้วเป็นแค่คนคอยควบคุมดูแลงาน เพื่อมิให้ Eisenstein ใช้งบประมาณและระยะเวลาเกินกว่าที่วางแผนไว้ แต่เจ้าตัวก็เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระลงไปได้เยอะ เลยทำให้หนังปิดกล้องได้เร็วกว่ากำหนดเป็นเดือนๆเลยละ

นำแสดงโดย Nikolay Konstantinovich Cherkasov (1903 – 1966) นักแสดงสัญชาติรัสเซีย เกิดที่ Saint Petersburg, Russian Empire เริ่มต้นจากเป็นนักเลียนแบบ Mime ที่ Maryinsky Theatre ตามด้วย Bolshoi Theatre จนมีโอกาสเข้าเรียนการแสดง Institute of Stage Arts เมื่อปี 1926 และได้งานประจำยัง Young Spectator’s Theatre, Leningrad, สำหรับภาพยนตร์เริ่มจากบทสมทบเล็กๆ My Son (1928), มีชื่อเสียงกับ The Children of Captain Grant (1936), รับบทนำ Peter the Great (1937-38), กลายเป็นคนโปรดของ Stalin จาก Alexander Nevsky (1938) และ Ivan the Terrible (1945-46), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Springtime (1947), Alexander Popov (1949), Ivan Pavlov (1949), The Battle of Stalingrad (1949), Don Quixote (1957) ฯ

รับบท Alexander Nevsky (1221 – 1263) ขณะนั้นดำรงตำแหน่ง Prince of Novgorod เป็นผู้นำที่มีความสง่างาม ยืดอกไหล่กว้าง ใบหน้าเงยเชิดขึ้นไม่เกรงกลัวใคร เฉลียวฉลาดรอบรู้ทันคน วาทะหนักแน่นคมคาย มองการไกล แต่สนใจแค่ความสุขสบายของพี่น้องชาวรัสเซียในผืนแผ่นดินมาตุภูมินี้เท่านั้น

การแสดงของ Cherkasov โอบรับเอาลักษณะของละครเวทีเข้ามาเต็มๆ หันหน้าเข้าหากล้อง/ผู้ชมโดยตลอด ปั้นแต่งให้ดูออกเลยว่านั่นคือกิริยาอาการแสดงแบบตรงไปตรงมา แม้จะฝืนธรรมชาติไม่สมจริง แต่ภาพลักษณ์และ Charisma ของเขา ทำให้ผู้ชมเชื่อสุดใจ ชายคนนี้แหละคือ Alexander Nevsky

Eisenstein เคยพูดบอกกับเพื่อนร่วมงาน Mikhail Romm ถึงนักแสดงที่ตนจะเลือกมาให้รับบท Alexander Nevsky และก็เป็นเช่นนั้นดังที่ว่าไว้จริงๆ

“the whole world will soon believe that the real Nevsky was just like my actor.”

ผมประทับใจการแสดงของ Cherkasov มาตั้งแต่ Peter the Great และ Ivan the Terrible แต่รู้สึกว่าบทบาท Alexander Nevsky ค่อนข้างดู Comical ไปเสียหน่อย คือปั้นแต่งเห็นลีลาการแสดงมากเกินไปนิด (แต่ Charisma ถือว่ายิ่งใหญ่มาก) นั่นทำให้ส่วนตัวมองว่าบทบาท Tsar Ivan IV แม้ลักษณะการแสดงจะมิได้แตกต่างจากหนังเรื่องนี้ แต่ภาพลักษณ์ ลีลาการเคลื่อนไหว ตราตรึงฝังใจผู้ชมยิ่งกว่ามาก

ก่อนหน้าหนังเรื่องนี้ ไดเรคชั่นของ Eisenstein มักไม่ใช้ตัวละครหนึ่งใดเป็นมุมมองหลัก กล่าวคือไม่มีพระเอก(อาจมี)ตัวร้าย ใช้การดำเนินเรื่องโดยฝูงชน ประชาชนทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียม สามารถเป็นตัวเอกฮีโร่ได้ทั้งหมด กระนั้นจุดเปลี่ยนของผู้กำกับเกิดจากแนวคิดใหม่ของพรรคคอมมิวนิสต์ การขึ้นมามีอำนาจของ Joseph Stalin แทบทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเขาเสมอ ภาพยนตร์ในยุค Stalinism จึงมุ่งเน้นที่ตัวบุคคลวีรบุรุษผู้นำพาประเทศรัสเซียสู่ความยิ่งใหญ่ระดับโลก

ซึ่งระหว่างการถ่ายทำหนัง Eisenstein เขียนบทความหนึ่งลงในหนังสือพิมพ์ Izvestia ชื่อว่า ‘Alexander Nevsky and the Rout of the Germans’ ใช้การเปรียบเทียบ (คล้ายการตัดต่อ Montage) สร้างความสัมพันธ์ระหว่าง Stalin กับ Nevsky นี่ทำให้ท่านผู้นำร้อนตัวอย่างมาก ช่วงขณะการตัดต่อมีจดหมายลับส่งถึง Vasilyev ให้นำหนังฉายล่วงหน้าก่อนที่ Kremlin โดยที่ Eisenstein ไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ฟีล์มม้วนหนึ่งของหนังหายสาบสูญไป มี 2 ทฤษฎีที่ว่ากันว่า
– ความผิดพลาดของตอนนำออกฉาก หลงลืมไว้ในห้องตัดต่อ
– สองคือ Stalin ไม่ประทับใจฉากนั้นเลยถูกตัดออกทำลายสูญสิ้นไป

ฉากที่ว่านั้นคือการทะเลาะวิวาทภายในของชาวเมือง Novgorod ระหว่างกลุ่มพ่อค้าชนชั้นกลางที่ไม่อยากให้เกิดสงคราม และกลุ่มผู้สนับสนุน Alexander Nevsky ให้สู้รบกับทหารเยอรมัน

ถ่ายภาพโดย Eduard Tisse ขาประจำคนโปรดของ Eisenstein ไปไหนไปด้วย ร่วมงานกันจนถึงผลงานเรื่องสุดท้าย, ส่วนใหญ่ของหนังเใช้การตั้งกล้องไว้ไม่ค่อยเคลื่อนขยับไหวติง แล้วจัดใส่องค์ประกอบทุกสิ่งอย่างในระยะอาณาเขตที่กำหนดไว้ โดยไม่รู้ตัวนี่สร้างความอลังการ ‘Epic’ ให้กับหนังอย่างคาดไม่ถึง

Sequence แรกของหนัง ร้อยเรียงภาพทิวทัศน์ของประเทศรัสเซียภายหลังสิ้นสุดสงครามสู้กับชาว Swedes ที่ Neva River เมื่อปี ค.ศ. 1240 โครงกระดูกยังขาวโพน บรรยากาศคุกกรุ่นด้วยกลิ่นอายของความตาย แต่ใช่ว่าการต่อสู้จะยุติสิ้นสุดลง สงครามครั้งใหม่กำลังค่อยๆคืบคลานย่างกรายเข้ามาหาผืนแผ่นดินแดนแห่งนี้อย่างช้าๆ

วันว่างๆของ Alexander Nevsky ทอดแหดักปลา สะท้อนวิถีชีวิตอันเรียบง่ายของชาวรัสเซียยุคสมัยนั้น พวกเราไม่ใช่กลุ่มคนที่ชอบไปรุกรานทำร้ายใคร นอกเสียงจากผู้อื่นเข้ามาหาเรื่องชวนต่อยตี ก็ดั่งปลาน้อยว่ายเข้ามาติดกับดักด้วยตนเอง ไม่จำเป็นต้องดิ้นรนแสวงหาอะไรอื่นให้วุ่นวายใจ

จีน/มองโกล คู่อาฆาตแค้นกับรัสเซียมาเนิ่นยาวนานแล้วยังไง ปัจจุบันศัตรูรายใหม่จากฝั่งยุโรปชั่วช้าร้ายกาจกว่ารัอยพันเท่า ถือเป็นปัญหาเร่งด่วนที่ต้องรีบร้อนตระเตรียมการ สงครามใหญ่อีกไม่นานกำลังมาถึง

ฉากนี้ยังสะท้อนถึงสถานะของประเทศจีนในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยนะ คือแทบไม่มีบทบาทอะไรหลังพ่ายแพ้ต่อญี่ปุ่น อีกทั้งปัญหาภายในยังคาราคาซังไม่จบสิ้น แทบไร้ซึ่งภัยคุกคามใดๆสู่รัสเซียแม้แต่น้อย

(ผมเคยคิดเล่นๆนะ ว่าถ้าตอนสงครามโลกครั้งที่ 2 ประเทศจีนสามารถรวมตัวเป็นปึกแผ่นแล้วได้เข้าร่วมรบสงครามแบบจริงจัง ทั่วโลกจะวุ่นวายมากกว่าเดิมขนาดไหน)

หนังมีการให้เวลาเยอะๆกับรักสามเส้าระหว่างชายสองต่อสาวงามผู้หนึ่ง เธอจะเลือกแต่งงานอยู่กินกับใคร? นี่ดูเหมือนไม่ใช่สาระสำคัญอะไรของหนัง แต่มีนัยยะความหมายในเชิงสัญลักษณ์ ตัวแทนของอุดมการณ์แนวคิดของพรรคคอมมิวนิสต์ ประเด็นความเท่าเทียมของสามัญชนคนทั่วไป สามารถต่อสู้ล้มยักษ์ เอาชนะยอดฝีมือของทหารเยอรมันลงได้

ที่เมือง Novgorod ช็อตนี้พบเห็นคนยืน 3-4 ระดับ แน่นอนว่าย่อมต้องสื่อถึงชนชั้นในสังคม
– บนสุดคือชนชั้นสูง ผู้นำที่ไร้ประสิทธิภาพขาดวิสัยทัศน์
– ชนชั้นกลางพวกพ่อค้านายทุน เต็มไปด้วยความปลิ้นปล้อนเห็นแก่ตัว ส่วนหนึ่งสนับสนุนต้องการเชิญ Alexander Nevsky ให้มาเป็นผู้นำทัพ ขณะที่เหลือปฏิเสธรั้นหัวแข็งไม่ต้องการสงคราม
– และชั้นล่างคือประชาชนบุคคลทั่วไป มีปริมาณเยอะสุดด้วยในช็อตนี้ ใครจะว่ายังไงก็เออออห่อหมกตามไปหมด

ตัดมาฝั่ง Teutonic Knights พันธมิตรของ Holy Roman Empire ใหญ่สุดคือ Archbishop ประมุขผู้นำศาสนานั่งอยู่บนแท่นบัลลังก์สวมผ้าคลุมและหมวกสีดำ เบื้องหลังคือผู้บังคับบัญชาการสามคน
– ซ้ายสุดสวมหมวกเหมือนเขาวัว Grand Master of the Teutonic Order ชื่อ Hermann von Balk
– อีกสองคนไม่มีระบุไว้ สังเกตจากลักษณะของหมวก หนึ่งคือมือ สองคือตีน (รองมือรองเท้าของ Holy Roman Empire)

เกร็ด: ขณะที่หมวกของพลทหาร บางหมู่ทำการเลียนแบบ Stahlhelms หมวกรบของทหารเยอรมันจริงๆในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 (คือถ้าผู้ชมสมัยนั้นที่เคยผ่านสงครามโลกมา พบเห็นก็จะระลึกได้ทันทีว่าคือเยอรมัน)

ช็อตนี้ใช้มุมกล้องเงยขึ้นหลอกตาให้ผู้ชมเข้าใจผิดว่า กองไฟที่ลุกโชติช่วงอยู่ด้านหลัง อยู่ระดับเดียวกับที่บาทหลวงโยนเด็กทารกลงสู่กองไฟ (เห็นช็อตนี้นึกถึงหนังเรื่อง Lord of the Ring แกนดัล์ฟกับบิลโบ สูงใหญ่กับแคระเตี้ย หลายครั้งเข้าฉากร่วมกันใช้มุมกล้องแทน CG หลอกตาผู้ชมได้อย่างแนบเนียบ)

ท้องฟ้าก้อนเมฆถือเป็นอีกตัวละครหนึ่งของหนัง ที่สะท้อนเรื่องราวเหตุการณ์และอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้ด้วย (คล้ายๆกับหนังของผู้กำกับ John Ford)  อย่างช็อตนี้ เมฆขาวกำลังถูกเมฆดำกลืนกิน แสดงถึงการต่อสู้ระหว่างรัสเซียกับทหารเยอรมันกำลังใกล้เริ่มต้นขึ้น

หนังใช้นักแสดงตัวประกอบเท่าไหร่ไม่รู้ละ แต่แค่เอามาวางเรียงแถวหน้ากระดานจัดฉากลักษณะนี้ และให้ท้องฟ้าก้อนเมฆแทนทุกสิ่งอย่างที่อยู่นอกเหนือ ก็สร้างความอลังการได้มากมายมหาศาลแล้ว

ความโคตรอาร์ทของหนังเรื่องนี้ คือการถ่ายภาพช็อตต่อสู้ระยะประชิดตัว กล้องจับจ้องเฉพาะใบหน้าของนักแสดงทำการกวัดแกว่งไกวดาบไปรอบตัว ขณะที่พื้นหลังหรือด้านหน้า จะมีดาบ/ธง/อาวุธกวัดแกว่งโบกสะบัดไปมา บางครั้งก็พูดสนทนาเรื่อยเปื่อย … ก็แค่นี้แหละ มันคือการเต้นรำดาบ จะไม่มีขณะฟันเฉือนเลือดพุ่งสาดกระเซ็น ถึงนี่จะหาความสมจริงไม่ได้ แต่เรียกว่ามีลีลาชั้นเชิงทางศิลปะ

เพราะความที่หนังถ่ายทำช่วงฤดูร้อน แต่ฉากไฮไลท์คือ The Battle of the Ice คือฤดูหนาว วิธีการคือใช้ฟิลเลอร์เพื่อให้ได้สัมผัสของแสงที่แตกต่างออกไป ขณะที่หิมะทั้งหลายก็สร้างขึ้นด้วยส่วนผสมของยางมะตอยโรยด้วยผงชอล์กกับเกลือ ขณะที่ก้อนน้ำแข็งลอยน้ำก็ใช้ท่อนไม้ทาสีขาว

พื้นน้ำแข็งแตกแยกออกเป็นส่วนๆ มีนัยยะสื่อถึงความพ่ายแพ้กระจัดกระจายของกองทัพทหาร Holy Roman Empire หรือประเทศที่เคยรวมตัวเป็นปึกแผ่น กำลังจะถูกแบ่งแยกออกเป็นเศษส่วน

เกร็ด: ฉากที่ทหารเยอรมันตกน้ำ เห็นว่าผู้กำกับได้แรงบันดาลใจจากหนังเงียบเรื่อง Way Down East (1919) ของผู้กำกับ D. W. Griffith แต่คุณภาพความสมจริงหนาวเหน็บ ยังห่างชั้นกันมาก (ก็แน่ละถ่ายทำฤดูร้อน มีหรือจะสู้หนาวจริงหิมะจริงได้อย่างไร)

กระนั้นถึงหิมะจะไม่ค่อยสมจริง แต่เห็นเมฆครึ้มของช็อตนี้น่ากลัวชะมัด สะท้อนถึงความตายที่คืบคลานย่างกรายเข้ามาสู่

ตบท้ายของ Sequence การสู้รบที่ยาวนานเกือบๆครึ่งชั่วโมง ด้วยภาพแห่งความสมเพศเวทนา ความตายของทหารเกลื่อนกลาดสุดลูกหูลูกตา และท้องฟ้าอันมืดครึมดูเศร้าโศกโศกา เพราะสงครามมันมีแต่หายนะความพ่ายแพ้ ผู้ชนะมีเพียงคนที่รอดชีวิต จุดไฟราวกับเพื่อนำทางให้พบเจอแสงสว่างของโลกใบใหม่หลังความตาย

นี่เป็น Sequence ที่ผมอยากนำเสนออย่างยิ่ง ตอน Epilogue หลังจาก Alexander Nevsky ได้รับชัยชนะจากสงคราม กรีธาทัพเข้าเมือง Pskov มันจะมีช็อตที่ไล่ระดับภาพ จากไกลลิบเข้าใกล้เรื่อยๆ Long Shot -> Medium-Long Shot -> Medium Shot -> Close-Up ผมแคปรูปมาได้ทั้งหมด 6 ระยะ นำมาเรียงร้อยต่อกัน ถือเป็นไดเรคชั่นที่สอดคล้องรับกับทุกสิ่งอย่างของหนัง จากไกลๆเข้าหาใกล้ แล้วค่อยๆขยับออก

ก็คล้ายๆความสัมพันธ์ของสิ่งมีชีวิต/มนุษย์ แรกๆคนสองไม่เคยพบเจอย่อมต้องยืนห่างๆรักษาระยะ แต่เมื่อมีโอกาสพูดคุยรู้จักก็เริ่มกล้าๆเดินเข้ามายืนใกล้ชิดกันเรื่อยๆ จนเมื่อสนิทสนมตกหลุมรักก็จะติดแน่นนึบแยกจากกันไม่ออก

ด้วยใจความที่ผมว่าไป มันยังมีลักษณะคล้ายๆการทำให้นักแสดง Nikolai Cherkasov ค่อยๆกลายร่างเป็น Alexander Nevsky กล่าวคือ แรกๆมองไกลๆไม่เห็นเหมือนเท่าไหร่ แต่เมื่อเคลื่อนช็อตเข้ามาใกล้ๆ สักระยะจะเริ่มรู้สึกว่าใช่ จนเมื่อถึง Close-Up จดจำตราฝังใจ ชายคนนี้แหละ Alexander Nevsky

ลำดับภาพไม่มีเครดิตขึ้น คาดว่าคงเป็น Eisenstein เองนะแหละ, ถึงหนังจะชื่อ Alexander Nevsky แต่ก็มิได้ดำเนินไปในมุมมองของเขาทั้งหมด ใช้การแบ่งเรื่องราวออกเป็นตอนๆโดยมี Title Card ขึ้นชื่อเมือง และบ่งบอกช่วงเวลา แบ่งได้ทั้งหมด 9 Sequence ประกอบด้วย
– Prologue: It was the 13th Century…
– Lake Pleshcheyevo
– Lord Novgorod the Great
– Pskov (เมืองถูกยึดครองโดย Teutonic Knights)
– Pereyaslavl
– Novgorod
– Lake Chudskoye
– 5 April 1242 (The Battle of the Ice)
– Pskov (Alexander Nevsky กรีธาทัพเข้าเมืองตอนจบ)

ไฮไลท์ของการตัดต่อย่อมต้องคือช่วง The Battle of the Ice ซึ่งสามารถแบ่งแยกออกได้เป็นอีก 6 ช่วง
– เฝ้ารอคอยการสู้รบอยู่ที่ Raven’s Rock
– Cavalry Attack พุ่งเข้าโจมตี
– The Square การต่อสู้ปะทะระหว่างสองฝ่าย
– The Duel การดวลกันระหว่าง Alexander Nevsky กับ Hermann von Balk
– The Pursuit ไล่กวดติดตามผู้แพ้ไปจนน้ำแข็งแตก
– The Field of the Dead สภาพหลังการทำสงคราม

ลักษณะการลำดับภาพของ Sequence นี้ จะเริ่มจาก Extreme/Long Shot เห็นภาพรวมระยะไกลของกองทัพ ทหารหลายสิบร้อยพันในมุมกว้าง กำลังค่อยๆเดินวิ่งเข้าสู่สนามรบพุ่ง ซึ่งระยะภาพก็จะใกล้ขึ้นเรื่อยจนกระทั่งเกิดการปะทะต่อสู้จะมุ่งเน้น Medium/Medium-Long Shot จับจ้องที่ใบหน้า/ตัวบุคคลในการฟาดฟันศัตรู เมื่อการดวลระยะประชิดเสร็จสิ้นลงก็จะค่อยๆเริ่มถอยห่างออก จนกลับสู่ Extreme/Long Shot เมื่อถึงช่วง The Field of the Dead

ในบาง Sequence อาทิ Cavalry Attack ใครช่างสังเกตก็น่าจะพอรู้สึกได้ว่า มีลักษณะการลำดับภาพให้ตรงกับท่วงทำนองของบทเพลง (ภาพประกอบเพลง) คือมันจะจังหวะที่ความลงตัวอย่างพอดิบพอดี เสียงเพลงค่อยๆดังขึ้นตามระยะห่างที่ใกล้เข้ามาของ Teutonic Knights เสียงคอรัสดังขึ้นเมื่อตัดภาพให้เห็นผู้บัญชาการรบคนสำคัญ ฯ

เพลงประกอบโดย Sergei Prokofiev (1891 – 1953) คีตกวีชื่อดังสัญชาติรัสเซีย ผู้มีผลงานหลากหลายตั้งแต่ Orchestra, Concerto, Sonata, Opera, Ballet, Musical และประกอบภาพยนตร์

ก่อนหน้านี้ Prokofiev เคยทำเพลงประกอบภาพยนตร์มาแล้วสองเรื่อง Lieutenant Kijé (1934) กับ The Queen of Spades (1936) ที่ไม่ใช่แค่หลับหูหลับตาประพันธ์เพลงให้อย่างเดียว แต่มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ Sound Effect เพื่อสร้างความกลมกลืนสอดคล้องให้กับภาพที่ปรากฎ และจังหวะการตัดต่อ นี่ถูกใจผู้กำกับ Eisenstein เป็นอย่างยิ่ง ติดต่อขอร่วมงานไม่ใช่แค่เรื่องนี้ แต่ยังถึงผลงานสุดท้าย Ivan the Terrible

ทางฝั่ง Hollywood มีคำเรียกชื่อเล่นเทคนิคว่า ‘Mickey-Mousing’ คือการแต่งเพลงให้สอดคล้องรับกับเรื่องราวและการตัดต่อ หรือ Vice Versa ร้อยเรียงลำดับภาพให้เข้ากับจังหวะทำนองดนตรี (ซึ่งหนังเรื่องนี้จะหมายรวมถึง Sound Effect ด้วยนะ) ซึ่งว่ากันว่าบาง Sequence ผู้กำกับ Eisenstein ถ่ายทำใหม่เพื่อให้สอดคล้องรับกับบทเพลงที่ Prokofiev ประพันธ์ไว้แล้วเสร็จสิ้น

สิ่งที่สังเกตได้จากความแตกต่างระหว่างท่วงทำนองดนตรี (ช่วงตอนท้ายของหนังหลังสงครามจบ ขณะเดินทัพกลับเข้าเมือง Pskov จะมีความชัดเจนมาก ฝั่งรัสเซียทำนองหนึ่ง ทหารเยอรมันจะอีกทำนองหนึ่ง)
– ถ้าเป็นฝั่ง Teutonic Knights มักจะใช้เครื่องดนตรีใหญ่หนัก (Heavy Brass) ให้เสียงทุ้ม บรรเลงด้วยโน๊ตที่สะเปะสะปะมั่วซั่วไปมา
– ขณะที่ฝั่งรัสเซีย ใช้เครื่องสาย เครื่องเป่าเล็ก ไม่ก็ทำนองดนตรีพื้นบ้าน มีความสอดคล้องกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียว

ฉากที่โดยส่วนตัวรู้สึกว่าบทเพลงมีความสร้างสรรค์มากๆคือขณะลานน้ำแข็งแตก ประกอบด้วยเสียงตีกลอง ฉาบ และอะไรก็ไม่รู้เหมือนเสียงประทัด ฟังดูคล้ายน้ำแข็งแตก (ความอาร์ทของฉากนี้คือจะไม่มีเสียงคนตกน้ำ หรือตะโกนร้องเรียกขอความช่วยเหลือ) โดยวินาทีจบฉาก ขณะทหารคนสุดท้ายจมลงใช้เสียงแตรที่ค่อยๆหมดลม

หลังเสร็จจากทำเพลงประกอบ Prokofiev รวบรวมเรียบเรียงทั้งหมดกลายมาเป็น 7 ท่อน บทเพลง Cantata (คล้ายๆกับ บทเพลงโอเปร่าที่ไม่มีการแสดง ในที่นี้คือเพลงประกอบที่ไม่มีฉายภาพยนตร์) ตั้งชื่อว่า Alexander Nevsky, Op. 78 สำหรับ Mezzo-Soprano, Chorus, และวง Orchestra ประกอบด้วย
1) Russia Beneath the Yoke of the Mongols
2) Song About Alexander Nevsky
3) The Crusaders in Pskov
4) Arise, People of Russia
5) The Battle of the Ice
6) The Field of the Dead
7) Alexander’s Entry into Pskov

น่าเสียดายที่การบันทึกเสียงยุคสมัยนั้นทำได้ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ คุณภาพเทียบไม่ได้เลยกับถ้าคุณมีโอกาสรับฟัง Cantata จริงๆที่ Prokofiev ประพันธ์ไว้ จนถึงปัจจุบันมีการแสดงสดขึ้นหลายครั้งมากแต่ไม่เคยถูกนำไปแทนที่ต้นฉบับ (คงต้องการอนุรักษ์ของเก่าไว้สินะ)

The Crusaders in Pskov บทเพลงของ Teutonic Knights ก็อย่างที่ว่าไป มักจะใช้เครื่องดนตรีทองเหลืองขนาดใหญ่ (Heavy Brass) ให้เสียงทุ้ม สร้างสัมผัสแห่งความชั่วร้ายกาจ ศัตรูอันตรายจำต้องกำจัดทำลายให้สูญสิ้นซาก

Battle On The Ice การพุ่งรบเข้าปะทะระหว่าง Teutonic Knights กับทหารรัสเซีย จากเงียบเบาค่อยๆเร่งเร้าจนมีความทรงพลังยิ่งใหญ่ขนลุกขนพอง, ต้องยกย่องเลยว่านี่คือ Masterpiece ของเพลงประกอบภาพยนตร์โดยแท้ อลังการงานสร้างผมว่ายิ่งกว่า Richard Wagner: Ride Of The Valkyries เสียอีกนะ

“It is said that Eisenstein even mounted, adapting the episode to the music. I do not know how much this corresponds to reality, but even when I listen to the music on the record, I immediately recall the corresponding scene. They are inseparable – a great episode, a great musical accompaniment”.

– Sidney Lumet

ผู้กำกับ Eisenstein ให้คำจำกัดความหนังเรื่องนี้ว่าคือ ‘Patriotism’ สร้างขึ้นเพื่อสนองแนวคิดอุดมการณ์ ‘ชาตินิยม’ ของตนเอง โดยมีสามสิ่งจากหนังที่อยากชี้ชักนำชวนเชื่อประชาชน
– Pro-Communism: ให้เชื่อในความสามารถของผู้นำ Alexander Nevsky (หรือ Joseph Stalin ขณะนั้น) ยกย่องพลทหารคือวีรบุรุษผู้นำพาประเทศชาติสู่ชัยชนะ ปฏิเสธพวกพ่อค้าหน้าเลือดชนชั้นกลางที่สนแต่ผลประโยชน์ของตนเองไม่ยอมเข้าร่วมสงคราม และให้อภัยพลทหารของ Teutonic Knights เพราะถูกบังคับเข็นให้ต้องรับใช้พวกอัศวิน
– Anti-Christianity: พระผู้เป็นเจ้าที่ได้รับการเทิดทูนบูชาสรรเสริญ มิได้ช่วยเหลือนำพาให้ทหารเยอรมันของ Holy Roman Empire ได้รับชัยชนะในการสงครามครั้งนี้ และยังรวมถึงความชั่วร้ายที่ได้กระทำการเข่นฆ่าทารกน้อยไร้เดียงสาโยนเข้ากองไฟ
– Anti-German/Nazi: นี่ก็ตรงๆเลย ศัตรูของรัสเซียครานี้คือทหารเยอรมัน กลัวเห็นภาพไม่ชัดเลยมีการออกแบบสัญลักษณ์สวัสติกะ (ของนาซี), บนหมวกของผู้บังคับบัญชาคนหนึ่งเป็นนกอินทรี (เยอรมัน), หมวกเหล็กของทหาร ดูคล้ายคลึงกับหมวกที่ทหารเยอรมันใช้ในสงครามโลกครั้งที่ 1-2

ความตั้งใจของผู้อยู่เบื้องหลังตัวจริง Joseph Stalin (ไม่มีเครดิตให้ แต่ใครๆก็รู้คือผู้ชักใยควบคุมทุกสิ่งอย่าง) ต้องการให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ตอบโต้ความก้าวร้าวของ German ที่มีต่อ Soviet Union ช่วงขณะนั้น แต่เพราะความ ‘too anti-German’ ทำให้หนังออกฉายได้ไม่เท่าไหร่ก็ถูกถอดออก เพราะกติกาสัญญาโมโลตอฟ–ริบเบนทรอพ (Molotov–Ribbentrop Pact 1939) ข้อตกลงไม่รุกรานกันระหว่างเยอรมนีกับสหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียต แต่นั่นเป็นเพียงข้ออ้างถ่วงเวลาของ Hitler เพื่อเตรียมยุทธการ Operation Barbarossa เปิดฉากโจมตีรุกรานชายแดนรัสเซียแบบไม่ทันตั้งตัวเมื่อเดือนมิถุนายน 1941 ทำให้ Stalin สั่งบังคับให้ทุกโรงภาพยนตร์ในประเทศต้องฉายหนังเรื่องนี้ตอบโต้พฤติกรรมงูเห่าเลี้ยงไม่เชื่อ แว้งกัดแม้แต่พวกเดียวกันเอง

ด้วยเหตุนี้กระมังหนังถึงได้รับความนิยมล้นหลาม ประมาณการว่ามีผู้ชม 23 ล้านคน กลายเป็นสถิติสูงสุดในประเทศขณะนั้น (เยอะสุดของผู้กำกับ Eisenstein เช่นกัน)

ความชื่นชอบของผมต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ คือรสสัมผัสความงดงามของภาษาภาพยนตร์ เต็มอิ่มหนำกับงานภาพสวยๆ ตัดต่อดั่งลมหายใจ เพลงประกอบไพเราะอลังการ และไดเรคชั่นของผู้กำกับ Eisenstein ปรับตัวสู่ยุคสมัยหนังพูดได้อย่างเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว

แนะนำคอหนังสงครามแบบอาร์ทๆ, สนใจประวัติศาสตร์รัสเซีย เมื่อครั้นทำสงครามกับจักรวรรดิโรมัน (Holy Roman Empire) ศตวรรษที่ 13, รู้จักคลั่งไคล้ผู้กำกับ Sergei Eisenstein ไม่ควรพลาด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้กำกับ ตากล้อง นักตัดต่อ และนักเรียนภาพยนตร์ทั้งหลาย ศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจ ช็อตต่อช็อตได้ยิ่งดีมีประโยชน์แน่

จัดเรต PG เป็นหนังสงครามที่ผมว่าเด็กๆดูได้นะ ไร้เลือด ไม่รู้สึกรุนแรงเท่าไหร่ แต่แบ่งพรรคพวกขาว-ดำ ชาตินิยมชวนเชื่อสูงปี๊ด

TAGLINE | “Alexander Nevsky หนังสงครามชวนเชื่อสุดอาร์ทของ Sergei Eisenstein งดงามทรงคุณค่ามากยิ่งต่อวงการภาพยนตร์”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar
  Subscribe  
Notify of