Amarcord (1973)

Amarcord

Amarcord (1973)

หนึ่งในหนังของ Federico Fellini ที่ได้ Oscar สาขา Best Foreign Language Film ซึ่งหนังยังได้เข้าชิงอีก 2 สาขาคือ Best Director และ Best Writing, Original Screenplay แต่ไม่ได้ไป นิตยสาร Sight & Sound จัดอันดับหนังเรื่องนี้ที่ 124 (ชาร์ทนี้แค่ติดอันดับก็ถือว่าเยี่ยมมากๆแล้ว)

คำว่า Amarcord เป็นภาษา Romagnol (ภาษาทางเหนือของ Italy) แปลว่า I remember นี่เป็นหนังกึ่งอัตชีวประวัติ semi-autobiographical แบบ coming-of-age เป็นเรื่องราว 1 ปีของคนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยในเมืองหนึ่ง นี่เป็นหนังที่ดีที่สุดของ Fellini หลังจากยุค 1970 ไปแล้ว มันดูเหมือนพลังในการทำหนังของเขาลดลงพอสมควร ซึ่ง Amarcord ถ้าพูดกันตามตรงก็เหมือน Fellini ไม่รู้จะเล่าอะไรแล้ว ส่วนผสมของ Amarcord สามารถเห็นได้บ่อยในหนังของ François Truffaut แต่หนังเรื่องนี้ก็ใส่ความเป็น Fellini ไว้เต็มๆ ซึ่งความเป็นหนังของ Fellini นี่เองทำให้หนังมีสัมผัสที่แตกต่าง การเล่าเรื่องที่เหมือนกับการนอนฝันกลางวัน เสียดสีสังคม ศาสนาได้อย่างเฉียบขาด

ยุคหลังๆของการทำหนัง Fellini เขามุ่งประเด็นไปที่ Sexual และ Politic มากขึ้น เราจะเห็น Sex Symbol ในหนังเรื่องนี้ชัดเจนมากๆ ผมไม่รู้ว่ามุมมองเรื่อง Sex ของ Italy ปัจจุบันเป็นยังไง แต่จากหนังมันเหมือนเมืองไทยตอนนี้ ที่เรายังคงมอง Sex เป็นสิ่งที่ไม่ควรพูดถึงนัก ผมชอบฉากสารภาพบาปในโบสถ์นะ ที่บาทหลวงถามว่าช่วยตัวเองบ้างไหม แล้วชายหนุ่มก็จินตนาการไปไกล ตัดกลับมาบอกกับบาทหลวงว่า 2-3 ครั้ง สำหรับ Politic ก็ชัดเจนในหนังเช่นกัน ผมชอบ long take ที่ตั้งกล้องไว้แล้วคนในเมืองยืนรอทหารออกเดินออกมา แต่กลับแทนที่จะได้เห็นกลับมีควันลอยออกมาบดบังทัศนียภาพก่อน แต่ทหารก็เดินฝ่าควันนั้นออกมา ความหมายมันชัดเจนมากๆนะครับแต่เชื่อว่าหลายคนอาจจะไม่เข้าใจเท่าไหร่ ผมพอจะรู้ว่าในยุค 1900 ต้นศตวรรษ Italy นั้นปกครองด้วยระบบ Fascist ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับความคิดของตนคือคนชั่วร้าย ในหนังจะมีตัวละครหนึ่งที่ไม่ได้ทำผิดอะไรเลย แค่ไม่ได้กินไวน์ที่ทหารสั่ง ก็ถูกลงโทษ

หนังสะท้อนระบอบทุนนิยมและระบบชนชั้นได้ยอดเยี่ยมมากๆ มีกลอนบทหนึ่งที่ตัวละครในหนังพูด ซึ่งฟังแล้วเห็นภาพความจริงในสังคมขณะนั้นเลย นี่เป็นคำพูดที่น่าจดจำที่สุดในหนังเรื่องนี้
My grandfather made bricks
My father made bricks
I make bricks, too
but where’s my house?

หนังเรื่องนี้ถ้าไม่สังเกตดีๆจะแทบมองไม่เห็นเลย ว่ามีการดำเนินเรื่องผ่านตัวละครไหน (ใครคือตัวเอง) คำตอบคือ ไม่ได้ดำเนินเรื่องผ่านตัวละครไหนเป็นพิเศษ Roger Ebert มองว่า เมืองคือตัวละครหนึ่ง ซึ่งถ้ามองแบบนี้ก็น่าจะเคลียร์เลยนะครับว่า หนังดำเนินเรื่องโดยใช้เมืองเป็นจุดศูนย์กลาง ไม่ใช่ตัวละครที่เป็นมนุษย์ แต่ก็มีนักแสดงที่ต้องพูดถึง โดยเฉพาะ Armando Brancia ที่เล่นเป็นพ่อของ Titta ที่ระเบิดพลังสุดๆเลย เป็นบทที่เขาได้รับการจดจำอย่างที่สุดใน Italy และ Bruno Zanin เด็กชายที่เล่นเป็น Titta นี่เป็นหนังเรื่องแรกของเขา เทียบกันเขาก็คือ Jean-Pierre Léaud ในหนังของ François Truffaut

เหตุการณ์ 1 ปีในหนัง เริ่มจากจุดสิ้นสุดฤดูหนาว วนไปจนถึงฤดูหนาวที่เริ่มขึ้นมาใหม่ ไม่มีจุดไหนบอกว่า 1 ปี แต่เราก็สามารถคาดเดาได้จากฤดูกาลที่เปลี่ยนไป เสื้อผ้า และคำพูดของตัวละคร เห็นว่าหนังถ่ายทำกันเกือบทั้งปีเลย เพราะต้องถ่ายฉากหิมะตกไปจนถึงฤดูร้อน สถานที่ถ่ายทำก็ใช้สถานที่จริงทั้งหมด

ถ่ายภาพโดย Giuseppe Rotunno เขาเป็นตากล้องขาประจำในยุคหลังๆของ Fellini เคยได้เข้าชิง Oscar ครั้งหนึ่งจากหนังเรื่อง All That Jazz มีหลายฉากทีเดียวที่คารวะหนังของ François Truffaut (ผมแนะนำให้ดู The 400 Blow ก่อนดู Amarcord นะครับ จะเห็นชัดเลย) แต่ยังคงไว้ซึ่งสไตล์การเต้นเข้าฉากของหนัง Fellini ทุกฉากในหนังจะรู้สึกมีชีวิตชีวา และนี่เป็นหนังภาพสี ที่ทำให้ความรู้สึกของภาพสมจริงมากขึ้น ฉากเปิดเรื่องนี่มันช่างวุ่นวาย เราอาจจะไม่ทันสังเกตว่าตัวละครไหนเป็นใคร มีบทบาทสำคัญอะไร แต่ถ้าเราดูจนจบแล้วเปิดกลับไปดูต้นเรื่องใหม่ เราจะเห็นทุกตัวละครในฉากนี้เหตุการณ์เกิดขึ้นกลางคืน และจะได้เจอทุกตัวละครพร้อมหน้ากันอีกครั้งในฉากตอนจบฉากงานเลี้ยงแต่งงานนอกเมืองที่เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนกลางวัน เป็นอีกครั้งที่ Fellini สร้างความสมดุลระหว่างต้นเรื่องกับท้ายเรื่อง

ตัดต่อโดย Ruggero Mastroianni เขาเป็นน้องชายของ Marcello Mastroianni ที่เล่น La Dolce Vita ของ Fellini คงเพราะเหตุนี้ละมั้ง ที่ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนสนิทกัน เห็นว่าตัดต่อหนังให้กับ Fellini หลายสิบเรื่องเลย (ในยุคหลังๆ) นี่เป็นหนังของ Fellini อีกเรื่องที่มีการตัดต่อสลับไปมาระหว่างเรื่องจริง ความฝัน อดีตและจินตนาการ ซึ่งหนังทั้งเรื่องก็มีความรู้สึกเหมือนกับภาพความทรงจำในอดีตของ Fellini เอง

เพลงโดย Nino Rota ใน Amarcord จะมีเพลงที่ฟังแล้วติดหูอยู่เพลงหนึ่ง ฟังแล้วจะรู้สึกเหมือนว่าเรากำลังนั่งพิงโซฟา หน้ากองไฟ สูบไพค์ อารมณ์ผ่อนคลายมากๆ ลองฟังดูนะครับ รู้สึกแบบเดียวกับผมไหมเอ่ย

หนังเล่าเรื่องราวผ่านเด็กชายคนหนึ่ง เหตุการณ์ที่เขาเจอในเมืองแห่งหนึ่ง ในระยะเวลา 1 ปี มีลักษณะเหมือนไกด์ทัวร์ รอบๆเมืองใน 1 seasons เชื่อว่าใครก็ตามที่ได้ดู คงมีความรู้สึก nostalgia  มากๆ แต่ไม่ใช่กับผมนะ คิดอยู่นานทีเดียวทำไมผมไม่รู้สึก nostalgia กับหนังเลย ก็พบว่า ผมดูอนิเมะ Slice-of-Life ของญี่ปุ่นมากไปนั่นเอง เพราะว่าแทบจะทุกเรื่องของอนิเมะ Slice-of-Life จะเป็นชีวิตวัยเรียนของเด็กมัธยม ซึ่งจะเล่าเรื่องผ่านปีการศึกษา เริ่มต้นจากเปิดเทอม ดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ ผ่านวันต่างๆ เทศกาลต่างๆ ฤดูกาลต่างๆที่เปลี่ยนไป คริสมาส ปีใหม่วาเลนไทน์ summer camp, school festival ทุกเรื่องจะมีอารมณ์ nostalgia อยู่ พอครบปีก็จะพูดว่า “ปีนึงผ่านไปเร็ว” เฉกเช่นนี้เองที่ผมไม่รู้สึก nostalgia กับหนังเรื่องนี้เลย แต่ก็เชื่อว่าคนดูอนิเมะไม่บ่อย อาจจะเข้าถึงความรู้สึกนี้ได้

และด้วยความที่ไม่รู้สึก nostalgia ในหนัง ทำให้ผมรู้สึก so-so กับหนังมาก มันอาจจะมีหลายฉากที่ดูบ้าคลั่ง และคิดได้ยังไง แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่ใช่อะไรที่จะทำให้ผมชอบนะ อย่างฉากลูกพี่ลูกน้องที่เข้าโรงพยาบาลบ้า ไปเยี่ยมญาติที่ชนบทแล้วปีต้นไม้ ในหนังจะมีตัวละครพ่อที่อารมณ์ฉุนเฉียวมากๆ (ผมเล่น GTA V อยู่ นึกมาได้ว่าเหมือนกับตัวละคร Michael เลย) แต่เมื่อมาเจอกับลูกพี่ลูกน้องที่บ้าจริงๆ (นึกถึง Trevor) ความบ้ามันคนละระดับแบบสู้กันไม่ได้เลย ฉากที่พ่อให้แม่และลูกๆขึ้นรถ ตะโกนบอกว่าจะทิ้งแล้วนะถ้าไม่ลงมา เชื่อว่าในชีวิตท่านต้องเคยเจอพ่อแม่พูดอะไรแบบนี้แน่ๆ ถ้าลูกไม่รีบพ่อจะไม่รอแล้วนะ ในหนังมันเอาจริงเลยแหะ คือขับรถหนีจริงๆ (แต่ก็แอบไปหลบมุม) ฉากนี้ผมหัวเราะท้องแข็งเลย เอาจริงดิ ระดับความบ้ามันสู้กันไม่ได้จริงๆ …

นี่เป็นหนังของ Fellini อีกเรื่องหนึ่งที่เต็มไปดัวยสัญลักษณ์มากมาย (ดังจะเห็นได้ในโปสเตอร์) กองไฟเผาแม่มดต้นเรื่องที่เป็นสัญลักษณ์ของความหวัง, เรือที่ล่องผ่านกลางมหาสมุทรคือความลึกลับและสิ่งที่เป็นราวกับความฝัน, นกยูงกลางหิมะ ความที่นี่เป็นหนังสี Fellini ก็จัดเต็มเรื่องความฉูดฉาก แต่ความหวือหวาด้าน Production ลดลงไปสมควร แต่กลับมาด้วยเรื่องราวที่เสียดสี ล้อเลียน จริงจังและหนักแน่นมากขึ้น เป็นส่วนผสมที่ลงตัวอย่างไม่น่าเชื่อดีเดียว

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้ให้กับแฟนหนัง Fellini ว่าต้องดูให้ได้ คนที่ชอบดูหนังที่ทำให้คิดถึงความหลัง แต่กับคนดูหนังทั่วไป ผมจะไม่แนะนำเท่าไหร่ ไม่ใช่หนังดูยากนะ แต่ดูแล้วอาจจะไม่คุ้นเคยสไตล์ของ Fellini เท่าไหร่ แต่ถ้าไม่ดูหนัง ผมแนะนำให้ฟังเพลงของ Nino Rota นะครับ ระหว่าง 8 1/2 กับ Amarcord ผมยังเลือกไม่ได้ว่าจะชอบเพลงจากหนังเรื่องไหนมากกว่ากัน เพราะมากๆทั้งคู่เลย หนังผมขอจัดเรตที่ 13+ นะครับ เพราะมีการนำเสนอภาพที่รุนแรง บ้าคลั่งและพูดถึงเรื่อง sex นิดหน่อย ไม่ได้ร้ายแรงมาก

คำโปรย : “Amarcord หนังสุด nostalgia ที่จะนำคุณไประลึกถึงความหลังวัยเด็กได้อย่างสมจริงและเพลิดเพลินไปกับเพลงประกอบที่แสนไพเราะโดย Nino Rota อีกหนึ่ง masterpiece ของ Federico Fellini ที่คอหนังห้ามพลาด”
คุณภาพ : SUPERB
ความชอบSO-SO

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
trackback

[…] Amarcord (1973)  : Federico Fellini ♥♥♥ […]