Amélie (2001)

Amelie

Amélie (2001) French : Jean-Pierre Jeunet ♥♥♥♥♥

สาวน้อยสุดพิศวง Amélie Poulain ด้วยแววตาที่ไร้เดียงสา การกระทำของเธอจะทำให้คุณตกหลุมรัก และทำให้โลกเปลี่ยนไป สวยงาม สดใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด, จากผลงานกับกับของ Jean-Pierre Jeunet และสุดยอดการแสดงของ Audrey Tautou, ‘ต้องดูให้ได้ก่อนตาย’

Amélie คือหนังฝรั่งเศสที่ผมชอบที่สุดตั้งแต่เมื่อนานมาแล้ว และยังคงชอบอยู่จนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุผลว่า ผมมองหนังเรื่องนี้คือตัวแทนของ ‘ฝรั่งเศส’ กลิ่นอาย สีสัน รสสัมผัส เพลงประกอบ นี่คือฝรั่งเศสในจินตนาการของผม, แต่ในความจริง ฝรั่งเศสไม่ได้เป็นแบบหนังเรื่องนี้เลยนะครับ หลังจากได้ดูหนังของประเทศนี้มามาก เห็นมุมมองต่างๆ ผู้คน บรรยากาศ สีสัน รสสัมผัส รู้เลยว่ามันไม่ได้สวยงามแฟนตาซีเหมือน Amélie แม้แต่น้อย, กระนั้นก็ใช่ว่าผมจะหยุดฝัน Amélie ยังคงเป็นตัวแทน ภาพของประเทศนี้ ที่เรียกได้ว่าเป็นมุมที่สวยงาม สดใส ที่สุดแล้ว

Jean-Pierre Jeunet ชื่อนี้อาจไม่คุ้นหูนัก แต่ถ้าบอกว่าเขาเป็นมือปืนรับจ้างกำกับ Alien: Resurrection เชื่อว่าหลายคนอาจร้องอ๋อ หนัง Alien ภาคสุดท้ายที่ห่วยที่สุดในจตุภาคของแฟนไชร์ (บทหนังเขียนโดย Joss Whedon ยังช่วยอะไรไม่ได้), กระนั้นความผิดพลาดครั้งเดียว ก็หาได้ส่งผลถึงตัวผู้กำกับไม่ แนวถนัดของเขาคือ Fantasy ไม่ใช่ Sci-Fi ถ้าใครเป็นคอหนัง Cult น่าจะรู้จัก The City of Lost Children (1995) เป็นสุดยอดผลงานของผู้กำกับคนนี้นี่แหละ, สำหรับ Amélie จะถือว่าเป็นงานปล่อยของ (shaken loose) ของผู้กำกับเลยก็ได้ คิดอะไรใส่มาหมดแบบไม่บันยะบันยัง

เดิมที Jeunet ตั้งใจเขียนบท Amélie สำหรับนักแสดงชาวอังกฤษ Emily Watson (ชื่อ Emily=Amélie) โดยให้พื้นหลังของตัวละครมีพ่อเป็นชาวอังกฤษ แม่เป็นฝรั่งเศส แต่เพราะภาษาฝรั่งเศสของ Watson ไม่ดีเท่าที่ควร และเธอไม่อยากจากบ้านไปถ่ายหนังที่ฝรั่งเศสนานถึง 6 เดือน จึงปฏิเสธและเซ็นสัญญาเล่นหนัง Gosford Park แทน, ทำให้ Jeunet เปลี่ยนภาพลักษณ์ตัวละครนี้และเลือกนักแสดงสัญชาติฝรั่งเศสแทน

Audrey Tautou เป็นนักแสดงคนแรกที่เข้ามา Audition จากคำชวนของ Jeunet ที่เห็นภาพของเธอจากโปสเตอร์หนังเรื่อง Venus Beauty Institute (1999) ‘ผมรู้สึกหลงใหลในดวงตาสีดำของเธอ ที่มีความบริสุทธิ์แต่แฝงด้วยจริตที่ผิดปกติ’ (I was struck by a pair of dark eyes, a flash of innocence, an unusual demeanor.) หลังจากทดสอบหน้ากล้องแค่ 10 นาที ก็ทำให้เธอได้รับบทไปแทบจะทันที

Amélie Poulain ถูกเลี้ยงดูโดยครอบครัวที่มีความเชื่อประหลาดๆ พ่อคิดว่าเธอเป็นโรคหัวใจจึงไม่ส่งลูกไปโรงเรียน เรียนหนังสือกับแม่(ที่เป็นครูใหญ่) อยู่ที่บ้าน ทำให้เธอมีชีวิตอยู่กับความอ้างว้างโดดเดี่ยว หลังจากแม่เสีย อยู่กับพ่อที่ไม่เคยกอดเธอ ทำให้ขนาดความอบอุ่น นี่คือเหตุผลทำให้ Amélie ได้พัฒนาบุคลิก จินตนาการที่เพ้อฝันและความคิดที่ผิดแปลกจากคนอื่น

การแสดงของ Tautou โดยเฉพาะแววตาที่ทำให้เรารู้สึกว่าตัวละครนี้มีความไร้เดียงสา (innocent) เหมือนเด็ก ที่มีความลับแต่ไม่สามารถเก็บไว้ได้ อยากพูดออกดังๆมาใจจะกลับไม่มีใครรับฟัง, รอบยิ้มที่แฝงด้วยเลศนัย แต่กลับมีความสดใส ทำให้โลกทั้งใบเปลี่ยนสี, ท่าทาง การเคลื่อนไหวที่มีเอกลักษณ์ แม้แต่ทรงผมหน้าม้าสั้น แสดงถึงความเป็นหญิงแก่น เอาแต่ใจ และโลกส่วนตัวสูง

เห็นว่าลักษณะนิสัยของ Amélie ได้แรงบันดาลใจมาจาก Catherine ใน Jules and Jim (ในหนังจะมีภาพจากหนังเรื่องนี้ด้วยนะครับ) และ Faye ตัวละครหญิงในครึ่งหลังของ Chungking Express (1994)

เกร็ด: นางเอกกับพระเอก นอกจากฉากที่คุยกันผ่านตู้โทรศัพท์แล้ว ไม่มีฉากไหนที่ทั้งสองปริปากพูดคุยกันอีก แม้แต่เจอกันตอนจบ

ถ่ายภาพโดย Bruno Delbonnel (Harry Potter 6, Inside Llewyn Davis) กับหนังเรื่องนี้ถือว่าแจ้งเกิดให้กับผู้กำกับภาพคนนี้เลย จนเขากลายเป็นที่ต้องการตัวอย่างมากใน Hollywood, นี่เป็นหนังที่มีสีสันสวยสดใสมากๆเรื่องหนึ่ง ผู้กำกับเลือกใช้สีที่มีความอบอุ่น เช่น แดง เหลือง และเขียว ถ้าสังเกตดีๆจะไม่ค่อยเห็นสีน้ำเงินเท่าไหร่ (เพราะน้ำเงินไม่ใช่สีอบอุ่น) ภาพสวยรวมกับภาพวาด ได้แรงบันดาลใจมาจากผลงานของจิตรกรชาว Brazilian ชื่อ Juarez Machado, การเคลื่อนกล้องของหนังเรื่องนี้ต้องบอกว่า ราวกับกล้องมันเคลื่อนไหวได้เอง คือมีความลื่นไหลจนรู้สึกไหลลื่นราวกับ Roller Coaster, ทิศทาง มุมกล้องก็จะแบบตรงไปตรงมา ชอบถ่ายด้านหน้าของตัวละคร, งานภาพเหล่านี้แสดงถึงอารมณ์ ตัวตน นิสัย บุคลิกของ Amélie ล้วนๆเลย

เรื่องราว โทนของหนังออกไปทางแฟนตาซี กระนั้นหนังใช้การถ่ายทำในสถานที่จริง ซึ่งแทบทุกฉากที่ถ่ายในฝรั่งเศส ผู้กำกับและทีมงานต้องทำความสะอาดถนน กำแพง ทาสีใหม่ให้แวววับ สดใส สะอาด ใหม่เอี่ยม เพื่อให้เข้ากับความเป็นแฟนตาซีเกินจริงของหนัง กระนั้นกับฉากอย่าง ในสถานีรถไฟ ถือเป็นงานใหญ่ไม่ใช่เล่น ก็เลี่ยงด้วยการใช้ CG ช่วยแทน

หลายๆฉากในหนังใช้ CG นะครับ อย่างฉากปาหิน (skipping stone) เห็นว่า Tautou ปาหินไม่เป็น ผู้กำกับเลยให้เธอเรียนรู้ท่าทางการปาจากผู้เชี่ยวชาญ แล้วใช้ CG สร้างก้อนหินให้ล่องสะท้อนผิวน้ำแบบในหนัง

เกร็ด : ฉาก Open Credit ตอนต้นเรื่อง ขณะ Credit ขึ้น เราจะเห็น Amélie วัยเด็กทำอะไรสักอย่าง ถ้าสังเกตให้ดี แต่ละอย่างที่เธอทำสื่อถึงงานของเครดิตที่ขึ้นมา เช่น เครดิตถ่ายภาพ Amélie จะใส่แว่นหนาเตอะ, Sound Effect จะเคาะหูตัวเอง ฯ

เกร็ด : หนึ่งในภาพวาดของ The Glass Man เป็นภาพวาด impressionist ของ Pierre-Auguste Renoir ชื่อ Luncheon of the Boating Party
Luncheon_of_the_Boating_Party

ตัดต่อโดย Hervé Schneid ช่วงครึ่งชั่วโมงแรก ผมว่าหนังได้แรงบันดาลใจมาจาก Jules and Jim เยอะเลยละ ด้วยลักษณะการใช้คำบรรยายเร็วๆ พูดประกอบการตัดต่อที่รวบรัด คมกริบ อย่ากระพริบตาเชียวนะ ไม่เช่นนั้นอาจจะพลาดอะไรบางอย่างไป, นี่เป็นการสร้างจังหวะให้กับหนัง 123 นาทีผ่านไปเร็วมาก ผมแทบจะไม่ได้ชำเลืองมองดูเวลาของหนังเลย แปปเดียวก็จบแล้ว, กับคนที่ไม่คุ้นเคยกับหนังฝรั่งเศส อ่านซับไม่ทัน อย่าเพิ่งไปฝืนมันมากตอนดูครั้งแรกนะครับ ให้เรื่องราวซึมซาบผ่านผิวหนังเข้าไป นี่ยังไม่ใช่หนังที่มีการตัดต่อเร็วที่สุดในโลกนะครับ! ถ้าดูรอบแรกจบแล้วชื่นชอบ เวลากลับมาดูรอบ 2-3 จะรู้สึกว่าหนังช้าลงเยอะเลยละ

ผมแบ่งหนังออกเป็น 3 ส่วน
1) Amélie ค้นหาและค้นพบแรงบันดาลใจ
2) ทำการทดลองกับคนรอบๆข้าง และแสวงหาเป้าหมายสุดท้าย
3) ค้นพบเป้าหมาย และใช้ประสบการณ์ที่ได้ประยุกต์เพื่อครอบครองคนๆนั้น

ไม่ใช่ว่าเราจะเห็นจุดแบ่งนี้ชัดเจนนะครับ ที่ผมแบ่งแบบนี้เพื่อมองหนังให้เห็นเป็น 3 องก์ จะได้ง่ายต่อการพูดถึงนะครับ

สำหรับผมมองว่า Amélie ก็คือผู้หญิงธรรมดาๆคนหนึ่ง แค่พื้นหลังของเธอ ส่งผลต่อวิธีการคิดให้แตกต่างจากคนอื่นเล็กน้อย ซึ่งตัวละครอื่นในหนังเรื่องนี้ แทบทุกคนก็จะมีความประหลาดที่โดดเด่นอยู่ในตัว นี่แสดงถึงอัตลักษณ์ ที่บ่งบอกความเป็นตัวตนของคน ไม่มีใครเป็น Mello ที่ดูจืดๆไม่มีอะไรให้น่าจดจำเลย, เหตุผลที่หญิงสาวมีความต้องการอยากช่วยเหลือคนอื่น เพราะความรู้สึกที่ทำให้เธอรู้สึกยิ้มกริ่ม อิ่มเอม ราวกับว่าพระเจ้าสร้างมาให้เธอต้องเป็นคนแบบนี้ หลังจากค้นพบความต้องการของตนเอง ก็เริ่มทำการทดลอง ก็มีทั้งที่ประสบความสำเร็จและล้มเหลว

มีสิ่งหนึ่งที่ Amélie ยังไม่เข้าใจ นั่นคือความรู้สึกต่างๆเหล่านี้เรียกว่าอะไร, สำหรับพระเอก ผมก็ไม่เชิงมองว่าเป็นคนพิเศษของเธอนะ คือเขาก็ไม่ได้มีความแตกต่างหรือโดดเด่นอะไรไปกว่าคนทั้งหลายที่เธอเคยช่วยเลย แต่เพราะเธอถูกกระตุ้นโดย The Glass Man ให้เข้าใจ และกึ่งๆบอกว่านี่แหละที่เรียกว่า ‘ความรัก’ แม้คำนี้จะไม่ถูกพูดออกมาในหนัง แต่เชื่อว่าผู้ชมก็สามารถมองเห็นและเข้าใจได้ว่า นี่คือสิ่งที่ Amélie ขาดไป และเป็นสิ่งที่เธอต้องการที่สุด

เพลงประกอบโดย Yann Tiersen เขาเป็นนัก accordion (หีบเพลงชัก), ผมได้ยินว่าเวอร์ชั่นที่ไปฉายรอบปฐมทัศน์ในเทศกาลหนังเมือง Cannes ได้รับเสียงวิจารณ์ค่อนข้างแตก แต่หลายๆคนพูดว่า หนังยังขาด ‘เพลงประกอบ’ ซึ่งเวอร์ชั่นนั้นหนังยังไม่ได้ใส่เพลงประกอบเข้าไป, 4 เดือนถัดมาหนังเปิดฉายที่ฝรั่งเศส พร้อมเพลงประกอบของ Tiersen ที่กลายเป็นว่า จากหน้ามือกลายเป็นหลังมือ เพลงประกอบได้สร้างอารมณ์ บรรยากาศ และความรู้สึกที่แตกต่าง ในรูปแบบที่ไม่เคยมีมาก่อน ทำให้ผู้ชมเข้าถึงหนังและตัวละคร Amélie ได้อินสุดๆเลย, เดิมที Jeunet ตั้งใจจะให้ Michael Nyman (The Draughtsman’s Contract) ทำเพลงประกอบให้ แต่อยู่มาวันหนึ่งขณะกำลังขับรถ ผู้ช่วยกองถ่ายได้เปิด CD เพลงของ Tiersen ที่เขาไม่เคยได้ยินมาก่อนและเกิดความประทับใจ จึงรีบติดต่อให้ Tiersen มาทำเพลงประกอบให้ทันที, เสียงเครื่องดนตรีที่เราจะได้ยินไม่ใช่แค่ accordion หรือ piano นะครับ ยังมี harpsichord, banjo, bass guitar, vibraphone แม้แต่เสียงล้อจักรยาน, เครื่องพิมพ์ดีดยังใส่เข้ามา

นอกจากภาพสีสันสวยมากๆ การตัดต่อที่รวดเร็วโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ยังมีเพลงประกอบนี่แหละที่ถือว่าสร้างความรู้สึก บรรยากาศ เข้ากับสีสันของหนังได้ลงตัวมากๆ, ผมไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้มานานมากแล้ว จำไม่ได้ว่าเพลงประกอบมีลักษณะยังไง ขณะดูกลายเป็นผมโคตรหลงรักเพลงประกอบหนังทันทีเลยละครับ (ติดอันดับกลายเป็นหนึ่งในเพลงโปรดไปแล้ว) โดยเฉพาะเพลง Les Jours tristes (ชื่อเพลงแปลว่า The Sad Days แต่ฟังแล้วคงไม่มีใครเศร้านะครับ) ที่เป็น Theme หลักของหนัง, ใครนึกเสียง accordion ไม่ออกลองฟังเพลงนี้นะครับ และกลิ่นอายเพลงนี้แหละที่ทำให้ผมจินตนาการภาพของ “ฝรั่งเศส” ว่าต้องมีลักษณะแบบนี้แหละ

แน่นอนอัลบัมเพลงประกอบหนังเรื่องนี้ ติดชาร์ทขายดีอันดับ 1 ในฝรั่งเศส, US Billboard Top World Music Albums ติดสูงสุดอันดับ 2, ได้รางวัล World Soundtrack Award สาขา Best Original Score of the Year และ César Award สาขา Best Music Written for a Film เป็นเครื่องการันตี

มีสิ่งหนึ่งที่ผมไม่แน่ใจ คือ Amélie อาจเป็นหนังฝรั่งเศสเรื่องแรกที่ผมดูด้วย เพราะถ้าใช่ มันจะเทียบเท่า pk หนัง bollywood เรื่องแรกที่ผมดูและกลายเป็นหนังโปรดที่ชอบที่สุดของอินเดีย คงเป็นความบังเอิญสุดๆเลย ที่มีหนังโปรดถึง 2 ประเทศ เป็นหนังเรื่องแรกของประเทศนั้นที่ดู, และจากประสบการณ์ที่ดูหนังฝรั่งเศสมาแล้วพอสมควร ก็ไม่เห็นแนวโน้มว่าจะมีหนังเรื่องไหนที่ผมชอบมากกว่า Amélie นะครับ แต่อะไรๆก็เกิดขึ้นได้ เช่นกันกับหนัง bollywood ที่มีเกือบเฉียดๆอยู่หลายเรื่องแรก แต่ยังไม่ถึงระดับที่ผมชอบมากกว่า pk

หนังได้เข้าชิง Oscar ด้วย 5 สาขา ประกอบด้วย Best Foreign Language Film (แพ้ให้กับ No Man’s Land), Best Art Direction, Best Cinematography, Best Original Screenplay และ Best Sound น่าเสียดาย ไม่ได้สักรางวัล ส่วน César Award ได้มี 4 รางวัล Best Film, Best Director, Best Music, Best Production Design สาขานักแสดง Best Actress ได้เข้าชิงนะครับ แต่ไม่ได้รางวัล น่าเสียดายจริงๆ ผมว่านี่น่าจะเป็นการแสดงที่ดีที่สุดของ Andrey Tautou เลย

ด้วยทุนสร้าง $10 ล้านเหรียญ หนังทำเงินทั่วโลกไปถึง $173.9 ล้านเหรียญ ซึ่งในอเมริกา Amélie เป็นหนังฝรั่งเศสที่ทำเงินมากที่สุด (จนถึงปัจจุบัน) ที่ $33.2 ล้านเหรียญ ทำลายสถิติเดิมของ La Cage aux Folles (1978) ที่เคยทำไว้ $20.4 ล้านเหรียญ

นิสัยของ Amélie อาจดูเจ้ากี้เจ้าการ เรื่องมาก เอาแต่ใจไปเสียหน่อย แต่มุมดีๆของเธอ คือความต้องการสร้างความสุขให้กับคนอื่น ที่เป็นการ ‘ปิดทองหลังพระ’ มีไม่กี่คน (น่าจะคนเดียว) ที่รู้ว่า เบื้องหลังนางฟ้าทูนหัวที่คอยชักใยอยู่นี้คือใคร, กับคนนิสัยดีๆ น่ารักๆแบบนี้ ใครๆก็อยากให้เธอสมหวัง ผมแนะนำหนังเรื่องนี้ “ดูให้ได้ก่อนตาย” เรียนรู้ ศึกษา เลียนแบบ Amélie ได้ยิ่งดี เห็นว่ามีคนชีวิตเปลี่ยนเพราะดูหนังเรื่องนี้แล้วชื่นชอบ Amélie มากๆจนเอาแนวคิดเธอเป็นแบบอย่างในการใช้ชีวิต แต่เอาเฉพาะด้านดีๆของเธอนะครับ ไม่ต้องแอบเข้าไปห้องคนอื่น แล้วแกล้งเปลี่ยนโน่นนี่นั่น จากนางฟ้าจะกลายเป็นนางมารไปแทน

เห็นว่าหลังหนังฉายชื่อ Amélie กลายเป็นชื่อฮิตที่แม่ชาวฝรั่งเศส นิยมตั้งให้ลูกหลายปีติดๆกันเลย, ร้านกาแฟ Café Des Deux Moulins ที่เป็นฉากหนึ่งในหนังก็กลายเป็นจุดท่องเที่ยวที่มีคนมากมายแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมชม (ถึงขนาดเปลี่ยนเก้าอี้ใหม่ยกร้าน เพราะกลัวถูกขโมยเอาไปเป็นของที่ระลึก), ส่วน gnome ที่เดินทางไปรอบโลก หนังได้ยกให้ Café Des Deux Moulins แต่ไม่นานก็ถูกขโมยสูญหายไปแล้ว

แนะนำกับหญิงสาว ชายหนุ่ม คอหนังฝรั่งเศส ชอบเรื่องราวน่ารักๆ ให้ข้อคิด แนวหวานๆ โรแมนติก, นักดูหนังสมัยใหม่น่าจะดูหนังเรื่องนี้ได้ แต่ต้องตั้งใจพอสมควรเพราะหนังเร็วมาก อย่าเผลอกระพริบตาเชียวละ

จัดเรต PG, มีฉาก innocent love scene, เห็นว่าในอเมริกาเพราะฉากนี้ทำให้จัดเรต R ให้กับหนัง มันไม่ได้โจ๋งครึ่มขนาดนั้น

TAGLINE | “ความไร้เดียงสาที่สุดน่ารักของ Amélie กำกับโดย Jean-Pierre Jeunet นำแสดงโดย Audrey Tautou ที่จะทำให้คุณตกหลุมรัก และอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณได้เลย”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | FAVORI 

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of