Amrapali (1966)

Amrapali (1966) Indian : Lekh Tandon 

อัมพปาลี ตามตำนานเล่าว่าเธอถือกำเนิดโดยโอปปาติกะ เพราะความงามมากล้นจนเป็นโทษ ทำให้ต้องกลายเป็นหญิงคณิกา (โสเภณี) แห่งนครเวสาลี ตกหลุมรักกับพระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ แต่เพราะทั้งสองเมืองเป็นศัตรูกันทำให้เกิดสงครามฆ่าล้าง เธอจึงพบความไม่จีรังของชีวิต หันหน้าพึ่งพิงพุทธศาสนา ภายหลังบวชเป็นภิกษุณีและบรรลุอรหันต์, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้ เล่าเรื่องแค่เสี้ยวส่วนหนึ่งของชีวิตอัมพปาลีเท่านั้นนะครับ ตั้งแต่ได้กลายเป็นนางคณิกา จนถึงความล่มสลายของนครเวสาลี ทำให้เธอต้องมองหาที่พึ่งพิงใหม่ และพบเจอพุทธศาสนา ไม่ได้ดำเนินต่อไปจนถึงสาระสำคัญที่สุดของชีวิตนาง คือการบรรลุอรหันต์และคำสอนเทศนาสำคัญ

หนัง Bollywood ที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาก็มักแบบนี้แหละครับ เพราะผู้กำกับ/ทีมงานส่วนใหญ่นับถือฮินดู ไม่ก็อิสลาม ทำให้ไม่เข้าใจหรือเห็นความสำคัญของพุทธศาสนาสักเท่าไหร่ ถ้าเลี่ยงได้ก็มักไม่นำเสนอเลยด้วยซ้ำ นำเพียงส่วนดราม่าทางประวัติศาสตร์ที่มีความน่าสนใจมาเท่านั้น … คงด้วยเหตุผลนี้กระมังทำให้หนังล้มเหลวด้านรายรับในอินเดียตอนออกฉาย แต่ได้เป็นตัวแทนของประเทศส่งเข้าชิง Oscar: Best Foreign Language Film (แต่ไม่ผ่านสักรอบ) กาลเวลาถึงปัจจุบันได้แปรสภาพให้กลายเป็นคลาสสิก และผมมองว่านี่เป็นหนังที่เหมาะกับคนไทยชาวพุทธอย่างยิ่งเลยละ

ขอกล่าวถึงตำนานของอัมพปาลีก่อนนะครับ อ้างอิงจากพระไตรปิฏก อรรถกถา ขุททกนิกาย เถรีคาถา วิสตินิบาต ๑. อัมพปาลีเถรีคาถา
reference: http://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=26&i=467

พระเถรีแม้รูปนี้ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้นๆ บรรพชาอุปสมบทในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี สมาทานสิกขาบทของภิกษุณีอยู่.

วันหนึ่ง ไหว้พระเจดีย์ ทำประทักษิณเวียนขวา เมื่อพระขีณาสวเถรีเดินไปก่อน พลันถ่มน้ำลาย ก้อนน้ำลายก็ตกไปที่ลานพระเจดีย์ พระขีณาสวเถรีไม่เห็นก็เดินไป ภิกษุณีรูปนี้เดินไปข้างหลังเห็นก้อนน้ำลายนั้นก็ด่าว่า อีแพศยาชื่อไรนะ ถ่มน้ำลายลงที่ตรงนี้.

ภิกษุณีรูปนี้ รักษาศีลในเวลาเป็นภิกษุณี เกลียดการเข้าอยู่ในครรภ์ ก็ตั้งจิตไว้ให้อยู่ในอัตภาพเป็นอุปปาติกะ. ด้วยการตั้งจิตนั้น ในอัตภาพสุดท้าย ภิกษุณีรูปนั้นก็บังเกิดเป็นอุปปาติกะ ที่โคนต้นมะม่วง ในพระราชอุทยาน กรุงเวสาลี.

พนักงานเฝ้าอุทยานเห็นเด็กหญิงนั้นก็นำเข้าพระนคร เพราะบังเกิดที่โคนต้นมะม่วง นางจึงถูกเรียกว่า อัมพปาลี.

ครั้งนั้น พวกพระราชกุมาร [เจ้าชาย] มากพระองค์ เห็นนางสะสวยน่าชมน่าเลื่อมใส ทั้งแสดงคุณพิเศษมีเสน่ห์น่ารักน่าใคร่เป็นต้น ต่างก็ปรารถนาจะทำให้เป็นหม่อมห้ามของตนๆ จึงเกิดทะเลาะวิวาทกัน.

คณะผู้พิพากษาได้รับคำฟ้องของนาง เพื่อระงับการทะเลาะวิวาทของพวกราชกุมารเหล่านั้น จึงตั้งนางไว้ในตำแหน่งคณิกาหญิงแพศยา ว่าจงเป็นของทุกๆ คน.

นางได้ศรัทธาในพระศาสดา สร้างวิหารไว้ในสวนของตน มอบถวายแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ภายหลังฟังธรรมในสำนักของพระวิมลโกณฑัญญเถระ บุตรของตน ก็บวชเจริญวิปัสสนา อาศัยความที่สรีระของตนคร่ำคร่าลงเพราะชรา ก็เกิดสังเวชใจ

เมื่อจะชี้แจงถึงความที่สังขารไม่เที่ยงอย่างเดียว จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า

แต่ก่อน ผมของข้าพเจ้ามีสีดำเสมือนสีแมลงภู่ มีปลายงอน เดี๋ยวนี้ ผมเหล่านั้นก็กลายเป็นเสมือนป่านปอ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

แต่ก่อน มวยผมของข้าพเจ้าเต็มด้วยดอกไม้หอมกรุ่น เหมือนผอบที่อบกลิ่น เดี๋ยวนี้ ผมนั้นมีกลิ่น เหมือนขนแพะ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

แต่ก่อน ผมของข้าพเจ้าดกงามด้วยปลายที่รวบไว้ด้วยหวีและเข็มเสียบ เหมือนป่าไม้ทึบที่ปลูกไว้เป็นระเบียบ เดี๋ยวนี้ ผมนั้นก็บางลงในที่นั้นๆ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

แต่ก่อน มวยผมดำ ประดับทอง ประดับด้วย ช้องผมอย่างดีสวยงาม เดี๋ยวนี้ มวยผมนั้นก็ร่วงเลี่ยนไปทั้งศีรษะ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

แต่ก่อน คิ้วของข้าพเจ้าสวยงามคล้ายรอยเขียนที่จิตรกรบรรจงเขียน เดี๋ยวนี้ กลายเป็นห้อย ย่นลง เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

แต่ก่อน ดวงตาทั้งคู่ของข้าพเจ้าดำขลับมีประกายงาม คล้ายแหวนมณี เดี๋ยวนี้ ถูกชราทำลายเสียแล้วจึงไม่งาม พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

แต่ก่อน เมื่อวัยสาว จมูกของข้าพเจ้าโด่งงามเหมือนเกลียวหรดาล เดี๋ยวนี้ กลับเหี่ยวแฟบ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริงเป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

แต่ก่อน ใบหูทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงามเหมือนตุ้มหูที่ช่างทำอย่างประณีตเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวนี้กลายเป็นห้อยย่น เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

แต่ก่อน ฟันของข้าพเจ้าสวยงามเหมือนหน่อตูมของต้นกล้วย เดี๋ยวนี้กลับหักดำ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

แต่ก่อน ข้าพเจ้าพูดเสียงไพเราะเหมือนนกดุเหว่า ที่มีปกติเที่ยวไปในไพรสณฑ์ในป่าใหญ่ ส่งเสียงร้องไพเราะ เดี๋ยวนี้ คำพูดของข้าพเจ้าก็พูดพลาดเพี้ยนไปในที่นั้นๆ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่ แปรเป็นอื่น.

แต่ก่อน คอของข้าพเจ้าสวยงามกลมเกลี้ยงเหมือนสังข์ขัดเกลี้ยงเกลาดีแล้ว เดี๋ยวนี้ กลายเป็นงุ้มค้อมลง เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

แต่ก่อน แขนทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงาม เปรียบเสมือนไม้กลอน กลมกลึง เดี๋ยวนี้ กลายเป็นลีบเหมือนกิ่งแคคด เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอย่างอื่น.

แต่ก่อน มือทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงาม ประดับด้วยแหวนทองงามระยับ เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเสมือนเหง้ามัน เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

แต่ก่อน ถันทั้งสองของข้าพเจ้าอวบอัดกลมกลึงประชิดกันและงอนสล้างสวยงาม เดี๋ยวนี้ กลายเป็นหย่อนยานเหมือนถุงหนังที่ไม่มีน้ำ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

แต่ก่อน กายของข้าพเจ้าเกลี้ยงเกลาดังแผ่นทอง สวยงาม เดี๋ยวนี้ กลายเป็นสะพรั่งด้วยเส้นเอ็นอันละเอียด เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

แต่ก่อน ขาอ่อนทั้งสองข้างของข้าพเจ้าสวยงามเปรียบเหมือนงวงช้าง เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเหมือนข้อไม้ไผ่ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

แต่ก่อน แข้งทั้งสองของข้าพเจ้าประดับด้วยกำไลทองเกลี้ยงเกลาสวยงาม เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเหมือนต้นงาขาด เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

แต่ก่อน เท้าทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงามเปรียบเสมือนรองเท้าหุ้มปุยนุ่น เดี๋ยวนี้ แตกเป็นริ้วรอยเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

บัดนี้ ร่างกายนี้ เป็นเช่นนี้ คร่ำคร่าเป็นแหล่งที่อยู่แห่งทุกข์เป็นอันมาก ปราศจากเครื่องลูบไล้ เป็นเรือนชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.

– พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๖ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘ ขุททกนิกาย วิมาน-เปตวัตถุ เถร-เถรีคาถา

สำหรับพระเจ้าอชาตศัตรู พระราชาองค์ที่ 3 แห่งแคว้นมคธ ปกครองทางตอนเหนือของอินเดีย เป็นพระราชโอรสในพระเจ้าพิมพิสารและพระนางเวเทหิ พระธิดาของพระเจ้ามหาโกศลแห่งแคว้นโกศลและพระภคินีของพระเจ้าปเสนทิโกศล

เมื่อครั้งที่ยังอยู่ในพระครรภ์ พระนางเวเทหิประชวรพระครรภ์ อยากเสวยพระโลหิตของพระสวามี ด้วยความรักพระมเหสีและบุตรในครรภ์ พระองค์จึงรองพระโลหิตของพระองค์ไปให้พระมเหสีเสวย ทางด้านโหราจารย์ทำนายว่าราชกุมารในครรภ์จะเป็นทำปิตุฆาต (ฆ่าพ่อ) พระนางเวเทหิจึงพยายามทำแท้งหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ พระเจ้าพิมพิสารเมื่อทรงทราบก็ทรงห้าม พอประสูติมีพระนามว่า อชาตศัตรู (แปลว่า ผู้ที่ไม่เป็นศัตรู)

ในวัยเยาว์ ทรงเลี้ยงดูพระโอรสเป็นอย่างดี สถาปนาเป็นรัชทายาท เมื่อเข้าวัยรุ่นทรงมีสติปัญญาเฉียบแหลม แต่ก็ได้รู้จักกับพระเทวทัตที่กำลังจะแสวงหาผู้ที่จะมาช่วยตนปลงพระชนม์ พระโคตมพุทธเจ้า ซึ่งต้องการได้รับความสนับสนุนจากผู้มีอำนาจทางบ้านเมือง และด้วยที่พระเจ้าอชาตศัตรูขาดประสบการณ์ สามารถชักจูงได้ง่าย เกิดความศรัทธาในพระเทวทัต ถูกเสี้ยมสอนว่า ชีวิตคนเรานั้นไม่เที่ยงไม่แน่ว่าจะได้ครองราชย์สมบัติ จึงควรปลงพระชนม์พระเจ้าพิมพิสารเสีย แล้วขึ้นครองราชย์แทน ส่วนพระเทวทัตจะปลงพระชนม์พระศาสดาและทำหน้าที่ปกครองสงฆ์

พระเจ้าอชาตศัตรูก็หลงเชื่อ จึงพยายามแอบลอบปลงพระชนม์พระบิดา แต่ถูกองครักษ์จับได้ พระเจ้าพิมพิสารจึงทรงตรัสถามทำอย่างนี้ทำไม พระราชโอรสได้ตรัสตอบว่าต้องการราชสมบัติ จึงทรงตัดสินพระทัยสละราชสมบัติมอบให้แก่อชาตศัตรูราชกุมาร แต่เมื่อได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าอชาตศัตรูแล้ว พระเทวทัตก็ยังยุยงอีกว่าแม้พระเจ้าบิดาจะทรงสละราชสมบัติ แต่อาจกลับมาแย่งชิงตำแหน่งคืนก็เป็นไปได้ ทำให้พระองค์หลงเชื่อมีรับสั่งให้จับพระเจ้าพิมพิสารไปจองจำขังในคุกและทรมานโดยวิธีการต่างๆ จนสิ้นพระชนม์

เมื่อนั้นถึงได้สำนึกว่าทำกรรมอันหนักยิ่ง จึงทรงบำเพ็ญกุศลต่างๆ เพื่อลบล้างความผิดให้เจือจางลงไปบ้าง และทรงปฏิญาณตนเป็นอุบาสกบริษัท ตั้งมั่นในคำสอนของพระพุทธองค์ ปกครองการเมืองโดยตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรมและราชสังควัตถุ ทำให้ประชาราษฎร์อยู่อย่างเป็นสุข และยังมีแสนยานุภาพเป็นที่เกรงขามของแคว้นอื่น แต่ก็ไม่สามารถอุปสมบท หรือบรรลุธรรมขั้นสูง เพราะการกระทำกรรมหนักคือปิตุฆาต

ตามสุมังคลวิลาสินี อาสวักขยญาณกถาวัณณนา ระบุว่าหลังจากพระเจ้าอชาตศัตรูทรงถูกพระเจ้าอุทัยภัทร พระราชโอรสกระทำปิตุฆาต จากนั้นได้ไปเกิดในโลหกุมภีนรก ใช้เวลาสามหมื่นปีจึงจะจมลงถึงพื้นล่าง และใช้เวลาอีกสามหมื่นปีจึงจะโผล่ขึ้นมาถึงปากโลหกุมภี รวมระยะเวลาชดใช้กรรมถึงหกหมื่นปี แต่ในอนาคตพระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าพระนามว่า ชีวิตวิเสส

reference: http://www.84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=9&i=91&p=7

Lekh Tandon (1929 – 2017) นักแสดง/ผู้กำกับสัญชาติอินเดีย เกิดที่ Lahore, Punjab เป็นเพื่อนร่วมรุ่นกับ Prithviraj Kapoor เข้าเรียนที่ Khalsa High School ด้วยเหตนี้จึงตามติดโตขึ้นได้ทำหนัง Bollywood เริ่มจากเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ แล้วเลื่อนขั้นสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก Professor (1962) และผลงานลำดับที่สองถัดมาคือ Amrapali (1966)

นับตั้งแต่ประเทศปากีสถานและอินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อวันที่ 14-15 สิงหาคม 1947 ทั้งสองประเทศต่างฉลองเอกราชที่ได้รับอย่างยิ่งใหญ่ แต่เพียงไม่กี่วันหลังจากนั้น เมื่อมีการประกาศว่าเส้นพรมแดนของตนอยู่ตำแหน่งไหน ไม่มีฝ่ายไหนพึงพอใจผลลัพท์ กลายเป็นจุดเริ่มต้นสงครามอินเดีย-ปากีสถาน เพื่อแก่งแย่งชิงดินแดนที่ตนเองต้องการ

ผมพอคาดเดาความตั้งใจของผู้กำกับ Tandon ได้ไม่ยาก เพราะเขาเกิดที่ Lahore อดีตคือ British India แต่หลังจากอินเดีย-ปากีสถาน แบ่งแยกดินแดนเรียบร้อยแล้ว บ้านเกิดของเขากลายเป็นส่วนหนึ่งของประเทศปากีสถาน ทำให้หมดสิ้นโอกาสกลับสู่ผืนแผ่นดินบ้านเกิดโดยสิ้นเชิง ซึ่งใจความ Anti-War ต่อต้านสงครามของหนังเรื่องนี้ คงเป็นการแสดงทัศนะของผู้กำกับเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างสองประเทศชาติ มันมีค่าอะไรให้ต้องทำการเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ผู้อื่น

พระเจ้าอชาตศัตรู (รับบทโดย Sunil Dutt) กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ ด้วยความทะเยอทะยานมักมาก ต้องการแพร่ขยายอำนาจบารมีของตนเองให้กว้างไกลไพศาล เป้าหมายต่อไปคือกรุงเวสาลี แต่เพราะเหล่าทหารได้ตรากตรำกำศึกหนักมานานหลายปี เกิดความเหนื่อยอ่อนล้า ทำให้สงครามครานี้พ่ายแพ้ย่อยยับ และพระเจ้าอชาติศัตรูได้รับบาดเจ็บสาหัส จึงแอบลักลอบปลอมตัวโกนเคราเป็นนายทหารของเวสาลี ลักลอบหนีเข้าไปในเมือง ทำให้ได้พบเจอตกหลุมรัก อัมพปาลี (รับบทโดย Vyjayanthimala) นางคณิกาประจำเมือง ที่รังเกลียดพระเจ้าอชาตศัตรูเข้ากระดูกดำ แต่เมื่อความจริงได้รับการเปิดเผย เธอจึงต้องเลือกระหว่างประเทศชาติกับความรัก

เกร็ด: เวสาลี/ไวศาลี/ไพศาลี (Vaishali) คือเมืองโบราณในสมัยพุทธกาล ส่วนหนึ่งของแคว้นวัชชี (Vajjian) ปัจจุบันคือรัฐพิหาร (Bihar) ว่ากันว่าเป็นเมืองที่ปกครองด้วยระบอบคณาธิปไตยแห่งแรกๆ ของโลก (บ้างก็ว่าด้วยระบอบประชาธิปไตย) มีความเจริญรุ่งเรืองอย่างยิ่งในสมัยพุทธกาล พระพุทธเจ้าเคยเสด็จเยี่ยมเมืองแห่งนี้หลายครั้ง มีเหตุการณ์สำคัญๆเกิดขึ้น อาทิ
– ที่กูฏาคารศาลา พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้พระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรี (พระน้านางของพระพุทธองค์) พร้อมด้วยบริวาร สามารถอุปสมบทเป็นภิกษุณีได้เป็นครั้งแรกในโลก
– ในการเสด็จครั้งสุดท้ายของพระพุทธองค์ ได้ทรงรับสวนมะม่วงของนางอัมพปาลี นางคณิกาประจำเมืองเวสาลี ซึ่งได้อุทิศถวายเป็นอารามในพระพุทธศาสนา
– พระพุทธองค์ได้ทรงจำพรรษาสุดท้ายที่เวฬุวคาม และได้ทรงปลงอายุสังขารที่ปาวาลเจดีย์
– และเมื่อหลังพุทธปรินิพพานได้ 100 ปี มีการทำสังคายาครั้งที่ 2 (ทุติยสังคายนา) ณ วาลิการาม

เกร็ด2: ในช่วงไม่นานหลังพุทธปรินิพพานของพระพุทธเจ้า เมืองเวสาลีได้ตกไปอยู่ในอำนาจของแคว้นมคธ โดยการนำของพระเจ้าอชาตศัตรู กษัตริย์แห่งราชคฤห์ คัมภีร์พระพุทธศาสนากล่าวว่า สาเหตุของการเสียเมืองแก่แคว้นมคธเพราะความแตกสามัคคีของเจ้าวัชชี เพราะการยุยงของวัสสการพราหมณ์ (พราหมณ์ที่พระเจ้าอชาตศัตรูส่งเป็นไส้ศึก) เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูยกกองทัพมายึดเมืองจึงสามารถยึดได้โดยง่าย เพราะไม่มีเจ้าวัชชีองค์ใดต่อสู้ขัดขืน เพราะความขัดแย้งกันเอง ทำให้แคว้นวัชชีล่มสลาย เมืองเวสาลีหมดฐานะเมืองหลวงแห่งแคว้น และตกไปอยู่ในอำนาจของแคว้นมคธ

Vyjayanthimala Bali (เกิดปี 1936) นักแสดง นักร้อง นักเต้น และนักการเมืองสัญชาติอินเดีย เกิดที่ Triplicane, Madras Presidency ได้รับการยกย่องว่าคือ ‘First Female Superstar of South Cinema’ มีผลงานเรื่องแรก Vazhkai (1949) ภาษา Tamil ตามด้วย Jeevitham (1950) ภาษา Telugu ทั้งสองเรื่องประสบความสำเร็จล้นหลาม จนทำให้เธอกลายเป็นนักแสดงดาวรุ่งพุ่งแรกของวงการภาพยนตร์อินเดียตอนใต้ กรุยทางสู่ Bollywood ผลงานดังๆ อาทิ Devdas (1955), Naya Daur (1957), Sadhna (1958), Madhumati (1958), Gunga Jumna (1961), Sangam (1964) ฯ

รับบท อัมพปาลี/อมราปาลี/Amrapali หญิงสาวสุดสวย แต่งตัวโป๊เปลือย (แต่ก็ไม่โป๊นะครับ) ลีลาการเต้นงดงาม ได้รับการยกย่องให้เป็นที่หนึ่ง จนได้รับตำแหน่งนางคณิกา Nagarvadhu (Royal Courtesan) เป็นหน้าเป็นตาของเมืองเวสาลี, เธอตกหลุมรักนายทหารคนหนึ่ง ที่พอได้รับการเปิดเผยว่าเป็นกษัตริย์แห่งแคว้นมคธ ก็มิอาจตัดสินใจเลือกได้ระหว่างประเทศชาติหรือชายคนรัก

เกร็ด: ตำนานเล่าว่า ค่าตัวของนางอัมพปาลีคณิกาสมัยนั้นคือ ๕๐๐ กหาปณะ (๑ กหาปณะ เท่ากับ ๔ บาท) ต้องระดับเศรษฐีเท่านั้นถึงใช้บริการได้

ความงามก็เรื่องหนึ่ง สีหน้าสายตาก็โดดเด่น แต่ลีลาการเต้นของ Vyjayanthimala โอ้โห! รวดเร็วปานสายฟ้าฟาด บ้าคลั่งยิ่งกว่าตอนรับบทโสเภณี Chandramukhi เรื่อง Devdas (1955) เสียอีก แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าแรงเว่อไปมากๆจนขาดความลื่นไหลต่อเนื่อง แถมเป็นความทุ่มเทที่เหมือนจะสูญเปล่า ความล้มเหลวไม่ทำเงินของหนังทำให้เธอหัวใจแตกสลาย ตั้งใจจะออกจากวงการ แต่ยังวนเวียนอยู่อีก 2-3 ปี ถึงค่อยรีไทร์ถาวร และเข้าสู่วงการเมือง

Sunil Dutt หรือ Balraj Dutt (1928 – 2005) นักแสดง ผู้สร้างภาพยนตร์ และนักการเมืองสัญชาติอินเดีย เกิดที่หมู่บ้าน Khurd, Punjab ตอนอายุ 18 เกิดเหตุการณ์การแบ่งแยกอินเดีย (Partition of India) ได้เพื่อนดีทำให้ย้ายครอบครัวมาอยู่ฝั่งอินเดียสำเร็จ ต่อมาเดินทางสู่ Lucknow ตามด้วย Bombay ทำงานเป็นคนขับรถ, จัดรายการวิทยุที่ Radio Ceylon, มีผลงานการแสดงเรื่องแรก Railway Platform (1955), โด่งดังกับ Mother India (1957), Mujhe Jeene Do (1963), Yaadein (1964), Khandan (1965), Milan (1967) ฯ

รับบท พระเจ้าอชาตศัตรู (Samrat Ajatashatru) กษัตริย์แห่งแคว้นมคธ (Magadha) เป็นคนเลือดร้อนรุนแรง เย่อหยิ่งจองหอง เต็มเปี่ยมด้วยความทะเยอทะยาน มีความเฉลียวฉลาดเก่งกาจแต่มักคิดหน้าลืมหลัง ไม่ค่อยฟังคำใครจึงมักตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะการได้ลิ้มรสรู้จักความรัก ทำให้ยินยอมทุ่มเททุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้ความสุขกลับคืนสนอง

เรื่องราวของพระเจ้าอชาตศัตรูในหนังเรื่องนี้ ค่อนข้างแตกต่างจากจากภาพที่เราๆรับรู้เรียนกันมาพอสมควร คงเพราะไม่มีพระเทวทัตคอยเป่าหูอยู่ข้างกาย และหนังหลีกเลี่ยงการพูดถึงการปิตุฆาตพระเจ้าพิมพิสารโดยสิ้นเชิง นี่ทำให้มุมมองของผู้ชมถูกจำกัดเหลือเพียงในเรื่องราวของหนังเท่านั้น ซึ่งอาจดูขัดใจบ้างแต่ก็คิดเสียว่าเป็นเรื่องแต่ง ตัวละครหนึ่งไปก็แล้วกัน

การแสดงของ Sunil Dutt อาจไม่โดดเด่นเท่าตอนเล่นเรื่อง Mother India (1957) แต่ก็ถือว่าเป็นคนมี Charisma ค่อนข้างสูง ตัวละครแสดงทั้งด้านเข้มแข็งก้าวร้าว และอ่อนไหวอ่อนแอ มีความเป็นมนุษย์จับต้องได้พอสมควร และตอนจบเมื่อครุ่นคิดระลึกตามได้ ก็เกิดความต้องการเฉกเช่นเดียวกับอัมพปาลี หักดาบเป็นสัญลักษณ์ของจุดสิ้นสุด พอแล้วกับการต่อสู้/สงคราม

ถ่ายภาพโดย Dwarka Divecha ที่มีผลงานดัง Sholay (1975), เรื่องราวของหนังออกไปในทาง Period Drama ส่วนใหญ่ถ่ายทำภายใน เน้นการพูดคุยสนทนา เกี้ยวพาของตัวละคร และการร้องเล่นเต้นรำ

แม้ฉากสงครามต้นเรื่องจะขาดความสมจริงโดยสิ้นเชิง แต่นี่เรียกว่า Visual Graphic คือการนำเสนอให้เห็นว่ามีสงคราม มีการสู้รบ ฟาดฟันกันมีคนตาย คนเจ็บ ใช้มุมกล้องขณะถูกฟัน ไม่ให้เห็นการแทงเข้าเนื้อเลือดไหลสักฉากเดียว,

การร้องเล่นเต้นรำ มักถ่ายภาพแบบ Full Shot เห็นศีรษะจรดเท้า โชว์ลีลาทั้งเรือนร่างกาย แบบเดียวกับหนังของ Fred Astaire แต่จะมีการ Close-Up ท่าทางสำคัญๆ และใบหน้า สำหรับเล่นหูเล่นตา ทำท่าหยอกเย้ายั่วยวนในระยะประชิด

ไฮไลท์ของการถ่ายภาพ คือฉากสงครามอีกครั้งช่วงท้าย แต่จะไม่มีการต่อสู้ รบพุ่งใดๆเกิดขึ้น เป็นการซ้อนภาพของ
– เหล่าทหารของแคว้นมคธ กรีธาทัพ วิ่งเข้าจู่โจมตี
– ประชาชนชาวเมืองเวสาลี กำลังวิ่งหนีอุตลุดวุ่นวาย

พอการต่อสู้/สงครามสิ้นสุด จะมีภาพใบหน้าของพระเจ้าอชาตศัตรู ซ้อนกับซากศพเกลื่อนกลาด และเด็กน้อยลุกขึ้นยืนร้องไห้ขี้มูกโป่ง

นัยยะของการซ้อนภาพนี้ คือสองสิ่งเกิดขึ้นพร้อมกัน บรรจบกัน เป็นสิ่งเดียวกัน มีความหมายแสดงถึงการสงครามที่ทหารเข้าจู่โจมตี ต่อสู้ ฆ่าฟันประชาชนชาวเวสาลี (อย่างเลือดเย็น) นี่เป็นการรวบรัดตัดตอนการสู้รบของสงคราม ด้วยภาษาภาพยนตร์ที่เน้นนำเสนอผลลัพท์มากกว่าความยิ่งใหญ่ของสิ่งที่เกิดขึ้น, ต้องชมว่านี่เป็นไดเรคชั่นที่เจ๋งสุดของหนังเลยก็ว่าได้

ตัดต่อโดย Pran Mehra ที่มีผลงาน Naya Daur (1957), Gumrah (1963), Waqt (1965), Deewaar (1975), Kabhie Kabhie (1976) ฯ ถึงหนังจะชื่อ Amrapali แต่กลับเริ่มต้นที่พระเจ้าอชาตศัตรู และเล่าเรื่องผ่านมุมมองของทั้งสองตัดสลับกันไปมาตลอดทั้งเรื่อง

ถือเป็นธรรมเนียมของหนัง Bollywood ที่มักให้ความสำคัญกับการเต้นมากๆ เรียกว่าจัดเต็มทุกบทเพลง ทำให้การดำเนินเรื่องราวหลักหยุดชะงักไปเป็นช่วงๆ กระนั้นก็มีหลายไดเรคชั่นการตัดต่อที่เรียกว่าไม่ธรรมดาเลยละ

โดดเด่นอย่างยิ่งช่วงท้ายหลังสงคราม เมื่ออัมพปาลีฟื้นคืนสติ ออกมาข้างนอกเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น หนังใช้การตัดสลับภาพเทคนิค Montage ระหว่างสีหน้าของหญิงสาว กับสิ่งที่เธอมองเห็น ตัดพ้อถึงชีวิตไร้ซึ่งความจีรัง และเรื่องราวดำเนินต่อจากนั้น ราวกับอัมพปาลีออกเดินตามเสียงสวดมนต์ที่ล่องลอยมา ไปถึงสถานที่พระพุทธเจ้าเสด็จประทับอยู่ ก้มลงวันทา เกิดความสงบขึ้นในใจ

เพลงประกอบโดยสองคู่หู Shankar Jaikishan กำลังอยู่ในช่วง peak ของอาชีพการงาน แต่งเพลงพื้นบ้านโดยใช้เครื่องดนตรี Indian Classic ใช้เพียง 5 เพลง ขับร้องทั้งหมดโดยนักร้องเสียงไนติงเกล Lata Mangeshkar และออกแบบท่าเต้นโดย Gopi Krishna

ในบรรดาเพลงเต้นทั้งหมดของหนัง Neel Gagan Ki Chhaon Mein (แปลว่า In the shade of the blue skies) คือไฮไลท์ที่แสดงความสามารถของ Vyjayanthimala ได้รวดเร็วบ้าคลั่งที่สุด โดยเฉพาะช่วงท้ายขณะรัวกลอง โยกย้ายสะบัดเคลื่อนไหวไม่หยุด ระดับ Breathtaking เลยละ

บทเพลง Tumhen Yaad Karte Karte (แปลว่า I will be thinking of you) รำพึงรำพันโหยหาถึงคนรัก ในค่ำคืนที่กำลังเคลื่อนผ่าน ฉันต้องการจะครุ่นคิดถึงเธอเพียงคนเดียวเท่านั้น

บทเพลงไพเราะสุดของหนังคือ Tadap Yeh Din Raat Ki (แปลว่า Tormented night and day) หญิงสาวบ่นตัดพ้อถึงความรักของพวกเขา ทำไมมันช่างเจ็บปวดรวดร้าว ทรมานทุกข์ใจทั้งวันทั้งคืนแบบนี้ ไม่อยากจะอยู่ไกลห่างจากเธอแม้แต่วินาทีเดียว

***ในบรรดาเพลงของ Lata Mangeshkar นับร้อยนับพันที่ผมเคยฟังมา นี่เป็นบทเพลงมีความไพเราะเสนาะ สั่นสะท้านหัวใจ แทบจะที่สุดแล้วละ

ผมไม่รู้ว่าหนังเรื่องนี้บิดเบือนจากประวัติศาสตร์ไปมากน้อยแค่ไหน เท่าที่ศึกษาจากพระไตรปิฏกจะพบว่าพระเจ้าอชาตศัตรู ยกทัพมาตีแตกกรุงเวสาลี สมัยหลังพุทธกาล (หลังจากพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว) ขณะที่อัมพปาลี มีโอกาสพบเจอบรรลุธรรมก่อนพระพุทธเจ้าทรงดับขันธ์, ทั้งสองอาจเคยพบเจอ ใช้บริการนางคณิกา แต่จะถึงขนาดแอบรัก ตีเมืองเพื่อแย่งชิง นี่ไม่น่าเป็นไปได้แน่ๆ สำหรับคนศึกษาประวัติศาสตร์ แนะนำให้ยึดเนื้อหาจากพระไตรปิฏกเป็นหลักนะครับ เพราะโอกาสบิดเบือนไม่ถูกต้องนั้นมีน้อยมากกว่าหนังสือตำราประวัติศาสตร์ทั่วไป

ในบริบทของหนัง เรื่องราวของอัมพปาลี หญิงสาวพบเจอความรักสุดยิ่งใหญ่ สมประสงค์ทุกสิ่งตามใจหมาย จากนั้นชีวิตกลับต้องทนทุกข์ทรมาน โศกเศร้าจากการไม่ได้รับการยอมรับ กบฎของแผ่นดิน สูญเสียสิ้นทุกสิ่งอย่าง โอ้ละหนอชีวิต ทำไมไม่มีอะไรเที่ยงแท้มั่นคงยืนยง เมื่อคิดได้ทำให้สามารถปล่อยวางจากทุกข์สุข มุ่งหน้าเดินทางสายกลาง ไม่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของผู้ใด

ประเด็นต่อต้านสงคราม (Anti-War) ผมว่าหาได้มีสาระสำคัญเทียบเท่าหรือยิ่งใหญ่กว่า การปล่อยวางเดินทางสายกลางของอัมพปาลีเลยนะครับ, เท่าที่อ่านพบเจอในบทความวิจารณ์ของยุโรป/อเมริกา ล้วนยกย่องประเด็นนี้ว่าสมความยิ่งใหญ่ สั่นสะเทือนสะท้านโลกา ตบหน้าบุคคลที่ส่งเสริมการสงคราม ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่แต่กลับคือความพ่ายแพ้ของมนุษย์ชาติ นั่นคงเพราะพวกเขาไม่เข้าใจความสำคัญของการปล่อยวาง ซึ่งเป็นสิ่งที่สามารถยุติสงครามได้ทันพลัน หาต้องการสื่อถึงประเด็นต่อต้านสงครามแม้แต่น้อย

กระนั้นในความตั้งใจของผู้กำกับ Tandon ตามที่เกริ่นบอกไปตั้งแต่แรก คิดว่าคงมีความต้องการสื่อสะท้อนประเด็นนี้ลึกๆไว้ในใจ ถึงขนาดไปขวนขวายหาเรื่องราวที่ในหน้าประวัติศาสตร์ไม่ค่อยมีการบันทึกอยู่สักเท่าไหร่ สร้างเรื่องราวของการสงครามอันไร้จุดหมาย ถ้าเพียงทั้งสองฝ่ายสามารถลดทิฐิ ปล่อยวางความยึดถือติดมั่น หันหน้าเข้าหาพูดคัยกันตรงๆได้ ความขัดแย้งคงไม่เกิด แม่ก็จะไม่สูญเสียลูก ภรรยาไม่สูญเสียสามี เลือดก็จักไม่นองเอ่อ และการตายก็จะไม่สูญเปล่า

สำหรับเสียงสวดมนต์ช่วงท้ายของหนัง พยายามตั้งใจฟังอยู่แต่ก็ไม่สามารถรับรู้ได้ว่าสวดอะไร (น่าจะบาลีแน่ๆ แต่สำเนียงอินเดียแท้ๆฟังไม่ได้สดับเลย) แต่ก็จับได้ตอนจบ บทสวดไตรสรณคมน์ ๓ ท่อนสุดท้ายหลังจากพระเจ้าอชาติศัตรูหักดาบ

“พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ”

ปกติแล้วในประเทศอินเดีย มักไม่ค่อยมีหนังที่คำวิจารณ์ดีท่วมท้นแต่ทำเงินขาดทุนย่อยยับ (ยกเว้นหนังอาร์ทจัดๆ หรือไม่ใช่แนวตลาด) กับหนังเรื่องนี้ถือว่ามีความผิดปกติอย่างมาก แม้องค์ประกอบกลิ่นอายสไตล์ Bollywood จะมีอยู่ครบถ้วน แต่กลับเจ๊งสนิทระดับ ‘colossal flop’ มันอาจเพราะว่าหนังมีการเอ่ยถึงพุทธศาสนา ทำให้ไม่มีชาวมุสลิมหรือฮินดูทั่วไป อยากที่จะเข้าไปรับชมเสียเท่าไหร่

อย่าลืมนะครับว่าเป็นชาวฮินดูกับอิสลามนี่แหละ ที่ขับไล่ชาวพุทธออกจากอินเดียจนสูญสิ้นหมดไป ถ้าไม่เพราะวิสัยทัศน์ของพระเจ้าอโศกมหาราช ส่งสมณทูต 9 สายออกเผยแผ่พุทธศาสนาไปทั่วโลก ปัจจุบันคงไม่มีพุทธศาสนิกชนหลงเหลืออยู่แน่

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้อย่างมาก แม้คงจะบิดเบือนประวัติศาสตร์เยอะอยู่ แต่ใจความสำคัญหนักแน่น เพลงประกอบเสียงร้องไนติงเกลของ Lata Mangeshkar หวาดสุดๆ และการแสดงของ Vyjayanthimala ระดับตำนานดาวค้างฟ้าเลยละ

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” โดยเฉพาะกับคนไทยชาวพุทธ ความรักใคร่ที่มีมากล้นจนเกินไป เมื่อไม่สมหวังจักทำให้ใจรวดร้าวราน ทุกข์ทรมานปางตาย ทำไมไม่ลองฝึกจิตให้เป็นกลาง วางตัวไม่เข้าข้างฝักฝ่ายใด ชีวิตก็จะพบเจอความสุขสงบตราบชั่วนิจนิรันดร์

แนะนำกับคอหนัง bollywood ร้องเล่นเต้นสนุกสนาน, สนใจประวัติศาสตร์ครั้นสมัยพุทธกาล เรื่องราวของอัมพปาลี กับพระเจ้าอชาตศัตรู, ชื่นชอบนักแสดง Vyjayanthimala, Sunil Dutt ไม่ควรพลาด

จัดเรต pg กับความรักที่มีมากล้น สงคราม และความตาย ผู้ใหญ่ควรนั่งดูกับเด็กเล็ก

TAGLINE | “Amrapali พบเจอความรักสุดยิ่งใหญ่ จากนั้นทุกข์ทรมานครั้งสุดท้าย ก่อนสามารถปล่อยวางจากทุกสิ่ง”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of