Anatomy of a Murder

Anatomy of a Murder (1959) hollywood : Otto Preminger ♥♥♥♥

ไม่มีทางที่ใครจะรับรู้ความรู้สึกนึกคิดของใคร ทำได้เพียงจับจ้องการแสดงออก สังเกตปฏิกิริยาภายนอก กายวิภาคของฆาตกร ขึ้นอยู่กับคณะลูกขุนจะตัดสินว่าชายคนนี้ตั้งใจกระทำความผิด หรือเพราะแรงกดดันมิอาจต่อต้านขัดขืน

ด้วยความยาว 160 นาที (2 ชั่วโมง 40 นาที) ตามมาตรฐานคอหนังสมัยนี้อาจดูเยิ่นยาวนาน แต่ถ้าคุณสามารถพานผ่านชั่วโมงแรกไปได้ พอเริ่มต้นการพิจารณาคดีความบนชั้นศาลเมื่อไหร่ เหมือนมันมีแรงดึงดูดบางอย่าง ‘irresistible impulse’ จนกว่าคณะลูกขุนประกาศจะประกาศผลการตัดสิน แทบมิอาจหยุดยับยั้งชั่งใจ!

ถ้าไม่เพราะความคลุมเคลือของจำเลย มีแนวโน้มกระทำความผิดจริง กลับสามารถเอาตัวรอดพ้นโทษประหาร! ผมครุ่นคิดว่าชาร์ทแนวหนัง ‘courtroom drama’ อาจอันดับสูงกว่า To Kill a Mockingbird (1962) นั่นเพราะลีลาการพลิกลิ้น พลิกแพลงคดีความของ James Stewart ถือเป็นหนึ่งในบทบาทการแสดงยอดเยี่ยมที่สุด!

อีกหนึ่งความน่าขบขันของหนัง เพราะสร้างขึ้นในยุคสมัย Hays Code ที่พยายามเซนเซอร์คำพูดอย่าง bitch, contraceptive, panties, penetration, rape, slut และ sperm คำพวกนี้อาจดูไม่สุภาพ หยาบคาย แต่ในบริบทการพิจารณาคดีความ มันมีความจำเป็นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ … ซึ่งหนังยังทำการล้อเลียนข้อจำกัดเหล่านี้ อย่างแสบกระสันต์

เกร็ด: ใบปิด/โปสเตอร์หนัง (และ Opening Credit) ออกแบบโดย Saul Bass ทำออกมาเหมือนกายวิภาคมนุษย์ หั่นแขน-ขา ลำตัว-ศีรษะ สอดคล้องพื้นหลังแบ่งกรอบออกเป็นส่วนๆ … ติดอันดับ #1 ชาร์ทนิตยสาร Premiere Magazine: 25 Best Movie Posters Ever

Mark Rothko meets the chalk outline. Artist Saul Bass (also an acclaimed title designer and visual consultant) brought poster design out of the golden age with a bold mix of the abstract and the figurative, of which this poster for the controversial 1959 Otto Preminger thriller is a prime example.


Otto Ludwig Preminger (1905-86) นักแสดง/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติ Austrian-American เกิดที่ Wischnitz, Bukovina (ปัจจุบันคือประเทศ Ukraine) ครอบครัวชาว Jewish บิดาทำงานฝ่ายอัยการ (Prosecutor) ในตอนแรกบุตรชายตั้งใจดำเนินตามรอยเท้า สำเร็จการศึกษานิติศาสตรบัณฑิต University of Vienna ก่อนเปลี่ยนใจมาเป็นนักแสดงละคอนเวที ลูกศิษย์ของ Max Reinhardt เรียนรู้การทำงานเบื้องหลัง กำกับโปรดักชั่น จากนั้นได้รับชักชวนกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Die große Liebe (1931) [แปลว่า The Great Love], ระหว่างเดินทางมากำกับละคอน Broadway จับพลัดจับพลูได้เซ็นสัญญา 20th Century Fox โด่งดังกับโคตรหนังนัวร์ Laura (1944), Fallen Angel (1945), ภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เลื่องชื่อกับหนังท้าทายข้อห้าม (Taboo) พร้อมเผชิญหน้ากองเซนเซอร์ Hays Code อาทิ The Man with the Golden Arm (1955), Anatomy of a Murder (1959), Porgy and Bess (1959), Exodus (1960), Advise & Consent (1962) ฯ

สำหรับ Anatomy of a Murder ดัดแปลงจากนวนิยายขายดี (Best-Selling) แต่งโดย Robert Traver นามปากกาของผู้พิพากษา John D. Voelker (1903-1991) นำเอาประสบการณ์เมื่อครั้นเคยเป็นทนายฝ่ายจำเลย (Defense Attorney) ให้กับ Lieutenant Coleman A. Peterson ในคดีฆาตกรรม Maurice Chenoweth วันที่ 31 กรกฎาคม ค.ศ. 1952 ณ Big Bay, Michigan โดยใช้ข้ออ้างแรงกดดันที่ไม่อาจขัดขืนได้ (Irresistible Impulse) … นอกจากปรับเปลี่ยนชื่อบุคคล เรื่องราวในนวนิยายนำจากเหตุการณ์จริงแทบทั้งหมด!

เกร็ด: John D. Voelker ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิพากษา Michigan Supreme Court เมื่อปี ค.ศ. 1957 แต่หลังความสำเร็จล้นหลามของนวนิยาย Anatomy of a Murder (ตีพิมพ์ปี 1957 เช่นเดียวกัน) ขายดีติดอันดับหนึ่งยาวนาน 62 สัปดาห์ รวมค่าลิขสิทธิ์ดัดแปลง/กำไรจากภาพยนตร์อีกกว่า $100,000+ เหรียญ ก็ตัดสินใจยื่นใบลาออก ค.ศ. 1960 เพื่อหันมาทุ่มเวลาให้กับการเขียนนวนิยายอย่างเต็มที่!

ผกก. Preminger ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงภาพยนตร์จาก Voelker เมื่อเดือนเมษายน ค.ศ. 1958 แล้วมอบหมายนักเขียน Wendell Mayes (1919-92) ซึ่งเคยร่ำเรียนกฎหมาย ก่อนผันตัวมาเป็นนักเขียนบทภาพยนตร์ อาทิ The Spirit of St. Louis (1957), Advise & Consent (1962), The Poseidon Adventure (1972) ฯ

ในส่วนของบทสนทนา แทบไม่ได้ปรับแก้ไขอะไรจากนวนิยาย และพยายามยึดตามคำให้การบนชั้นศาลอย่างเป๊ะๆ แม้จะเต็มไปด้วยถ้อยคำล่อแหลม ยุคสมัยนั้นยังถือว่าไม่สุภาพ หยาบคาย แต่สามารถใช้ข้ออ้างดังกล่าวผ่านกองเซนเซอร์ Hays Code ได้อย่างสบายๆ


พื้นหลัง Iron County, Upper Peninsula of Michigan เรื่องราวของทนายความ/อดีตอัยการเขต Paul Biegler (รับบทโดย James Stewart) ใช้วันเวลาว่างๆ ไปกับกิจกรรมตกปลา เล่นเปียโนแจ๊ส ดื่มสังสรรค์เพื่อนขี้เมา Parnell McCarthy และรับฟังคำพร่ำบ่นของเลขาจอมเหน็บ Maida Rutledge

วันหนึ่งได้รับการติดต่อจากสาวสวย Laura Manion (รับบทโดย Lee Remick) ช่วยเป็นทนายให้กับสามี Lieutenant Frederick “Manny” Manion (รับบทโดย Ben Gazzara) ถูกจับกุมข้อหาฆาตกรรมเจ้าของโรงแรม Bernard “Barney” Quill เจ้าตัวไม่ได้บอกปัดความรับผิดชอบ เพียงอ้างว่าจดจำเหตุการณ์บังเกิดขึ้นไม่ค่อยได้ ดูเหมือนมีแรงกดดันที่ไม่อาจขัดขืน (Irresistible Impulse) นั่นจึงกลายเป็นสิ่งที่ Biegler ใช้โน้มน้าวลูกขุนลงความเห็นไม่ผิด!


James Maitland Stewart (1908-97) นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Indiana, Pennsylvania บิดาเป็นเจ้าของร้าน Hardware Store ส่วนมารดาเป็นนักเปียโน เสี้ยมสอน Jimmy เล่นดนตรีเก่งมาตั้งแต่เด็ก, โตขึ้นเข้าเรียนสถาปัตยกรรม Princeton University โดดเด่นกับการออกแบบเครื่องบินจนได้รับทุนการศึกษา แต่กลับเปลี่ยนความสนใจมายังชมรมการแสดง สนิทสนมเพื่อนร่วมรุ่น Henry Fonda, Margaret Sullavan, ตัดสินใจมุ่งสู่ Broadways แม้ไม่ค่อยประสบความสำเร็จนัก แต่มีแมวมองจาก MGM จับเซ็นสัญญา รับบทนำครั้งแรก Speed (1936), เริ่มมีชื่อเสียงจาก You Can’t Take It with You (1938), โด่งดังพลุแตก Mr. Smith Goes to Washington (1939), The Shop Around the Corner (1940), The Philadelphia Story (1940)**คว้ารางวัล Oscar: Best Actor, แต่ไฮไลท์การแสดงเกิดขึ้นหลังกลับจากอาสาสมัครทหารอากาศ (U.S. Air Forces) ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง เริ่มจาก It’s a Wonderful Life (1946), Rope (1948), Rear Window (1954), The Man Who Knew Too Much (1956), Vertigo (1958), Anatomy of a Murder (1959), How the West Was Won (1962), The Man Who Shot Liberty Valance (1962) ฯ

รับบททนายความ/อดีตอัยการเขต Paul Biegler ดูเป็นคนสบายๆ ใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อย ไม่ได้คาดหวังอะไร สองจิตสองใจไม่ค่อยอยากรับทำคดีฆาตกรรมของ Frederick Manion แต่อาจเพราะเล็งเห็นโอกาสเอาชนะด้วยข้ออ้างแรงกดดันที่ไม่อาจขัดขืน (Irresistible Impulse) ทำให้บังเกิดความกระตือรือล้น เวลาขึ้นศาลก็เต็มไปด้วยเล่ห์กล สามารถพลิกลิ้น พลิกแพลง มองผิวเผินเหมือนทนายบ้านนอกไร้ประสบการณ์ แต่ทุกสิ่งอย่างล้วนอยู่ในความควบคุม

แซว: บิดาของ Jimmy ไม่พึงพอใจภาพยนตร์เรื่องนี้มากๆ ถึงขนาดตีตรา “A Dirty Picture” ถึงขนาดซื้อพื้นที่โฆษณาของหนังสือพิมพ์แถวบ้าน ลงประกาศแนะนำไม่ให้ใครต่อใครเสียเวลารับชม!

ใครเคยรับชมภาพยนตร์ของ Stewart ย่อมมักคุ้นกับเสน่ห์ ลายเซ็นต์การแสดง โดดเด่นในลีลาคำพูด กล่าวสุนทรพจน์ได้อย่างต่อเนื่องลื่นไหล ดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติมากๆ และยังมีพลังดึงดูดบางอย่าง ชักชวนให้ตั้งใจสดับรับฟัง ค่อยๆลวงล่อหลอกจนอีกฝั่งหลงติดกับดัก ไม่รับรู้ตนเองว่ากำลังถูกโน้มน้าว ชักจูงจมูก จนเชื่อสนิทใจ ตระหนักได้ก็เมื่อถลำลึกลงไปเรียบร้อยแล้ว

He had the ability to talk naturally. He knew that in conversations people do often interrupt one another and it’s not always so easy to get a thought out. It took a little time for the sound men to get used to him, but he had an enormous impact. And then, some years later, Marlon [Brando] came out and did the same thing all over again—but what people forget is that Jimmy did it first.

Cary Grant กล่าวถึงเทคนิคการแสดงของ James Stewart

ภาพยนตร์ที่มักใช้ประโยชน์จากความสามารถด้านการพูดของ Stewart มักเป็นแนวดราม่า เคร่งเครียด สีหน้าจริงจัง เอ่อล้นด้วยอุดมการณ์มุ่งมั่น แต่ผมรู้สึกว่าศักยภาพแท้จริงมักพบเห็นในหนัง Comedy อาทิ The Shop Around the Corner (1940), The Philadelphia Story (1940), และไฮไลท์ Anatomy of a Murder (1959) ทั้งๆไม่ใช่หนังตลก แต่ความยียวนกวนประสาท ตีหน้าเซ่อๆ ท่าทางเอ๋อเหรอ เล่นละคอนตีบทแตกละเอียด ทำเอาผมหัวเราะท้องแข็งบ่อยครั้ง … สมควรค่าแก่รางวัล Volpi Cup for Best Actor น่าเสียดายพลาด Oscar: Best Actor ให้กับ Charlton Heston จาก Ben-Hur (1959)

แซว: แม้ว่าผกก. Preminger จะขึ้นชื่อเรื่องเผด็จการในกองถ่าย มักไม่รับฟังความคิดเห็นใดๆ ขึ้นเสียงใส่อารมณ์ แต่บรรยากาศการทำงานของภาพยนตร์เรื่องนี้มีความเป็นมืออาชีพสูงมากๆ ไม่มีด่าทอ ถ้อยคำรุนแรง หยาบคาย ทุกสิ่งอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่น ถึงขนาดว่า Stewart กล่าวชื่นชมและรู้สึกเสียดายที่ไม่ค่อยมีโอกาสร่วมงานกัน


ต้องขอพูดถึงบทบาท Judge Weaver รับบทโดย Joseph Nye Welch (1890-1960) ทนายความ ที่ปรึกษากองทัพ (U.S. Army) มีชื่อเสียงจากเป็นหนึ่งในผู้ซักถาม Army–McCarthy hearings ที่ส.ส. Joseph McCarthy กล่าวหากองทัพสหรัฐว่าฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ แล้วโดนโต้ตอบกลับ “Senator. You’ve done enough. Have you no sense of decency, sir? At long last, have you left no sense of decency?” ผลลัพท์นำไปสู่จุดจบยุคสมัย McCarthyism

จริงๆมีนักแสดงหลายคนได้รับการติดต่อ อาทิ Spencer Tracy, Burl Ives, ส่วนเหตุผลที่ Welch ยินยอมตอบตกลงเพราะมองเห็นโอกาสได้เป็นผู้พิพากษา “It looked like that was the only way I’d ever get to be a judge.” และยังต่อรองให้ภรรยาร่วมรับบทหนึ่งในคณะลูกขุน ร่วมรับฟังการพิจารณาคดีความ

แซว: เห็นว่า Welch จดจำบทพูดไม่ค่อยจะได้ ไม่อยากเสียเวลาท่องจำด้วยซ้ำไป จึงใช้การอ่านจากเครื่องบอกบท Teleprompters หรือ Autocue หน้าตาเป็นยังไงลองไปใน Google ดูนะครับ

ถ่ายภาพโดย Samuel Leavitt (1904-84) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City, โตขึ้นทำงานเป็นผู้ช่วยควบคุมกล้อง (Camera Operato) ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 30s กว่าจะเริ่มได้รับเครดิตภาพยนตร์ก็ต้นทศวรรษ 50s ผลงานเด่นๆ อาทิ A Star Is Born (1954), The Man with the Golden Arm (1955), The Defiant Ones (1958)**คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, Anatomy of a Murder (1959), Exodus (1960), Cape Fear (1962), Guess Who’s Coming to Dinner (1967) ฯ

ผกก. Preminger เลื่องชื่อมาจากผลงานหนังนัวร์ จึงมีความโดดเด่นในการสร้างบรรยากาศทะมึน อึมครึม แต่เรื่องราวของ Anatomy of a Murder (1959) ไม่ได้มีความมืดหม่นขนาดนั้น เลยไม่ได้จริงจังกับการจัดแสง-ความมืดมากนัก แต่มักชอบถ่ายภาพ ‘Two Shot’ สองตัวละครอยู่ร่วมเฟรมเดียวกัน ในตำแหน่ง ทิศทาง ‘mise-en-scène’ สอดคล้องเข้ากับเรื่องราวขณะนั้นๆ

อีกสิ่งหนึ่งที่ถือเป็นสไตล์ลายเซ็นต์ผกก. Preminger คือการดำเนินเรื่องอย่างไม่เร่งรีบร้อน ให้เวลาผู้ชมทำความรู้จักตัวละคร ผ่านการพูดคุย บทสนทนา อากัปกิริยา (เห็นว่าผู้กำกับไม่ชอบเล่าเรื่องด้วย Flashback เลยไม่ปรากฎภาพย้อนอดีตสักฉาก) เก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่อาจไม่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี แต่เมื่อเราได้พบเห็น รับฟัง ใครกันจะหลงลืมเลือน … เป็นกลยุทธ์ที่มีความปราชญ์เปรื่องยิ่งนัก! ไม่ใช่แค่ล่อหลอกลูกขุน แต่ยังผู้ชมด้วยเช่นกัน

หนังถ่ายทำยังสถานที่จริงแทบทั้งหมดในย่าน Upper Peninsula of Michigan อาทิ บ้านพักของผู้พิพากษา John D. Voelker (ผู้เขียนนวนิยายเล่มนี้), ศาลที่ใช้พิจารณาคดีความ The Marquette County Courthouse, และยังเลือกสถานที่ฆาตกรรม Thunder Bay Inn อยู่ห่างจากสถานที่เกิดเหตุจริงๆ Lumberjack Tavern เพียงแค่บล็อคเดียวเท่านั้น!


ผกก. Preminger มีความชื่นชอบการใช้ ‘Two Shot’ ภาพถ่ายติดสองนักแสดงระหว่างพูดคุยสนทนา เพื่อให้อิสรภาพผู้ชมว่าจะจับจ้องมองผู้พูด หรือสังเกตปฏิกิริยาของผู้ฟัง ซึ่งยังสามารถสร้างรายละเอียด ‘mise-en-scène’ หันหน้าเข้าหา-ปฏิเสธสบตา ตำแหน่งใกล้-ไกล ระดับความสูง-ต่ำ ฯ

นักเปียโนที่เล่นคู่กับ James Stewart ก็คือ Duke Ellington (and His Orchestra) ซึ่งยังเป็นผู้ทำเพลงประกอบให้หนังด้วยนะครับ

ด้วยความที่ผกก. Preminger ไม่ชื่นชอบการเล่าเรื่องย้อนอดีต (Flashback) แต่เรื่องราวของหนังจะนำพา Paul Biegler ย้อนรอยไปตามสถานที่เกิดเหตุทั้งหมด ทำออกมาเหมือนการจำลองสถานการณ์ พบเห็น Laura กำลังดื่มกิน สังสรรค์เฮฮา ก่อนถูก Biegler ฉุดกระชากลากออกมา พากลับไปยังบ้านพัก (Trailer Park) … ต่างแค่ไม่มีการข่มขืนเกิดขึ้นเท่านั้นเอง!

สังเกตว่าตลอดทั้งซีเควนซ์ที่ Biegler ฉุดกระชากลาก Laura ออกมาจากผับบาร์ ทั้งสองมักปกคลุมด้วยเงามืด เพื่อสื่อถึงสถานการณ์อันล่อแหลม เสี่ยงอันตราย กลิ่นอายนัวร์แนวถนัดของผกก. Preminger … ผมเพิ่งมาเอะใจว่าตั้งชื่อตัวละคร Laura เดียวกับชื่อภาพยนตร์ Laura (1944)

คนที่เคยรับชมภาพยนตร์อย่าง 12 Angry Men (1957) หรือ The Verdict (1982) อาจรู้สึกผิดหวังเล็กๆที่ซีเควนซ์การพิจารณาคดีความบนชั้นศาล ไม่ได้มีลูกเล่น ใช้เทคนิคอะไรหวือหวา ไม่มีมุมก้ม-เงย หรือเลนส์ใกล้-ไกล ฯ แต่ถ้าใครช่างสังเกตจะพบว่าตำแหน่งของกล้องมักตั้งอยู่ฝั่งซ้ายมือผู้พิพากษา ติดกับคอกพยาน หรือจะตีความ ‘มุมมองลูกขุน’ ก็น่าจะได้ … นั่นน่าจะคือตำแหน่งดีที่สุดในห้องพิจารณาคดีความ เพราะผู้ชมจักได้สังเกต จับจ้องมองการพิจารณาคดี พบเห็นปฏิกิริยาท่าทางพยาน/ทนายความ และตัดสินเหตุการณ์บังเกิดขึ้นด้วยตนเอง (แบบเดียวกับคณะลูกขุน)

ผมอดไม่ได้ที่จะขบขำกลิ้งในฉากที่ผู้ช่วยอัยการ Claude Dancer ระหว่างซักทอดพยาน Laura เดินไปเดินมา โดยไม่รู้ตัวบดบังวิสัยทัศน์ของ Paul Biegler มันคงไม่ได้ด้วยความตั้งใจหรอก แต่ท่าทางของ Biegler สร้างความตลกขับขัน ลุกรี้ร้อนรน สลับสับเปลี่ยนที่นั่งไปมา ทำเหมือนจะส่งสัญญาณให้พยานตอบ-ไม่ตอบคำถาม

Biegler และ McCarthy เดินทางมายัง Trailer Park เพื่อทวงหนี้ Lieutenant Manny แต่หมอนี่รวมถึงภรรยา Laura ต่างหลบหนีเตลิดเปิดเปิง หลงเหลือเพียงขยะในถัง ขวดวอดก้า รองเท้าส้นสูง สองสิ่งที่ควรพึงระวัง เพราะคนพรรค์นี้ไม่มีความน่าเชื่อถือสักนิด! … ผมมองจุดประสงค์ของตอนจบนี้เพื่อจะสื่อว่า ทั้งหมดที่ Biegler อุตส่าห์ว่าความให้ สุดท้ายแล้วไม่ได้มีประโยชน์อันใด กลับกลายปล่อยเสือเข้าป่า

เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ผู้ชมเกิดความตระหนักว่า Lieutenant Manny แม้งไม่สมควรได้รับการปล่อยตัวเลยสักนิด! ไม่รู้สาสำนึกผิด แท้จริงแล้วอาจไม่ใช่ข้ออ้างแรงกดดันมิอาจต่อต้านขัดขืน นี่เป็นการปล่อยคนชั่วให้ลอยนวล เกิดข้อครหาถึงกระบวนการยุติธรรม ทนายดีเป็นศรีแก่ตัว ซะงั้น!

ตัดต่อโดย Louis Loeffler (1897-1972) สัญชาติอเมริกัน ขาประจำผู้กำกับ Otto Preminger ผลงานเด่นๆ อาทิ In Old Arizona (1928), Laura (1944), The Man with the Golden Arm (1955), Bigger Than Life (1956), Anatomy of a Murder (1959), Exodus (1960), The Cardinal (1963) ฯ

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองทนายความ/อดีตอัยการเขต Paul Biegler ได้รับการติดต่อจากสาวสวย Laura Manion ให้ช่วยเป็นทนายสามี Lieutenant Manny ถูกจับกุมข้อหาฆาตกรรม Barney Quill ในตอนแรกก็ไม่ได้อยากตอบตกลงสักเท่าไหร่ จนกระทั่งอีกฝ่ายอ้างว่าจดจำเหตุการณ์บังเกิดขึ้นไม่ค่อยได้ ดูเหมือนมีแรงกดดันที่ไม่อาจขัดขืน (Irresistible Impulse) นั่นจึงกลายเป็นสิ่งที่ Biegler ใช้โน้มน้าวลูกขุนลงความเห็นไม่ผิด!

  • ก่อนการพิจารณาคดีความ
    • แนะนำทนายความ Paul Biegler ใช้ชีวิตอย่างเรื่อยเปื่อย เอื่อยเฉื่อย
    • เช้าวันถัดมา Biegler เดินทางไปพูดคุยกับ Lieutenant Manny
    • รับฟังเหตุการณ์บังเกิดขึ้นกับสาวสวย Laura Manion
    • หวนกลับไปพบเจอ Lieutenant Manny รับฟังข้อแก้ต่าง ก่อนตัดสินใจยินยอมรับทำคดีความ
    • สำรวจสถานที่เกิดขึ้น ย้อนรอยเหตุการณ์เคยบังเกิดขึ้นกับ Laura
  • ช่วงระหว่างพิจารณาคดีความบนชั้นศาล
    • ต่อรองกับผู้พิพากษา Judge Weaver
    • ค้นหาคดีความอ้างอิงเกี่ยวกับข้ออ้างแรงกดดันที่ไม่อาจขัดขืน (Irresistible Impulse)
    • ช่วงแรกๆของการพิจารณาคดีความ อัยการพยายามหลีกเลี่ยงข้อคำถามอะไรที่เป็นสาเหตุ แรงบันดาลใจการกระทำ
    • หลังจากผู้พิพากษาอนุญาตให้ใช้ข้ออ้างดังกล่าว การพิจารณาคดีจึงมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ
    • ถึงคิวขึ้นให้การของ Lieutenant Manny ตามด้วยภรรยา Laura
    • ไม้ตายของ Biegler สามารถเชื้อเชิญพยาน Mary Pilant ที่ใครๆต่างครุ่นคิดว่าคือคนรักของ Barney Quill แต่แท้จริงแล้วคือบุตรสาวแท้ๆ มาพร้อมหลักฐานชิ้นสำคัญ
  • ผลการตัดสินของคณะลูกขุน
    • ด้วยความที่ลูกขุนใช้เวลาลงมติค่อนข้างนาน Biegler จึงกลับไปรอคอยการตัดสินที่สำนักงานทนายความท้องถิ่น
    • คณะลูกขุนลงมติไม่ผิด!
    • Biegler เดินทางไปทวงค่าจ้าง แต่ว่า Lieutenant Manny (และ Laura) ก็หนีหายตัวไปจากบ้านพัก

ช่วงองก์แรกอาจมีความเอื่อยเฉื่อย เชื่องชักช้า แต่คือช่วงเวลาสำหรับการปรับตัวให้เข้ากับแนวทางของหนัง ถ้าคุณสามารถอดรนทนพานผ่านไปได้ เมื่อเข้าสู่ช่วงการพิจารณาคดีความบนชั้นศาล จะบังเกิดความเพลิดเพลิน แรงดึงดูดที่ไม่สามารถหยุดยับยั้งตนเองได้อีกต่อไป


เพลงประกอบโดย Edward Kennedy “Duke” Ellington (1899-1974) นักเปียโน แต่งเพลง American Jazz เกิดที่ Washington, D.C. ทั้งบิดา-มารดาต่างเป็นนักเปียโน แต่เจ้าตัวไม่ได้มีความสนใจดนตรีมากนัก ปฏิเสธทุนเรียนต่อ Pratt Institute เพื่อทำงานศิลปะ วาดภาพโฆษณา แต่สุดท้ายโชคชะตาก็หนีวงการดนตรีไม่พ้น โด่งดังจากการปรากฎตัวในไนท์คลับ Cotton Club ณ Harlem, ออกอัลบัม แต่งเพลงแจ๊ส ทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Anatomy of a Murder (1959) คว้าสามรางวัล Grammy Award ประกอบด้วย

  • Best Performance By A Dance Band
  • Best Musical Composition First Recorded And Released In 1959 (More Than 5 Minutes Duration)
  • Best Sound Track Album – Background Score From A Motion Picture Or Television

แม้บทเพลง Jazz ของ Ellington จะมีความไพเราะเพราะพริ้ง แต่ว่ากันตามตรงไม่ได้ส่วนร่วมอะไรกับหนังสักเท่าไหร่ เพราะตลอดการพิจารณาคดีความบนชั้นศาล ไม่เคยมีเสียงเพลงดังใดๆขึ้นแทรกขึ้นมา (แค่การซักไซร้-ตอบคำถาม ก็สร้างบรรยากาศตึงเครียดได้มากพอแล้ว) เพียงแทรกแซมตรงโน้นนิด ตรงนี้หน่อย สนองรสนิยมดนตรีของทนายความ Paul Biegler และพบเห็น James Stewart โชว์เล่นเปียโนอยู่หลายครั้งครา

แต่สิ่งที่ทำให้เพลงประกอบของ Anatomy of a Murder (1959) ได้รับยกย่องว่าเป็น ‘Landmark’ ของ Hollywood เพราะถือเป็นครั้งแรกๆในภาพยนตร์กระแสหลัก (Mainstream) เลือกใช้บริการนักแต่งเพลงเชื้อสาย African-American ที่ไม่ใช่แค่ ‘Diegetic Music’ ยังรวมถึง ‘Non-Diegetic Music’ โดยท่วงทำนอง Jazz สามารถสะท้อนพฤติกรรมหัวขบถ รักอิสรภาพของทนายความ Biegler (และยังสะท้อนเข้ากับตัวหนังที่พยายามท้าทายกองเซนเซอร์ Hays Code ด้วยเช่นกัน)

Anatomy of a Murder (1959) นำเสนอเรื่องราวการพิจารณาคดีฆาตกรรม ที่ทางทนายความฟากฝั่งผู้ต้องหา ใช้ข้ออ้างแรงกดดันมิอาจขัดขืน (Irresistible Impulse) หลังจากรับรู้ว่าภรรยาถูกข่มขืนกระทำชำเรา บังเกิดอารมณ์ชั่ววูบ ไม่สามารถควบคุมคนเอง เดินทางไปเข่นฆาตกรรมบุคคลผู้ก่อเหตุ

ความยอดเยี่ยมของภาพยนตร์เรื่องนี้คือลีลาการพลิกลิ้น พลิกแพลงคดีของทนายความ Paul Biegler (รับบทโดย James Stewart) อาจด้วยประสบการณ์เคยเป็นอัยการ จึงรับรู้ความสนใจของคณะลูกขุน พยายามหาหนทางโน้มน้าว ชี้ชักนำ จงใจให้พยานเปิดเผยรายละเอียดที่อยู่นอกเหนือประเด็น ซึ่งล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่ใครๆพากันหลีกเลี่ยง แม้ศาลจะสั่งลบล้าง (Court Overrule) แต่สิ่งได้ยินไปแล้ว ใครกันจะหลงลืมเลือน … นั่นเป็นกลยุทธ์ที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับทนายความรุ่นใหม่ๆ

ว่ากันตามตรง ผมว่าผู้ชมส่วนใหญ่น่าจะตระหนักได้ว่า Lieutenant Manny แม้งไม่ใช้ควบคุมตนเองไม่ได้ ‘Irresistible Impulse’ แต่เกิดจากความอิจฉาริษยาล้วนๆ (รวมถึงอาจมีการทุบตีภรรยาตนเอง) ประมาณ 80% คือการสร้างภาพ เล่นละคอนตบตา ที่สามารถเอาตัวรอดพ้นผิด ก็เพราะความสามารถในการพลิกลิ้น พลิกแพลงคดีของทนายความ Paul Biegler

นี่ไม่ได้สะท้อนถึงความคอรัปชั่นของทนายความนะครับ เพราะไม่มีใครล่วงรับรู้ข้อเท็จจริงว่าวินาทีเกิดเหตุ ชายคนนี้กำลังรู้สึกนึกคิดอะไร ในมุมมองบุคคลที่สามอย่างเราๆจึงทำได้เพียงจับจ้องการแสดงออก สังเกตปฏิกิริยาภายนอก ศึกษากายวิภาคของฆาตกร (Anatomy of a Murder) เท่านั้นเอง!

I build [my stories] the way I used to build a trial, a criminal trial. The witnesses come along, and each recites what portion of reality he knows about … At the end of a book, or at the end of a trial, either one, you then call upon the jury to reach its own moral decision, its own ethical judgments about the way the characters have behaved … I don’t want to make any judgments for the reader. That’s the reader’s job.

John D. Voelker ผู้เขียนนวนิยาย Anatomy of a Murder (1957)

เราสามารถเปรียบเทียบการส่งภาพยนตร์ให้ตรวจสอบโดยกองเซนเซอร์ Hays Code ไม่แตกต่างจากการพิจารณาคดีบนชั้นศาล ผู้ต้องหาอาจกระทำความผิดจริง/หนังเรื่องนี้เต็มไปด้วยถ้อยคำไม่สุภาพ หยาบคาย แต่ในหลายๆกรณีมันเป็นสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ การตัดสินจึงขึ้นอยู่กับคณะลูกขุน หรือก็คือผู้ชมที่จะลงมติ ไม่ใช่บุคคลผู้ถือครองอำนาจ (หรือก็คือกองเซนเซอร์ Hays Code)

ผกก. Preminger เคยร่ำเรียนกฎหมาย เพ้อใฝ่ฝันอยากเป็นทนาย/อัยการเหมือนบิดา แต่เมื่อเส้นทางชีวิตผันเปลี่ยนสู่วงการภาพยนตร์ ย่อมพยายามมองหาโอกาสสรรค์สร้างผลงานที่มีความใกล้ตัว ใกล้หัวใจ เติมเต็มจินตนาการเพ้อฝันวัยเด็ก ทำออกมาในลักษณะ ‘poetic justice’

เกร็ด: นอกจาก Anatomy of a Murder (1959) ผกก. Preminger ยังเคยกำกับผลงานที่ฉากพิจารณาคดีบนชั้นศาล อาทิ Angel Face (1952), The Court-Martial of Billy Mitchell (1955), Saint Joan (1957) ฯ


หลังถ่ายทำเสร็จสิ้นเพียง 21 วัน หนังก็ได้เข้าฉายรอบพิเศษ Butler Theater ณ Ishpeming และ Nordic Theater ณ Marquette วันที่ 29 มิถุนายน ค.ศ. 1959 (ถือเป็นสถิติ post-production สั้นที่สุดสำหรับหนังทุนสูงเลยก็ว่าได้) ตามด้วยรอบปฐมทัศน์ (World Premiere) ณ United Artist Theater ณ Detroit วันที่ 1 กรกฎาคม ค.ศ. 1959

ด้วยความที่หนังเต็มไปด้วยคำไม่สุภาพ หยาบคาย จึงถูกแบนห้ามฉายในหลายๆหัวเมืองที่นับถือคาทอลิกอย่างเคร่งครัด ผกก. Preminger จึงยื่นฟ้องศาลรัฐบาลกลาง (Federal Court) อนุญาตให้หนังเข้าฉายได้โดยไม่ผิดอะไร ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ ได้ยินคำพูดอย่าง Contraceptive, (Sexual) Climax และ Spermatogenesis

ด้วยทุนสร้าง $2 ล้านเหรียญ แม้จะขึ้นอันดับหนึ่ง Boxoffice แค่เพียงสัปดาห์เดียว แต่สามารถทำเงิน(ในปีที่เข้าฉาย)สูงถึง $5.25 ล้านเหรียญ คาดการณ์รายรับทั้งหมด $8-11 ล้านเหรียญ และช่วงปลายปียังได้เข้าชิง Oscar, Golden Globe Award อีกหลายสาขา ถือว่าประสบความสำเร็จไม่น้อยทีเดียว

  • Academy Award
    • Best Film พ่ายให้กับ Ben-Hur (1959)
    • Best Actor (James Stewart)
    • Best Supporting Actor (Arthur O’Connell)
    • Best Supporting Actor (George C. Scott)
    • Best Adapted Screenplay
    • Best Cinematography – Black-and-White
    • Best Film Editing
  • Golden Globe Award
    • Best Motion Picture – Drama
    • Best Director
    • Best Actress – Drama (Lee Remick)
    • Best Supporting Actor (Joseph N. Welch)
  • Venice Film Festival
    • Volpi Cup for Best Actor (James Stewart)**คว้ารางวัล

แซว: เป็นการลุ้นรางวัลที่แปลกประหลาด ใครพลาดเข้าชิง Golden Globe ล้วนได้ลุ้น Oscar (ในทางกลับกันคนเข้าชิง Golden Globe กลับหลุดโผ Oscar) แต่ที่น่าผิดหวังก็คือการถูก SNUB ของผกก. Otto Preminger และสาขาเพลงประกอบที่สามารถคว้า Grammy Awards ได้ถึงสามรางวัล!

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ คุณภาพ 4K-UHD เสร็จสิ้นเมื่อปี ค.ศ. 2021 จัดจำหน่าย Blu-Ray โดย Sony Pictures, ส่วนฉบับของ Criterion Collection คุณภาพยังแค่ HD (มีทั้ง Blu-Ray และ DVD) เพราะวางจำหน่ายตั้งแต่ปี ค.ศ. 2012 … ทั้งสองค่ายมีของแถมพอๆกัน ผมดูรายละเอียดคร่าวๆไม่เหมือนกันด้วยนะ ถ้าอยากซื้อเก็บคงต้องเหมาสอง

ผมมีความเพลิดเพลินกับลีลาการพลิกลิ้น พลิกแพลงคดีความของ James Stewart มีความยียวนกวนบาทา สร้างเสียงหัวเราะเฮฮา หนึ่งในบทบาทการแสดงยอดเยี่ยมที่สุด! ความประทับใจรองลงมาก็คือเนื้อเรื่องราว และลีลาการนำเสนอของผกก. Preminger ให้อิสระในการรับชมอย่างน่าสนเท่ห์

เกร็ด: นอกจากติดอันดับ #7 ชาร์ท AFI’s 10 Top 10 – Courtroom Drama, หนังยังได้รับการโหวต #4 ชาร์ท Grestest Legal Movies จาก American Bar Association (เนติบัณฑิตยสภา) เมื่อปี ค.ศ. 1989

จัดเรต 13+ กับประเด็นข่มขืน ฆาตกรรม และการพลิกแพลงคำพูดของทนายความ

คำโปรย | ลีลาการพลิกลิ้น พลิกแพลงคดีความของ James Stewart ในภาพยนตร์ Anatomy of a Murder ทำให้ผู้ชมมิอาจต่อต้านขัดขืน
คุณภาพ | ลิ
ส่วนตัว | มิอาจขัดขืน

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: