Andrei Rublev (1966)

Andrei Rublev.jpg

Andrei Rublev (1966)

นี่เป็นหนัง Russia ที่สวยงามและยิ่งใหญ่มาก แต่การจะทนดูหนังเรื่องนี้จบได้ คุณต้องอดทนเอาชนะความไม่รู้เรื่อง เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะไม่สามารถทนดูหนังเรื่องนี้ผ่านครึ่งชั่วโมงแรกไปได้ แต่ผมบอกไว้เลยว่า ถ้าคุณสามารถทนดูจนจบได้ จะเห็นความสวยงามของหนังเรื่องนี้ในระดับที่ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้

ด้วยความที่หนังยาว 3 ชั่วโมง ถือว่ายาวมากๆ ถ้าหนังไม่สนุกจริงน้อยคนนักจะทนไหว ผมเป็นคนหนึ่งที่ไม่อยากเสียเวลายาวๆเพื่อดูหนังที่ไม่สนุก หรือดูแล้วไม่รู้เรื่องนะครับ กับ Andrei Rublev ทำเอาผมเกือบพลาดอะไรดีๆไปแล้ว ครึ่งชั่วโมงแรกเป็นอะไรที่จับต้องไม่ได้ ไม่มีความสนุกเลย และมันอะไรก็ไม่รู้ ไม่เข้าใจว่ามันคืออะไร ตั้งแต่ที่ผมดูหนังมา นี่เป็นหนังที่ครึ่งชั่วโมงแรกทำคนดูเจ็บปวดที่สุดแล้ว ผมเกือบจะหยุดดูเมื่อผ่านครึ่งชั่วโมงแรกไปด้วยซ้ำ แต่ไม่รู้อะไรดลใจให้ทนดูต่อไป คงเพราะความอยากรู้ว่าหนังเรื่องนี้มันคืออะไรกันแน่ แต่ก็พบว่าคำตอบของหนังมันเซอร์ไพรส์ผมได้แบบ อึ้ง ทึ่ง ด้วยครึ่งหลังที่อลังการงานสร้าง ยิ่งใหญ่ ยอดเยี่ยม สวยงาม นี่มันหนังเรื่องเดียวกันเหรอนี่ ครึ่งแรกที่ดูไม่รู้เรื่อง แต่ครึ่งหลังมันกลับคือสุดยอดภาพยนตร์ มีคำพูดว่า “ถ้าไม่เห็นนรกมาก่อน จะไม่เห็นความสวยงาม” คำนี้จริงกับหนังเรื่องนี้ครับ

ผมเคยดูผลงานของ Andrei Tarkovsky เรื่อง Solaris มาเมื่อนานมาแล้ว ดูเพราะกำลังติดหนังแนวไซไฟอยู่ แต่ก็ผิดหวัง เพราะหนังดูยากพอสมควร (ว่าจะหามาดูอีกรอบ เผื่อเห็นอะไรที่ไม่พลาดไป) ปกติหนังรัสเซียผมก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสดูเท่าไหร่ ที่ดู Andrei Rublev ก็เพราะเป็นหนังในโพลของนิตยสาร Sight & Sound ค่อนข้างสูง (อันดับ 27) เป็นหนังยุค Medieval ที่น่าสนใจ ก็เลยตัดสินใจดู สไตล์ของผู้กำกับคนนี้ ผมวิเคราะห์จากหนังเรื่องนี้ เขาเป็นนักทดลองที่นำเสนอเรื่องราวธรรมดาทั่วไป ที่คนดูคาดไม่ถึง เน้นบทสนทนาที่แฝงแนวคิด และรูปแบบเชิงสัญลักษณ์ สิ่งที่เขาชอบใช้เชิงสัญลักษณ์คือ ม้า ซึ่งเปรียบเหมือน การมีชีวิต เพราะม้าเป็นสัตว์ที่ต้องวิ่งอยู่ตลอดเวลา เราคิดถึงม้า ก็ต้องนึกถึงการวิ่งทุกที เหมือนชีวิตที่ดำเนินไปข้างหน้า ไม่สามารถหยุดวิ่งได้ เราจะเห็นม้าแทรกอยู่หนังของ Tarkovsky ใน Andrei Rublev ก็จะเห็นแทบทุกตอนเลย (สัตว์สัญลักษณ์นี้ เหมือน Dove ในหนังของ John Woo)

Andrei Rublev คือใคร เขาเป็นจิตรกรชื่อดังมากๆ เป็นพระของศาสนาคริสต์ (เห็นว่าเป็นคริสเตียนไม่ใช่คาทอลิก) ในช่วงศตวรรษที่ 15 ถ้าใครเป็นคนที่ชมชอบงานศิลปะ คงน่าจะเคยได้ยินชื่อของ Rublev มาก่อนแน่ๆ ภาพวาดดังๆของเขาเป็นภาพวาดเกี่ยวกับพระเจ้าและศาสนาคริสต์ ดังที่สุดคือภาพ Trinity

Trinity

ผมไม่รู้จัก Andrei Rublev หรอกครับ ก็มารู้จักเขาจากในหนังเรื่องนี้แหละ ไม่มีความเชี่ยวชาญด้านศิลปะภาพวาดเท่าไหร่ นี่เป็นหนังชีวประวัติของ Andrei Rublev ที่ดูยังไงก็ไม่เหมือนหนังชีวประวัติเลย เห็นว่าตอนแรก Taskovsky มีความตั้งใจจะสร้างหนังชีวประวัติสักเรื่อง ใครก็ได้ที่มีชื่อเสียง สร้างชื่อในประวัติศาสตร์ให้กับรัสเซียตัวเอง ซึ่งก็ไปลงเอยที่ Andrei Rublev แทนที่จะเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา เขากลับใส่การทดลองต่างๆลงไปในหนัง โดยแบ่งออกเป็นเรื่องสั้นนับรวมได้ 8 เรื่อง และมีเรื่องเปิดเรื่องปิด ดูคุ้นๆคล้ายๆกับ La Dolce Vita นะครับ (แต่ La Dolce Vita มี 7 เรื่อง) แต่ละเรื่องมันมีเรื่องเล่าของตัวเอง จบภายในตอน ดูเหมือนจะไม่มีความต่อเนื่องกัน แต่จะมีจุดเชื่อมกันของทุกๆตอน … เทคนิคนี้เอามาใช้กับหนังชีวประวัติเนี่ยนะ! ใช่แล้วครับ

ผมดูหนังเรื่อง Steve Jobs มา ผมไม่คิดว่า Aron Sorkin เคยดู Andrei Rublev แน่ๆ แต่มันก็มีความคล้ายกันบางอย่าง คือแทนที่จะเล่าชีวประวัติของบุคคลตรงๆ ใช้การเล่าแนวคิดผ่านผลงานของคนๆนั้น หนัง Steve Jobs ใช้ 3 เหตุการณ์ที่สร้างชื่อให้กับ Steve Jobs มาเล่าเรื่อง ส่วน Andrei Rublev จะว่า 8 เรื่องในหนัง คือ 8 ภาพวาด หรือ 8 เหตุการณ์ที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับ Andrei Rublev ในการวาดออกมาก็ว่าได้ (แต่มันจะหมายถึง 8 ภาพวาดไหมนั้นผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ ผมสังเกตจากชื่อตอนที่มันคล้ายๆกับชื่อภาพวาดมาก ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเลยไม่ชัวร์เท่าไหร่ แต่ใครดูแล้วรู้ว่ามันคือชื่อภาพวาดจริงๆ บอกมาได้เลยนะครับ)

ผมมาสังเกตจุดนี้ เมื่อผ่านครึ่งชั่วโมงแรกไปแล้ว เอะ! หรือว่าการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ มีจุดเชื่อมคือผลงานของ Andrei Rublev เกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น เพราะอะไรเขาถึงวาด มีแรงบันดาลใจอะไร วาดเพื่ออะไร … พอคิดได้ประมาณนี้ผมก็อ๋อเลยละครับ ผมเพิ่งดู Steve Jobs มาด้วยเลยจับจุดนี้ได้ แต่หนังมีความยากกว่ามากๆ ตรงที่ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับตัว Andrei Rublev เลย จึงต้องใช้การสังเกตอย่างมากว่ามีการนำเสนออะไรบ้าง แต่หนังเรื่องก็ดันไม่บอกอะไรเราเลย ปล่อยให้คนดูฉงนไปจนถึงเกือบๆจบครึ่งแรกถึงจะเริ่มจับทางได้ จะมีสักกี่คนเชียวที่สามารถอดทนเพื่อหาคำตอบของหนังยาวขนาดนี้ได้

ของจริงมันอยู่ครึ่งหลังครับ ผมละขนลุกเลยตอนเรื่องที่ 6 (ครึ่งแรก 5 เรื่อง ครึ่งหลัง 3 เรื่อง) มันอลังการมาก นี่ไม่น่าจัดเป็นหนัง Art House แล้ว มันคือ Medieval Epic เลย มีฉากสงครามขนาดย่อมๆ เกณฑ์คน เกณฑ์ม้านับร้อย (ไม่รู้ถึงพันหรือเปล่า) เพื่อเข้าฉาก แต่ที่สุดของ Andrei Rublev คือเรื่องสุดท้าย ชื่อว่า “Bell” เป็นเรื่องที่ยาวที่สุด และสวยงามที่สุดของหนังเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่พ่อเป็นคนสร้างระฆัง ขณะนั้นผู้ครองเมืองต้องการสร้างระฆังใบใหญ่ แต่พ่อของเด็กหนุ่มเสียไปแล้ว ทหารไปเจอเขา เด็กหนุ่มอ้างว่ารู้เทคนิคลับในการสร้างระฆังขนาดใหญ่ หนังเล่าเรื่องการสร้างระฆัง ขั้นตอนวิธีต่างๆ จนกระทั่งสร้างเสร็จ ตอนจบระฆังจะดังไหม เด็กคนนั้นพูดจริงหรือเปล่าเรื่องที่เขารู้เทคนิคลับ แล้ว Andrei Rublev เกี่ยวข้องยังไงกับระฆังนี้ ไม่สปอยครับ ต้องไปอดทนดูเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทำให้หนังเรื่องนี้มีคุณค่ามากๆ ผลลัพธ์ของมันเป็นอะไรที่ คนดูครึ่งชั่วโมงแรกแล้วปิดทิ้งทนดูต่อไม่ได้ไม่มีทางคาดถึงได้เป็นอันขาด

ถึงจุดนี้ ถ้าคุณเป็นคนที่ดูหนังเรื่องนี้ไม่จบ ให้รีบกลับไปดูหนังเรื่องให้จบก่อนเลยนะครับ ทนดูให้ผ่านครึ่งแรกไปให้ได้ ไม่เข้าใจมันก็เถอะทนดูไป อะไรๆมันอยู่ครึ่งหลัง และอธิบายทุกอย่างมีคำตอบไว้แล้ว ครึ่งหลังดูไม่ยากเลย หนังเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา ครึ่งหลังคุณจะรู้สึกหนังผ่านไปเร็วเสียอีก

Anatoly Solonitsyn นักแสดงนำของเรื่อง เล่นเป็น Andrei Rublev กว่าผมจะจำหน้าตัวละครนี้ได้ ก็กินไปหลายตอนทีเดียว ตอน Jetster เป็นอะไรที่ผมสับสนมาก เพราะ 3 ตัวละครมันหน้าเหมือนกันหมด (เหมือนยังไง!) สร้างความสับสนให้ผมทีเดียวว่าเกิดอะไรขึ้น เชื่อว่าคนที่ดูจบแล้วจะเห็นภาพชัดมากๆว่าทำไมถึงต้องใช้ตัวละครถึง 3 ตัว แต่ละตัวถ้าเปรียบ Andrei Rublev เขาคืออัจฉริยะด้านการวาดภาพ ตัวละครที่ 2 Daniel Chorny นำแสดงโดย Nikolai Grinko นี่เป็นตัวละครที่ฝีมือกลางๆ แต่มีนิสัยที่ไม่สนใจอะไรเป็นพิเศษ ไม่ซีเรียสกับชีวิต (เขาเป็นคนที่นอนหลับในตอน Jetster) และ Kirill นำแสดงโดย Ivan Lapikov ศิลปินที่ไม่ได้มีฝีมือโดดเด่นอะไรเลย เขาเป็นคนขี้อิจฉาด้วยซ้ำ (เราจะเข้าใจนิสัยขึ้อิจฉาของเขาเมื่อดูเรื่องที่ 2) และเรามารู้ตอนหลังว่า คนที่แจ้งจับ Jester คือ Kirill นี่นับเป็นหนังเรื่องแรก ฉายต่อจาก Prologue ตอนนี้ผมเชื่อว่าไม่มีใครเข้าใจครับว่ามันคือเรื่องอะไร มีความสำคัญอะไร แต่หนังจะเฉลยทุกสิ่งทุกอย่างในตอนหลังว่ามันคือการแนะนำที่มาที่ไปของแต่ละตัวละคร และ jetster ผมถือว่าเซอร์ไพรส์มากๆ ที่ไปโผล่ตอนท้ายเรื่องด้วย เขาเป็นคนเฉลยทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นของเรื่องแรก

ข้ามไปเรื่องที่ 4 เลยนะครับ นี่เป็นตอนที่ทำให้ผมเริ่มฉุกคิดว่าชื่อตอนที่ขึ้นมาแต่ละช่วง มันอาจจะหมายถึง ชื่อภาพวาดของ Andrei Rublev ชื่อตอนนี้คือ The Feast ใน Wiki ใช้คำว่า pagans ในหนังใช้คำว่า witch ซึ่งผมก็พอเข้าใจความหมายว่าน่าจะเป็นพวกนอกรีต แนวคิดของศาสนาในสมัยนั้นมีอะไรแปลกๆเยอะครับ เช่นว่า คนที่ออกนอกบ้านโดยไม่ใส่อะไรติดตัวเลย คือคนบ้า Andrei Rublev ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ด้วยความสนใจอยากรู้อยากเห็น ก็แอบเข้าไปดู แต่เขาโดนคนพวกนี้จับได้ว่า จึงถูกจับมัดไว้ และถูกปล่อยตัวหลังจากได้รับการจุมพิตจากหญิงสาวคนหนึ่ง ตอนนี้ตั้งคำถามกับความเชื่อได้ดีมากๆ ผมไม่รู้ว่าทำไมชาวคริสต์ถึงมองว่าการไม่ใส่เสื้อผ้าเป็นเรื่องที่น่าอับอาย แต่พุทธเราสอนว่าเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายเป็นของภายนอก ที่ใส่ก็เพื่อปกปิดส่วนที่จะทำให้คนอื่นเห็นแล้วเกิดอารมณ์ จุดที่ผมจับทางหนังได้ในตอนนี้ คงเพราะเป็นตอนที่มีเรื่องราวชัดเจน จับต้องได้ เข้าใจได้ การแสดงออกทางสีหน้าของ Anatoly Solonitsyn (ที่เล่นเป็น Andrei Rublev) ยอดเยี่ยมมากๆ ตอนที่เขารู้สึกอับอายกับสิ่งที่เกิดขึ้น มันทำให้เรารู้สึกว่าเขาเป็นตัวละครที่มีความเชื่อต่อพระเจ้าที่หนักแน่นมากๆ รู้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ (ในความเชื่อของเขา)

เรื่องที่ 5 เป็นตอนที่ตอกย้ำความคิดของผมว่าอาจจะมาในแนวทางที่ถูกต้องแล้ว ชื่อ The Last Judgment คือ Andrei Rublev ต้องวาดรูป The Last Judgement ให้กับโบสถ์แห่งหนึ่ง แต่เขาไม่สามารถวาดได้ เพราะภาพ The Last Judgement นั้นมีความรุนแรง คนเห็นแล้วเกิดความหวาดกลัว เขาไม่อยากวาดภาพที่ทำให้คนหวาดกลัว ใช่เลยครับ ณ จุดนี้ เราจะเริ่มเข้าใจแล้วว่า เรื่องราวแต่ละตอนของหนังเรื่องนี้ คือการเล่าเหตุการณ์ เรื่องราวกว่าจะเกิดภาพวาด แรงบันดาลใจของ Andrei Rublev เราจะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างเขากับตัวละครอื่นๆ ความเชื่อและแนวคิดทางศาสนาที่มีอิทธิพลต่อการวาดรูปต่างๆ ตอนนี้มีการอธิบายหลายๆอย่างที่ชัดเจนมากขึ้น จบเรื่องนี้เคือจบครึ่งแรกของหนัง

ความยิ่งใหญ่เกิดขึ้นหลังจากนี้ ผมสังเกตหนังไม่ทำให้เราเห็นตัวละคร Andrei Rublev วาดรูปเลยนะครับ เรื่อง 5 นี่กำลังจะวาด พอแต่เรื่องที่ 6 ภาพวาดเสร็จแล้ว และหนังไม่ใช่มุมมองของ Rublev ในการเล่าเรื่องเลย เราจะเห็นชัดในครึ่งหลัง การเล่าเรื่องผ่านมุมมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรอบๆตัว Andrei Rublev อย่าง เรื่องที่ 5 เริ่มต้นด้วย ฉากต่อสู้ สงคราม เมื่อฉากทรมานจบลงเราถึงจะเห็นผลกระทบสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวละคร ซึ่งกลายเป็นอิทธิพลส่งผลต่อ Andrei Rublev ผมรู้สึกว่านี่เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมากๆ มีคำพูดว่า “สิ่งรอบข้างเป็นตัวกำหนดการใช้ชีวิตของตัวเรา” จุดนี้ในหนังชัดเจนมากๆ

เรื่องที่ 6 ที่ ฉากสงครามเราจะได้เห็นฟันกันแบบจริงๆจัง ฉากทรมานนี่ไม่หลบมุมกล้องเลยเห็นว่าหนังโดนแบนในรัสเซียด้วย คงเพราะหลายฉากในตอนนี้ที่มีความรุนแรงอย่างมาก จุดจบของเรื่องที่ 6 เป็นอะไรที่น่าสนใจมากครับ เป็นที่มาของชื่อเรื่องที่ 7 “Silent” ซึ่งลากไปถึงตอนที่ 8 การกระทำของ Andrei Rublev มองได้ว่าการกระทำเพื่อชดใช้ความผิด ผมเรียกว่า การตั้งมั่นเพื่อเอาชนะใจตนเอง ในหนังมีตัวละครหญิงตัวหนึ่งที่ไม่มีเสียงพูด คิดว่าเธอคงพูดไม่ได้ การพูดไม่ได้มีความหมายของการไม่มีสิทธิ์ ไม่มีเสียงในสังคม ตอนที่ 7 Andrei Rubrev เลือกที่จะปฏิญาณไม่พูด แต่เขากลับไม่สามารถห้ามหญิงสาวคนที่ไม่มีเสียงพูดให้อยู่กับเขาได้ ทั้งๆที่เขาช่วยชีวิตเธอไว้แท้ๆ แต่เธอกลับเหมือนไม่เห็นบุญคุณ ผมไม่คิดเช่นนั้นนะครับ คนสมัยก่อนมักจะมองว่าตัวเองเป็นเจ้าของคนอื่น Andrei มองหญิงคนนี้เหมือนตัวเองเป็นเจ้าของเธอ แต่เธอไม่คิดเช่นนั้น เธอมีตัวตน มีจิตวิญญาณ แม้จะพูดไม่ได้ แต่เธอก็มีความต้องการเป็นของตัวเอง เธอมีสิทธิ์ที่จะเลือก สิทธิ์ที่จะทำในสิ่งที่เธอต้องการ ไม่มีใครมาห้ามเธอได้ ไม่ว่านั่นจะเป็นสิ่งดีหรือไม่ดี มันล้อกับเรื่องตอนที่ 5 ที่ Andrei ไม่อยากวาดรูป The Last Judgement คนอื่นพยายามขอร้อง บังคับ แต่เขาก็ไม่ยอมวาด(แต่สุดท้ายเขาก็วาดนะครับ)

เรื่องที่ 8 ผมเอ่ยไปแล้ว นั่นเป็นตอนที่ผมชอบที่สุดด้วย แต่ยังมีอีกไฮไลท์หนึ่งเกิดขึ้นหลังจากจบเรื่องที่ 8 หนังได้ทำอะไรที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน นี่เป็นหนังขาวดำทั้งเรื่อง แต่กับ epilogue หนังเปลี่ยนเป็นภาพสี นำเสนอภาพวาด ที่เป็นผลงานของ Andrei Rubrev โอ้! คิดได้ไง สุดยอดเลย กล้องค่อยๆเคลื่อนขึ้นลง เลื่อนเข้าเลื่อนออก ภาพเหล่านี้กี่ร้อยปีแล้วเนี่ย ผมนึกถึงภาพวาดตามวัด ตามโบสถ์ไทยเก่าๆ สมัยรัชกาล 1-2-3 ที่เก่ามากๆและเหลืออยู่ไม่มากแล้ว มันคือภาพที่มีค่าทางประวัติศาสตร์ ผมไม่รู้จัก Andrei Rubrev แต่หนังเรื่องนี้ทำให้ผมเข้าใจตัวตนของ Andrei Rubrev มากๆ รู้จักผลงาน เข้าใจความสวยงามของผลงานของเขา แต่กระนั่นใช่ว่าผมจะชื่นชอบผลงานของเขานะครับ ผมเห็นรูปแล้ว รู้สึกว่ามันประหลาดอ่ะ มนุษย์ในภาพวาดมันดูไม่สมส่วนเอาเสียเลย ดูแล้วหลอนๆ น่ากลัวยังไงพิลึก ไม่รู้เหมือนกันนะว่าคนที่ชอบผลงานของ Andrei Rubrev จะรู้สึกอย่างไง แต่ก็ยอมรับว่าเป็นงานศิลปะที่โดดเด่นมากทีเดียว

ถ่ายภาพหนังโดย Vadim Yusov นี่เป็นหนังที่ใน 1 การถ่ายภาพ มักจะมี 2 เรื่องราวเกิดขึ้นในฉากนั้น ผมเห็นชัดเจนมากๆตอน Jetster เรื่องแรกเลย ตอนที่ Jetster โดนจับ ขณะที่ 3 พระเดินอยู่ฝั่งหนึ่งของริมแม่น้ำ กล้องค่อยๆเลื่อนตาม และด้านหลังไกลๆอีกฝั่งหนึ่ง เราจะเห็นทหารที่กำลังลากคอ Jetster เพื่อไปรับโทษ ทั้งสองเหตุการณ์กำลังเดินไปพร้อมกัน นี่เป็นฉากที่สวยงามมากๆเลยละครับ เราจะเห็นคล้ายๆกันนี้ในเรื่องที่ 5 ที่ฝั่งหนึ่งเป็นทหารของกลุ่มหนึ่ง อีกฝั่งเป็นทหารของอีกกลุ่มหนึ่ง

เพลงประกอบที่ครึ่งแรกแทบไม่ได้ยิน ไปถูกยัดใส่ครึ่งหลังหมดแล้ว ประพันธ์โดย Vyacheslav Ovchinnikov ตอน epilogue ผมชอบมากๆ เป็น Orchrestra ที่ทรงพลังสุดๆ เหมือนเราฟังเพลงคลาสสิคแล้วดูงานศิลปะอยู่ด้วย ความรู้สึกต่อหนังทั้งเรื่องของผมก็เป็นคล้ายๆกันนี้ เพลงประกอบที่ฟังแล้วรู้สึกเหมือนกำลังดูงานศิลปะที่สุดสวยงามอยู่ ผมเอาคลิปตอนจบมาให้ดู ฟังแล้วรู้สึกยังไงกันบ้างเอ่ย

คุณเห็นม้านั่นไหม มีม้าในทุกเรื่องของ Andrei Rubrev ครับ ตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องที่เป็นบอลลูน ตอนผมดูก็คิดไม่ถึงว่ามันจะเป็นบอลลูนนะ นึกว่าเป็นการทดลองอะไรบางอย่าง แต่มันคือบอลลูนนะแหละ ผู้คนมากมายกำลังกีดขวางไม่ให้บอลลูนลอยขึ้น แต่เมื่อบอลลูนลอยขึ้นได้แล้ว มันก็ต้องตก หนังใช้การถ่ายภาพซูมเข้าอย่างรวดเร็ว ดูรู้ว่าหนังบอกว่าตก และตัดไปม้าตัวหนึ่งล้มลง (นี่แปลว่าคนที่ขึ้นบอลลูนน่าจะตกลงมาตาย) เพราะม้าเป็นสัญลักษณ์ของชีวิต เมื่อเราแทนทุกฉากที่ใช้ม้าเป็นตัวประกอบ อย่างฉากสงครามในเรื่องที่ 5 ที่มีม้าเต็มไปหมด เราจะแทนม้าทั้งหมดเปรียบเหมือนผู้คนเลยก็ได้ มีฉากหนึ่งที่ม้าต้องเดินลงบันได และตกลงมา สูงทีเดียว ไม่รู้ม้าจะขาหักหรือเปล่า นี่ก็แสดงถึงชีวิตที่ตกต่ำและสิ้นสุดลง ต่อจากฉากนี้ไม่นานสงครามก็จบ

นี่เป็นหนังอีกเรื่องที่ผมเพิ่งดูจบเมื่อวานสดๆร้อนๆ แล้วรู้สึกว่าต้องมาเขียนระบาย มาแย่งหนังอีกเรื่องที่ผมตั้งใจจะเขียนวันนี้ Andrei Rublev เป็นหนังที่ดูจบแล้วผมอยากพูดถึงมันในทันทีเลย เพราะกว่าจะดูจบ ความทุกข์ปนความสุขมันเกิดขึ้นมา นี่น่าจะเป็นหนังเรื่องแรกๆเลยที่ทำให้ผมรู้สึกหลงรักและเกลียดชังมันในการดูครั้งแรก แต่เชื่อว่าถ้าได้ดูครั้งต่อไป ความเกลียดชังจะค่อยๆจางหายไป เพราะผมเห็นแล้วว่าหนังเรื่องนี้มันสวยงามและยิ่งใหญ่เกินไป หนังไม่ได้มีอะไรที่ยากเกินเข้าใจ เพียงแต่คุณต้องผ่านประสบการณ์อันสุดแสนทรมานจากการดูครั้งแรกให้จบให้ได้เสียก่อน ซึ่งเมื่อมันผ่านไปแล้ว ที่เหลือของหนังเรื่องนี้คือความสุดยอดอันคาดไม่ถึง

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้ให้กับคนทุกคนเลยนะครับ กับคนสมัยนี้ก็เช่นกัน เพราะหนังมีความท้าทายมากๆ ผมอยากจะท้าคนที่ถอดใจจากครึ่งชั่วโมงแรก ให้อดทนดูจนจบ เชื่อว่าไม่มีใครที่จะรู้สึกผิดหวังกับหนังเรื่องนี้แน่ๆ ไม่แน่ว่าคุณอาจจะหลงรักจนกลายเป็นหนังโปรดเรื่องถัดไปเลยก็ว่าได้ แต่หนังแนะนำไว้ที่อายุ 15+ ตรงฉากรุนแรงนะครับ นอกนั้นโอเคเลย นี่เป็นหนังที่ผมการันตีว่า “ห้ามตายถ้ายังไม่ได้ดู”

คำโปรย : “ใครดูหนังเรื่องนี้ไม่จบถือว่าพลาดแล้ว Andrei Rublev ความสวยงามบนความยิ่งใหญ่อลังการ ไม่มีหนังเรื่องไหนที่ทำให้คุณทั้งเกลียดและหลงรักได้ในเรื่องเดียวกัน แต่ Andrei Tarkovsky ผู้กำกับชาวรัสเซียคนนี้ทำได้”
คุณภาพLEGENDARY
ความชอบLOVE

2
Leave a Reply

avatar
2 Comment threads
0 Thread replies
0 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
0 Comment authors
Top 11 Ingmar Bergman Favorite Films | RAREMEAT BLOGBest of Painter & Artist Films | RAREMEAT BLOG Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…] Andrei Rublev (1966) : Andrei Tarkovsky ♠♠♠♠♠ […]

trackback

[…] Andrei Rublev (1966)  : Andrei Tarkovsky ♥♥♥♥♡ […]