Angst essen Seele auf (1974)

Ali Fear Eats the Soul

Angst essen Seele auf (1974) West German : Rainer Werner Fassbinder ♥♥♥♥♡

ความรักที่ใครๆต่างบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่มีอะไรในโลกนี้ที่เป็นไปไม่ได้! Ali: Fear Eats the Soul คือภาพยนตร์ระดับ Masterpiece นำเสนอความหวาดสะพรึงกลัวที่ค่อยๆกัดกร่อนจิตใจ ถ้าเรามัวสนแต่รับเรื่องร้ายๆจากขี้ปาก สายตา และการกระทำผู้อื่น “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Neuer Deutscher Film หรือ New German Cinema คือยุคสมัยหนึ่งของวงการภาพยนตร์เยอรมัน (เหมารวมทั้งตะวันออก-ตะวันตก) เริ่มต้นปลายทศวรรษ 60s สิ้นสุดทศวรรษ 80s ลักษณะคล้ายๆ French New Wave และ New Hollywood การมาถึงของผู้กำกับรุ่นใหม่ นิยมใช้ทุนสร้างต่ำ ถ่ายทำนอกสถานที่ มีความรวดเร็วฉับไว, โดยศูนย์กลางตาพายุประกอบด้วย Rainer Werner Fassbinder, Werner Herzog และ Wim Wenders (จริงๆมีอีกหลายคนนะ แต่สามคนนี้คือ Top 3 โด่งดังระดับนานาชาติ)

และในบรรดาสามผู้กำกับ Neuer Deutscher Film ส่วนตัวยังไม่เคยรับชมผลงานของ Rainer Werner Fassbinder มิใช่ไร้โอกาสแต่หาดูยากชิบหาย 44 ผลงานในช่วงชีวิต 13 ปี (เสียชีวิตตอนอายุเพียง 37 ปี) พบเจอที่ Criterion Collection สิบกว่าเรื่องเท่านั้นเอง!

ปกติแล้วผมไม่ค่อยชื่นชอบหนังประเภทดูถูกเหยียดหยาม ‘Racism’ สักเท่าไหร่ แต่เรื่องนี้ได้สร้างพื้นที่สุดพิเศษขึ้นในหัวใจ โดยเฉพาะไดเรคชั่นของ Rainer Werner Fassbinder บีบบังคับผู้ชมสัมผัสถึงความน่าหวาดสะพรึงกลัว ต่อโลกทัศน์ชาวเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (และต่อ Fassbinder เองด้วย) เก็บกดอารมณ์เกรี้ยวกราดโกรธ ไม่สามารถโอดครวญแสดงความรวดร้าวให้ใครเห็นได้


Rainer Werner Fassbinder (1945 – 1982) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติเยอรมัน เกิดที่ Bad Wörishofen, Bavaria ภายหลังการยินยอมจำนนของเยอรมันเพียงสองสัปดาห์ เติบโตขึ้นท่ามกลางเศษซากปรักหักพังของสงคราม พ่อเป็นนักแปลภาษา ทำให้ตั้งแต่เด็กมีความสนใจอ่าน-เขียนบทกวี เมื่อตอนแม่ป่วยไม่ได้พบเจอหน้าเสียนาน เกิดความโดดเดี่ยวอ้างว้าง กลายเป็นคนหัวขบถดื้อรั้น โหยหาความสุขจากผู้ชาย โตขึ้นค่อยรับรู้ว่าตนเองเป็น Homosexual (ก่อนหน้านั้นเคยแต่งงานกับคู่หมั้น อยู่ด้วยกันสองปีความจริงจึงค่อยเปิดเผย)

พออายุ 18 เกิดความสนใจด้านการแสดง เข้าเรียน Fridl-Leonhard Studio, Munich มีโอกาสพบเจอเพื่อนสนิท/นักแสดงขาประจำ Hanna Schygulla ระหว่างนั้นทดลองสร้างหนังสั้น 8mm นำไปเสนอ Berlin Film School แต่ถูกบอกปัดไม่น่าสนใจ เลยเปลี่ยนมาให้ความสนใจละครเวที เข้าร่วม Munich Action-Theater ไต่เต้าขึ้นมาเขียนบท กำกับละคร (เขียนบทเอง) ดังแล้วแยกวงก่อตั้ง Anti-Theater จนได้รับโอกาสภาพยนตร์เรื่องแรก Love Is Colder Than Death (1969) และผลงานสร้างชื่อ Katzelmacher (1969)

ผลงานเด่นๆของ Fassbinder ประกอบด้วย The Merchant of Four Seasons (1972), Ali: Fear Eats the Soul (1974), Fox and His Friends (1975), Germany in Autumn (1978), The Marriage of Maria Braun (1979), Berlin Alexanderplatz (1980), Veronika Voss (1982) ฯ

สำหรับ Ali: Fear Eats the Soul เป็นผลงานคั่นระหว่าง Martha (1974) และ Effi Briest (1974) ได้แรงบันดาลใจจาก Imitation of Life (1959), All That Heaven Allows (1955) ภาพยนตร์ของ Douglas Sirk ผู้กำกับสัญชาติ German ที่ไปประสบความสำเร็จยัง Hollywood

เรื่องราวของหนังเริ่มต้นที่ Emmi Kurowski (รับบทโดย Brigitte Mira) สาวหม้ายวัย 60 ปี จับพลัดจับพลูเดินเข้าบาร์แห่งหนึ่ง พบเจอชายผิวสี Ali (รับบทโดย El Hedi ben Salem) เชื้อสาย Moroccan เข้ามาพูดคุย ทักทาย เกี้ยวพาราสี จบที่ห้อง ร่วมรักหลับนอน และวันถัดมาตกลงปลงใจแต่งงาน นั่นสร้างความหวาดหวั่นสะพรึงกลัว ต่อต้านจากทุกคนรอบข้าง ลูกๆของเธอเอง เพื่อนบ้าน เพื่อนร่วมงาน ผู้คนในสังคมต่างมีสายตาอันดูถูกเหยียดหยาม ซุบซิบนินทาต่อว่า กระทำสิ่งไม่น่าอภิรมณ์พึงพอใจ

เกร็ด: สืบเนื่องจากเหตุการณ์ Black September (1972) กลุ่มผู้ก่อการร้าย Palestinian จับกุมตัวประกันนักกีฬาอิสราเอลที่เข้าร่วมการแข่งขัน 1972 Munich Summer Olympic ทำให้ชาวอาหรับ/ต่างประเทศ อาศัยอยู่ในประเทศเยอรมันทศวรรษนั้น ถูกเหมารวมว่าเต็มไปด้วยความชั่วโฉดโหดร้าย


นำแสดงโดย Brigitte Mira (1910 – 2005) นักแสดงสัญชาติเยอรมัน เกิดที่ Hamburg, Weimar Republic พ่อเป็นนักเปียโนชาวรัสเซียเชื้อสาย Jews โตขึ้นมุ่งสู่ Munich เริ่มจากเป็นนักเต้นบัลเล่ต์ แสดงละครเวที ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเอาตัวรอดด้วยการปกปิดชาติกำเนิด แสดงหนังชวนเชื่อให้กับนาซี สู่วงการภาพยนตร์เต็มตัวทศวรรษ 50s สนิทสนมเป็นขาประจำของ Fassbinder (น่าจะเป็นหนึ่งในสมาชิก Anti-Theater ด้วยนะ!) ผลงานเด่นๆ อาทิ Ali: Fear Eats the Soul (1974), The Enigma of Kaspar Hauser (1974), Berlin Alexanderplatz (1980) ฯ

รับบท Emmi Kurowski หญิงหม้ายลูกสามเชื้อสายโปแลนด์ ปัจจุบันประกอบอาชีพแม่บ้าน/พนักงานทำความสะอาด ใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวลำพัง ลูกๆต่างเติบใหญ่แยกย้ายออกจากบ้านไปหมดแล้ว, วันหนึ่งฝนตกหนักจึงเข้าพึ่งพิงพักในบาร์แห่งหนึ่ง หลงใหลในเสียงบทเพลงแปลกหู โดยไม่รู้ตัวถูกเกี้ยวพาตกหลุมรัก Ali โดยมิได้ใคร่สนใจความแตกต่างอายุ เชื้อชาติ สีผิว แต่กลับถูกเสียงครหานินทาจากทุกผู้คนรอบข้าง นั่นสร้างความหวาดหวั่นสะพรึงกลัวให้เกิดขึ้นในจิตใจ

แค่ภาพลักษณ์ของ Mira คงสร้างความคาดไม่ถึงให้ใครๆหลายคน รูปร่างอ้วนป้อม แก่หงัก แต่กลับมีชายหนุ่มหล่อล่ำบึก ตกหลุมร่วมรัก ไม่สนความแตกต่างอะไรทั้งนั้น! กระนั้นความสุขของเธอมาพร้อมกับอาการหวาดหวั่นสั่นสะพรึงกลัว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะแหวกว่ายต่อต้านทานคลื่นลมพายุถาโถม เมื่อใครๆต่างแสดงความขยะแขยง รังเกียจเดียดฉันท์ ย่อมมีสักวันบ่อน้ำตาแตกระบายความอึดอั้นอั้นออกมา

ผมละอยากเห็นคุณย่า Mira เมื่อครั้นยังสาวเสียจริงนะ น่าจะเป็นคนที่สวยเก่งมากๆคนหนึ่ง แต่เธอเข้าสู่วงการภาพยนตร์ช่วงทศววรษ 50s อายุขึ้นเลขสี่แล้วละ น่าเสียดายจริงๆ

แซว: รสนิยมจัดบ้านของคุณแม่ Emmi ต้องยอมเลยว่าหัวสูงระดับ Artist! สังเกตจากภาพวาดสายน้ำด้านหลัง ซึ่งสามารถสะท้อนสภาพทางจิตใจของเธอขณะนั้น คลื่นคลุ้มคลั่งกระแทกฝั่ง (อยากได้ Ali มาเป็นผัวสุดๆเลย แต่มันก็ขึ้นอยู่กับเขาแล้วละนะ ฉันอ่อยเหยื่อให้อย่างสุดๆแล้ว)

El Hedi ben Salem (1935 – 1977) นักแสดงเชื้อสาย Morocco ตอนอายุ 15 ปี ถูกจับแต่งงานมีบุตร 5 คน อาศัยอยู่ใกล้ๆ Atlas Mountains พอต้นทศวรรษ 70s ตัดสินใจทอดทิ้งภรรยาและลูกๆมุ่งสู่ยุโรป พบเจอสานความสัมพันธ์กับ Fassbinder ณ Gay Bathhouse แห่งหนึ่งในกรุงปารีส ติดตามย้ายสู่เยอรมันกลายเป็นนักแสดงในสังกัด โด่งดังสุดเรื่อง Ali: Fear Eats the Soul (1974)

รับบท Ali ชายผิวสีเชื้อสาย Morocco พนักงานลูกจ้างร้านซ่อมรถ เวลาว่างมักเดินทางไปดื่มกินสนุกสนานกับเพื่อนที่บาร์ กระทั่งพบเจอ Emmi Kurowski ทีแรกก็ไม่ได้ครุ่นคิดอะไร กระทั่งถูกท้าทายให้ชักชวนเธอเต้น พูดคุยเกิดความสนิทสนม ไปกันต่อถึงที่ห้อง และใช้ความกล้าสักหน่อยตกหลุมรัก ทำในสิ่งไม่มีใครคาดคิดถึงมาก่อน

Ali เป็นคนพูดประโยค Angst essen Seele auf (Fear Eats the Soul) ให้กับ Emmi Kurowski ถ้ารักกันจริงก็ไม่มีอะไรต้องหวาดหวั่นกลัว แต่สักกลางเรื่องกลายเป็นเขาที่เต็มไปด้วยอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียว ไม่พึงพอใจต่อพฤติกรรม หนีออกจากบ้านไปร่วมรักเจ้าของบาร์ กินเหล้า เล่นพนันหมดตัว อาการเครียดหนักลงกระเพาะอักเสบ … ความหวาดกลัวกัดกร่อนกินกระเพาะอาหาร/จิตวิญญาณของเขาไปซะงั้น!

บทบาทของ Salem ไม่ได้มีความโดดเด่นด้านการแสดงอะไรมากมาย แค่ภาพลักษณ์ผิวสี บึกบึน กล้ามใหญ่ อวัยวะเพศล่ำ (ผมว่า Fassbinder จงใจมากๆในการถ่ายไอ้จ้อนของ Salem เพื่อให้ผู้ชมเกิดความชัดเจนถึงความเป็น ‘ยอดชาย’) ได้อภิสิทธิ์สามีผู้กำกับ ส่งให้กลายเป็นตำนานโดยไม่รู้ตัว

ความสัมพันธ์ระหว่าง Fassbinder กับ Salem ลึกซึ้งรักมาก แต่ก็มีความละเอียดอ่อนไหว เพราะสังคมสมัยนั้นยังยินยอมรับพวกเขาไม่ได้ ส่งผลให้ต่างดื่มหนัก เสพยา อารมณ์ฉุนเฉียว ครั้งหนึ่งเลิกรา ทำให้ Salem ใช้มีดทิ่มแทงทำร้ายผู้อื่น ถูกจับติดคุก แขวนคอเสียชีวิตปี 1977 หลายปีถัดมาความค่อยทราบถึง Fassbinder สร้างภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายอุทิศให้ Querelle (1982) จากนั้นเสพยาเกินขนาด

แซว: ภาพวาดด้านหลัง Ali พบเห็นม้ากำลังคึกคัก (ครุ่นคิดต่อแบบเสื่อมๆเอาเองนะครับ)

 

ถ่ายภาพโดย Jürgen Jürges สัญชาติเยอรมัน ขาประจำของ Fassbinder, Wim Wenders และ Roland Klick

ผู้กำกับ Fassbinder ได้สร้างโลกใบเล็กๆให้กับหนังเรื่องนี้ ที่ซึ่งนักแสดงแทบทุกคนล้วนมีความอัปลักษณ์ ทอดสีหน้าอันเบื่อหน่าย (ยกเว้นพระเอก หล่อล่ำบึกบึนเป็นพิเศษ) เวลามีความคิดเห็นแตกต่างขัดแย้ง จักได้รับการพูดถึง/แสดงออกมาโดยทันที ไม่มีใครละอายที่จะจับจ้องยืนมองความผิดปกติ

สิ่งโดดเด่นมากๆสำหรับถ่ายภาพ คือการกำหนดทิศทางมุมกล้อง ตำแหน่งใกล้-ไกล ซ้าย-ขวา โฟกัส-หลุดกรอบ และจัดวางนักแสดงให้อยู่ในกรอบแห่งโลกทัศนคติ ซึ่งทั้งหมดนี้ร่วมสร้างสัมผัสบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกระอักกระอ่วน หวาดสะพรึง จิตใจสั่นไหว เสียวสันหลังเย็นยะเยือก

ตั้งแต่ Opening Credit เสียงเพลงอาหรับที่ดังขึ้น สร้างความผิดแปลกแยก แตกต่างจากพวก บางคนอาจไม่เคยได้ยินมาก่อนในชีวิต ซึ่งช็อตแรกที่ Emmi เปิดประตูเข้ามาในบาร์แห่งนี้ สังเกตว่าตู้กดเพลงจะปรากฎอยู่ข้างๆ (แต่เชื่อว่าสายตาผู้ชม มักจับจ้องมองตรงประตูเป็นส่วนใหญ่)

แค่ช็อตสองของหนังก็ทำให้ผมตกหลุมรักเสียแล้ว มันคือหลายวินาทีแห่งความอึ้งทึ่ง ตะลึง ค้างคา ‘Stillness’ จัดได้ว่าเป็นการแสดงออกทางอารมณ์ผ่านการกระทำ, คือมันดูเสียมารยาทมากๆเลยนะในการยืนจับจ้องมองผู้อื่น ตาไม่กระพริบ ร่างกายไม่ไหวติง สร้างความกระอักกระอ่วน เหนียมละอาย แต่นั่นคือสไตล์ผู้กำกับ Fassbinder เจ๋งเป้งเป็นบ้า!

ภาพวาดฝาผนังบนเพดาน พบเห็นผืนน้ำ ชายหาด และภูเขา น่าจะเป็นการสะท้อนถึงความเพ้อฝัน ดื่มเบียร์เหล้าแล้วสามารถจินตนาการ ล่องลอยไปถึงสรวงสวรรค์แห่งนี้!

มาที่ระยะใกล้-ไกล โฟกัสชัด-เบลอ ทศวรรษนั้นยังถือว่าเป็นเทคนิคน้องใหม่ มีกล้องไม่กี่รุ่นเท่านั้นสามารถปรับด้วยมือเองได้ ซึ่งนัยยะความหมาย
– ใกล้ชัด ความสนใจเล่าเรื่องราวกำลังอยู่ที่ Emmi
– ปรับให้ไกลชัด การตัดสินใจอยู่ที่ Ali จะขึ้นห้องหรือเปล่า

ผมค่อนข้างชื่นชอบชุดของ Emmi แม้อายุย่างเข้า 60 แต่กลับยังมีความจัดจ้าน สีสันสวยสด แถมลายอินเทรนด์เสียเหลือเกิน! นั่นย่อมสะท้อนถึงสภาพจิตใจ ตอนแรกคลุมภายนอกด้วยโค้ทดำ ถอดออกนั่นคือตัวตนแท้จริง โหยหาบางสิ่งร่าเริง กระชุ่มกระชวยในชีวิต

ช็อตนี้ถ่ายทำจากอีกห้องหนึ่ง ผ่านบานประตู เข้าไปยังห้องครัว/โต๊ะกินข้าว พบเห็นขอบผนังซ้ายขวา เป็นการจำกัดมุมมอง โลกทัศน์ของผู้ชม/ตัวละคร นี่ราวกับความสุขเล็กๆภายในจิตใจของ Emmi

ขณะที่กรอบกระจกยังที่ทำงานช็อตนี้ สะท้อนถึงมุมมอง/โลกทัศน์อันคับแคบของเพื่อนร่วมงาน กักขังจิตวิญญาณ/ความครุ่นคิดของ Emmi นี่ฉันจะทำอย่างไรดีต่อไป

การจัดวางตำแหน่งตัวละคร มักใช้การหันหน้าเข้าหา ตั้งฉาก หรือคนละทิศทาง เพื่อสะท้อนมุมมองทางความคิด เห็นพ้อง เห็นต่าง หรือขัดแย้ง ฯ การสังเกตง่ายๆให้ดูที่โต๊ะอาหาร นั่งฝั่งเดียวกันก็มักมีอะไรเห็นพ้อง แม่-ลูก ตำแหน่งตั้งฉากมักเห็นแตกต่าง ไม่ค่อยลงรอย (แม่-ลูกเขย ไม่ค่อยถูกกัน, Emmi-Ali ก็แตกต่างขั้วตรงข้าม ฯ)

เกร็ด: ผู้กำกับ Fassbinder รับเชิญในหนังบท Eugen ลูกเขยสุดโหด สีหน้าแสดงความไม่พึงพอใจที่แม่สะใภ้(และภรรยา)ทำอะไรไม่ได้ดั่งใจเสียะลย

ฉากในร้านอาหาร ถ่ายภาพผ่านประตูช็อตนี้ สะท้อนถึงมุมมอง/โลกทัศนคติอันคับแคบทางสังคม (ของสองคู่รัก) บริกรยืนจับจ้องมองตาไม่กระพริบ พวกเขาพยายามอวดอ้างว่าตนเองมีเงิน สั่งของกินราคาแพงๆ แต่โดยสวนกลับด้วยคำถามง่ายๆที่พวกเขาตอบไม่ได้ แสดงตัวตนธาตุแท้ออกมา (ว่าไม่ได้มีความไฮโซชั้นสูง เหมาะกับสถานที่เลิศหรูหราขนาดนี้)

ฉากนี้ได้แรงบันดาลใจจาก All That Heaven Allows (1955) บุตรชาย/สาว+ลูกเขย ต่างมีความอึ้งทึ่งคาดไม่ถึง เมื่อรับรู้ว่าแม่แต่งงานใหม่กับ Ali ชายต่างด้าวผิวสี ผ่านไปหลายเสี้ยววินาที ลูกชายคนโต Albert ลุกขึ้นมาเตะโทรทัศน์จนพัง แสดงความเกรี้ยวกราดโกรธ รับไม่ได้กับ ‘ภาพมายา’ ที่เกิดขึ้น

ความ Masterpiece ของฉากนี้ คือการให้เวลากับความตกตะลึงงัน ทุกคนเกิดอาการค้าง สงบนิ่ง (ถ้าภาษาเกมจะเรียกว่า สตั๊น) ผมนี่หัวเราะลั่น คลุ้มคลั่งประทับใจไดเรคชั่นอย่างสุดๆเลย

ท่ามกลางเก้าอี้สีเหลืองที่มีเพียงคู่รักหนึ่งเดียวนั่งอยู่กึ่งกลาง พนักงาน/บริกร แอบยืนจับจ้องมองหน้าไม่ละอายอยู่ห่างๆ และต้นไม้สูงใหญ่ขนาบข้างซ้ายขวา เปรียบได้กับกรอบขอบเขตโลกทัศน์ส่วนตัวของพวกเขา

ผมคิดว่าฉากนี้เป็นการสะท้อน ‘ความรักที่เป็นหนึ่งเดียว’ ท่ามกลางความเวิ้งว้างว่างเปล่า ไม่มีใครนั่งรายล้อมอยู่เคียงข้าง จะทำอย่างไรให้พวกเขาสามารถต่อสู้มีชีวิตต่อไปได้ ไร้ซึ่งอาการหวาดสะพรึงกลัว คำตอบนั่นก็คือจับมือกำแน่น ร่วมเดินเคียงข้างไปพร้อมๆกัน

ช็อตนี้ก็เช่นกัน บานประตูสะท้อนกรอบทางความคิด/โลกทัศนคติ ซึ่งครามนี้เป็นของ Ali ภายนอกเหมือนว่าเขาต้องการ Sex แต่เบื้องลึกอาจมีอะไรมากกว่านั้น

พบเห็นช็อตนี้ชวนให้ระลึกถึง The Best Years of Our Lives (1946) ขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เพราะภาพแบ่งออกเป็นสามระยะ
– เจ้าของบาร์กดเครื่องเล่นเพลง
– Ali หันไปจับจ้องมองภรรยา
– Emmi นั่งอยู่ริมประตู เฝ้ารอคอยโหยหา

จริงๆแล้วช็อตอย่างนี้สามารถใช้เทคนิค Deep-Focus ชัดทุกระยะภาพ แต่การปรับชัดเฉพาะใกล้สุด ก็เพื่อให้บุคคลผู้ประกอบเป็นพื้นหลัง อยู่ในความสนใจขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว

นี่เป็นอีกช็อตที่ผมชื่นชอบมากๆ เพราะมันคาดคิดไม่ถึงว่าหลังจาก Emmi เดินไปหาคนรักที่เตียงพยาบาล กล้องกลับเคลื่อนไปที่กระจก ปรับโฟกัสให้เห็นภาพสะท้อนเธอยืนอยู่ข้างๆเตียง ถึงขนาดต้องย้อนกลับมาดูช็อตนี้ เห็นศีรษะของ Ali เบลอๆอยู่ในกระจกจริงด้วย!

ภาพในกระจก สะท้อนความปรารถนาเบื้องลึกของ Emmi ที่ต้องการดูแลคนรักอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่มีอะไรเคลือบแคลงแอบแฝง ซึ่งสามารถหมายถึง ‘ความสุขแท้จริงอยู่ภายในจิตใจของเราเอง’

ตัดต่อโดย Thea Eymèsz สัญชาติเยอรมัน ขาประจำของ Fassbinder, หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสายตาของ Emmi Kurowski เป็นส่วนใหญ่ เพียงสองสามครั้งสลับมาฝั่ง Ali ตอนที่เขาไม่พึงพอใจ แสดงอาการหงุดหงิดฉุนเฉียว เลยหลบหนีไปหาชู้รักเก่า

หนังมีการตัดต่อที่เชื่องช้า เว้นช่องว่างหลังพูดคุยสนทนา ไม่รีบร้อนตัดเปลี่ยนช็อตฉากโดยทันที ก็เพื่อสร้างความกระอักกระอ่วนให้กับผู้ชม (เมื่อไหร่แม้งจะเปลี่ยนฉากว่ะ!) นี่เสริมสร้างบรรยากาศอันตึงเครียด ดูหวาดหวั่นสั่นสะพรึงอยู่เล็กๆ

 

หนังไม่มีบทเพลงประกอบ ทั้งหมดคือ Diegetic Music ได้ยินจากตู้กดเพลง
– เพลงอาหรับ Al Asfouryeh ขับร้องโดย Sabah
– บทเพลง Tango สำหรับเต้นรำ Du Schwarzer Zigeuner (Cikánka) แต่งโดย Karel Vacek

Ali: Fear Eats the Soul นำเสนอเรื่องราวความสัมพันธ์ที่ถูกสังคมตำหนิต่อต้าน ยินยอมรับไม่ได้! นี่สามารถสะท้อนถึงผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder ขณะนั้นครองคู่ El Hedi ben Salem ความรักชาย-ชาย ยังคงเป็นสิ่งที่สังคมตำหนิต่อต้าน ยินยอมรับไม่ได้เช่นกัน!

เหตุการณ์ที่ตัวละครพบเจอ คงสะท้อนสิ่งที่ Fassbinder ประสบพบเจอเข้ากับตนเอง (และคนรัก Salem) มันช่างน่าหวาดสะพรึงกลัว ค่อยๆกัดกร่อนทำลายจิตใจ สูญเสียความตั้งมั่นคง ต้องการหลบลี้หนีแต่ก็ได้เพียงแค่ประเดี๋ยวประด๋าว สุดท้ายหวนกลับมาเผชิญหน้า ปรับตัว กาลเวลาเท่านั้นถึงทำให้อะไรๆ ใครๆยินยอมรับความแตกต่างได้

ไม่ใช่แค่เรื่องความรักชาย-หญิง หรือชาย-ชาย การไม่ยินยอมรับ/ต่อต้านจากสังคม ยังเคยเกิดขึ้นกับผลงานของ Fassbinder ว่าไปก็ตั้งแต่สมัยเริ่มทำละครเวที (ถูกบีบให้ยุบ Munich Action-Theater เลยก่อตั้ง Anti-Theater) ภาพยนตร์เรื่องแรกๆ เต็มไปด้วยประเด็นละเอียดอ่อน ขัดย้อนแย้งต่อขนบวิถีทางสังคม แต่ต้องถือว่าสะท้อนข้อเท็จจริงยุคสมัยนั้นออกมา … นี่มันปกติมากๆเลยนะ ผู้กำกับหัวก้าวหน้าแทบทั้งนั้นล้วนพานผ่านอะไรๆเหล่านี้มาหมด กาลเวลาอีกเช่นกันคือสิ่งพิสูจน์คุณค่าราคา อมตะค้างฟ้าหรือดาวตกลับดิน

Black September (1972) เป็นประเด็นถูกสอดไส้มาอย่างเงียบๆโดยไม่มีการพูดกล่าวถึง ชาวเยอรมันสมัยนั้นย่อมสามารถตระหนักรับรู้ได้โดยทันที เพราะปีที่ออกฉาย 1974 ใครๆต่างยังคงโกรธเกลียดเคียดแค้น เกิดอคติต่อพวกอาหรับ/มุสลิมอย่างรุนแรง มาทำชื่อเสียงประเทศชาติป่นปี้ย่อยยับเยิน! … ภัยเงียบดังกล่าว ต่างชาติอย่างเราๆอาจไม่ตระหนักเข้าถึง กระนั้นความลุ่มลึกซึ้งของหนัง ถ่ายทอดบรรยากาศยุคสมัยนั้นออกมา จนใครๆก็น่าสัมผัสจับต้องได้เลยว่าเลวร้ายขนาดไหน

และนอกจากประเด็นภายใน ยังสามารถเปรียบมุมมองต่างชาติต่อเยอรมัน ตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง, ความชั่วร้ายของกองทัพนาซี แม้เกิดจากท่านผู้นำ Adolf Hitler และส่วนหัวกะทิของประเทศ แต่ประชาชนทั้งหมดและลูกหลานเหลน ถูกเหมารวมสมรู้ร่วมคิด ก่อเกิดอคติต่อชนชาติพันธุ์ พวกเยอรมันคือคนชั้นต่ำช้าเลวทราม หาความดีงามไม่ได้เลยสักนิด!

กรรมสนองของชาวเยอรมันรุ่นใหม่ (ที่เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่สอง) ฟังดูอาจไม่ยุติธรรมเอาเสียเหลือ เพราะต้องแบกรับอคติที่เกิดจากบรรพบุรุษของตนเอง ฉันไม่ได้มีส่วนร่วมหรือรู้จัก Adolf Hitler เสียด้วยซ้ำ! อันนี้คงต้องโทษโชคชะตาฟ้าลิขิต เป็นสิ่งไม่มีใครเลือกได้ อาจส่งผลกรรมจากชาติปางเก่า เคยร่วมสุขทุกข์/ส่งเสริมสนับสนุนการเข่นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มาก่อนก็ได้

กาลเวลาอีกเช่นกันจะทำให้ผู้คนหลงลืมเลือนอดีต! ซึ่งมีอยู่สองกรณีในความเข้าใจของผมเอง
– เมื่อคนรุ่นนั้นที่พานผ่านเหตุการณ์วันวิโยค สูญสิ้นตายจากหมดไปจากโลก (ประมาณหนึ่งศตวรรษหลังจากนั้น) ยาวนานเกินคนรุ่นถัดๆไปจะหวนระลึกนึกถึงประวัติศาสตร์
– หรือเมื่อเกิดมหาสงครามที่ยิ่งใหญ่กว่า เข้ามาบดบังโศกนาฎกรรมครั้งก่อน, อันนี้เปรียบได้ชัดกับ WW1 การมาถึงของ WW2 น้อยนักใครจักจดจำหวนระลึกถึง (กล่าวคือ WW3 มาถึงเมื่อไหร่ ผู้คนก็คงจะหลงลืม WW1 & WW2 ไปโดยพลัน!)

ชื่อหนังภาษาเยอรมันคือ Angst essen Seele auf แปลตรงตัวตามหลักแกรมม่า Fear eat soul up. ซึ่งถือว่าผิดหลักไวยากรณ์ แต่นี่เป็นความจงตั้งใจของผู้กำกับ สะท้อนลักษณะการพูดจาของ Ali ถึงอยู่มาสองปีก็ใช่ว่าสนทนาเยอรมันคล่องแคล่วถูกต้อง (ใครฟังภาษาเยอรมันออก น่าจะพอจับสำเนียงเสียงพูดตัวละครได้)


หนังเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Cannes คว้าสองรางวัลย่อย
– FIPRESCI Prize สายการประกวด
– Prize of the Ecumenical Jury

แค่ประมาณ 2-3 ช็อตแรกหลังเครดิต ก็ทำให้ผมอึ้งทึ่งชื่นชอบหนังขึ้นโดยทันที จากนั้นเกี้ยวพา เต้นรำ พาขึ้นห้อง หัวใจเริ่มโป่งพอ และวินาทีเพื่อนบ้านซุบซิบนินทา ตระหนักได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป ตกหลุมรักใคร่ในไดเรคชั่นผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder พบเห็นจิตวิญญาณ/ลายเซ็นต์ ความเป็น’ศิลปิน’ ล่องลอยอยู่ทุกช็อตฉาก

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ปลาจะแหวกว่ายทวนน้ำ แต่ถ้ามันทำสำเร็จเมื่อไหร่ก็จักพบคุณค่าความหมายแห่งชีวิต ความสุขที่สุดยิ่งใหญ่ เรื่องอะไรต้องสนใจหมาเห่าใบตองแห้ง เก็บมาให้เป็นอารมณ์ว้าวุ่นวาย

จัดเรต 18+ กับการเหยียดหยามด้วยคำพูด สายตา และการกระทำ

คำโปรย | จิตวิญญาณของ Rainer Werner Fassbinder ได้รับการถ่ายทอดผ่าน Ali: Fear Eats the Soul ด้วยความหวาดสะพรึงกลัวอย่างที่สุด
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ตกหลุมรัก

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of