Animal Farm (1954)

Animal Farm

Animal Farm (1954) British : John Halas, Joy Batchelor ♥♥♥♡

ภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรกของประเทศอังกฤษ ดัดแปลงจากวรรณกรรมอมตะของ George Orwell ในฟาร์มชนบทแห่งหนึ่ง ฝูงสรรพสัตว์รวมพลังยึดอำนาจจากเจ้าของที่เป็นมนุษย์ แต่แล้วการปกครองกันเองของพวกเขากลับไม่แตกต่างจากที่เคยเป็น หนำซ้ำยังเลวร้ายยิ่งเสียกว่าเดิม, ได้ทุนสนับสนุนส่วนหนึ่งจาก Central Intelligence Agency (CIA) เพราะนัยยะใจความต่อต้าน Anti-Communism ตรงกับช่วงสงครามเย็นพอดี

หนึ่งในคำวิจารณ์ต่อภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องนี้

“Disney-turned-serious”.

ถึงกระนั้น Animal Farm คงเป็นภาพยนตร์ที่ Walt Disney หรือสตูดิโออนิเมชั่นอื่นๆของอเมริกายุคสมัยนั้น ไม่มีวันคิดสร้างขึ้นอย่างแน่นอน เพราะประเด็นเกี่ยวกับการเมืองที่ร้อนแรงเข้มข้นเกินไปสำหรับเด็ก ซึ่งเหตุผลที่ CIA หลังจากได้ลิขสิทธิ์ดัดแปลงวรรณกรรมเรื่องนี้มา ยินยอมยกผลประโยชน์ให้อังกฤษ กลายเป็นอนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรกของประเทศ เพราะความเคลือบแคลงใจหลังจาก The House Un-American Activities Committee แม้จะขับไล่พ่อมดบางคนที่เข้าพวกคอมมิวนิสต์ออกไปจากวงการ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครอื่นพลังเงียบหลงเหลืออยู่

ขอพูดถึงผู้เขียนวรรณกรรมอมตะเรื่องนี้ก่อนแล้วกัน George Orwell ชื่อจริง Eric Arthur Blair (1903 – 1950) นักเขียนนิยายสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Motihari, Bihar, British India ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบอ่านหนังสือ หลงใหลในผลงานของ H. G. Welles เรื่อง A Modern Utopia (1905) ระหว่างเรียนหนังสือเริ่มเขียนบทกวีตีพิมพ์ จนได้รางวัลทุนการศึกษา King’s Scholar โตขึ้นเลือกไปทำงานยังประเทศพม่า เป็นตำรวจสังกัด Indian Imperial Police กลับมาอังกฤษเริ่มต้นเขียนหนังสือ Down and Out in Paris and London (1933) ด้วยความสนใจในความอยุติธรรมของสังคม (Social Injustice) ต่อต้านระบอบเผด็จการ (Totalitarianism) เคยเข้าร่วมเป็นทหารต่อสู้กลุ่มกบฎใน Spanish Civil Wars (ตัวเขาเป็นชาวอังกฤษ ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับสงครามภายในนี้เลยนะ) และให้การสนับสนุนประชาธิปไตยอย่างออกนอกหน้า ต่อมาเขียนวรรณกรรมชิ้นเอก Animal Farm (1945) และ Nineteen Eighty-Four (1949)

แรงบันดาลใจของ Animal Farm: A Fairy Story (ชื่อดั้งเดิมแรกสุด) เกิดจากการพบเห็นเด็กชายคนหนึ่ง อายุประมาณ 10 ขวบกำลังขับควบขี่รถม้า ระหว่างทางแคบใช้แส้หวดทุบตีอย่างเต็มกำลัง ทำให้ Orwell สะดุ้งครุ่นคิดขึ้นมาว่า นี่ถ้าสรรพสัตว์เหล่านี้มีสติปัญญาความสามารถโต้ตอบการกระทำของมนุษย์กลับคืนมาละ!

“I saw a little boy, perhaps ten years old, driving a huge carthorse along a narrow path, whipping it whenever it tried to turn. It struck me that if only such animals became aware of their strength we should have no power over them, and that men exploit animals in much the same way as the rich exploit the proletariat”.

นำเสนอเรื่องราวในลักษณะ Political Satire อ้างอิงเปรียบเทียบถึงเหตุการณ์ปฏิวัติรัสเซีย 1917 เมื่อประชาชนพลเมืองลุกฮือขึ้นยึดอำนาจจากกษัตริย์ Tsar ได้ผู้นำใหม่มุ่งสู่ยุคสมัย Stalinist Era แต่ทศวรรษถัดมากลับปกครองด้วยความโหดเหี้ยมเผด็จการ ขับไล่ผู้มีแนวคิดประชาธิปไตย Leon Trotsky สถานการณ์แทบไม่ต่างอะไรจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นก่อนการปฏิวัติ มิหนำซ้ำจะถือว่าโหดเหี้ยมรุนแรงร้ายกาจกว่าเดิมเสียอีก

เปรียบเทียบกันแบบตรงๆเลย ประกอบดัวย
– Old Major หมูแก่ที่ใกล้เสียชีวิตตอนต้นเรื่อง คำกล่าวสุนทรพจน์ก่อนตาย แทนได้ด้วยแนวคิดของ Marxist และ Vladimir Lenin
– Mr. Jones ชายขี้เมาเจ้าของฟาร์มปศุสัตว์แห่งนี้ แทนด้วยกษัตริย์ Tsar ผู้นำรัสเซียก่อนการปฏิวัติและถูกล้มล้างโดยกองกำลังทหารแดง Bolshevik
– Snowball หมูที่เป็นผู้นำคนแรกของสรรพสัตว์ เปรียบได้กับ Leon Trotsky แต่ภายหลังถูกล้มล้างแนวคิด ขับไล่และลอบสังหารโดยคำสั่งของ Joseph Stalin
– Napoleon หมูจอมเผด็จการ ตัวแทนของ Joseph Stalin หลังจากเข้ายึดอำนาจปกครองด้วยความเผด็จการ ค่อยๆแปรเปลี่ยนกฎของสังคมเพื่อให้สนับสนุนพวกพ้องตนเองเท่านั้น
– ม้าหนุ่มที่โคตรจะขยันขันแข็ง เป็นตัวแทนของชนชั้นกรรมกรแรงงาน (Working Class)
– Animalism คือทฤษฎีที่สะท้อนกับแนวคิดของ Communism โดยเฉพาะข้อสุดท้าย

“All animals are equal”.

เกร็ด: ในมุมมองของผู้เขียน George Orwell เคยแสดงทัศนะว่า ต่อให้ Snowball สามารถล้มล้างเอาชนะ Napoleon แต่ชะตาชีวิตของเหล่าสรรพสัตว์ในฟาร์มปศุสัตว์คงอาจไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ มีสิทธิ์ล้มละลายเอาตัวไม่รอดสูงกว่าด้วยซ้ำ

เมื่อพูดถึงวงการอนิเมชั่นในสหราชอาณาจักร (เหมารวมทุกประเทศในเครือ) ถือเป็นประเทศเชื่องช้าล้าหลังอย่างมากในยุโรป ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่มีใครใคร่สนใจบุกเบิก จนกระทั่งการมาถึงของคู่สามีภรรยา John Halas กับ Joy Batchelor เริ่มสร้างสป็อตโฆษณา อนิเมชั่นขนาดสั้น พอสงครามโลกครั้งที่สองกำกับภาพยนตร์ชวนเชื่อ (ที่เป็นอนิเมชั่น) อาทิ Handling Ships (1945), Water for Firefighting (1948) จริงๆสองเรื่องนี้ถือเป็น Feature Length ความยาวเกิน 40 นาที แต่เพราะไม่ได้ฉายวงกว้างในโรงภาพยนตร์ เลยไม่มีใครนับว่าเป็นอนิเมชั่นขนาดยาวเรื่องแรกของอังกฤษ

John Halas (1912 – 1992) นักอนิเมเตอร์รุ่นบุกเบิกสัญชาติ Hungarian เกิดที่ Budapest, Austria-Hungary หลังร่ำเรียนวิชาความรู้จาก George Pal ก่ร่วมอตั้งสตูดิโออนิเมชั่นแห่งแรกของประเทศ Coloriton เมื่อปี 1932 แต่ก็เอาตัวไม่รอด แค่เพียง 4 ปีก็ล้มละลาย

Joy Batchelor (1914 – 1991) โปรดิวเซอร์ ผู้กำกับ เขียนบท อนิเมเตอร์สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Watford, Hertfordshire โตขึ้นเข้าเรียน Watford School of Art, Science and Commerce สอบได้ทุนต่อ Slade School of Art เริ่มทำงานเป็น In-Between ออกแบบนิตยสารแฟชั่น พบเจอ John Halas ในประกาศโฆษณากำลังมองหาผู้ช่วยอนิเมเตอร์ ยื่นใบสมัครเดินทางไปทำงานยัง Hungary มีผลงานแรกร่วมกัน The Music Man (1937)

หลังจากสตูดิโอของ Halas ล้มละลาย เลยตัดสินใจเดินทางมาปักหลักตั้งถิ่นฐานยังประเทศอังกฤษ แต่งงานกับ Batchelor เมื่อปี 1940 ตามด้วยร่วมกันก่อตั้งสตูดิโอ Halas and Batchelor ช่วงแรกๆรับทำสป็อตโฆษณา ต่อมาได้รับการติดต่อจากกระทรวงสารสนเทศให้สร้างภาพยนตร์ชวนเชื่อ เห็นว่าระหว่าง 1940 – 44 มีผลงานอนิเมชั่นกว่า 70 เรื่อง หลังสงครามจบยังได้สัญญาต่อ แค่เปลี่ยนเนื้อหาเป็นแนวการศึกษาให้ความรู้ นี่ทำให้สตูดิโอของพวกเขาทั้งสองสามารถเอาตัวรอดอยู่ได้หลายทศวรรษๆ

จุดเริ่มต้นของอนิเมชั่น Animal Farm เกิดขึ้นจาก Everette Howard Hunt ขณะนั้นเป็นหัวหน้าแผนก Psychological Warfare Workshop ของ CIA เล็งเห็นความน่าสนใจของวรรณกรรมเรื่องนี้ สามารถนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ชวนเชื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์และสหภาพโซเวียต ใช้เส้นสายเพื่อติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงวรรณกรรมเรื่องนี้จากภรรยาหม้าย Sonia Brownell ผู้ดูแลกองมรดกของ George Orwell ซึ่งข้อตกลงของเธอ ขอได้พบเจอไอดอล Clark Gable เป็นการส่วนตัว

เกร็ด: การเข้ามามีส่วนร่วมของ CIA กับอนิเมชั่นเรื่องนี้ ได้รับการเปิดเผย 20 ปีถัดมาจากหนังสือความทรงจำ Undercover: Memoirs of an American Secret Agent (1974) เขียนโดย Everette Howard Hunt

เกร็ด 2: อาจมีบางคนคุ้นชื่อ E. Howard Hunt เขาคือหนึ่งในเจ้าหน้าที่ CIA ถูกจับขณะกำลังขโมยเอกสารลับในเหตุการณ์ Watergate Scandal

Hunt นำโปรเจคนี้ไปพูดคุยต่อกับโปรดิวเซอร์ Louis De Rochemon ได้ข้อสรุปมอบการดัดแปลงเป็นอนิเมชั่นให้สตูดิโอ Halas and Batchelor ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
– ความประทับใจจากผลงานอนิเมชั่นชวนเชื่อในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
– โปรดักชั่นที่อังกฤษใช้ทุนสร้างงบประมาณต่ำกว่าเมื่อเทียบกับสตูดิโอใน Hollywood
– ขาดความเชื่อมั่นศรัทธาใน Hollywood เพราะการมาถึงของ The House Un-American Activities Committee
– และที่สำคัญคือสามารถควบคุมโปรดักชั่นให้เป็นความลับ ผู้สร้าง/นักอนิเมเตอร์ อาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำกำลังสร้างภาพยนตร์ชวนเชื่อ หรือมี CIA มาเกี่ยวข้องเบื้องหลัง

ก็ขนาดว่า Howard Whitaker หนึ่งในนักอนิเมเตอร์ที่สร้างอนิเมะเรื่องนี้ ให้สัมภาษณ์ในเบื้องหลัง DVD

“We didn’t realize at the time. We thought it was just a farm story.”

แต่เหมือนว่าจริงๆแล้ว Halas กับ Batchelor จะรู้ตัวว่าพวกเขากำลังพบเจอกับอะไร เคยพูดบอกกับลูกสาว Vivien Halas

“this is not communist or anti-communist. It is a fable for all time. It is anti-totalitarian and it has a humanist message”.

สิ่งที่แตกต่างอย่างมากระหว่างวรรณกรรมกับอนิเมชั่นคือตอนจบ ในหนังสือฝูงหมูจับมือร่วมกับเหล่ามนุษย์ ทำการตอบโต้เอาคืนสรรพสัตว์ที่ลุกฮือขึ้นต่อต้านอำนาจ สถานการณ์มีแต่เลวร้ายลงเรื่อยๆ, ขณะที่ภาพยนตร์เห็นว่ามีการระดมสมองอย่างหนัก มิอาจจบแบบคับค้างคาเช่นนั้นได้ ก่อนได้มากว่า 9 แบบ ไม่มีใครล่วงรู้ผลลัพท์ที่ปรากฎอยู่เกิดจากความคิดของใคร (กล่าวคือก็ไม่รู้มาจาก CIA หรือทีมนักเขียนที่ระดมสมองกัน)

โปรดักชั่นใช้ทีมงานอนิเมเตอร์กว่า 80 ชีวิต เน้นที่ลูกเล่นลีลาของการถ่ายภาพ เคลื่อนกล้อง แพนนิ่ง ซูมเข้า-ออก พื้นหลังแบ่งเป็น Layer มุ่งเน้นการเคลื่อนไหวของตัวละครเป็นหลัก เพื่อลดปริมาณโหลดงานลง แต่แค่นี้ก็ใช้เวลากว่า 3 ปีถึงเสร็จสิ้น ในงบประมาณ $500,000 เหรียญ (ออกโดย CIA ประมาณ $300,000 เหรียญ)

ลักษณะการเล่าเรื่องใช้เสียงบรรยายของ Gordon Heath อธิบายสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นแบบผ่านๆ ไม่ได้ใช้มุมมองตัวละครใดเป็นพิเศษ จะถือว่า Animal Farm คือจุดหมุนของเรื่องราวก็ยังได้ ซึ่งสัตว์ส่วนใหญ่ไม่มีเสียงพูด (สามารถส่งเสียงร้องของพวกมันเอง) เว้นถ้าต้องพูดเป็นภาษาจริงๆ ให้เสียงโดย Maurice Denham (1909 – 2002) นักแสดงมีชื่อสัญชาติอังกฤษ ตัวคนเดียวเหมาพากย์ทุกบทบาท

แซว: น้ำเสียงของ Denham ขณะพากย์ Old Major ฟังดูทึ่มๆแต่ทรงพลัง ลีลาคล้ายอดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษ Winston Churchill อย่างยิ่งเลยละ (ได้ฟังจาก Gary Oldman จนระลึกได้)

ลักษณะของการใช้สัตว์สัญลักษณ์ ประกอบด้วย
– เปรียบท่านผู้นำ Stalin กับหมู สัตว์ที่เอาแต่(โกง)กิน วันๆขึ้เกียจสันหลังยาว แต่เพราะอายุยืนนานกว่าสัตว์อื่นจึงมักมีความเฉลียวฉลาด นำเอาสติปัญญานั้นกดขี่ข่มเหงผองพวกสรรพสัตว์ด้วยกัน
– ม้า เป็นสัตว์ที่ขยันขันแข็ง มากด้วยพละกำลังวังชา ชื่นชอบการทำงานเลยเปรียบกับชนชั้นกรรมกร (Working Class) แต่ไร้ซึ่งสติปัญญากินแต่หญ้า ต้องให้มนุษย์ควบคุมชี้นำพาจูงจมูกเท่านั้น
– ลา เป็นสัตว์หน้าโง่ ชอบใช้แรงงาน สติปัญญาต้อยต่ำ แต่เมื่อพบเห็นความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับผองเพื่อนตนเอง รวบรวมสวรรค์พรรคพวก คนโง่ๆอย่างฉันนี้แหละจะลุกฮือขึ้นล้มล้างอำนาจของผู้นำ

เพื่อหลีกเลี่ยงนำเสนอความรุนแรงแบบตรงๆ หลายครั้งใช้แค่การตัดสลับไปมา ฝูงสัตว์ค่อยๆเดินย่างเข้าหาด้วยสีหน้าโกรธเกลียดเคียดแค้น มนุษย์แม้จะถืออาวุธปืนแต่กลับเดินถอยหลัง ตระงันด้วยความหวาดกลัวเกรง แต่ถ้าหลีกเลี่ยงตะลุมบอนไม่ได้ ก็มักใส่เอฟเฟ็กควันฟุ้งโขมงโฉงเฉงเข้าไป และวินาทีต้องพุ่งชนชกต่อยกันจริงๆ อนิเมชั่นจะมีความเว่อวังอลังการ โดนทีกลิ้งหลายตลบ ชวนหัวเราะขบขันมากกว่ารู้สึกถึงความเจ็บปวด

เพลงประกอบโดย Mátyás Seiber สัญชาติ Hungarian สนิทสนมผู้กำกับ Halas เป็นอย่างดี, หลายคนอาจรู้สึกว่าเพลงประกอบมีลักษณะคล้ายกับ Merry Melodies หรือ Silly Symphonies ในอนิเมชั่นขนาดสั้นฉายทางโทรทัศน์ของ Disney ช่วยสร้างสัมผัสทางอารมณ์ให้กับเรื่องราว เติมเต็มช่วงเวลาไร้เสียงพูดให้มีความต่อเนื่องลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติ

เพลงชาติของสรรพสัตว์ Animal Farm Anthems หรือ Beasts of England ฟังแล้วรู้สึกถึงพลัง ความยิ่งใหญ่ ฮึกเหิมห้าวหาญ กล้าที่จะลุกขึ้นมาทำบางสิ่งอย่าง ปฏิวัติเปลี่ยนแปลงให้เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง

ขณะที่ไฮไลท์ คือการประสานเสียงร้องของสรรพสัตว์ในบทเพลง Beasts of England มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด อัปลักษณ์พิศดาร ขนลุกขนพอง เรียกว่าสยองก็ยังได้ โดยเฉพาะเสียงหมูร้องครวญคราง เหมือนมันกำลังจะถูกเชือดมากกว่ากำลังร้องบทเพลงที่สะท้อนความภาคภูมิใจในตนเองเสียอีก

ความหวาดกลัวขอสหรัฐอเมริกา ‘ประชาธิปไตยจะถูกแทนที่ด้วยระบอบคอมมิวนิสต์’ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็พยายามกระทำทุกวิถีทางเพื่อกีดกันขวาง ไม่ยินยอมรับ แถมขับไล่ไสส่งพวกผู้เกี่ยวข้องที่มีชื่อเสียง ถือกำเนิดเป็นทศวรรษล่าแม่มด (40s – 50s) ขับไล่หลายยอดฝีมือของ Hollywood เร่ร่อนสู่ทวีปยุโรป … นี่นะหรือประเทศเสรี

CIA คือหน่วยงานข่าวกรอง ได้รับทุนสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐ คอยอยู่เบื้องหลังหลายๆเหตุการณ์ รวมถึงวางแผนสร้างภาพยนตร์ชวนเชื่อเรื่องนี้ การเลือกพันธมิตรอังกฤษยังมีอีกเหตุผลหนึ่งคือ ปราการด่านสุดท้ายของยุโรป (ก่อนจะข้ามน้ำข้ามทะเล Atlantic มายังทวีปอเมริกา) ที่จะสามารถผลักดันอิทธิพลของสหภาพโซเวียตให้ล่าถอยกลับไป ถ้าเพียงประชาชนผู้คนไม่เชื่อว่า การลุกฮือขึ้นของชนชั้นกรรมกรแรงงาน ได้ผู้นำเผด็จการแบบเบ็ดเสร็จ จะสามารถนำพาประเทศชาติสู่ความเจริญมั่นคงยั่งยืนและเสมอภาคเท่าเทียมแท้จริง

“All Animals Are Equal”

นี่คือบทบัญญัติแรกของเหล่า Animal Farm สะท้อนกับแนวคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ “มนุษย์ทุกคนมีความเสมอภาคเท่าเทียม” ฟังดูเป็นคำพูดเลิศหรูเพ้อฝันหวาน แต่ในความเป็นจริงแล้วโดยไม่รู้ตัว มันมีสร้อยต่อท้าย

“All animals are equal but some animals are more equal than others“.

วินาทีที่ใบหน้าของ Napoleon ค่อยๆเฟดกลายเป็น Mr. Jones สะท้อนถึงประวัติศาสตร์มักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นซ้ำรอยอยู่เสมอ ไม่ว่ามนุษย์หรือสัตว์ต่างก็หลงใหลในกิเลสตัณหา อำนาจบารมี ต้องการความสุขสบายในชีวิต ผลักภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ อะไรยุ่งยากลำบากโยนทิ้งให้ผู้อื่น ประเทศใดมีผู้นำลักษณะนี้ ประชาชนภายใต้ย่อมอาศัยอยู่กันอย่างลำบากทุกข์ร้อน เก็บสะสมความอัดอั้นคับข้องแค้น รอวันปะทุทะลักระเบิดออก เมื่อถึงจุดนั้นทุกสิ่งอย่างที่เคยสร้างมาก็จักมลายล่มสูญลงพลัน แต่ที่กล่าวมานี้ทั้งหมด เป็นสิ่งเกิดขึ้นเวียนวนซ้ำซากไม่รู้จบ ราวกับรูปวงกลมที่ไม่ว่าจะเดินไปไกลแค่ไหนก็หวนกลับสู่จุดเริ่มต้นทุกครั้งที

มันคงไม่มีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุดในความพึงพอใจของมนุษย์ ตราบใดที่ยังมีความต้องการ มากด้วยกิเลสตัณหาไม่รู้จักพอ เห็นตัวไม่สนใจใครอื่น แต่นั่นมันคือวัฏจักรรอบของเขาที่มีโอกาสขึ้นมีอำนาจ แต่เมื่อไหร่บุญบารมีสะสมมาหมดสิ้น ลงจากบัลลังก์หรือความตายก็หาใช่จุดสิ้นสุดของเขา ยังต้องชดใช้ในขุมนรก รวมถึงเกิดมาถูกเข่นฆ่ากดขี่นับชาติครั้งไม่ถ้วน เคยทำอะไรกับใครไว้ สักวันหนึ่งในอนาคตไกลย่อมได้รับสิ่งนั้นตอบคืนสนองแทน

ถึงตอนจบของอนิเมะ จะสามารถตีความถึงการล่มสลายของ Joseph Stalin และอาจลามไปถึงพยากรณ์จุดจบแห่งสหภาพโซเวียตในอีกหลายทศวรรษถัดมา แต่ผมเห็นพ้องกับทัศนะที่สองผู้กำกับเคยให้ไว้ ‘นี่คือเรื่องราวสากลของการต่อสู้กับระบอบเผด็จการ’ ไม่เจาะจงว่าคือ Marxist, Fascist, Communist หรืออะไร เพราะผู้นำที่อยู่จุดสูงสุดของประเทศ แต่ปล่อยปละละเลยหน้าที่ของตนเอง โชคชะตากรรมของเขาไม่ว่าจะยิ่งใหญ่มาจากไหน สมควรต้องถูกโค่นล้มทำลายล้าง เพื่อความสงบสุขสันติของมวลมนุษยชาติ

ถึงไม่เคยอ่านวรรณกรรมต้นฉบับ แต่ส่วนตัวชื่นชอบอนิเมะเรื่องนี้มากๆ เพราะความที่เนื้อหามันซีเรียสจริงจัง ขัดแย้งกับภาพลักษณ์ตัวละครน่ารักชัง ถึงไม่ได้ต้องครุ่นคิดวิเคราะห์อะไรมากก็สามารถเข้าใจได้ง่าย แถมข้อคิดความครอบจักรวาล ปัจจุบันยังคงเป็นจริงเช่นนั้นอยู่ ถือว่าคลาสสิกอมตะยิ่งนัก

นี่ไม่ใช่อนิเมชั่นที่เหมาะกับเด็กเล็กเลยนะ ถึงพวกเขาอาจไม่เข้าใจสาสน์สาระสำคัญลึกซึ้งที่แฝงอยู่ แต่ก็อาจได้รับการปลูกฝังจดจำแบบผิดๆไว้ลึกๆภายใน อาทิ ตั้งใจทำงานหามรุ่งหามค่ำเป็นสิ่งไม่คุ้มค่าเลยสักนิด, โกงกินคอรัปชั่นแล้วจะอยู่ดีมีสุขสบาย, ใช้กำลังในการแก้ปัญหา รวมกลุ่มประท้วง ประสบความสำเร็จทุกครั้งไป ฯ

จัดเรต 15+ กับใจความแฝงสาระสื่อถึงความชั่วร้าย คอรัปชั่นของมนุษย์

TAGLINE | “แม้งานศิลป์และอนิเมชั่นของ Animal Farm จะดูตกยุคสมัยเฉิ่มเชยไปบ้าง แต่เนื้อหาใจความสาระยังครอบจักรวาลถึงปัจจุบัน”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of