Anomalisa

Anomalisa (2015) hollywood : Charlie Kaufman & Duke Johnson ♥♥♥♥

เปรียบได้กับ Lost in Translation (2003) ฉบับ Stop-Motion Animation แต่นำเสนอเพียงค่ำคืนของชายวัยกลางคน (Midlife Crisis) มีความโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว อาศัยอยู่ในโรงแรมหรูตัวคนเดียว พบเจอหญิงสาวแปลกหน้า เกี้ยวพาราสีจนได้ร่วมรักหลับนอน (One Night Stand)

อนิเมชั่น 18+ ที่เสี้ยมสอนชายวัยกลางคนให้รู้จัก One Night Stand ยกยอปอปั้นหญิงสาวรุ่นราวคราวเดียวกัน ว่าสวยเลอเลิศ งดงามจากภายใน แต่หลังเสร็จกามกิจ ยามเช้าแสงแดดส่องเข้าตา สิ่งต่างๆเริ่มพร่าเลือนลาง สรรหาถ้อยคำตำหนิติเตียน ออกคำสั่งไม่ให้ทำโน่นนี่นั่น ค่อยๆสำแดงสันดานธาตุแท้จริงออกมา

บางคนอาจมอง Anomalisa (2015) คือเรื่องราวความรักข้ามคืนที่มีความโรแมนติก งดงามน่าจดจำ แต่เชื่อว่าคนส่วนใหญ่คงรู้สึกต่อต้านขัดขืน ชายวัยกลางคนมากด้วยตัณหา ฝ่ายหญิงก็ไม่รักนวลสงวนตัว ปล่อยตัวปล่อยใจกับกลเกมแห่งรัก อัปลักษณ์ ไร้หลักศีลธรรมจรรยา … แต่เรื่องราวของอนิเมชั่นเรื่องนี้ สะท้อนวิถีชีวิต ปัญหาสังคม ค่านิยมผู้คน รักแบบไม่ผูกพันธ์ุ One Night Stand คือสิ่งพบเจอได้ทั่วๆไปในปัจจุบัน

ส่วนตัวชื่นชอบ Sex Scene มีความแนบเนียน สมจริงอย่างมากๆ นำเสนอด้วยวิธีการสุดแสนเรียบง่าย Minimalist (แต่ Stop-Motion Animation กว่าจะได้ถ่ายทำได้แต่ละเฟรม เต็มไปด้วยความยุ่งยากลำบาก) เชื่อเลยว่าผกก. Kaufman คงนำจากประสบการณ์ส่วนตน วิกฤตวัยกลางคน (Midlife Crisis) ใจความหลักๆที่พบเห็นได้แทบจะทุกๆผลงาน

There were a lot of penises. They break very easily because they’re tiny.

Duke Johnson ผู้กำกับ Stop-Motion Animation

Charles Stuart Kaufman (เกิดปี 1958) นักเขียน/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เชื้อสาย Jewish เกิดที่ Massapequa, New York City แล้วมาเติบโตยัง West Hartford, Connecticut ตั้งแต่เด็กเพ้อฝันอยากเป็นนักแสดง สมัยเรียนมัธยมเคยรับบทนำโปรดักชั่น Play It Again, Sam, โตขึ้นศึกษาต่อด้านการแสดง Boston University ก่อนย้ายมาเรียนโปรดักชั่นภาพยนตร์ New York University Film School ทำให้มีโอกาสรับรู้จัก Paul Proch ร่วมกันเขียนบทความตลก, Spec Scripts, Sketch Comedy, Pilot Scripts, โด่งดังจากเป็นผู้เขียนบท Being John Malkovich (1999), Adapation (2002), Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) ฯ

เมื่อปี ค.ศ. 2005, Kaufman ได้พัฒนาละครเสียง (Sound Plays) สำหรับทำการแสดงยัง Theater of the New Ear ณ Los Angeles ให้คำนิยามว่า “a concert for music and text” เพลงประกอบโดย Carter Burwell มีทั้งหมดสามเรื่องสลับกันทำการแสดงควบ (doubl bill) ประกอบด้วย Hope Leaves the Theater, Anomalisa (ของ Kaufman) และ Sawbones (ของพี่น้อง Coen Brothers)

I was looking to write something for the second play, and I had to write it kind of quickly, because we were going to do this evening, and there was no other play. So, I was looking for something to do. I knew I could use a very small number of actors, so I settled on three. I had read about the Fregoli Delusion during this period, and I thought it would be cool to have one of the actors play all the parts, but not change his voice, not like he was doing different characters. It sort of felt like it spoke to the second character’s actual inability to actually see people, as specific separate individuals. So, it really all happened at once. It wasn’t something I had in my bag of tricks, or anything.

Charles Kaufman กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของ Anomalisa เพราะความบังเอิญ เร่งรีบ ต้องพัฒนาให้เสร็จภายในไม่กี่ชั่วโมง

ในเครดิตของ Anomalisa ใช้ชื่อนามปากกาผู้แต่ง Francis Fregoli เพื่ออ้างอิงถึงอาการป่วยจิตเภทหลงผิดเฉพาะเรื่อง (Monothematic Delusion) ประเภท ‘Fregoli delusion’ เป็นความหลงผิดที่เมื่อคนไข้พบเจอบุคคลต่างๆ ครุ่นคิดว่าพวกเขาเหล่านั้นคือคนๆเดียวกันปลอมตัวมา

เกร็ด: ละครเสียง (Sound Plays) ลักษณะเหมือนคอนเสิร์ต ดนตรีบรรเลง เพิ่มเติมคือนักแสดงนั่งล้อมวงอ่านบทสนทนาโต้ตอบกัน หรือก็คือ Radio Drama ในรูปแบบแสดงสดพร้อมวงออร์เคสตร้า ใครอยากรู้เป็นยังไงคลิกลิ้งค์ไปดูนะครับ

LINK: https://www.carterburwell.com/projects/TONE.shtml


Duke Johnson (เกิดปี 1979) ผู้กำกับ Stop-Motion Animation สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ St. Louis, Missouri โตขึ้นเข้าเรียนภาพยนตร์ยัง Tisch School of the Arts ระหว่างนั้นมีโอกาสเดินทางสู่ Prague ทำให้ค้นพบความชื่นชอบด้านอนิเมชั่น, เรียนต่อปริญญาโทศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการกำกับจาก AFI Conservatory, ผลงานจบ Marrying God (2006) คว้ารางวัล Best Student Film พร้อมอีก 8 สาขา, จากนั้นมีโอกาสกำกับอนิเมชั่น Stop-Motion ซีรีย์โทรทัศน์ Moral Orel, Mary Shelley’s Frankenhole และ Community

เมื่อปี ค.ศ. 2011, โปรดิวเซอร์ Dino Stamatopoulos เป็นผู้เสนอแนะนำโปรเจค Anomalisa ให้กับ Johnson ครุ่นคิดอยากพัฒนาเป็น Stop-Motion Animation ในลักษณะภาพยนตร์สำหรับผู้ใหญ่

Dino and I always felt that the medium could be used to tell more adult-themed, deeper emotional stories.

Duke Johnson

หลังจาก Johnson ได้อ่านบทละครเสียงดังกล่าว เกิดความชื่นชอบประทับใจ จากนั้นพวกเขาถึงเริ่มติดต่อเข้าหา Kaufman ในตอนแรกแสดงความไม่เห็นด้วยสักเท่าไหร่ เพราะเห็นความแตกต่างระหว่างสื่อทั้งสองประเภท ละครเสียงทำให้ผู้ชมบังเกิดจินตนาการเตลิดเปิดเปิงไปไกล แต่เมื่อมีภาพปรากฎย่อมสูญเสียอรรถรสในส่วนนั้น

There’s a disconnect between what’s being said on stage and what the audience is seeing – there’s Tom playing all these characters, there’s Jennifer and David having sex while they’re really just standing across the stage from each other and moaning. You’d lose that.

Charlie Kaufman

แต่ไม่นาน Kaufman ก็ยินยอมตอบตกลงหลังจากทำเข้าใจแนวคิดของ Stop-Motion Animation เป็นสิ่งที่ต้องมีบุคคลคอยกำกับ ควบคุม ชักใยอยู่เบื้องหลัง … ใครเคยรับชม Being John Malkovich (1999) ก็น่าจะพอเข้าใจ

The fact that they’re puppets being manipulated becomes an existential issue as well. You know someone’s manipulating them – they don’t know it. Yeah. I like that.

ในส่วนของบทหนัง ตอนแรกไม่ได้มีการปรับแก้ไขอะไรจากบทละครเสียงดั้งเดิม วางแผนดัดแปลงเป็นหนังสั้นความยาว 40 นาที ด้วยการระดมทุนจาก Kickstarter ให้คำอธิบายว่า “produce this unique and beautiful film outside of the typical Hollywood studio system” โดยตั้งงบประมาณไว้ $200,000 เหรียญ จบแคมเปญได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว $406,237 เหรียญ

LINK: https://www.kickstarter.com/projects/anomalisa/charlie-kaufmans-anomalisa/

ความสำเร็จของการระดมทุน Kickstarter ทำให้สตูดิโอโปรดักชั่น Starburns Industries มีความเชื่อมั่นในโปรเจคนี้ จึงสมทบงบประมาณเพิ่มเติมรวมแล้ว $8 ล้านเหรียญ สำหรับขยับขยายเรื่องราว พัฒนาให้กลายเป็นภาพยนตร์ขนาดยาว (Feature-Length) ระยะเวลา 90 นาที … ในส่วนของบทหนังจึงต้องเพิ่มเติมรายละเอียดโน่นนี่นั่นเข้าไปมากมาย


พื้นหลัง ค.ศ. 2005, เรื่องราวของนักพูดมากประสบการณ์ Michael Stone (ให้เสียงโดย David Thewlis) เชี่ยวชาญลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Service) เดินทางจากอังกฤษมุ่งสู่ Cincinnati, Ohio เพื่อกล่าวปาฐกถาและโปรโมทหนังสือเล่มล่าสุด แต่เมื่อเข้าพักอาศัยโรงแรม Fregoli Hotel เกิดความโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว ค่ำคืนนี้ไม่ต้องการอยู่ตัวคนเดียว โทรศัพท์ติดต่อหาแฟนเก่า Bella พูดคุยไม่นานก็รื้อฟื้นความขัดแย้งแยกทางกันอีกครั้ง

ระหว่างกำลังอาบน้ำ Michael ได้ยินเสียงหญิงสาวคนหนึ่ง จึงรีบออกติดตามหา จนมาพบเจอ Lisa (ให้เสียงโดย Jennifer Jason Leigh) แฟนคลับของ Michael เดินทางมาเข้าร่วมงานสัมมนากับเพื่อนสนิท Emily เขาจึงชักชวนพวกเธอมานั่งดื่ม พูดคุยสนทนา ชักชวนขึ้นห้อง พรอดคำรัก ร่วมเพศสัมพันธ์ และตั้งชื่อเล่น Anomalisa (จากการผสมคำ Anomaly+Lisa)


ในส่วนของนักพากย์มีด้วยกันทั้งหมด 3 คน ล้วนเคยร่วมให้เสียงฉบับละครเสียง ประกอบด้วย

  • David Thewlis (เกิดปี 1963) นักแสดงสัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Blackpool เมื่อตอนวัยรุ่นชื่นชอบเล่นกีตาร์ โตขึ้นเข้าเรียนการแสดงยัง Guildhall School of Music and Drama จากนั้นมีผลงานละครเวที โฆษณา ซีรีย์ เริ่มมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ Life is Sweet (1990), Damage (1992), แจ้งเกิดกับ Naked (1993) คว้ารางวัล Best Actor จากเทศกาลหนังเมือง Cannes, โด่งดังสุดคือการรับบท Remus Lupin แฟนไชร์ Harry Potter (2004-11)
    • ให้เสียง Michael Stone นักพูด/วิทยากรชาวอังกฤษ แม้แต่งงานมีบุตร ประสบความสำเร็จ ชื่อเสียงโด่งดัง แต่กลับรู้สึกเหน็ดเหนื่อยเบื่อหน่ายกับชีวิต วิกฤตวัยกลางคน (Midlife Crisis) โหยหาบางสิ่งอย่างเติมเต็มความต้องการจิตใจ เพื่อค่ำคืนนี้จะได้ไม่อยู่อย่างโดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว ตัวคนเดียว
    • น้ำเสียงของ Thewlis มีความกร้าวกระด้าง เย่อหยิ่งยโสโอหัง มองโลกในแง่ร้าย ชอบพูดคำหยาบคาย (ตรงกันข้ามกับสิ่งที่เขียนขายในหนังสือเล่มใหม่) ช่วงแรกๆยังแฝงความเหน็ดเหนื่อย เบื่อหน่าย หงุดหงิดรำคาญใจ แต่เวลาเกี้ยวพาราสีหญิงสาวกลับนุ่มนวลอ่อนไหว พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้ร่วมเพศสัมพันธ์ … จากนั้นสันดานธาตุแท้ถึงเริ่มเปิดเผยออกมา แสดงอาการหลงผิด สูญเสียความเชื่อมั่น กล่าวปาฐกถาที่ไม่มีใครรับฟัง กลับบ้านในสภาพหมดสิ้นหวัง
  • Jennifer Jason Leigh ชื่อเกิด Jennifer Leigh Morrow (เกิดปี 1962) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles, California เป็นบุตรของนักแสดง Vic Morrow กับมารดานักเขียนบท Barbara Turner หย่าร้างเมื่อเธออายุได้เพียงสองขวบ, พออายุ 14 มีโอกาสเข้าเรียนการแสดงกับ Lee Strasberg ตามด้วย Stagedoor Manor Performing Arts Training Center, เริ่มมีชื่อเสียงจากภาพยนตร์ Fast Times at Ridgemont High (1982), ผลงานเด่นๆ อาทิ Last Exit to Brooklyn (1989), Short Cuts (1993), Mrs. Parker and the Vicious Circle (1994), Dolores Claiborne (1995), Road to Perdition (2002), The Hateful Eight (2015) ฯ
    • ให้เสียง Lisa Hesselman หญิงสาวผู้เป็นแฟนคลับ Michael Stone ชื่นชอบแนวคิดการใช้ชีวิต เดินทางมารับฟังปาฐกถา แล้วบังเอิญมีโอกาสพบเจอหน้า แสดงทีท่ากระวนกระวาย ว้าวุ่นจิตใจ พยายามปกปิดรอยแผลเป็น แต่เพราะน้ำเสียงเฉพาะตัวของเธอมีความโดดเด่น ทำให้เขาต้องการพาขึ้นห้อง ยินยอมร่วมรักหลับนอน จดจำช่วงเวลาค่ำคืนนี้ฝังใจไม่รู้ลืมเลือน
    • น้ำเสียงของ Leigh มีความสั่นๆ ขาดความเชื่อมั่น หวาดระแวง วิตกจริต ครุ่นคิดว่าตนเองไม่ดีพอสำหรับ Michael แต่เมื่อรับฟังคำป้อยอ ก็อ่อนระทวย ยินยอมศิโรราบต่อโดยดี จากนั้นราวกับชีวิตได้รับการเติมเต็ม แสดงสีหน้ามุ่งมั่น เอ่อล้นด้วยพลัง พร้อมดำเนินชีวิตต่อไปด้วยความหวัง
  • Tom Noonan (เกิดปี 1951) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Greenwich, Connecticut วัยเด็กชื่นชอบเล่นบาสเก็ตบอล ไม่เคยมีประสบการณ์แสดงจนอายุ 27 ได้ทำงานในโรงละคร จับพลัดจับพลูกลายเป็นตัวประกอบ นักแสดง Off-Broadway ภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Manhunter (1986), RoboCop 2 (1990), Synecdoche, New York (2008) ฯ
    • ให้เสียงทุกตัวละครอื่นๆ ไม่ว่าจะชาย-หญิง ดัดเสียง ไม่ดัดเสียง เพื่อสะท้อนอาการป่วย Fregoli delusion ของ Michael ที่หลงผิดครุ่นคิดว่าทุกคนอื่นๆ (ยกเว้น Lisa) ล้วนคือใครสักคนปลอมตัวมา แม้แต่แฟนเก่า ภรรยา หรือแม้กระทั่งบุตรชายของตนเอง

ในส่วนของการบันทึกเสียง ใช้เวลาเพียง 3 วัน โดยวัยแรกทำการซักซ้อม ปรับแก้ไขบทพูด แล้วเข้าห้องอัดอีก 2 วันให้หลัง อาจเพราะทั้งสามต่างมีประสบการณ์จากละครเสียง จึงมีความเข้าใจตัวละครอย่างถ่องแท้ เสียเวลาก็ตรงรายละเอียดเพิ่มเติมเข้ามาใหม่เท่านั้นเอง

โดยปกติแล้วการเข้าห้องอัดเสียง มักแยกกันคนละห้อง แล้วค่อยนำมาผสมรวม (Sound Mixing) แต่อนิเมชั่นเรื่องนี้ใช้วิธีเดียวกับละครเสียง ให้ทั้งสามนั่งโซฟาเดียวกัน พูดคุยหยอกล้อ โต้ตอบสนทนา ซ้อนทับกันไปมา ได้ผลลัพท์มีความเป็นธรรมชาติมากขึ้น … การบันทึกเสียงนักพากย์พร้อมๆกัน เป็นเทคนิคที่แพร่หลายในญี่ปุ่น แต่อาจไม่ใช่สำหรับฟากฝั่งยุโรป/Hollywood กระมังนะ


We took all the people that were in the studio and Photoshopped their faces on top of each other to get this generic amalgamation, and a sculptor interpreted that.

Duke Johnson

ทุกรายละเอียดในอนิเมชั่นเรื่องนี้ ล้วนอ้างอิงจากสถานที่จริงๆ รวมถึงหุ่น (Puppets) ได้ทำการแสกนใบหน้าพนักงานสตูดิโอ Starburns Industries จำนวนกว่า 120+ คน แล้วทำการตัดแปะติดปะต่อด้วย Photoshop พิมพ์โมเดลผ่านเครื่อง 3D-Printer รุ่น ProJet CJP 660

แต่สองตัวละครหลัก Michael และ Lisa ไม่ได้นำจากใบหน้า David Thewlis และ Jennifer Jason Leigh เพราะผู้กำกับ Johnson ต้องการให้พวกเขาดูเหมือนบุคคลธรรมดาๆทั่วไป “to look average, not ugly, but like real people.”

  • Michael ต้นแบบคืออดีตพี่เขยของ Johnson เป็นคน Midwestern ทำงาน Bank of America ได้รับคำนิยาม(จากน้องชาย Johnson)ว่า
    • He’s handsome, but his nose is a little pointy and crooked.
  • Lisa ต้นแบบคือนักแสดงสมัครเล่น Leslie Murphy พบเจอโดยโปรดิวเซอร์ Rosa Tran ระหว่างกำลังรับประทานอาหารกลางวันร้าน Los Feliz ใน Los Angeles มีภาพลักษณ์น่าดึงดูด (แต่ไม่มีรอยแผลเป็น) โดยเฉพาะหน้าอกอวบอึ๋ม ต้องลดขนาดลงเล็กน้อย
    • Her breasts are asymmetrical, which is not what you would see in normal animation – everything is very symmetrical – but that’s not how breasts are.

สเกลในการสร้างมีขนาด 1/6 เท่าของจริง (มีคำเรียกว่า Barbie’s scale) ขณะที่หุ่นตัวประกอบมักมีเพียง 1-2 ตัว แต่สำหรับ Michael ต้องใช้ทั้งหมด 18-20 ตัว ขณะที่ Lisa อีก 6 ตัว (นี่ยังไม่รวมใบหน้ากาก ที่ต้องสลับสับเปลี่ยนเวลาแสดงอารมณ์ พูดคุยสนทนา อีกนับร้อยๆชิ้น)

แม้ว่ารายละเอียดของหุ่นจะทำออกมาใกล้เคียงมนุษย์จริงๆ แต่ในส่วนใบหน้ากลับมีร่องแบ่งครึ่งบริเวณดวงตา ซึ่งอาจสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจให้หลายคน นั่นคือความจงใจไม่ใช้ CG ลบเลือน เพื่อผู้ชมบังเกิดความตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่านี่คือ Stop-Motion Animation มีความเปราะบาง แตกหักง่าย ตัวละครทั้งหลายราวกับบุคคลสวมหน้ากาก และถูกใครบางคนเชิดชักใยอยู่เบื้องหลัง

That adds a soulfulness to the experience, an awareness that these things are being manipulated. It makes them feel fractured and vulnerable. We didn’t want to hide it.

LINK https://www.youtube.com/watch?v=8OFX1YnbXb8

ในส่วนการทำอนิเมชั่น ว่าจ้างนักอนิเมเตอร์จำนวน 32 คน ใช้ระยะเวลาโปรดักชั่นยาวนานปีครึ่ง (เตรียมงานสร้าง Pre-Production ก่อนหน้าอีกครึ่งปี) ด้วยอัตราเร็ว 24 ภาพต่อวินาที (frames per second, fps) โดยเฉลี่ยวันๆหนึ่งทำงานได้สัก 1-2 วินาที(ต่อฉาก)ก็ยอดเยี่ยมมากๆแล้ว … แต่ไม่ใช่ว่านักอนิเมเตอร์ทั้ง 32 คน กระจุกตัวในฉากเดียวนะครับ เห็นว่ามีการสร้างฉากทั้งหมด 18 ฉาก ก็คงแบ่งทีมกันทำงานละ 3-4 คนกระมัง เพื่อวันหนึ่งต้องได้งานอย่างน้อย 10 วินาที (ถึงถ่ายทำเสร็จภายในระยะเวลาปีครึ่ง)

ความท้าทายในการทำอนิเมชั่น Anomalisa (2015) คือพยายามทำออกมาให้ใกล้เคียงความเป็นจริงมากที่สุด “It feels awkward and it feels real.” มันจึงมีรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ผู้กำกับทั้งสองพบเจอ/แก้ปัญหารายวัน บางครั้งต้องพบเห็นการขยับเคลื่อนไหว (ถ่ายทำวันนั้นเสร็จก่อน) ถึงบอกได้ว่าไม่มีใครแสดงอารมณ์/กระทำสิ่งดังกล่าวออกมาเช่นนั้น (ก็เท่ากับต้องเสียเวลาทำงานไปหนึ่งวัน)

แม้ว่าซีเควนซ์ Sex Scene จะใช้เวลาถ่ายทำนานที่สุดถึง 6 เดือน แต่ฉากที่มีความซับซ้อน ไม่ใช่นักอนิเมเตอร์ทุกคนจะทำกันได้ นั่นคือระหว่างการเดิน (รวมถึงตอนวิ่ง) เพราะมันจะมีตอนที่หุ่นยกขา ลอยตัวเหนือพื้นดิน ผมอ่านวิธีการยังรู้สึกยุ่งยาก วุ่นวาย เลยขี้เกียจแปล

Walking in stop-motion animation is probably the most difficult thing you can do. The way that they have these puppets connect to the set is they actually drill a hole in the set and they put a threaded rod up through that hole and screw it into the bottom of their foot and that keeps them in place. And then with every step they take they have to lift that foot up and patch that hole and drill another hole. Actually for every step there’s two holes that are drilled, because they have a hole in their heel and a hole in the ball of their foot, so that they can have the heel-to-toe movement of an actual footstep. So it’s extremely complicated and only a few animators can actually do it really well.

Duke Johnson

ถ่ายภาพโดย Joe Passarelli,

ในส่วนของงานภาพ แม้ว่า Stop-Motion Animation จะคือนำภาพนิ่งมาร้อยเรียงต่อกัน แต่การถ่ายทำไม่แตกต่างจากภาพยนตร์ Live-Action กอปรด้วยจัดแสง-เงา ทิศทางมุมกล้อง แพนนิ่ง (Panning) แทร็กกิ้ง (Tracking) อาจไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรหวือหวา เน้นความเรียบง่าย (Minimalist) สมจริง (Realist) นั่นทำทุกรายละเอียดขยับเคลื่อนไหว ล้วนอยู่ในความสนใจของผู้ชม

[Stop-Motion Animation] allows people to focus and pay attention to things that are mundane in a way that they might not be able to in live action. You know that everything that you see has been calculated and choreographed, that there’s no accident, that if he drums his fingers against his thigh, that was a choice that we made as filmmakers, and it becomes kind of fascinating because of that.

Charlie Kaufman

สำหรับสถานที่ถ่ายทำ ใช้โกดังขนาดใหญ่ของ Starburns Industries ตั้งอยู่ Burbank, California (ชวนให้นึกถึง Synecdoche, New York (2008)) ซึ่งมีการแบ่งกั้นแต่ละโซนด้วยผ้าสีดำ สำหรับจำลองสร้างฉากทั้งหมด 18 ฉาก

Basically, we have a big empty warehouse where stages are created, different stages. In our case, we had 18 [stages] that are separated by sheets of black fabric that’s used in filmmaking because it has no bounce quality for light.

โรงแรมที่เป็นต้นแบบ Fregoli Hotel ชื่อว่า Millennium Hotel ตั้งอยู่ Cincinnati (แต่ไม่ได้รับอนุญาตให้ชื่อ ก็เลยเปลี่ยนมาเป็น Fergoli Hotel) ตรงเคาน์เตอร์เช็คอินดูไม่ค่อยเหมือนเท่าไหร่ แต่บริเวณโถงทางเดิน ภายในห้องพัก ทิวทัศน์มองออกไปภายนอก มีความใกล้เคียงกันอย่างมากๆ

เกร็ด: น่าเสียดายที่ Millennium Hotel ปิดกิจการไปเมื่อปี ค.ศ. 2019 และได้ถูกทุบทำลายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่รู้เหมือนกันว่าสร้างอะไรใหม่ขึ้นมาแทนที่

เครื่องบินแล่นผ่านก้อนเมฆมืดครึ้ม (เห็นว่าไม่ได้ใช้ CGI เลยคาดว่าก้อนเมฆน่าจะทำจากสำลี กระมังนะ) แสงอาทิตย์(ยามบ่าย)ช่างเลือนลาง ใกล้เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง … นี่เป็นการใช้สภาพภูมิอากาศสะท้อนสภาวะทางอารมณ์ของ Michael มีความอึมครึม ขมุกขมัว ชีวิตห้อมล้อมด้วยอุปสรรคจนแทบไร้หนทางออก รู้สึกโดดเดี่ยวตัวคนเดียว (เครื่องบินลำเล็กท่ามกลางท้องฟ้ากว้างใหญ่) การเดินทางมายัง Cincinnati, Ohio ก็เพื่อหลบหนีปัญหาชั่วคราว กระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ โดยไม่ต้องสนห่าเหวอะไรใคร

ความตั้งใจดั้งเดิมของผู้สร้าง ต้องการฉายภาพยนตร์ Casablanca (1942) น่าเสียดายไม่สามารถติดต่อขอลิขสิทธิ์ (WB น่าจะเรียกแพงไม่น้อย) เลยจำต้องเปลี่ยนมาเป็น My Man Godfrey (1936) นำแสดงโดย William Powell, Carole Lombard และ Alice Brady

ตำแหน่งที่นั่ง/บรรยากาศในบาร์ทั้งสองครั้งของ Michael มีความแตกต่างกันพอสมควร

  • เมื่อนัดพบเจออดีตแฟนเก่า Bella ทั้งสองนั่งบริเวณกึ่งกลางบาร์ รายล้อมรอบด้วยผู้คนเต็มร้าน มุมกล้องส่วนใหญ่ตัดสลับไปมาระหว่างพวกเขาทั้งสอง จัดวางตำแหน่งกึ่งกลาง โลกต้องหมุนรอบตนเอง พูดคุยกันไม่นานก็ขึ้นเสียงใส่อารมณ์เกี้ยวกราด
  • ชักชวน Lisa และ Emily ลงมานั่งดื่มในบาร์ด้านล่าง (ห่างจากเคาน์เตอร์) น่าจะเป็นช่วงเวลาดึกดื่นลูกค้าเลยเบาบาง กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าหาโต๊ะของพวกเขา กำลังพูดสนทนากันอย่างสนุกสนาน ไม่ต้องระแวดระวังผู้คนรอบข้าง

วินาทีเปิดเผยไอ้จ้อนของ Michael น่าจะสร้างความตกตะลึง คาดไม่ถึง บอกใบ้ความ 18+ ของหนัง! ซึ่งผมมองว่าต้องการเปลือยให้เห็นถึงความไม่หลงเหลืออะไร (เพราะเพิ่งแยกจากอดีตแฟนสาว และกลับจากซื้อของฝากร้าน Sex Toy) ใช้มือเช็ดไอน้ำบนกระจก สะท้อนความขมุกขมัวภายในจิตใจ นี่ฉันมาสถานที่แห่งนี้เพื่ออะไร? ค่ำคืนนี้จะทำอะไรยังไงต่อไป?

ผมคิดว่าเหตุผลการมาเยือน Cincinnati, Ohio ไม่ใช่แค่โปรโมทหนังสือเล่มใหม่ แท้จริงต้องการหวนกลับหาแฟนเก่า Bella แอบคาดหวังจะได้ร่วมรักหลับนอนกันอีกสักครั้ง แต่เมื่อไม่สำเร็จสมหวัง ขณะนี้เลยเวิ้งว่างเปล่า ไม่รู้จะทำอะไรยังไงต่อไป

สิ่งน่าสนใจของ Sex Scene คือความเรียบง่าย (Minimalist) ไม่ได้ปกปิดบังอะไร (แต่ก็ไม่ใช่อย่างหนังโป๊ที่เห็นอย่างโจ๋งครึ่ม) ด้วยเทคนิคธรรมดาๆ มุมกล้องตรงไปตรงมา แถมจงใจแช่ภาพ ค้างมุมกล้อง ขณะกำลังร่วมเพศสัมพันธ์ก็แค่ค่อยๆขยับเคลื่อนถอยหลัง (ตอนกำลังกอดจูบลูบไล้ กล้องก็ค่อยๆเลื่อนลงมาจาก God’s Eye View)

หลังเสร็จกามกิจ Michael ก็แยกย้ายมานอนข้างๆ (ถ้าเป็นคู่รักกันจริงๆ มักโอบกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันมากกว่านะ) แล้วหยิบบุหรี่ขึ้นมาสูบ แสดงถึงความพึงพอใจสูงสุด แต่การกระทำเช่นนี้(สำหรับผม)ชัดเจนมากๆถึงความเห็นแก่ตัว ไม่ได้สนใจฝ่ายหญิงอีกต่อไป … นี่คือลักษณะเด่นของ One Night Stand น้ำแตกแล้วก็แยกทาง ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไรใดๆ

ภายหลังสำเร็จกามกิจ หนังล่อหลอกผู้ชมด้วยซีเควนซ์ฝันร้าย เข้าไปในหัวสมอง/จินตนาการของ Michael (นี่ถือเป็นลายเซ็นต์ของ Charlie Kaufman เลยก็ว่าได้!) มีสองสามสิ่งที่ผมมองว่าน่าสนใจ

  • ผู้จัดการโรงแรม Lawrence Gill โทรศัพท์ติดต่อขอให้ Michael เดินทางมาหายังห้องทำงานชั้นห้า พื้นที่กว้าง 300 ตาราง(เมตรหรือวาก็ไม่รู้) เป็นสถานที่ที่มีความมืดหม่น ว่างเปล่า แสงสีเขียวขมุกขมัวจากตู้ปลา (สัมผัสสิ่งชั่วร้าย) และหลุมแดงกลางห้อง (สัญลักษณ์อันตราย/ความตาย) ล้วนสะท้อนด้านมืดภายในจิตใจตัวละครที่พยายามปกปิดซุกซ่อนเร้นไว้
  • ใบหน้ากากของ Michael ร่วงหล่นลงพื้น แสดงถึงจิตใจอันเปราะบาง หวาดกังวล วิตกจริต ขณะเดียวกันผมครุ่นคิดว่ายังเป็นการกระชากหน้ากาก เพราะหลังจากนี้เมื่อฟื้นตื่น จะเริ่มเปิดเผยสันดานธาตุแท้/ตัวตนแท้จริงออกมา
  • Michael ลากพา Lisa พยายามจะวิ่งหลบหนีผู้ติดตาม/ด้านมืดภายในจิตใจ/หรือจะมองว่าคืออาการหลงผิด Fregoli Delusion ครุ่นคิดว่ากำลังมีใครอาฆาตมาดร้าย จะมาแก่งแย่งเธอไปจากฉัน

หลังจากฟื้นตื่นขึ้นมาจริงๆ ระหว่างรับประทานอาหารเช้า จะมีช่วงขณะหนึ่งที่พระอาทิตย์สาดส่องแสงผ่าน Lisa แสดงถึงความเจิดจรัส เปร่งประกาย จิตใจอันบริสุทธิ์ผ่องใส ทำให้สันดานธาตุแท้/ตัวตนภายในของ Michael ที่เคยปกปิดซุกซ่อนไว้ ค่อยๆถูกเปิดเผยออกมาผ่านปฏิกิริยาสีหน้า ถ้อยคำพูด จู่ๆออกคำสั่งไม่ให้เธอทำโน่นนี่นั่น … ภายหลังร่วมหลับนอนกับเธอ ทุกสิ่งอย่างก็ได้ผันเปลี่ยนแปลงไป

ค่ำคืนนั้นกับ Lisa แม้ทำให้ Michael สามารถปลดปล่อยตนเอง พบเจอบุคคลเข้ามาเติมเต็มความต้องการของหัวใจ แต่กลับทำให้บังเกิดความขัดแย้งขึ้นภายใน นี่ฉันทำสิ่งถูกต้องเหมาะสมหรือไม่ ทั้งๆแต่งงานมีบุตรกลับคบชู้นอกใจ (เหมารวมถึงอาการหวาดระแวง วิตกจริต หลงผิด Fregoli delusion ได้ด้วยเช่นกัน) ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่น สติสตางค์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว กล่าวปาฐกถาผิดๆถูกๆ จนไม่สามารถควบคุมตนเองได้อีกต่อไป … ห้องประชุมแห่งนี้ปกคลุมรอบข้างด้วยความมืดมิด เพียงแสงลางๆสาดส่องไปยัง Lisa ราวกับเธอค่อยๆเลือนหาย กำลังจะลาจากเขาไป

เมื่อกลับมาบ้าน Michael ไม่สามารถจดจำใครได้ทั้งนั้น มองเห็นทุกคนใบหน้าเหมือนกันเปี๊ยบไม่เว้นภรรยา(และบุตรชาย) จึงแสดงอาการห่อเหี่ยว นั่งลงอย่างหมดเรี่ยวแรง จับจ้องมองหุ่นเกอิชาขับร้องเพลง Momotaro Song ปากอ้ากว้างสำหรับสอดใส่ …. นี่มันไม่ใช่ของเล่น/ของฝากสำหรับเด็กแม้แต่น้อย!

เกอิชา (Geisha) อาชีพหนึ่งของสตรีญี่ปุ่นสมัยก่อน มีความเชี่ยวชำนาญด้านศิลปะ สร้างความเพลิดเพลินบันเทิงใจให้แขกเหรื่อ ด้วยการขับร้อง ร่ายรำ เล่นดนตรี รินเหล้า ไม่จำเป็นต้องขายบริการ แต่ถูกนำมาประดิษฐ์เป็น Sex Toy สำหรับสร้างความสุขให้ผู้ชาย

แต่หุ่นเกอิชาตัวนี้ดูไม่ค่อยสมประกอบสักเท่าไหร่ พบเห็นกลไกภายใน เต็มไปด้วยริ้วรอยแตกหัก (บริเวณข้างดวงตาขวามีรอยแผลเป็น ตำแหน่งเดียวกับ Lisa ทำให้สามารถมองว่ามันคือตัวตายตัวแทน หลงเหลือเพียงความทรงจำถึงเธอ) จะว่าไปนี่คือ ‘หุ่นซ้อนหุ่น’ ล้อกับบรรดาหุ่นทั้งหลายใน Stop-Motion Animation ล้วนต้องถูกใครบางคนควบคุมการขยับเคลื่อนไหว ไร้ซึ่งอิสรภาพชีวิต และความเป็นตัวของตนเอง

แซว: ร้าน Sex Toy ที่ขายหุ่นเกอิชาชื่อว่า Dino’s Toy ล้อกับชื่อโปรดิวเซอร์ Dino Stamatopoulos ผู้เลื่องชื่อในรสนิยมหลากหลายทางเพศ

หนังแทบทั้งเรื่องนำเสนอผ่านมุมมองของ Michael Stone แต่อาจยกเว้นตอนจบที่เปลี่ยนมาเป็น Lisa กำลังเขียนจดหมายกล่าวคำอำลา ระหว่างนั่งรถกินลมชมวิวกับ Emily พร้อมพระอาทิตย์สาดส่องแสงเข้าตาผู้ชม ให้ความรู้สึกเหมือนประกายแห่งความหวัง ราวกับว่าเธอได้รับการปลดปล่อย (หลังจาก ONS กับ Michael) ค้นพบเส้นทางชีวิต และกำลังออกเดินทางสู่อิสรภาพ

ตัดต่อโดย Garret Elkins,

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของ Michael Stone ตั้งแต่ลงเครื่องบินมาถึง Cincinnati, Ohio โดยสารแท็กซี่เข้าพักโรงแรม Fregoli Hotel เตรียมตัวสำหรับวันรุ่งขึ้น เข้าร่วมงานสัมมนา ปาฐกถา โปรโมทหนังสือเล่มใหม่ เสร็จแล้วเดินทางกลับอังกฤษโดยทันที

โครงสร้างของหนัง สามารถแบ่งออกง่ายๆด้วยกันสามองก์ (Three-Act Structure) ประกอบด้วย

  • Michael เดินทางมาถึง Cincinnati
    • ลงจากเครื่องบิน ขึ้นแท็กซี่ เข้าพักยังโรงแรม Fregoli Hotel
    • ระหว่างซักซ้อมคำกล่าวปาฐกถา โทรศัพท์ติดต่อหาแฟนเก่า Bella
    • นัดพบเจอที่บาร์โรงแรม แต่พูดคุยไม่นานพวกเขาก็เกิดความขัดแย้ง
  • ความสัมพันธ์ข้ามคืน (One Night Stand) กับ Lisa
    • หลังจากแวะซื้อของฝากร้าน Sex Toy ขณะกำลังอาบน้ำได้ยินเสียงหญิงสาวคนหนึ่ง
    • ออกมาติดตามหาจนพบเจอ Lisa และเพื่อนสาว Emily
    • ชักชวนพวกเธอทั้งสองมาดื่มด่ำที่บาร์
    • ดึกดื่นชักชวน Lisa ขึ้นห้องพัก
    • เกี้ยวพาราสี ร่วมรักหลับนอน
  • เช้าวันใหม่ ตื่นขึ้นมา ร่ำจากลา
    • (ฝันร้าย) ยามเช้าได้ยินเสียงโทรศัพท์ ลงมาพบเจอชายคนหนึ่งที่พยายามติดตามไล่ล่า
    • Lisa ปลุกตื่นขึ้นมาจริงๆ ดื่มกาแฟ รับประทานอาหารเช้า แต่ท่าทีของ Michael กลับดูแปลกๆ
    • ปาฐกถาของ Michael เละเทะ เลอะเทอะไม่เป็นท่า
    • พอเดินทางกลับบ้านได้รับเซอร์ไพรส์จากภรรยา แต่เขากลับทำให้งานเลี้ยงต้องเลิกรา
    • Lisa กำลังเขียนจดหมายระหว่างขับรถเดินทางกลับกับเพื่อนสาว Emily

การดำเนินเรื่องของหนังไม่ได้มีความสลับซับซ้อนอะไร แต่อาจดำเนินไปอย่างเอื่อยเฉื่อย เชื่องชักช้าเกินไปสำหรับผู้ชมสมัยใหม่ เนื้อเรื่องราวก็แทบไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นเร้าใจ แต่สำหรับชาย-หญิงวัยกลางคน น่าจะเข้าถึงปัญหาตัวละคร ‘midlife crisis’ สะท้อนบรรยากาศชีวิต มันก็น่าเบื่อหน่ายประมาณนี้แล


เพลงประกอบโดย Carter Benedict Burwell (เกิดปี 1954) เกิดที่ New York City เข้าสู่วงการภาพยนตร์จากทำเพลงประกอบ Blood Simple (1984) แล้วกลายเป็นขาประจำสองพี่น้อง Coen, ผลงานเด่นๆ อาทิ Raising Arizona (1987), Fargo (1996), The Big Lebowski (1998), Being John Malkovich (1999), Adaptation (2002), No Country for Old Men (2007), The Twilight Saga: Breaking Dawn (2011-12), Carol (2015), Three Billboards Outside Ebbing, Missouri (2017), The Banshees of Inisherin (2022) ฯ

ฉบับละครเสียง (Sound Play) ใช้บริการ Parabola Ensemble ประกอบด้วยนักดนตรีเพียง 8+1 คน ไวโอลิน (Violin), ทรัมเป็ต (Trumpet), เชลโล่ (Cello), กีตาร์ (Guitar), เครื่องเป่าลมไม้ (Woodwind), เบส (Bass), เครื่องกระทบ (Percussion), คีย์บอร์ด (Keyboard) และอีกหนึ่ง Foley Artist (นักทำเสียงประกอบ Sound Effect)

สำหรับฉบับภาพยนตร์ Burwell สามารถติดต่อนักดนตรีชุดเดิมได้ 6 จาก 8+1 คน ยังคงเลือกใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นเพื่อสร้างสัมผัส Minimalist แต่เพราะละครเสียงแตกต่างจากสื่อภาพยนตร์ จึงตัดสินใจทำเพลงขึ้นใหม่ เพื่อให้สอดคล้องเข้ากับ ‘visual’ ของหนัง

It wasn’t a sound play any more. It was suddenly a visual medium so we had to write a lot of new music that had different themes. I could have used more instruments [for the film], but I wanted to keep the handmade nature of the project.

Carter Burwell

งานเพลงของหนัง คละคลุ้งด้วยบรรยากาศเหงาหงอย เศร้าซึม โดดเดี่ยวเปล่าเปลี่ยว น่าสงสารเห็นใจ มีความเรียบง่ายแต่ตราตรึง “gorgeously plaintive” ซุกซ่อนบางสิ่งอย่างไว้ภายใน จนกว่าจะได้ครอบครองเป็นเจ้าของ ร่วมรักหลับนอน สันดานธาตุแท้จริงถึงถูกเปิดเผยออกมา

ปล. งานเพลงของ Anomalisa (2015) ถูกคาดหวังว่าจะได้เข้าชิง Oscar: Best Original Score แต่ปีนั้น Burwell ยังมีอีกผลงานเด่น Carol (2015) ซึ่งถูกผลักดันมากกว่าเลยลุ้นรางวัลแค่เรื่องเดียว (แต่ก็พ่ายให้กับ The Hateful Eight (2015))

บทเพลงที่ Michael รับฟังผ่าน iPod ชื่อว่า The Flower Duet เป็นการขับร้องประชันกันระหว่างเสียง Soprano และ Mezzo-Soprano จากองก์แรกของอุปรากร Lakmé (1883) ประพันธ์โดย Léo Delibes (1836-1891) คีตกวีสัญชาติฝรั่งเศสแห่งยุคสมัย Romantic

เกร็ด: The Flower Duet เคยถูกดัดแปลงมาทำเพลงประกอบโฆษณาสายการบิน British Airways ชื่อว่า Face (1989) กำกับโดย Hugh Hudson ได้รับยกย่องหนึ่งใน ‘Greatest TV Ads of All-Time’

Meeting Lisa มีท่วงทำนองที่ผิดแผกแตกต่างจากหลายๆบทเพลงก่อนหน้า นั่นเพราะวินาทีที่ Michael ได้ยินเสียง พบเจอกับ Lisa ก็เกิดความตระหนักว่าเธอคือบุคคลพิเศษ แตกต่างจากใครอื่น บังเกิดความหวัง กำลังใจ แรงกระตุ้นให้เกี้ยวพาราสี ครุ่นคิดอยากร่วมเพศสัมพันธ์

บทเพลงที่ Lisa ขับร้องให้กับ Michael ในห้องพักของเขา ดั้งเดิมเห็นว่าอยากได้ My Heart Will Go On ของ Céline Dion แต่ไม่สามารถติดต่อขอลิขสิทธิ์ จึงต้องเปลี่ยนมาเป็น Girls Just Want to Have Fun แต่งโดย Robert Hazard, ขับร้องโดย Cyndi Lauper, ประกอบอัลบัมแรกแจ้งเกิด She’s So Unusual (1983) ไม่เพียงกลายเป็น ‘Signature Song’ ยังได้รับการยกย่อง ‘Feminist Anthem’ เคยทำอันดับสูงสุดที่ 2 ชาร์ท Billboard Hot 100

เกร็ด: Music Video บทเพลงนี้สามารถคว้ารางวัล MTV Video Music Award: Best Female Video ยอดวิวใน Youtube เกินพันล้านครั้งตั้งแต่มกราคม ค.ศ. 2022

… I come home, in the mornin’ light
My mother says, “When you gonna live your life right?”
Oh momma dear, we’re not the fortunate ones
And girls, they wanna have fun
Oh girls just wanna have fun

… The phone rings, in the middle of the night
My father yells, “What you gonna do with your life?”
Oh daddy dear, you know you’re still number one
But girls, they wanna have fun
Oh girls just wanna have

… That’s all they really want
Some fun
When the workin’ day is done
Oh girls, they wanna have fun
Oh girls just wanna have fun (girls, they want)
(Wanna have fun, girls)
(Wanna have)

… Some boys take a beautiful girl
And hide her away from the rest o’ the world
I wanna be the one to walk in the sun
Oh girls, they wanna have fun
Oh girls just wanna have

… That’s all they really want
Is some fun
When the workin’ day is done
Oh girls, they wanna have fun
Oh girls just wanna have fun (girls, they want)
(Wanna have fun, girls)
(Wanna have)

… They just want, they just wanna (girls)
They just want, they just wanna (girls just wanna have fun)
Oh girls, girls just wanna have fun
(Just want, they just wanna)
They just wanna, they just wanna (girls)
They just want, they just wanna (girls just wanna have fun)
Oh girls, girls just wanna have fun

… When the workin’
When the workin’ day is done
Oh, when the workin’ day is done
Oh, girls, girls just wanna have fun
Everybody
Huh, huh

… They just want, they just wanna (girls)
They just want, they just wanna (girls just wanna have fun)
Oh, girls, girls just wanna have fun
(They just wanna, they just wanna) when the workin’
When the working day is done (they just want, they just wanna)
Oh, when the working day is done (girls, girls just wanna have fun)
Oh girls, girls just wanna have fun

เสียงเชลโล่ในบทเพลง Cincinnati Sunrise มอบสัมผัสอันลุ่มลึก เพื่อนำเสนอสิ่งซุกซ่อนเร้นยามค่ำคืน กำลังจะได้รับการเปิดเผยหลังจากพระอาทิตย์สาดทอแสง … นั่นก็คือธาตุแท้ตัวตนของ Michael หลังพานผ่าน One Night Stand กับ Lisa

Breakfast with Lisa แทนที่จะได้ยินท่วงทำนองแห่งความหวัง พระอาทิตย์ทอแสง เริ่มต้นยามเช้ากับคนรักใหม่ แต่กลับเต็มไปด้วยเบส เชลโล่ เสียงทุ้มต่ำ แสดงถึงเงื่อนงำ บางสิ่งอย่างเคยซุกซ่อนไว้กำลังค่อยๆถูกเปิดเผยออกมา นั่นก็คือสันดานธาตุแท้ของ Michael เมื่อคืนมีแต่พร่ำพรอดรัก Lisa แต่ขณะนี้กลับเต็มไปด้วยถ้อยคำตำหนิต่อว่า

บทเพลงดังจากหุ่นเกอิชา Goddess of the Sky นำคำร้องจากบทเพลงพื้นบ้านญี่ปุ่น 桃太郎さんの歌 – อ่านว่า Momotarō-san no uta หรือ Momotaro Song จริงๆเนื้อร้องยาวกว่านี้ แต่ที่ได้ในบทเพลงจะมีแค่สองท่อนแรก … ผมนำคำแปลภาษาอังกฤษมาเลยแล้วกัน

Momotaro, Momotaro,
You have dumplings in the pouch at your waist
Please give me one.

I’ll give you one, I’ll give you one,
For the future of the oni-demon expedition,
I’ll give you one if you come.

เนื้อคำร้องเหมือนไม่มีอะไรเลวร้าย แต่พอได้ยินจากหุ่นเกอิชา (ซื้อมาจากร้าน Sex Toy) มันจึงมีความสองแง่สองง่ามขึ้นมา ‘dumplings in the pouch at your waist’ พอจินตนาการกันออกไหมว่า อะไรอยู่ในกระเป๋าตุง คุณให้ฉัน ฉันให้คุณ อ้าปากหวอ นำมันยัดใส่ปาก แล้วคราบขาวๆหลั่งไหลออกมา … นอกจากนี้เสียงเชลโล่คลอประกอบพื้นหลัง ยังมีการค่อยๆไล่ระดับจากล่างขึ้นบน เริ่มต้นทุ้มต่ำแห่งความสิ้นหวัง ดำเนินไปเรื่อยๆจนถึงไคลน์แม็กซ์ สรวงสวรรค์

Closing Song ชื่อเพลง None of Them Are You คำร้องโดย Carlie Kaufman, ทำนองโดย Cater Burwell, ขับร้องโดย Tom Noonan (นักแสดงผู้ให้เสียง Michael)

When I see your face or hear a name
Or I’m introduced to someone new
It doesn’t matter they’re all the same
And none of them is you

When I go to work or take a walk
And watch what other people do
I’ll listen to their idle talk
And none of them is you

Where are you my dear?
Why I can’t hear you?
How I wish that you were here
How I long to be near you

Sometimes at night I’ll pass the time
Those endless sleepless towers in bed
I’ll try to reconstruct your voice
But only hear their voice instead

They talk, they yell in that other voice
They flirt and whisper too
I’d love them if I had the choice
But none of them is you

In a dream you came and held my hand
Our love was perfect in that sphere
The breeze was your whisper in that land
While the air stands still right here

No I’ve never met you my sweet dear
And my friends they say you don’t exist
But friends are cowards full of fear
Afraid to look at what they’d missed
One day I’ll be walking on the street
That crowded bustling faceless spread
I’ll turn the corner and we’ll meet
And I will be no longer dead

สิ่งที่เป็นปัญหาสำหรับ Michael Stone คือการไม่ชอบเข้าสังคม คบหาผู้คน (Introvert?) ขาดการติดต่อสื่อสาร (แต่กลับดันมีความเชี่ยวชาญด้านลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Service)) นั่นทำให้เขามองใครต่อใครเหมือนกันไปหมด ได้ยินเพียงเสียงๆเดียว ไม่ว่าจะชาย-หญิง เด็ก-ผู้ใหญ่ หรือแม้แต่บุตร-ภรรยา ซึ่งเป็นลักษณะอาการหลงผิด Fregoli Delution ครุ่นคิดว่ามีบุคคลปลอมตัวมา

Fregoli delusion, in which a person feels that every everyone else in the world is one person. And it seemed interesting to me as a metaphor for someone’s sense of disconnection to other people.

Charlie Kaufman

ผกก. Kaufman เล่าว่าก่อนเข้าสู่วงการภาพยนตร์ เคยทำงานลูกค้าสัมพันธ์ (Customer Service) ติดต่อสื่อสาร พบปะผู้คนมากมาย แต่ยามเย็นหลังเลิกงาน กลับบ้านตัวคนเดียว โดดเดี่ยวเปล่าเปลี่ยว ไม่มีใครอยู่เคียงข้างกาย … มองย้อนกลับไปช่วงเวลานั้น มันช่างน่าเศร้าสลด รู้สึกสงสารเห็นใจตนเอง

การได้ตกหลุมรัก พบเจอใครสักคนที่มีความแตกต่างจากผู้อื่น ได้ยินเสียงสั่นพ้องจากภายใน นั่นทำให้ชีวิตบังเกิดชีวา ค่ำคืนนี้งดงามล้ำค่า เกี้ยวพาราสี เพศสัมพันธ์ที่สามารถเติมเต็มความต้องการกันและกัน แม้วันรุ่งขึ้นทุกสิ่งอย่างจักผันแปรเปลี่ยนแปลง แต่ประสบการณ์ One Night Stand จักจดจำฝังใจไม่รู้ลืมเลือน … นี่สะท้อนค่านิยมสังคมยุคสมัยปัจจุบัน ข้อกล่าวอ้างเสรีภาพ ผิดอะไรกับการสานสัมพันธ์ข้ามคืนบุคคลแปลกหน้า มันช่างน่าตื่นเต้น รุกเร้าอารมณ์ ประสบการณ์แปลกใหม่ และไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบอะไรใดๆ

ในขณะที่ ONS ของ Lisa ราวกับได้ปลดปล่อย เปิดประตูสู่อิสรภาพ กำลังออกเดินทางสู่โลกใบใหม่ ตรงกันข้ามกับ Michael หลังจากค่ำคืนนั้นทำให้สาละวันเตี้ยลง พบเจอฝันร้ายตั้งแต่รุ่งเช้า ขึ้นพูดปาฐกถาฟังไม่ได้สดับ กลับมาบ้านก็กำลังจะสูญเสียภรรยาและบุตร … นี่ไม่ใช่การนำเสนอประโยชน์และโทษ (Pros and Cons) ของ ONS แต่สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับชีวิต ปิดกั้น-เปิดกว้าง ก้าวข้ามผ่าน-จมปลักกับวิกฤตวัยกลางคน

สาเหตุที่ Michael ยังคงจมปลักกับวิกฤตวัยกลางคน เพราะเขาไม่เคยจะครุ่นคิดหาวิธีแก้ปัญหา เอาแต่กระทำสิ่งตอบสนองตัณหา โลกต้องหมุนรอบตนเอง อาการหลงผิด Fregoli Delution จึงทวีความรุนแรง ปิดกั้นความสัมพันธ์ บานปลายถึงภรรยาและบุตร และกำลังจะสูญเสียตัวตนเองในที่สุด … ไม่มีใครจะช่วยอะไรได้นอกจากตัวของเขาเอง

There’s something very sad about people’s lack of connection with each other. To me it’s sad. And it’s sad in my life when I feel it. What is it to be human? What is it to ache? What is it to be alive?

ตัวผมเองยังไม่ถึงช่วงวัยกลางคน จึงอาจยังไม่ค่อยเข้าใจ ‘Midlife Crisis’ มากนัก แต่ครุ่นคิดว่าปัญหาหลักๆเกิดจากอิทธิพลโลกยุคสมัยนี้ที่เต็มไปด้วยแสงสี โลกีย์ สิ่งกระตุ้นอารมณ์มากมาย ทำให้มนุษย์เกิดกิเลสตัณหา ค่อยๆสูญเสียความสามารถในการหยุดยับยั้งชั่งใจ ซึ่งขัดแย้งกับวิถีครอบครัวที่มากด้วยภาระรับผิดชอบ พันธนาการเหนี่ยวรั้ง นานวันย่อมเกิดความจืดชืดเบื่อหน่าย โหยหาบางสิ่งอย่างเติมเต็มช่องว่างขาดหาย

ขณะเดียวกันร่างกายที่เริ่มเจ็บปวดอิดๆออดๆ ไม่คล่องตัว ขาดความกระฉับกระเฉง ย่อมสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจ ทำไมฉันถึงทำอะไรๆไม่ได้เหมือนเก่าก่อน ต้องการพิสูจน์ตนเอง เรียกร้องความสนใจ ไม่รู้จักประมาณตน ลุ่มหลงตัวเอง อิสรภาพมักแลกด้วยการสูญเสียทุกสิ่งอย่าง

การจะแก้ปัญหา ‘Midlife Crisis’ คือต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติ ยินยอมรับสภาพเป็นจริง ทำความเข้าใจตัวตนเอง ค่อยๆปรับตัวค้นหาว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ อย่ารีบร้อนพลันด่วนตัดสินใจอะไร หาเวลาไปนั่งสมาธิสงบสติอารมณ์ ปล่อยละวางความหมกมุ่นยึดติดเสียบ้าง … คนใกล้ชิดรอบข้าง ก็ควรรับฟังปัญหา ร่วมกันหาทางออก ระวังการโต้ตอบด้วยอารมณ์ ให้พื้นที่ว่าง/มอบอิสรภาพอีกฝ่ายบ้าง นี่น่าจะคือช่วงเวลาเปราะบาง อ่อนไหวที่สุดในครอบครัวแล้วกระมัง


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ยังเทศกาลหนัง Telluride Film Festival แล้วติดตามด้วย Venice Film Festival แล้วไปต่อยัง Toronto International Film Festival (เป็นสามเทศกาลที่ฉายเดือนกันยายน สัปดาห์ชนสัปดาห์) ก่อนสามารถขายลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายให้กับ Paramount Pictures เข้าฉายปลายปี ค.ศ. 2015

Kaufman and co-director Duke Johnson quietly probe the biggies: happiness, disappointment, love, living with other people, mentally hanging on to everyday life by its threads. It’s what you imagine might have happened if Kaufman had got his hands on ‘Up in the Air’ or ‘Lost in Translation’. It’s both soaringly romantic and truly sad.

นักวิจารณ์ David Calhoun จาก TIMEOUT

It is really funny, and incidentally boasts one of the most extraordinarily real sex scenes in film history. It also scared me the way a top-notch horror or a sci-fi dystopia might … Is there anyone else in the movies doing such unique and extraordinary work?

นักวิจารณ์ Peter Bradshaw จาก The Guardian

แม้อนิเมชั่นเรื่องนี้จะคว้ารางวัล Grand Jury Prize (ที่สอง) จากเทศกาลหนังเมือง Venice แต่ช่วงปลายปีทำได้แค่เข้าชิง Oscar, Golden Globe, Critic’s Choice สาขา Best Animated Feature Film ล้วนพ่ายแพ้ให้กับ Inside Out (2015) จากค่าย PIXAR อย่างน่าผิดหวัง!

ส่วนรายรับทำเงินในสหรัฐอเมริกา $3.759 ล้านเหรียญ รวมทั่วโลก $5.659 ล้านเหรียญ เทียบกับทุนสร้าง $8 ล้านเหรียญ ถือว่าขาดทุนย่อยยับ (จริงๆถ้าทำในงบประมาณ Kickstarter ก็คงกำไรไปแล้วละ)

ระหว่างรับชมผมค่อนข้างผิดหวังกับครึ่งชั่วโมงแรก เพราะครุ่นคิดว่าภาพยนตร์ของ Charlie Kaufman มันต้องมีอะไรที่สลับซับซ้อน ท้าทายการครุ่นคิดวิเคราะห์ แต่มันกลับเอื่อยๆเฉื่อยๆ Minimalist แล้วมันจะมีอะไรเกิดขึ้นไหมเนี่ย?? หลังจากอดรนทนจนพบเห็นไอ้จ้อนของตัวละคร ก็เริ่มบังเกิดความเอะใจ ฉงนสงสัย พอมาถึง Sex Scene โอ้โฮเฮะ คาดไม่ถึงอย่างมากๆ ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อบดขยี้ไคลน์แม็กซ์นี้เอง

แนะนำอย่างยิ่งกับชายวัยกลางคน รวมถึงหญิงสาวตั้งแต่ย่างเข้าสู่วัยรุ่น นี่น่าจะเป็นเรียกว่าบทเรียนสอนชาย-หญิง ไม่ได้จะส่งเสริม One Night Stand แต่ให้เข้าใจกลเกมแห่งรัก จะได้ไม่หลงกลตกเป็นเหยื่อ … แต่ถ้าใครชอบแนวนี้ก็ตามสบายนะครับ มันเป็นเรื่องของ ‘รสนิยม’

จัดเรต 18+ กับวิกฤตวัยกลางคน (midlife crisis), ฉากร่วมเพศสัมพันธ์

คำโปรย | Anomalisa อนิเมชั่น Stop-Motion นำเสนอวิกฤตวัยกลางคนของ Charlie Kaufman ได้อย่างเรียบง่าย ละมุ่นไม
คุณภาพ | มุ่
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: