Aparajito (1956)

Aparajito

Aparajito (1956) : Satyajit Ray

เรื่องที่ 2 ของไตรภาค The World of Apu โดยปรมาจารย์ผู้กำกับ Satyajit Ray หนังเรื่องนี้มักถูกมองว่ามีความยอดเยี่ยมน้อยที่สุดในทั้ง 3 เรื่อง แต่ยังถือว่ามีคุณภาพในระดับสูงมากๆ การันตีด้วยอันดับ 88 ของนิตยสาร Sight & Sound (ต่ำสุดใน 3 เรื่อง) ผมเช็คดูพบว่า ไม่มีหนังไตรภาคเรื่องอื่น ที่ทั้ง 3 เรื่องติดอันดับต่ำกว่า 100 ของนิตยสารนี้อีกแล้ว

ตอนสร้าง Pather Panchali ไม่มีใครคิดว่าผลตอบรับมันจะออกมาดีนัก Satyajit ก็ไม่ได้มีแผนจะทำภาคต่อ แต่เมื่อหนังประสบความสำเร็จ เขาก็ได้รับการกระตุ้นให้สร้างภาคต่อออกมา ครานี้แทนที่ Satyajit จะใช้วิธีการเดิมที่เขาดัดแปลงจากนิยายออกมาอย่างซื่อตรง เขาหาญกล้าที่จะทำการแก้ไขดัดแปลงหลายๆส่วนในประเด็นที่เขาสนใจ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างแม่กับ Apu ที่กลายเป็นประเด็นหลักของหนังเรื่องนี้ ผมจะเล่าให้ฟังช่วงท้ายๆนะครับ

นิยาย Pather Panchali ของ Bibhutibhushan Bandopadhyay ไม่รู้เหมือนกันว่ามีกี่เล่ม Aparajito เป็นชื่อหนังสือในลำดับที่ 5 ในนิยายจะมีตัวละครหญิงคนหนึ่ง ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของ Apu อย่างมาก (ในนิยายเธอจะกลายแฟนของ Apu) เห็นว่า Satyajit ได้คัดเลือกนักแสดงไว้ด้วยแล้ว แต่คู่หมั้นของเธอไม่ต้องการให้แสดง จึงทำให้ Satyajit ต้องตัดบทของตัวละครนี้ทิ้งไปเลย อิทธิพลที่ว่านี้คือ การเป็นเอกเทศของ Apu นับตั้งแต่ที่พ่อตาย Apu ได้เปลี่ยนไป เขาดูไม่มีความสุขนักเมื่ออยู่กับแม่ และแม่ก็ไม่อยากให้ Apu ไปไหน อยากให้เขาอยู่ใกล้ๆ ความสัมพันธ์ของทั้งสองดูห่างไกลกันออกไปเรื่อยๆ แต่เพราะความเป็นแม่ลูก ทำให้ Apu รู้สึกตัวเองยังมีความรับผิดชอบอยู่ ตัวละครหญิงนี้เป็นจะเป็นคนที่ทำให้ Apu รู้ตัวว่าตัวเองโตแล้ว สามารถเป็นเอกเทศ มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องทำตามที่แม่ร้องขอก็ได้ แต่เมื่อตัวละครนี้ไม่อยู่ในหนัง ประเด็นนี้เลยหายไป

นักแสดงนอกจากพ่อและแม่ Kanu Banerjee และ Karuna Banerjee แล้ว ที่เหลือเป็นตัวละครใหม่ทั้งหมด Apu ได้นักแสดงคนใหม่ Smaran Ghosal ที่รับไม้ต่อได้ดีทีเดียว Apu คนนี้ยังมีความร่าเริงสดใส เมื่อครอบครัวย้ายเข้าไปอยู่ในเมืองใหญ่ ความรู้สึกเขาเหมือนการได้เจอกับรถไฟครั้งแรก มันดูตื่นตาตื่นใจ ตื่นเต้น เขามีเพื่อนใหม่ ได้ทำอะไรในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน แต่ความสุขนั้นมันก็มีอยู่ไม่นาน เมื่อพ่อของเขาจากไป โลกแห่งความจริงกลับเข้ามาหา Apu อีกครั้ง

Pinaki Sen Gupta รับไม้ต่ออีกครั้งกับ Apu วัยรุ่น เขาอาศัยอยู่กับแม่ในชนบท นี่เป็นสถานที่ที่เขาไม่อยากอาศัยอยู่ เพราะมันทำให้นึกถึงความทรงจำวัยเด็ก(ที่เขาอยากลืม) Apu ตั้งใจเรียน เพื่อเป็นทางออกไปจากสถานที่แห่งนี้ เขาได้ทุนเข้าไปเรียนในเมืองใหญ่ เด็กโตขึ้นกลายเป็นผู้ใหญ่ สักวันเขาต้องออกจากอ้อมอกของครอบครัว ถึงเวลาแล้วที่ Apu อยากออกไปจากสถานที่แห่งนี้ เขารู้สึกไม่พอใจที่แม่ไม่อยากให้เขาไป ทำไมแม่ไม่อยากให้เขาไปละ … เพราะเธอไม่เหลือใครแล้ว Apu คือคนสุดท้าย ผมคิดว่า Apu เข้าใจเหตุผลนี้นะครับ แต่เขาก็ไม่สามารถจะทนอยู่ในสถานที่แห่งนี้ได้ ขนาดว่าเขาขอให้แม่ไปกับเขา แต่แม่ไม่ไป เธอไม่มีแรงเหลือที่จะพบเจอสิ่งใหม่ๆ นี่คือสถานที่สุดท้ายที่รอวันตายของเธอ เมื่อเป็นอย่างนี้เธอก็ไม่สามารถห้าม Apu ได้ เธอจึงต้องปล่อย Apu ไป

ผมก็มีแม่แบบนี้ เลยเข้าใจความรู้สึก Apu ได้เป็นอย่างดี เพราะผมก็เป็นคล้ายๆ Apu คือต้องการเป็นอิสระจากครอบครัว อยากมีชีวิตเป็นของตัวเอง อยากอยู่ด้วยตัวเองไม่ต้องพึ่งใคร แต่ผู้ใหญ่มักจะไม่เข้าใจเรา คิดว่าเราเป็นของเขา และต้องเป็นของเขาตลอดไป ผมไปอ่านเจอในหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ปรัชญาชีวิต A Prophet เขียนโดย Khalil Gibran (คาลิล ยิบราน) มีเรื่องราวตอนหนึ่งที่มีความหมายดีมากๆ

บุตรของเธอ…ไม่ใช่บุตรของเธอ
เขาเหล่านั้นเป็นบุตรและธิดาแห่งชีวิต
เขามาทางเธอ แต่ไม่ได้มาจากเธอ
และแม้ว่าเขาอยู่กับเธอ แต่ก็ไม่ใช่สมบัติของเธอ
เธออาจจะให้ความรักแก่เขา แต่ไม่อาจให้ความนึกคิดได้
เพราะว่าเขาก็มีความนึกคิดของตนเอง
เธออาจจะให้ที่อยู่อาศัยแก่ร่างกายของเขาได้
แต่มิใช่แก่วิญญาณของเขา
เพราะว่าวิญญาณของเขานั้น อยู่ในบ้านของพรุ่งนี้
ซึ่งเธอไม่อาจเยี่ยมเยือนได้ แม้ในความฝัน…

ถ่ายภาพโดย Subrata Mitra ตัดต่อโดย Dulal Dutta เพลงประกอบโดย Ravi Shankar ทีมงานเดิมยกชุด ด้วยความที่หนังได้ทุนสร้างมากขึ้น ทำให้สามารถจ้างนักแสดง ตัวประกอบได้มากขึ้น ฉากในเมืองเราจะเห็นความพลุกพล่านของผู้คน ตึกรามบ้านช่องสมัยก่อน Subrata สามารถถ่ายทอดภาพวิถีชีวิตของชาวเมืองออกมาได้อย่างสวยงาม สำหรับเพลงประกอบ Ravi Shankar แต่งขึ้นใหม่หมดเลย แต่ยังคงใช้ sitra เป็นเครื่องดนตรีหลักเหมือนเดิม

มีเทคนิคหนึ่งที่เกิดในระหว่างการถ่ายทำ เรียกว่า bounce lighting เหตุเกิดเพราะ ช่วงนั้นมรสุมกำลังเข้า ฝนตกหนักและยาวนาน art director Bansi Chandragupta ตัดสินใจทิ้งแผนที่จะสร้างฉากในบ้านพักจริงๆ (เพราะกลัวมรสุมทำให้ฉากเสียหาย) มาเป็นสร้างในสตูดิโอ Subrata พยายามอธิบายความยากในการถ่ายทำ เพราะฉากพวกนั้นต้องใช้แสงจากดวงอาทิตย์ แต่ถ่ายในสตูดิโอ แสงไฟมันไม่เหมือนแสงอาทิตย์ นั่นทำให้เขาประดิษฐ์อุปกรณ์ bounce lighting มีลักษณะเป็นผ้าทาสีขาวยกถือหลังกล้อง เพื่อสะท้อนแสงจากไฟจำลองเป็นแสงอาทิตย์ นี่เป็นเทคนิคที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน และได้กลายมาเป็นเทคนิคที่มีการใช้อย่างกว้างขวาง ในปัจจุบัน หนังแทบทุกเรื่องก็จะมีการยกฉากสีขาวหลบหลังกล้องเพื่อสะท้อนแสงให้ได้ความสว่างตามที่ต้องการ

เราสามารถแบ่งหนังออกเป็น 2 ช่วง ช่วงแรกคือชีวิตในเมืองของพ่อ-แม่ และ Apu มันเป็นช่วงเวลาสั้นๆ หนังนำเสนอวิถีชีวิตในเมืองสมัยนั้นออกมาได้สวยงามมาก คนที่เข้าใจวิถีชีวิตของอินเดียคงจะรู้ว่าทำไมถึงต้องลงไปอาบน้ำตอนเช้า ทำไมกลุ่มของผู้หญิงถึงนั่งฟังพ่อของ Apu อ่านบทกวี ฯ หลังจากพ่อตายก็เข้าช่วงสอง เหลือแค่ 2 แม่ลูก แม่ตัดสินใจกลับไปอยู่บ้านของลุง ส่วน Apu อยากเรียนหนังสือ และได้ค้นพบว่าโลกมันช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน มีอะไรมากมายที่เขาอยากรู้อยากเห็น

ประเด็นที่ถือว่าร้อนแรงมากในสมัยนั้น คือการที่ Apu ต้องการเป็นเอกเทศน์จากครอบครัว เขาสนใจที่จะเรียนหนังสือ มากกว่าดูแลแม่ของตัวเอง แม่ที่รอเขากลับบ้านในช่วงวันสำคัญ แต่ Apu กลับใช้เวลานั้นเที่ยวเตร่อยู่ในเมืองไม่กลับบ้าน เชื่อว่าหลายคนอาจมองสาเหตุที่แม่ตาย เพราะตรอมใจที่ถูกลูกทอดทิ้ง ในหนังอธิบายแก้ต่างว่าแม่ป่วยเรื้อรังมานานแล้ว แต่ผมคิดว่าเหตุผลที่ทำให้แม่ตาย คือ เธอไม่มีเป้าหมายอะไรในชีวิตเหลือแล้ว ตอนผมรีวิว Pather Panchali ได้วิเคราะห์ตัวละครพ่อกับแม่ พ่อเป็นคนที่เชื่อในคุณค่าของคน ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ส่วนแม่เธอไม่สนอะไรต้องการแค่อิ่มท้อง เท่านี้ก็สุขแล้ว นี่แสดงถึงเธอเป็นคนไม่มีเป้าหมายอะไรอื่นเลยในชีวิต นอกจากครอบครัวที่มีความสุข เลี้ยงลูกจนโต แต่งงานมีหลาน นี่คือเป้าหมายของเธอ ณ วันที่ Apu ออกจากบ้าน นั่นคือวันที่เป้าหมายของเธอถือว่าทำสำเร็จแล้ว (แม้จะไม่ครบทุกอย่างก็เถอะ) ช่วงเวลาที่เหลืออยู่ เธอไม่สามารถหาเป้าหมายอะไรในการมีชีวิตอยู่ได้เลย … รอวันลูกกลับบ้าน แค่นั้นเหรอ?

สไตล์ของ Satyajit คือการเล่าเรื่อง เขาไม่บอกว่าสิ่งที่ Apu ทำนั้นดีหรือไม่ดี ควรทำหรือไม่ควรทำ แต่เปิดกว้างให้คนดูได้คิดและรู้สึกเอง ส่วนตัวผมไม่คิดว่า Apu เป็นเด็กไม่ดีนะครับ ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปเมื่อลูกโตขึ้น พ่อแม่ไม่ควรคาดหวังอะไรจากเขาแต่ควรจะสนับสนุน นั่นจะทำให้เขากลับมาเอง การถูกบังคับไม่ทำให้เด็กเห็นความสำคัญ แต่ความสมัครใจต่างหาที่เขาจะเห็นมันคือความจำเป็น ปมนี้กับผู้ชายมักจะเกิดขึ้นตั้งแต่เด็ก เพราะความที่แม่เป็นคนจู้จี้จุกจิก เรื่องมาก ภาพนี้จำติดตา เมื่อเทียบกับพ่อที่ดูสงบ สุขุม ใจเย็น เด็กชายชอบความเท่ห์ๆแบบนี้ เขาจะมีพ่อเป็น idol ประจำตัว โตขึ้นอยากเป็นเหมือนพ่อ (ผู้ชายแท้ๆ ไม่มีใครโตขึ้นอยากเป็นเหมือนแม่นะครับ) ในภาค 2 นี้เรายังเห็นไม่ชัดนะครับ ถ้าภาค 3 นี่ชัดเลย ความคิดของ Apu คล้ายพ่อมากๆ นี่คือเหตุผลที่ผมคิดว่าทำให้ Apu ไม่อยากอยู่กับแม่ อยากเป็นเอกเทศน์และอยากเป็นเหมือนพ่อมากกว่า

ภรรยาของ Satyajit ห่วงสามีของเธอมาก เพราะประเด็นของ Apu นี้รุนแรงมากๆ (สมัยนั้นมอง Apu เป็นเด็กอกตัญญูกันเลย) เธอคิดว่าคนในประเทศเราจะยอมรับลูกที่ทอดทิ้งแม่ให้ตายได้เหรอ “Do you think people in our country will accept a son’s relief at having won his freedom at his mother’s death?” Satyajit เข้าใจประเด็นและตอบว่า ลองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น เพราะตอนที่แม่ตาย Apu มีความรู้สึกเสียใจจริงๆ เมื่อเขาระลึกได้การตายของแม่คือเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงเขาไม่น้อย  “let’s see what happens. After all, later Apu was full of regret at his initial reaction upon his mother’s death. And as he realized, her death actually came as a very big blow to him.”

ใครดูภาคแรกแล้ว ดูภาคนี้ต่อได้เลย ใครที่เผลอเข้ามาอ่านแต่ยังไม่ได้ดูภาคแรก จงไปหาภาคแรกมาดูก่อนนะครับให้เรื่องมันต่อเนื่องกัน ไม่ควรอยู่ดีๆกระโดดมาดูภาคนี้ แต่จะดูก็ได้ไม่มีใครห้ามคุณได้ แต่อรรถรสบางอย่างจะหายไป ความเข้าใจต่อพื้นฐานของตัวละครมันทำให้คุณอินกันเนื้อเรื่องไม่พอแน่ๆ จัดเรต PG เท่าภาคที่แล้วนะครับ

คำโปรย : “Aparajito เรื่องที่สองของ The Apu Trilogy โดย Satyajit Ray กับความหาญกล้าในการเล่าความปัญหาสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ด้วยความซื่อตรง และสวยงามที่สุด”
คุณภาพ : SUPERB
ความชอบ : SO-SO

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of