Army of Shadows (1969)

Army of Shadows

Army of Shadows (1969) French : Jean-Pierre Melville ♥♥♥♥

สัมผัสความรู้สึกอันมืดหมองหม่นสิ้นหวัง ของสมาชิกขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส (French Resistance) ที่ต่อสู้กับนาซีเยอรมันขณะเข้ายึดครองฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทั้งรู้มันอาจไม่มีประโยชน์อะไร แล้วยังจะทนฝืนต่อสู้ไปเพื่ออะไร? อีกหนึ่งผลงาน Masterpiece ของผู้กำกับ Jean-Pierre Melville ถ่ายทอดออกมาจากจิตวิญญาณและความทรงจำของตนเอง

กระนั้นเรื่องราวส่วนใหญ่ของหนังเรื่องนี้ อ้างอิงเพียงบางส่วนจากเหตุการณ์จริงเท่านั้น ตัวละครทั้งหมดก็สมมติขึ้น (แต่รับอิทธิพลจากบุคคลจริงในประวัติศาสตร์บ้าง) ดัดแปลงจากนิยาย L’Armée des ombres (1943) แต่งโดย Joseph Kessel (1898 – 1979) นักข่าว/นักเขียน ที่บังเอิญจับพลัดจับพลูเข้าร่วมกลุ่มขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส เฉกเช่นเดียวกันกับผู้กำกับ Jean-Pierre Melville ทำให้ต่างรับรู้เข้าใจหัวอก ความรู้สึกของกันในช่วงเวลานั้นเป็นอย่างดี

เกร็ด: Joseph Kessel เป็นผู้เขียนนิยายเรื่อง Belle de Jour (1928) ได้รับการดัดแปลงสร้างภาพยนตร์โดย Luis Buñuel ออกฉายปี 1967

กระนั้น Melville ไม่ได้สร้าง Army of Shadows เพื่อนำเสนอเรื่องราวของขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส (แค่ใช้องค์กรนี้เป็นพื้นหลังของหนัง) แท้จริงคือกึ่งๆอัตชีวประวัติ สะท้อนบรรยากาศความรู้สึก ‘Expression’ ที่ตนเองสัมผัสได้ในช่วงเวลาดังกล่าวออกมาต่างหาก

“Army of Shadows is the book about the Resistance: the greatest and the most comprehensive about this tragic period in the history of mankind. Nevertheless, I had no intention of making a film about the Resistance. So I removed all realism, with one exception: the German Occupation.”

– Jean-Pierre Melville, 1971

Jean-Pierre Melville ชื่อเดิม Jean-Pierre Grumbach (1917 – 1973) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris ในครอบครัวเชื้อสาย Alsatian Jews, ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เข้าร่วมกลุ่ม French Resistance ต่อสู้กับ Nazi หลังสิ้นสุดสงครามเกิดความสนใจด้านภาพยนตร์ แต่ไม่มีสตูดิโอไหนอยากว่าจ้างเพราะไม่มีประสบการณ์ เลยตัดสินใจเป็นนักสร้างหนังอิสระ กำกับ-เขียนบท-โปรดิวเซอร์ ด้วยตนเองทั้งหมด ผลงานเรื่องแรก Le Silence de la mer (1949) โด่งดังเป็นพลุแตก ตามด้วย Les Enfants terribles (1950), Léon Morin, Priest (1961), Le Samouraï (1967), Army of Shadows (1969) ฯ

เกร็ด: ความชื่นชอบในนิยายของ Herman Melville (1819 – 1891) นักเขียนสัญชาติอเมริกัน ยุคสมัย American Renaissance ที่มีผลงานดังคือ Moby Dick (1851) เลยตัดสินใจเปลี่ยนนามสกุลตนเองจาก Grumbach กลายเป็น Melville ฟังดูเท่ห์กว่าเยอะ

เพราะความที่เป็นผู้กำกับก่อนการมาถึงของยุคสมัย French New Wave แต่ด้วยแนวคิดและวิธีการสร้างภาพยนตร์ ได้กลายเป็นอิทธิพลแรงบันดาลใจ แม่แบบให้กับผู้กำกับรุ่นนั้น François Truffaut, Jean-Luc Godard, Claude Chabrol, Jacques Rivette ฯ เลยได้รับการยกย่องให้เป็น ‘Godfather’ พ่อทูนหัวผู้ให้กำเนิดทางจิตวิญญาณของยุคสมัยนี้

ผู้กำกับ Melville ขึ้นชื่อลือชาเรื่องความหลอกลวงโลก ชอบอุปโลกน์สร้างแนวคิด กรอบกฎเกณฑ์ หลักการอะไรหลายๆอย่างขึ้นมา ที่เป็นจริงเฉพาะในโลกภาพยนตร์ของเขาเท่านั้น กระนั้นสิ่งที่เจ้าตัวไม่เคยโกหกโป้ปดต่อผู้ชมหรือใครๆ นั่นคือจิตวิญญาณ ตัวตน และโลกทัศนะความคิดอ่านของตนเอง ที่ปรากฎหลบซ่อนอยู่ในใจความของหนัง ขึ้นอยู่กับว่าผู้ชมจะสามารถเก็บเกี่ยวพบเห็นทำความเข้าใจได้มากน้อยแค่ไหน แยกแยะออกไหมอะไรคือจริงเท็จ ถูกผิด จำต้องใช้วิจารณาณครุ่นคิดทำความเข้าใจอย่างมากยิ่งเลยละ

เรื่องราวของ Philippe Gerbier (รับบทโดย Lino Ventura) หนึ่งในผู้นำขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส ถูกจับโดยตำรวจฝรั่งเศส (Vichy French) แต่เพราะขาดหลักฐานใดๆเลยแค่ถูกควบคุมตัวไว้ ขณะกำลังรอส่งตัวให้ทหารเยอรมันมีโอกาสหาทางหลบหนีได้สำเร็จ จากนั้นได้ติดต่อกับสายที่ Marseille
– Félix Lepercq (รับบทโดย Paul Crauchet) หัวหน้าขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส ประจำอยู่ที่ Marseille ไม่ค่อยชอบสวมหมวกปลอมตัวเป็นตำรวจ แต่เพราะเหตุนั้นกระมังกลางเรื่องเลยถูกจับ ทรมานเสียชีวิตจากการทนพิษบาดแผลไม่ไหว
– Guillaume Vermersch ฉายา Le Bison (รับบทโดย Christian Barbier) คนขับรถ จัดหาสิ่งของต่างๆเพื่อนำมาใช้ในปฏิบัติการ สามารถฆ่าคนได้ตามคำสั่งเว้นเสียแต่ … ด้วยฉายาควายไบซัน เป็นคนชอบใช้กำลัง ใจร้อน แต่ไม่ค่อยเฉลียวฉลาดเท่าไหร่
– Claude Ullmann ฉายา Le Masque (รับบทโดย Claude Mann) สมาชิกใหม่ของกลุ่มที่อยากทำอะไรยากๆท้าทายตนเอง แต่เมื่อพบว่าต้องฆ่าคนก็อ้ำอึ้งปอดแหก แต่การกระทำสุดท้ายของเขา ว่าไปมันช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี

สมาชิกคนอื่นๆของทีมที่ปรากฎตัวตามมา
– Jean-François Jardie (รับบทโดย Jean-Pierre Cassel) หนุ่มหล่อนักรัก อดีตนักขับเครื่องบิน ได้รับภารกิจส่งวิทยุไปให้กับสายที่ Paris เดินผ่านเอาตัวรอดการตรวจสอบของ Gestapo มาได้แบบหวุดหวิด แต่พบอีกด่านของตำรวจฝรั่งเศสที่ตรวจพบแต่ปล่อยผ่าน
– Luc Jardie (รับบทโดย Paul Meurisse) พี่ชายของ Jean-François ได้รับประดับเหรียญเชิดชูเกียรติคุณจาก Charles de Gaulle ขณะเดินทางไป London กับ Gerbier พบเจออีกครั้งช่วงท้ายเพื่อภารกิจบางอย่าง
– Mathilde (รับบทโดย Simone Signoret) แม่บ้านลูกหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นคนประสานงานส่งของ ต่อมาทำหน้าที่วางแผนควบคุมปฏิบัติการเพื่อช่วยเหลือ Lepercq และ Gerbier สุดท้ายเมื่อถูกจับเสียเองกลับโดนสาวไส้ง่ายๆ เพราะในตัวเธอพบรูปลูกสาวพร้อมที่อยู่ กดดันถ้าไม่บอกความจริงจะส่งตัวไปเป็นโสเภณีทหารที่ค่ายกักกันโปแลนด์

ทีมนักแสดงชุดนี้ต้องถือว่าครบเครื่องมากด้วยฝีมือ
– Lino Ventura (1919 – 1987) นักแสดงสัญชาติอิตาเลี่ยน แต่มาโด่งดังกลายเป็นตำนานกับวงการภาพยนตร์ฝรั่งเศส ถึงขนาดได้รับการโหวตติดอันดับ 23 ชาร์ท ‘100 greatest Frenchmen’ เป็นนักแสดงทรงอิทธิพลอย่างยิ่งแห่งยุค ผลงานเด่นๆ อาทิ Elevator to the Gallows (1958), La bonne année (1973), Les misérables (1982) ฯ
– Simone Signoret (1921 – 1985) คือโคตรนักแสดงในตำนานสัญชาติฝรั่งเศส ที่คว้ารางวัลมาเกือบครบทุกสถาบันทั้ง Oscar, BAFTA, Césars, David di Donatello, Cannes: Best Actress, Silver Bear for Best Actress พลาดแค่ Golden Globe กับ Volpi Cup for Best Actress เท่านั้นเอง ผลงานเด่นๆ อาทิ The Crucible (1957), Room at the Top (1958) ** คว้า Oscar, Ship of Fools (1965), Madame Rosa (1977) ฯ
– Paul Meurisse (1912 – 1979) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส ตอนแรกตั้งใจเป็นนักร้อง คบหา Edith Piaf อยู่สักพักแต่ไม่เห็นแวว เลยแนะนำให้เขาสู่วงการภาพยนตร์ ผลงานเด่นๆที่หลายคนอาจคุ้นหน้า อาทิ Les Diaboliques (1955)
– Jean-Pierre Cassel (1932 – 2007) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศสผู้ได้รับการค้นพบโดย Gene Kelly รับบทเล็กๆใน The Happy Road (1957) ก่อนกลายเป็นขาประจำของผู้กำกับ Philippe de Broca อาทิ The Love Game (1960), Male Companion (1964) ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Breach (1970), The Discreet Charm of the Bourgeoisie (1972), Murder on the Orient Express (1974), La Cérémonie (1995) ฯ

ปกติแล้วขาประจำถ่ายภาพของ Melville จะคือ Henri Decaë แต่เหมือนจะไม่ว่างเลยติดต่อ Pierre Lhomme กับ Walter Wottitz เลือกใช้เฉดสีเดียวกับหนังเรื่อง Le Samouraï (1967) ประกอบด้วย เทา น้ำเงิน และดำ มอบสัมผัสอันอึมครึม บรรยากาศหมองหม่น เย็นยะเยือก สูบเอาความอบอุ่นสดใสทิ้งไปจนหมดเกลี้ยง

ฉากแรกของหนังก็ท้าทายกับ Taboo ของประเทศฝรั่งเศสสมัยนั้นมากๆ เพราะรัฐบาลสั่งห้ามมิให้ใครก็ตามสวมชุดทหารเยอรมัน เดินสวนสนามโดยเฉพาะที่ประตูชัย Arc de triomphe de l’Étoile, Champs Elysees คงกลัวว่าประชาชนจะตื่นตระหนก ย้อนรอยหวนนึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2, เห็นว่านี่เป็นฉากสุดท้ายของการถ่ายทำ ตอนแรกตั้งใจใส่เป็น Epilogue แต่พอทดลองฉายรู้สึกไม่เวิร์คเลยเปลี่ยนมาเป็น Prologue ใช้แทนคำอธิบายรวบย่อสิ่งที่เกิดขึ้นในหนังได้เป็นอย่างดี (เป็นฉากที่บ่งบอกว่า ทหารเยอรมันได้เข้ายึดครองใจกลางของประเทศฝรั่งเศสแล้วนะ)

เกร็ด: ผู้กำกับ Melville เคยให้สัมภาษณ์บอกว่า นี่เป็นฉากที่ตนเอง ‘proudest’ ภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต … เอะ ไหงงั้นละ?

ลักษณะของหนังมีความเป็น Minimalist เน้นการกระทำแสดงออกของตัวละครมากกว่าคำพูด แต่ก็ใช้เสียงบรรยายเพื่ออธิบายอะไรหลายๆอย่าง ซึ่งบางครั้งภาพช็อตเดียว จัดวางองค์ประกอบ อธิบายได้แทบทุกสิ่งอย่าง

จริงๆจะมีช็อตก่อนหน้านี้ที่ Philippe Gerbier เดินทัวร์ค่ายกักกันตรงเข้าหากล้อง เป็น Long-Take ที่ใช้การซูมเข้า-ออก เคลื่อนแพนไปมาซ้ายทีขวาที (ตามการเดินโฉบเฉี่ยวไปมาของตัวละคร) และเสียงบรรยายแนะนำสมาชิกประเภทต่างๆของค่ายกักกันจากหลายๆชนชาติ/เชื้อชาติ ซึ่งคงจะพอดิบพอดีกับขณะที่เขาเดินโฉบไปยังบ้านหลังต่างๆ

สำหรับช็อตนี้เป็น Long-Take เช่นกัน มีหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนหน้าซึ่งถูกจัดวางตำแหน่งให้เห็นครบหมด และมีการใช้ Deep-Focus ทำให้เห็นภาพคนเล่นโดมิโน่ด้านหลังคมชัดลึก

ฉากในค่ายกักกันนี้สะท้อนกลุ่มบุคคลที่มีความสนใจต่อสถานการณ์บ้านเมือง จากทั้งหมด 6 คน
– 3 คนดีแต่พูด พอเอาเข้าจริงก็ไม่แยแสสนใจ มัวแต่เล่นโดมิโนอยู่ด้านหลัง ใช้ชีวิตผ่านไปวันๆอย่างไร้ค่า (เกมโดมิโนคือตัวต่อจับคู่ ประติดประต่อโน่นนี่นั่นเป็นเรื่องเป็นราว แต่หาได้ล่วงรู้พบเห็นข้อเท็จจริง)
– 1 คือคนที่มิมีโอกาสทำอะไร สิ้นลมจากไปไม่ได้ยินแม้เสียงพูด คุ้นๆว่าชายคนนั้นมีอาชีพเป็นครูสอนหนังสือ ผู้วางรากฐานให้กับเด็กๆคนรุ่นใหม่ แต่ขณะนั้นโลกมันช่างไร้อนาคตเสียเหลือเกิน
– 1 คือชายหนุ่มเป็นคอมมิวนิสต์ ที่พร้อมลุกฮือขึ้นต่อสู้ แค่รอคอยวันเวลาโอกาสเหมาะสม
– และ 1 คือผู้นำกลุ่มต่อต้าน

คนกำลังวิ่งหนีเอาตัวรอดสถานการณ์คับขันเป็นตาย บังเอิญหลบเข้าร้านตัดผม แต่ไฉนมีอารมณ์โกนหนวดซะงั้น! นี่แหละครับโลกของ Melville ผมมองเป็น Black Comedy ที่เสียดสีโลกความจริง เพราะคงไม่มีใครกันหรอก ขณะกำลังลุ่มร้อนรนเข้าร้านตัดผมแล้วปล่อยไหลตามน้ำแบบนี้

การแค่โกนหนวดไม่ทำให้ Philippe Gerbier กลายเป็นแบบ Clark Kent/Superman ผู้คนจดจำไม่ได้หรอกนะ แต่มองเป็นเชิงสัญลักษณ์คือการเริ่มต้นใหม่ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาสดใส พร้อมแล้วจะกลับสู่การทำงานในขบวนการต่อต้านฝรั่งเศสต่อไป

แต่เหมือนฉากนี้จริงๆแล้วต้องการขายนักแสดงที่มารับเชิญ Cameo ก็คือ Serge Reggiani (1922 – 2004) ชาวอิตาเลี่ยน ที่ย้ายตามครอบครัวสู่ฝรั่งเศสตั้งแต่เด็ก กลายมาเป็นนักแสดง ได้รับการช่วยเหลือจาก Simone Signoret และสามี Yves Montand ตอนอายุ 43 กลายเป็นนักร้องที่กำลังโด่งดัง ก็หวังว่าจะเกาะกระแสดังได้บ้างแต่ที่ไหนได้…

ผมประทับใจฉากนี้ที่สุดในหนังเลย คนทรยศต่อขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส ชะตากรรมของเขาก็มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่เมื่ออะไรๆก็ไม่พร้อมสักอย่าง ปืนยิงไม่ได้เพราะดังเกินบ้านข้างๆได้ยิน มีดไม่มี สุดท้ายก็… มันเป็นอะไรที่โคตรทุลักทุเล โหดเหี้ยมทารุณ แต่ไอ้หนุ่มคนนี้กลับแทบไม่ขัดขืนใดๆ คงรู้ตัวว่าไม่มีประโยชน์อะไร ไม่คิดเอ่ยปากขอโทษขออภัยด้วยนะ

เอาจริงๆมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วนะครับ คนรู้ตัวกำลังจะถูกฆ่าแต่ไม่ขัดขืน ดิ้นรนร้องขอชีวิต แต่เพราะนั่นอาจไม่ใช่สาระสำคัญของฉากนี้ ที่ต้องการนำเสนอหนึ่งในหน้าที่/งานของขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส จัดการกับผู้คิดกบฎขายชาติอย่างเลือดเย็นชา ซึ่งช่วยเสริมบรรยากาศยะเยือกเย็นชาของหนังในความรู้สึกให้กับผู้ชมได้มากทีเดียว

นี่เป็นช็อตชัดที่สุดของนายพล Charles de Gaulle ช่วงฝรั่งเศสถูกยึดครองโดยนาซีเยอรมัน (ให้การหนุนหลังโดย Vichy French) เจ้าตัวอาศัยอยู่อย่างสุขสบายที่ประเทศอังกฤษ คอยออกคำสั่งผ่านวิทยุสื่อสาร และหาทางต่อรองกับฝ่ายสัมพันธมิตรเพื่อให้ช่วยเหลือประเทศของตน (แต่เหมือนจะไม่มีใครยอมช่วย หลังจากนั้นเลยจงเกลียดอเมริกันเข้าไส้เลยละ)

การนำเสนอภาพของ Charles de Gaulle ในลักษณะที่ไม่เด่นชัดนี้ เพราะผู้กำกับ Melville ไม่ได้ต้องการความสมจริงให้ปรากฎอยู่ในหนัง ให้ดูเหมือนในจินตนาการเพ้อฝันของตนเองมากกว่า

คนทั่วไปอาจมองว่านี่เป็นฉาก Anti-American เพราะความไม่แยแสสนใจการเกิดขึ้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งเจอดีเข้ากับตัว (ข้างนอกระเบิดลง แต่ข้างในกลับเต้นรำอย่างสำราญใจ) แต่ผมมองว่านี่เป็นการเคารพคารวะ เชิดชูบูชา ‘Personal Memory’ ของผู้กำกับ Melville ที่มีความหลงใหลใน American Culture ก่อนหน้านี้พบเห็นภาพยนตร์ Gone With the Wind (1939) และซีนนี้กับภาพของทหารอเมริกัน เต้นรำด้วยลีลาท่าทางสุดเร้าใจ คลอเบาๆด้วยบทเพลงแจ๊ส Stompin’ at the Savoy ของ Benny Goodman

ฉากบนเครื่องบินระหว่างรอคอยกระโดดร่ม ไม่ยักรู้มีเสริฟขนมกับกาแฟด้วย! นี่พี่แกขึ้น First Class มาหรือยังไง? แถมครั้งแรกไร้ซึ่งความตื่นเต้นหวาดสะพรึงกลัวใด งีบหลับสบายใจเฉิบ

ว่าไปเครื่องบินกระโดดร่มลำไหนมีภายในแบบนี้ สังเกตจากการออกแบบเต็มมีความดำมืดและโค้งมน แถมเครื่องบินอยู่บนอากาศ ก็ราวกับว่านี่คือในหัว/มันสมองของผู้กำกับ Melville ที่ดูแล้วไม่อยากกลับสู่ฝรั่งเศสเท่าไหร่ แต่เพราะภาระหน้าที่ดนใจ เลยต้องกระโดดลงมาจากสวรรค์สู่พื้นดิน(หรือขุมนรกกัน)

สามเกลอในภารกิจช่วยเหลือ Félix Lepercq ที่ถ้าเป็นหนังทั่วๆไป คงเลือกวิธีการใช้ระเบิด มี Action ยิงปืนโต้ตอบสู้ แต่ไม่ใช่ในหนังของ Melville ที่เลือกความ Minimalist ทั้งสามปลอมตัวเป็นทหารและนางพยาบาล จะมีก็แต่ Mathilde เท่านั้นเป็นผู้พูดคุยสื่อสาร (เธอคงเป็นหัวหน้าของปฏิบัติการนี้) ซึ่งขณะที่หมอออกมาบอกว่า เคลื่อนย้ายผู้ป่วยไม่ได้ สันชาตญาณของเธอครุ่นคิดตัดสินใจตอบทันควันแบบทหารเยอรมัน ไม่ให้หลงเหลือความน่าสงสัยใดๆค้างคาใจ, การแสดงของ Simone Signoret ฉากนี้ต้องปรบมือให้เลย เฉียบคมกริบจริงๆ ซึ่งขณะขากลับจะมีช็อต Close-Up ใบหน้าของเธอ เหมือนคนอยากจะร้องไห้แต่กลั้นน้ำตาไว้เพราะภารกิจไม่สำเร็จ

ฉากได้รับการกล่าวขวัญมากที่สุดของหนัง คือเกมของทหารนาซีในการประหารนักโทษ นี่ไม่รู้มีจริงในประวัติศาสตร์หรือผู้เขียนนิยายครุ่นคิดค้นขึ้นมาเอง กติกาคือจะให้โอกาสนักโทษออกวิ่ง ใครเร็วสุดก็จะมีชีวิตยืนยาวนานหน่อย แต่จะหนีพ้นไหมนั่นแล้วแต่ดวง

สองช็อตคือการหันซ้ายขวาของ Philippe Gerbier ภาพแรกเห็นทหารเยอรมันประจำอยู่ตำแหน่งปืนกล (ราวกับผู้ชม)

และภาพสองคือทิศทางการวิ่ง (ราวกับจอภาพยนตร์)

ช็อตสุดท้ายของหนังเลือก สะท้อนกับ Prologue เห็นภาพของประตูชัย Arc de triomphe de l’Étoile, Champs Elysees ผ่านกระจกหน้ารถ ขณะที่คนอื่นๆมืดมิดดำสนิท, ฉากนี้สะท้อนถึงกลุ่มบุคคลสมาชิกขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส ที่เปรียบเสมือน Army of Shadows ผู้คอยอยู่เบื้องหลังดั่งเงามืด คอยต่อสู้เพื่อปลดแอกประเทศฝรั่งเศสให้กลายเป็นไท ได้รับอิสรภาพจากนาซีเยอรมัน

สมาชิกขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส สังเกตว่าพวกเขาจะใช้ชื่อฉายา ไม่มีใครล่วงรับรู้ชื่อจริง เวลาเสียชีวิตก็หาผู้อ้างอิงถึงไม่ได้ ตายเพื่อชาติแต่ไม่ได้รับการยกย่องสรรเสริญใดๆ นี่เรียกว่า ‘เงา’ โดยแท้

ตัดต่อโดย Françoise Bonnot นักตัดต่อสัญชาติฝรั่งเศส ผลงานดังๆอาทิ Z (1969), The Simple Past (1977), Missing (1982), Mad City (1997), Frida (2002), Across the Universe (2007) ฯ

หนังมีการลำดับเรื่องราวที่ค่อนข้างแปลกประหลาดทีเดียว หลักๆคือในมุมมองและเสียงบรรยายของ Philippe Gerbier แต่หลายครั้งเหมือนการส่งไม้ต่อ เล่าเรื่องผ่านตัวละครอย่าง Félix Lepercq, Jean-François Jardie, Mathilde, Claude Ullmann (ฉายา Le Masque) ฯ

ไดเรคชั่นการลำดับเรื่องครั้งที่น่าสนใจมากๆ, Lepercq พบเจอกับ Jean-François ที่บาร์แห่งหนึ่ง ชักชวนให้มาร่วมงาน -> Jean-François เดินทางสู่ Paris โดยรถไฟ ขนวิทยุใส่กระเป๋า เอาตัวรอดผ่านสองด่านตรวจอย่างหวุดหวิด -> มาถึงที่นัดหมาย ส่งวิทยุเครื่องหนึ่งให้ Mathilde จับยัดใส่กระเป๋า แล้วออกเดินทางต่อ

ความเถลไถลเฉไฉของการเล่าเรื่อง แทนที่จะมุ่งตรงเฉพาะมุมมองของ Philippe Gerbier ว่าไปสะท้อนกับตอนที่เขาหลบหนีแล้ววิ่งเข้าร้านตัดผม เออออห่อหมกตามน้ำ โกนหนวดให้หน่อยแล้วกัน อารมณ์และเหตุผลคงประมาณนี้เลยละ

เพลงประกอบโดย Éric Demarsan สัญชาติฝรั่งเศส ที่ก่อนหน้านี้เป็นผู้เรียบเรียง (Arranger) ให้กับ François de Roubaix เรื่อง Le Samouraï (1967) ซึ่ง Melville คงเกิดความประทับใจอย่างยิ่ง เลยชักชวนให้มาทำเพลงประกอบเรื่องนี้ และ Le Cercle rouge (1970)

หนังมีส่วนผสมของ Original Score และบทเพลงมีชื่อ อาทิ
– Mozart: Symphony No. 41 in C major, K. 551 (Jupiter Symphony)
– Beethoven: Symphony No. 6 in F major, Op. 68 (Pastoral Symphony)
– Benny Goodman: Stompin’ At The Savoy
– Morton Gould: Spirituals for Strings Choir and Orchestra: 4th Movement

Thème de Gerbier ไวโอลินประสานพื้นหลัง เริ่มต้นท่วงทำนองด้วยเปียโนที่มีความลื่นพริ้วไหว ส่งต่อแปรสภาพกลายเป็นแอคคอร์เดียน และสุดท้ายไวโอลินที่ผสมเข้ากันพื้นอย่างกลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกัน, นี่คือบทเพลงที่แทนด้วยจิตวิญญาณของ Philippe Gerbier เห็นภายนอกจากหนังมีความเข้มแข็งหยาบกระด้าง เสียงพูดบรรยายก็ดูโหดเหี้ยม แต่จิตใจของเขาก็ประหนึ่ง Theme Song นี้ เจ็บปวดรวดร้าว โหยหวนทุกข์ทรมาน ไร้ซึ่งหนทางออก อนาคตไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น สงครามเมื่อไหร่ถึงสิ้นสุดลง ทุกอย่างหวังว่ามันคงกลับมาเหมือนเดิมได้อีก

 

Army of Shadows อย่างที่บอกไปตอนต้น ไม่ใช่ภาพยนตร์เกี่ยวกับขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส แต่คืออารมณ์ความทรงจำของผู้กำกับ Jean-Pierre Melville ถ่ายทอดออกมาเป็นบรรยากาศในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ที่เต็มไปด้วยความอึดอัดคับข้อง มืดหม่นหมองมัว นี่ฉันกำลังทำบ้าอะไรอยู่ ซึ่งความหลงใหลในวัฒนธรรมอเมริกัน เกิดความคลั่งไคล้อยากที่จะมุ่งไปสู่หนทางแห่งนั้น แต่สุดท้ายก็ต้องกลับคืนสู่โลกอันโหดร้ายนี้ เป็นตายคงอยู่ที่เรื่องของโชคชะตา

“Unhappy memories! Yet I welcome you, You are my long-lost youth…”

คำว่า You ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงผู้ชม แต่คือความทรงจำและภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่เป็นของผู้กำกับ Jean-Pierre Melville ถึงมันไม่ได้มีความสุขนัก และทำให้วัยรุ่นของตนเองได้สูญสิ้นจากไป แต่ก็ยินดีต้อนรับ เพราะมันคือส่วนหนึ่งของตัวฉันเอง

‘State of Mind’ สภาพจิตใจของคนที่เป็นสมาชิกขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส
– ต้องยินยอมรับชะตากรรมอันโหดร้าย ทุกข์ทรมาน และความตายที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นกับตนเองทุกเมื่อ
– ภารกิจที่ได้รับ บางครั้งใช้ความรุนแรง หรืออาจต้องฆ่าคนตาย เตรียมใจพร้อมที่จะลงมือกระทำหรือยัง?
– เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อครอบครัว ญาติสนิทมิตรสหาร จะต้องเปลี่ยนชื่อปลอมตัว ตัดขาดจากทุกสิ่งอย่าง หลงเหลือจุดอ่อนหรือเก็บรูปภาพของคนรักติดตัวไม่ได้เป็นอันขาด
– การตัดสินใจบางอย่าง อาจขัดต่อสำนึกมโนธรรมของตนเอง แต่เพื่ออนาคตประเทศชาติต้องมาก่อนทุกสิ่งอย่าง

สิ่งต่างๆเหล่านี้ใช่มนุษย์ทุกคนจะสามารถเตรียมพร้อมรับมือได้ ซึ่งหนังได้บรรจงจัดสรรใส่ข้อบกพร่องต่างๆกับตัวละครทั้งหลาย
– Félix Lepercq พบเจอชะตากรรมอันโหดร้าย ถูกทรมานปางตายแต่ก็ไม่คิดทรยศหักหลังพวกพ้อง
– Le Masque รับไม่ได้ที่ต้องพบเห็นหรือแสดงออกซึ่งความรุนแรง แต่พร้อมยอมเสียสละเจ็บตัวตายเพื่อผู้อื่นได้
– Mathilde ตัดภาระจากครอบครัวไม่ได้ จำต้องพกรูปลูกสาวไว้ตลอดเวลา กลายเป็นจุดอ่อนอันนำไปสู่ความตาย
– Le Bison ถึงจะปฏิบัติได้ทุกภารกิจ แต่สำนึกมโนธรรมของตัวเอง ทำใจไม่ได้ที่ต้องกำจัดใครบางคนซึ่งเป็นหนี้บุญคุณอย่างล้นพ้น

ขณะที่ Philippe Gerbier ต้องถือว่าเพรียบพร้อมทีครบทุกอย่าง สามารถยินยอมรับชะตากรรมของตนเองเมื่อถึงครา, ไร้ซึ่งญาติมิตร ตัดขาดทุกสิ่งอย่าง, สามารถตัดสินใจและลงมือกระทำรุนแรงเด็ดขาด เพื่ออนาคตประเทศชาติมาก่อนทุกสิ่งอย่าง

Melville รู้สึกเสียใจหรือไม่ที่เข้าร่วมขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส? อันนี้หนังก็ไม่ได้แสดงทัศนะความคิดเห็นออกมาตรงๆ แต่ปลายเปิดทิ้งไว้ให้ผู้ชมครุ่นคิดหาคำตอบด้วยตนเอง กระนั้นหลายคนคงมองว่า เขาคงต้องรู้สึกผิดพลาดมากแน่ๆ เลยสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยบรรยากาศอันเย็นยะเยือก เศร้าสลดหดหู่ (คือถ้าไม่รู้สึกเสียใจต่อการเข้าร่วมครั้งนั้น ก็น่าจะสร้างหนังให้มีโทนสดใสสดชื่น ยกย่องเชิดชูวีรบุรุษของชาติมากกว่านี้)

จริงๆผมก็มองเป็นตราบาปของ Melville เพราะความที่ตนเองไม่สามารถอยู่เฉยนั่งเล่นโดมิโน่เหมือนชายสามคนในคุกกักกันต้นเรื่องได้ อย่างน้อยก็เหมือนชายหนุ่มที่ต้องการทำอะไรสักอย่างเพื่อดิ้นหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้ ขบวนการต่อต้านฝรั่งเศสคงคือองค์กรเดียวขณะนั้นไม่มีทางเลือกอื่น เอาว่ะ! เป็นกองทัพเงาก็ยังดีกว่ารอวันตายไม่ทำอะไร

หนังออกฉายในจังหวะที่ไม่ดีเสียเลย ด้วยสามเหตุผลใหญ่ๆ
– แม้สงคราม Algerian War จะสิ้นสุดไปตั้งแต่ปี 1962 แต่ภาพยนตร์ที่ทำการยกย่องกลุ่มคณะปฏิวัติ (ต่อให้มันเป็น French Resistance ก็เถอะ) ยังถือเป็นประเด็นต้องห้าม เพราะเหมือนไปถือหางเข้าข้างส่งเสริมสนับสนุนให้โค่นล้มรัฐบาลผู้นำประเทศ
– ฝรั่งเศสปีนั้นเพิ่งผ่านพ้นเหตุการณ์ May 68 การปฏิวัติทางอุดมคติครั้งสำคัญ แม้ไม่ประสบความสำเร็จในเรื่องการล้มล้างรัฐบาล แต่ได้เปลี่ยนวิถี สังคมจารีต ของฝรั่งเศสไปโดยสิ้นเชิง [ใครอยากอ่านรายละเอียด May 68 แบบเต็มๆ ผมเขียนไว้ค่อนข้างละเอียดที่หนัง The Mother and the Whore (1973)]
– การหมดสิ้นคะแนนนิยมของประธานาธิบดี Charles de Gaulle (ส่วนใหญ่ๆก็จากเหตุการณ์ May 68) ทำให้ต้องรีไทร์ลงจากตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายน 1969 ซึ่งหนังออกฉายเดือนกันยายน ยังคงมีภาพของ de Gaulle ในเชิงยกย่องเสียด้วย เลยไม่ค่อยถูกใจชาวฝรั่งเศสสักเท่าไหร่

รวมๆแล้วเลยทำให้เสียงตอบรับคำวิจารณ์ตอนหนังออกฉายย่อยยับเยิน จนไม่ได้ถูกส่งออกไปฉายต่างประเทศ กระทั่งได้รับการรื้อฟื้นโดยบทความหนึ่งของนิตยสาร Cahiers du cinéma เมื่อกลางทศวรรษ 90s สร้างความฮือฮาให้เกิดขึ้นในวงการ ตามมาด้วยเกิดฉบับบูรณะ Remaster เมื่อปี 2005 เข้าฉายอเมริกาปี 2006 ทำเอานักวิจารณ์ขนลุกขนพองกันถ้วนหน้า ยกย่องว่าคือผลงาน Masterpiece เรื่องเยี่ยมที่สุดของผู้กำกับ Jean-Pierre Melville

ต้องถือเป็นความโชคดีเล็กๆของหนังด้วย เพราะฟีล์ม Negative ม้วนสุดท้ายที่ได้รับการค้นพบเมื่อปี 2005 แม้ภาพกลายเป็นสีชมพูเสื่อมสภาพเกือบนำมาใช้บูรณะไม่ได้ แต่เพราะตากล้อง Pierre Lhomme ยังคงมีชีวิตอยู่ เข้ามาช่วยตรวจสอบปรับโทนสีให้ได้ใกล้เคียงต้นฉบับมากที่สุด, Remaster โดย Eclair Laboratories ณ กรุง Paris คุณภาพดิจิตอล 2K คมชัดกริบ

ส่วนตัวค่อนข้างชอบหนังเรื่องนี้ ในหลายๆไดเรคชั่นที่เต็มไปด้วยความน่าสนเท่ห์หลงใหล สัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของ Jean-Pierre Melville ถ่ายทอดออกมาคงต้องถือว่าสมบูรณ์แบบที่สุดแล้ว

แนะนำคอหนังฝรั่งเศส สนใจขบวนการต่อต้านฝรั่งเศส (French Resistance) ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง, รู้จักผู้กำกับ Jean-Pierre Melville แฟนๆนักแสดง Lino Ventura, Simone Signoret, Paul Meurisse, Jean-Pierre Cassel ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับบรรยากาศความตึงเครียดเข้มข้น

TAGLINE | “Army of Shadows คือโลกในความทรงจำของ Jean-Pierre Melville ถ่ายทอดออกมาเต็มเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณ”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of