Tales of a Street Corner

Tales of a Street Corner (1962) hollywood : Yusaku Sakamoto & Eiichi Yamamoto ♥♥♥♥♡

อนิเมชั่นเรื่องแรกๆของ Mushi Production (ก่อตั้งโดย Osamu Tezuka) ทำการทดลองสร้างตัวละครจากภาพโปสเตอร์ที่ติดอยู่ตามตรอกซอกซอย แม้ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหว แต่ใช้ลูกเล่นตัดต่อสร้างจังหวะให้สอดคล้องบทเพลง แถมยังมีเรื่องราวจับต้องได้, คว้ารางวัล Ōfuji Noburō Award

Osamu Tezuka เป็นชื่อที่ใครต่อใครต่างให้การยกย่องสรรเสริญ เจ้าของฉายา God of Manga และ Godfather of Anime สรรค์สร้างผลงานอมตะอย่าง Astro Boy, Kimba the White Lion, Princess Knight, Phoenix, Dororo, Black Jack ฯ แต่แปลกที่ไม่ค่อยมีใครในวงการอนิเมชั่นพูดกล่าวถึงสักเท่าไหร่?

เท่าที่ผมสืบค้นหาข้อมูลก็พบว่า Tezuka เป็นที่รังเกียจจากบรรดาคนทำงานสายอนิเมะเสียมากกว่า โดยเฉพาะ Hayao Miyazaki ทั้งๆเคยเป็นไอดอล รับอิทธิพลสไตล์ลายเส้นมาไม่น้อย แต่พอเติบใหญ่ได้เรียนรู้จักมุมมอง วิสัยทัศน์ ถึงได้ค้นพบพฤติกรรมชั่วร้าย ความเห็นแก่ตัว สาเหตุที่นักอนิเมเตอร์ระดับล่าง (In-Between Animator) คุณภาพชีวิตย่ำแย่ ถูกกดค่าแรงต่ำๆ ก็มีจุดเริ่มต้นมาจากชายคนนี้นี่แหละ!

When I was finally forced to admit that my drawings actually did look like Tezuka’s, I took out the sketches I had stored in the drawer of our dresser and burned them all. I burned them and resolved to start over from scratch, and in the belief that I needed to study the basics first, I went back to practicing drawing and draftsmanship. Yet it still wasn’t easy to rid myself of Tezuka’s influence.

I found myself disgusted by the cheap pessimism of works like [Mermaid] or [The Drop], which showed a drop of water falling on a thirsty man adrift at sea. I felt that this pessimism was qualitatively different from the pessimism Tezuka used to have in the old days, as in the early days of [Astro Boy], for example — but it also could have been that in the early days I felt great tragedy and trembled with excitement at Tezuka’s cheap pessimism precisely because I was so young.

Hayao Miyazaki

เอาจริงๆมันอาจไม่ใช่ความผิดของ Tezuka เพียงฝ่ายเดียว ยังต้องโทษความเห็นแก่ตัวของพวกนายทุน สตูดิโออนิเมชั่น ใช้เงินทุนน้อยๆ ได้กำไรงามๆ คุณภาพห่วยๆก็ช่างหัวมัน แต่นั่นคือผลงานของบุคคลได้รับฉายา God of Manga, Godfather of Anime จริงๆนะหรือ?? ลองรับชมคลิปนี้ดูนะครับ วิเคราะห์เหตุผลที่วิสัยทัศน์ของ Tezuka บ่อนทำลายอุตสาหกรรมอนิเมะญี่ปุ่นได้อย่างน่าสนใจทีเดียว

How Tezuka Osamu Ruined the Anime Industry: https://www.youtube.com/watch?v=e3Mf03ZIROg


เมื่อพูดถึงผลงานของ Tezuka ผมเคยรู้จักแต่อนิเมะกระแสหลัก (Mainstream) อาทิ Astro Boy, Kimba the White Lion, Black Jack ฯ แต่เพิ่งมารับรู้ไม่นานมานี้ ไฮไลท์ที่แท้จริงนั้นคืออนิเมชั่นแนวทดลอง (Experimental) กล้าทำสิ่งแปลกใหม่ ท้าทายขนบกฎกรอบ ไม่มีใครเหมือน และไม่มีวันเหมือนใคร

ในบรรดาอนิเมชั่นแนวทดลองของ Tezuka จริงๆก็มีหลายเรื่องน่าสนใจ Mermaid (1964), Pictures at an Exhibition (1966), Jumping (1984), Broken Down Film (1985), Legend of the Forest, Part I (1987) ฯ แต่ผมหลงใหลคลั่งไคล้ Tales of a Street Corner (1962) ไม่ใช่แค่ลักษณะ ‘anti-Disney’ แต่ยังเนื้อเรื่องราวที่มีความเป็นมนุษยนิยม (Humanism) และใจความต่อต้านสงคราม (Anti-War) … อาจเป็นผลงานใกล้ตัวใกล้หัวใจ Tezuka มากที่สุดแล้วกระมัง!


Osamu Tezuka, 手塚 治 (1928-89) นักวาดมังงะ ผู้กำกับอนิเมะ เกิดที่ Toyonaka, Osaka ในครอบครัวฐานะมั่งคั่ง ตั้งแต่เด็กมารดาชอบพาบุตรชายไปรับชมการแสดง Takarazuka Grand Theater, หลงใหลภาพยนตร์ Bambi (1942) [อ้างว่ารับชมไม่ต่ำกว่า 80 รอบ] คือแรงบันดาลใจวาดรูปตั้งแต่เด็ก นอกจากนี้ยังชื่นชอบแมงเต่าทอง (Ground Beetle) นำมาใช้เป็นนามปากกา Osamushi (治虫)

โตขึ้นเข้าศึกษาการแพทย์ Osaka University ขณะเดียวกันใช้เวลาว่างเขียนมังงะ ตีพิมพ์ผลงานเรื่องแรก Diary of Ma-chan (1946) ลงหนังสือพิมพ์ Shokokumin Shinbun, แจ้งเกิดกับ New Treasure Island (1947), Lost World (1948), Metropolis (1949), ประสบความสำเร็จล้นหลามกับ …

  • Kimba the White Lion (1950-54) แรงบันดาลใจภาพยนตร์อนิเมชั่น The Lion King (1994)
  • Astro Boy (1952-68) จุดเริ่มต้นอนิเมะแนว Robot, Mecha
  • Princess Knight (1953-56) จุดเริ่มต้นมังงะ/อนิเมะแนว Shōjo

เมื่อปี ค.ศ. 1959, Tezuka ได้รับการติดต่อจาก Toei Animation แสดงเจตจำนงค์ต้องการดัดแปลงมังงะ Boku no Son Gokū (1953-59) หรือที่หลายๆคนรู้จักในชื่อไซอิ๋ว (Journey to the West) เห็นว่าในตอนแรกจะให้เครดิตผู้กำกับ แต่เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ด้านนี้ เลยลดบทบาทเหลือเพียงวาดภาพ Storyboard ปรากฎว่าทำงานล่าช้ากว่ากำหนด แถมปริมาณ 500+ หน้ากระดาษ จะกลายเป็นอนิเมชั่น 90 นาทีได้อย่างไร? … สุดท้ายแล้วสตูดิโอ Toei เลยจัดแจงทำโน่นนี่นั่นด้วยตนเอง กลายมาเป็น Alakazam the Great (1960)

ความผิดหวังต่อระบบการทำงานของ Toei Animation ทำให้เมื่อปี ค.ศ. 1961, Tezuka ตัดสินใจก่อตั้งสตูดิโออนิเมชั่นของตนเอง Tezuka Osamu Production ก่อนเปลี่ยนชื่อเป็น Mushi Production (虫プロダクション) แถมยังซื้อตัว(ด้วยการจ่ายเงินเพิ่มสองเท่าพร้อมค่าอาหารกลางวัน)นักอนิเมเตอร์หลายคน(มาจาก Toei Animation) อาทิ Yusaku Sakamoto, Eiichi Yamamoto, Hayashi Shigeyuki (Rintaro), Gisaburō Sugii, Gisaburō Sugii ฯ

เกร็ด: ภาษาญี่ปุ่น Mushi, 虫 แปลว่า Bug นำจากความชื่นชอบแมลงเต่าทองตั้งแต่เด็กของ Osamu Tezuka


จุดประสงค์การก่อตั้งสตูดิโอของ Tezuka เป้าหมายหลักๆคือดัดแปลงมังงะตนเองให้กลายเป็นอนิเมะ โดยในช่วงแรกๆที่ยังไม่สามารถขอทุนสร้างจากแห่งหนไหน เลยทำการควักเนื้อ(กำไรจากมังงะ)เป็นค่าใช้จ่ายเบื้องต้น เริ่มโปรเจคในฝัน ด้วยการดัดแปลงมังงะ Astro Boy วางแผนจะทำฉายรายสัปดาห์ทางโทรทัศน์

ต้องเกริ่นสักนิดนึงก่อนว่าหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (Post-War) วงการอนิเมชั่นในญี่ปุ่นอยู่ในจุดแช่แข็ง หยุดนิ่งนานนับทศวรรษ ถัดจาก Momotarō’s Sea Eagles (1942) และ/หรือ Momotaro: Sacred Sailors (1945) กว่าจะมีภาพยนตร์อนิเมชั่นขนาดยาว (Feature Length) ลำดับถัดมาก็คือ The White Snake Enchantress (1958) ของค่าย Toei Animation ซึ่งต้องใช้งบประมาณ เทคโนโลยี และนักอนิเมเตอร์จำนวนมหาศาล! มันจึงยังไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่มีความพร้อมขยับขยายมาสรรค์สร้างอนิเมะรายสัปดาห์

Tezuka เล็งเห็นโอกาสบุกเบิกช่องทางดังกล่าว จึงยื่นข้อเสนอต่อสถานีโทรทัศน์ ตัดราคาชาวบ้านชาวช่องให้เหลือเพียง ¥500,000 ล้านเยนต่อตอน (ประมาณ $3,000-$4,000 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งถือว่าน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย (ราคาโปรดักชั่นต่อตอนควรอยู่ที่ประมาณ ¥2-3 ล้านเยน) แล้วครุ่นคิดพัฒนาสารพัดเทคนิค ‘limited animation’ ที่มีความฉาบฉวย สำหรับการทำงานอย่างรวดเร็ว อาทิ วาดภาพนิ่งแล้วใช้ลูกเล่นภาพยนตร์ Panning, Zooming, Cross-Cutting, ออกแบบท่าทางขยับเคลื่อนไหวตัวละครซ้ำไปซ้ำมา (Reverse & Repeat Animation), โดยปกติอัตราเร็วการฉายอยู่ที่ 20-29 fps ปรับลงมาเหลือเพียง 10 fps ฯลฯ เหล่านี้ช่วยลดเวลางาน ลดงบประมาณ คุณภาพอาจไม่ดีเลิศ กลับถูกอกถูกใจผู้ชมบางกลุ่ม ชื่นชมในความอาร์ทจัดๆ

เทคนิควิธีการดังกล่าวอาจฟังดูน่าสนใจดี แต่ในความเป็นจริง Tezuka ได้สร้างมาตรฐานระดับต่ำให้วงการอนิเมชั่นญี่ปุ่น บรรดานายทุนต่างคาดหวังให้สตูดิโออื่นๆดำเนินรอยตาม ด้วยการลดค่าใช้จ่าย ทำกำไรงามๆ นั่นส่งผลกระทบถึงพนักงานระดับล่าง (โดยเฉพาะ In-Between Animation) ถูกกดค่าแรง แถมยังต้องทำงานเกินเวลา นำไปสู่การชุมนุมประท้วงหยุดงาน ค.ศ. 1961 … หนึ่งในแกนนำครั้งนั้นก็คือ Hayao Miyazaki รับไม่ได้กับสภาพการทำงาน เดือนหนึ่งต้อง OT (Overtime) เกินกว่า 230 ชั่วโมง เพื่อค่าแรงแค่ 8,000 เยน!


กลับมาที่จุดเริ่มต้นโปรเจค Astro Boy มันไม่ใช่ว่าจู่ๆ Tezuka จะสามารถเดินเข้าไปติดต่อของบประมาณจากนายทุน สถานีโทรทัศน์แห่งหนไหน เขาจึงใช้เงินเก็บ(กำไรจากมังงะ)เริ่มต้นสร้างตอน Pilot และวางแผนจัดงานนิทรรศการ Mushi Production Work Exhibition สำหรับโชว์ผลงาน ขายวิสัยทัศน์ แต่ถ้ามีแค่อนิเมะเรื่องนี้เรื่องเดียวก็คงน้อยเกินไปสักหน่อย

ด้วยเหตุนี้พอโปรดักชั่น Astro Boy ใกล้เสร็จสิ้น จึงแบ่งทีมงานบางส่วนแยกตัวออกมาสรรค์สร้าง ある街角の物語 อ่านว่า Aru Machi Kado no Monogatari แปลตรงตัว Tales of a Street Corner นำแรงบันดาลใจจากภาพโปสเตอร์ติดอยู่บนผนังกำแพงตามตรอกซอกซอย มาสรรค์สร้างเรื่องราว ‘Slice-of-Life’ ร้อยเรียงวิถีชีวิต กิจวัตรประจำวัน จนกระทั่งการมาถึงของสงครามโลก(ครั้งที่สอง) และหายนะหลังจากนั้น

ความที่ Tezuka เป็นคนงานยุ่งมากๆ ไหนจะมังงะ ไหนจะอนิเมะ โปรเจค Tales of a Street Corner จึงเพียงครุ่นคิดเรื่องราว (Original Idea) และวาดภาพร่างคร่าวๆ จากนั้นมอบหมาย Yusaku Sakamoto และ Eiichi Yamamoto รับหน้าที่ผู้กำกับ/ดูแลงานสร้างแทน

โปรดักชั่นใช้ระยะเวลาเพียงเดือนกว่าๆ ระหว่างกันยายน-ตุลาคม ค.ศ. 1962 ด้วยข้อจำกัดทั้งเงินทุนและระยะเวลา จึงต้องมองหาการทดลองเทคนิคใหม่ๆ ใช้ประโยชน์จากภาพโปสเตอร์ ลดงานอนิเมชั่นเคลื่อนไหว เพียงภาพวนซ้ำไปซ้ำมา (Reverse & Repeat Animation), ละเล่นกับเทคนิคภาพยนตร์ Panning, Zooming, Cross-Cutting และตัดต่อให้สอดคล้องเข้ากับเพลงประกอบ เพียงเท่านี้ผลลัพท์ถือว่าน่ามหัศจรรย์ยิ่ง!


ตัดต่อโดย Eiichi Yamamoto,

ตามชื่ออนิเมะ Tales of a Street Corner นำเสนอเรื่องราววุ่นๆที่บังเกิดขึ้นในตรอกซอกซอยแห่งหนึ่ง ดำเนินเรื่องในลักษณะ ‘ส่งไม้ผลัด’ เริ่มจากเด็กหญิงอาศัยอยู่ห้องใต้หลังคา พลัดทำตุ๊กตาหมีตกลงมาตรงระเบียง พบเห็นโดยลูกหนูอาศัยอยู่ในรู เต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วจู่ๆพลัดตกลงท่อระบายน้ำ มึนๆเบลอๆ ภาพโปสเตอร์บนผนังกำแพงเหมือนว่าจะสามารถขยับเคลื่อนไหว โยกไปโยกมาตามเสียงเพลง

อนิเมะอาจไม่ได้มีโครงสร้าง เนื้อเรื่องราวที่เป็นแก่นสาระ เพียงร้อยเรียงภาพวิถีชีวิต กิจวัตรประจำวัน พานผ่านช่วงเวลากลางวัน-กลางคืน ฤดูกาลผันแปรเปลี่ยน และคาบเกี่ยวระหว่างสงคราม (โลกครั้งที่สอง)

  • เด็กหญิงพยายามไขว่คว้าตุ๊กตาหมีที่ทำตกหล่น
  • ลูกหนูวิ่งเล่นซุกซน เต็มไปด้วยความฉงนสงสัย เป็นห่วงเป็นใยตุ๊กตาหมี
  • ต้นมะเดื่อพยายามมองหาสถานที่สำหรับเมล็ดพันธุ์ ให้กำเนิดชีวิตใหม่
  • โคมไฟถนนติดๆดับๆ แต่คอยให้การช่วยเหลือ ดูแลสมาชิกในตรอกซอกซอยแห่งนี้
  • แมงเม่าจอมกร่าง ชอบกลั่นแกล้งผู้อื่นไปทั่ว
  • โปสเตอร์นักเปียโน เกี้ยวพาราสีนักไวโอลิน ด้วยสายตาอิจฉาริษยาจากนางแบบสุดเซ็กซี่

การมาถึงของโปสเตอร์นายพล มาดเข้มครึมจริงจัง ตอนแรกที่มาแค่ใบเดียวยังไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรสักเท่าไหร่ แต่ครั้งถัดๆมาทำการฉีกกระชาก แปะเรียงเต็มผนังกำแพงรอบด้าน พร้อมๆเสียงสัญญาณเตือนเครื่องบินทิ้งระเบิด แสงไฟวูบวาบ เปลวเพลิงมอดไหม้ สุดท้ายลงเหลือเพียงเศษซากปรักหักพัง เหล่านี้สามารถสื่อถึงหายนะจากสงคราม แฝงใจความ Anti-War อย่างตรงไปตรงมา


เพลงประกอบโดย Takai Tatsuo, 高井 達雄 (เกิดปี 1933) นักแต่งเพลงสัญชาติญี่ปุ่น เกิดที่ Kobe City, Hyogo ตอนยังเด็กติดตามบิดาไปอาศัยอยู่ Dongdaemun, Seoul ก่อนเดินทางกลับหลังสงครามโลกครั้งที่สองมาปักหลัก Beppu City, Oita โตขึ้นศึกษาการแต่งเพลง Kunitachi College of Music ระหว่างนั้นมีโอกาสฝึกงานสถานีโทรทัศน์ NHK, ทำเพลงประกอบละครเวที Koma Theater, และได้รับชักชวนจาก Osamu Tezuka ทำเพลงประกอบอนิเมชั่น Tales of a Street Corner (1962) และ Astro Boy (1963)

งานเพลงของ Tatsuo มีความสนุกสนาน ครึกครื้นเครง อลเวง บรรเลงท่วงทำนองง่ายๆ ได้ยินซ้ำไปซ้ำมา ไม่นานนักก็เริ่มมักคุ้นชิน โยกศีรษะ ฮัมตามอย่างรวดเร็ว, หลายครั้งพยายามสรรค์สร้างท่วงทำนองให้สอดคล้องการกระทำ ท่าทางขยับเคลื่อนไหว และเติมเต็มด้วย Sound Effect ในลักษณะคล้ายๆ ‘Silly Symphonies’

ส่วนไฮไลท์ต้องยกให้การโต้ตอบกลับไปกลับมา ระหว่าง(โปสเตอร์)ไวโอลิน vs. เปียโน แน่นอนว่าย่อมต้องได้ยินการสนทนาภาษาดนตรี หยอกล้อ เกี้ยวพาราสี แรกๆอยู่ตัวคนเดียว เปล่าเปลี่ยวจิตวิญญาณ จนกระทั่งเมื่อเธอเข้ามา ชีวิตจึงเต็มไปด้วยสีสัน สงครามเกือบทำให้พวกเขาพลัดพราด แต่ท้ายที่สุดก็สามารถเคียงข้าง ตายจาก กลายเป็นนิรันดร์


การทดลองของ Tales of a Street Corner คือความพยายามค้นหาวิธีสรรค์สร้างอนิเมชั่น ทำอย่างไรให้ประหยัดเวลา งบประมาณ รวมถึงปริมาณนักอนิเมเตอร์ที่เข้ามามีส่วนร่วมในโปรเจค ซึ่งอนิเมะเรื่องนี้จัดเต็มด้วยสารพัดเทคนิค ใช้ภาพโปสเตอร์แทนตัวละคร (รวมถึงต้นมะเดื่อ, เสาโคมไฟ ฯ) เพราะไม่สามารถขยับเคลื่อนย้ายไปไหน จึงทำได้เพียงโยกซ้ายโยกขวา วาดภาพนิ่งแล้วใช้เทคนิคภาพยนตร์เข้าช่วยเหลือ

เทคนิคดังกล่าว ‘limited animation’ ถือเป็นการปฏิวัติวงการอนิเมชั่นสมัยนั้น (จะเรียกว่า ‘Traditional Animation’ New Wave ก็ได้กระมัง) เพราะก่อนหน้านี้นักอนิเมเตอร์พยายามรังสรรค์ผลงานโดยอ้างอิงจากโลกความจริง (Photorealistic) บางครั้งอาจดูเว่อวังอลังการไปบ้าง แต่ยังอยู่ขนบกฎกรอบของการวาดภาพด้วยมือ

ผลงานอนิเมชั่นของ Osamu Tezuka เปรียบเทียบคล้ายๆศิลปะ Pop Art ของ Andy Warhol, หรือผู้กำกับ French New Wave อย่าง Jean-Luc Godard พยายามทำสิ่งขัดแย้งต่อขนบกฎกรอบ ด้วยวิธีการอันฉาบฉวย เร่งรีบร้อน และราคาถูก เพื่อสร้างความแปลกใหม่ ตื่นตาตื่นใจ และสามารถเข้าถึงผู้คนในวงกว้าง … ซีรีย์ Astro Boy (1963) เป็นผลงานที่ชัดเจนสุดๆเลยนะ แพรวพราวด้วยลูกเล่น แต่เบื้องหลังเต็มไปด้วยความฉาบฉวย ราคาถูก มุ่งเน้นปริมาณ คุณภาพช่างหัวมัน แต่ก็ใครหลายคนหลงใหลคลั่งไคล้ความอาร์ทติสต์

แน่นอนว่าไม่ใช่ทุกคนจะเห็นด้วยกับวิธีการของ Tezuka อย่างผู้กำกับ Hayao Miyazaki มองการกระทำดังกล่าวเป็นการด้อยค่าวงการอนิเมชั่น และยังสร้างมาตรฐานต่ำๆให้กับอุตสาหกรรม ส่งผลกระทบต่อคนทำงานระดับล่าง (In-Between Animation) ต้องแบกรับภาระทำงานเกินเวลา ค่าจ้างน้อยนิด คุณภาพชีวิตย่ำแย่เกินทน

The world that Tezuka showed us wasn’t only bright, but often scary, absurd, painful or hopeful. Modernism meant prosperity and mass consumption and at a time it invented destruction. At the corner of Asia, only Tezuka found it. He realized the absurdity of modernism more deeply than Disney.

Hayao Miyazaki

ในบทสัมภาษณ์เดียวกันนั้น ผกก. Miyazaki ยังบอกว่ารู้สึกขยะแขยงกับ Tales of a Street Corner (1962) โดยเฉพาะฉากที่บรรดาโปสเตอร์ทั้งหลายถูกฉีกขาด แล้วแปะทับด้วยโปสเตอร์นายพลเรียงรายเต็มไปหมด ผมครุ่นคิดอยู่นานว่าทำไมเขาถึงมีปฏิกิริยาเช่นนั้น ก่อนตระหนักว่านี่ไม่ใช่แค่แฝงนัยยะเกี่ยวกับสงคราม แต่ยังสะท้อนถึงวิถีโลกยุคสมัยใหม่ (Modernism) การมาถึงของระบอบทุนนิยม ทุกสิ่งอย่างถูกคัทลอก ทำซ้ำ เลียนแบบ แลดูเหมือนกันไปหมด … ชวนให้นึกถึงหลายๆผลงานของ Andy Warhol ขึ้นมาโดยพลัน (ภาพตัวอย่างนำมาประกอบด้วย Marilyn Diptych (1962) และ Campbell’s Soup Cans (1962))

ผมไม่คิดว่า Tesuka จะมีความตั้งใจอย่างที่ Miyazaki เตลิดเปิดเปิงไปขนาดนั้น ใครเคยอ่านมังงะหรือรับชมการ์ตูนเรื่องอื่นๆ ยกตัวอย่าง Astro Boy ย่อมพบเห็นใจความต่อต้านสงคราม (Anti-War) อย่างชัดเจน! เพียงแค่ว่าภาพพบเห็นมันคือผลผลิตของแนวคิด อิทธิพลโลกยุคสมัย (Modernism) ยินยอมขายวิญญาณให้ปีศาจ เพื่อโอกาสในการสรรค์สร้างผลงาน เติมเต็มความเพ้อใฝ่ฝัน

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมสัมผัสได้ในอนิเมะเรื่องนี้ คือความโหยหาอดีต (Nostalgia) บรรดาภาพโปสเตอร์ล้วนเต็มไปด้วยเรื่องราว ความทรงจำ ชวนเพ้อฝัน ก่อนถูกทำลาย สูญหายไป มอดไหม้กลายเป็นเถ้าถ่าน หลงเหลือเพียงความหวังของเมล็ดพันธุ์ งอกเงยขึ้นบนโลกยุคสมัยใหม่


Tales of a Street Corner (1962) คือหนึ่งในสามผลงาน (ร่วมกับเรื่องสั้นสามนาที Male (1962) และตอนแรกของ Astro Boy (1963)) เข้าฉายรอบปฐมทัศน์ในงานนิทรรศการ Mushi Production Work Exhibition จัดขึ้นวันที่ 5-6 พฤศจิกายน ค.ศ. 1962 ณ Yamaha Hall, Ginza

แม้จะแค่เพียงรอบฉายเดียว แต่ก็เข้าตาคณะกรรมการ Mainichi Film Awards ปีถ้ดมาได้ริเริ่มสร้างสาขา Ōfuji Noburō Award ตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรตินักอนิเมเตอร์ Noburō Ōfuji บุคคลแรกๆที่สร้างชื่อเสียงให้วงการอนิเมชั่นญี่ปุ่นในระดับนานาชาติ โดยในปีแรกมอบรางวัลให้กับอนิเมชั่นสองเรื่อง Tales of a Street Corner (1962) และ The Little Prince and the Eight-Headed Dragon (1963)

เกร็ด: มีผลงานของ Osamu Tezuka ที่เคยคว้ารางวัล Ōfuji Noburō Award จำนวนสี่เรื่อง (ก่อนถูก Hayao Miyazaki แซงหน้าที่ 7 เรื่อง)

  • Tale of a Street Corner (1962)
    • https://www.youtube.com/watch?v=WQeb3BX81f0
  • Pictures at an Exhibition (1966)
    • https://www.youtube.com/watch?v=9o5SfQ_SeXc
  • The Kindly Lion (1969)
    • https://www.youtube.com/watch?v=tW8V_3_8WA4
  • Legend of the Forest Part 1 (1987)
    • https://www.youtube.com/watch?v=ADW7iBPjY4w

แน่นอนว่าในการจัดอันดับ Laputa: Top 150 Japanese and World Animation (2003) มีผลงานของ Tezuka ติดชาร์ทอยู่หลายเรื่องทีเดียว ประกอบด้วย

  • อนิเมะซีรีย์ Astro Boy (1963-66) ติดอันดับ #33
  • อนิเมะสั้น Jumping (1984) ติดอันดับ #59
    • https://www.youtube.com/watch?v=6xonwEDkrxI
  • อนิเมะสั้น Broken Down Film (1985) ติดอันดับ #69
    • https://www.youtube.com/watch?v=6FMKlXmboEo
    • คุณภาพฟีล์มอาจจะดูย่ำแย่ แต่ให้ทนดูไปจนจบแล้วจะเข้าใจว่ามันคือความจงใจทำออกมาเช่นนี้
  • อนิเมะสั้น Tales of a Street Corner (1962) ติดอันดับ #77
  • ภาพยนตร์ A Thousand and One Nights (1969) ติดอันดับ #105

นอกจากช่องทางออนไลน์ (รับชมได้ทาง Youtube, Dailymotion, Bilibili ฯ) เผื่อใครอยากหาซื้อแผ่นเก็บ มีอยู่สองคอลเลคชั่นรวบรวมหลากหลายผลงานแนวทดลอง (Experimental Film) ของ Osamu Tezuka ที่น่าสนใจ

  • ดีวีดี The Astonishing Work of Tezuka Osamu ของค่าย Kino Lorber จัดจำหน่ายปี ค.ศ. 2009
  • บลูเรย์ Osamu Tezuka Works: The Experimental Films ของค่าย Happinet จัดจำหน่ายปี ค.ศ. 2015

ไม่รู้เพราะผมเพิ่งรับชม Tale of Tales (1979) ไปเมื่อไม่กี่วันก่อนหรือเปล่า เลยมีความชื่นชอบหลงใหลอนิเมชั่นลักษณะคล้ายๆคลึงกัน แนวทดลอง มนุษยนิยม และใจความต่อต้านสงคราม, รู้สึกอึ่งทึ่งในวิสัยทัศน์ กล้าได้กล้าเสี่ยง แม้อนาคตตัวตนของ Tezuka อาจสร้างปัญหามากมาย Tales of a Street Corner (1962) ยังคือผลงานที่ยังคงงดงาม ตราตรึง หนึ่งในมาสเตอร์พีซแห่งวงการอนิเมชั่น

จัดเรต pg กับพฤติกรรม ‘bully’ บรรยากาศเครียดๆ และหายนะจากสงคราม

คำโปรย | Tales of a Street Corner อนิเมชั่นแนวทดลองของ Osamu Tezuka ไม่เพียงงดงาม ตราตรึง แต่ยังลุ่มลึกล้ำ แฝงใจความต่อต้านสงคราม (Anti-War) ได้อย่างทรงพลัง
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ลุ่มหลงใหล

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: