Au Hasard Balthazar (1966)

Au Hasard Balthazar

Au Hasard Balthazar (1966)

หนังฝรั่งเศสเรื่องนี้ กำกับโดยหนึ่งในผู้กำกับแนวหน้าของโลก Robert Bresson บอกตามตรงว่าไม่มีอะไรในหนังเรื่องนี้ที่ทำให้ผมรู้สึกชอบสักนิด รวมถึงสไตล์การกำกับของผู้กำกับคนนี้ แต่ก็อยากเอามาเล่าให้ฟัง เพราะมันเป็นประสบการณ์ที่แปลกมาก หนังที่ได้รับการยอมรับว่าถ่ายทอดออกมายอดเยี่ยมมากๆ นิตยสาร Sight & Sound จัดอันดับหนังเรื่องนี้สูงถึงอันดับ 16 แต่หนังกลับทำให้ผมเกลียดมันเข้าไส้ เป็นแบบนั้นได้ยังไง ไปดูกัน

นี่เป็นหนังที่ดูเหมือนกึ่งๆอัตชีวประวัติของ donkey ลาน้อยตัวหนึ่งชื่อ Balthazar หนังใช้การเล่าเรื่องผ่านสายตาของลาตัวนี้ แต่นี่ไม่ใช่หนังแนวรักษ์สัตว์ รักษ์โลกอะไร นี่เป็นหนังดราม่าที่เล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิตของคน การตัดสินใจ ทางเลือก ทางแยก เพียงแค่เล่าผ่านมุมมองของสัตว์ตัวหนึ่งที่ได้พบเห็น นี่เป็นหนังที่ไม่นำเสนออารมณ์อะไรเลย คนดูจะเห็นว่าหนังเป็นการนำเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆมาเล่าต่อๆกัน ไม่มีอารมณ์การแสดงแฝงอยู่เลย ถือเป็นหนังที่แปลกมากๆ ถ้าคุณอยากจะรู้สึกต้องคิดวิเคราะห์ แล้วสังเคราะห์ออกมาด้วยตัวคุณเอง

ผมไปอ่านเจอว่า Robert Bresson เป็นผู้กำกับที่ไม่ชอบให้มีการแสดงในหนังของเขา โดยเขามักจะเลือกนักแสดงหน้าใหม่ๆที่ไม่มีประสบการณ์ทางการแสดงมาเล่น และในตอนเข้าฉาก ก็จะสั่งให้นักแสดงเล่นฉากเดิมซ้ำๆ 10-20-30 รอบ จนกว่าเขาจะรู้สึกว่านักแสดงไม่มี acting เหลืออยู่แล้ว เป็นการเคลื่อนไหวที่ออกมาธรรมชาติจริงๆ ไม่ใช่จากการแสดง ผมไม่ได้ชื่นชอบวิธีการกำกับแบบนี้นักนะครับ กระนั้นเรายังเห็นผู้กำกับปัจจุบันหลายคนที่ใช้การกำกับแบบนี้ อาทิ David Fincher ผู้กำกับไทยก็มี หม่อมน้อย นักแสดงต้องเล่นให้ได้ตามที่ผู้กำกับต้องการเปะๆถึงจะไปฉากต่อไปได้ ถึงกระนั้นวิธีที่ Bresson นั้นมีจุดประสงค์เพื่อไม่ให้นักแสดง นำเอาความคิดความรู้สึกของตัวเองออกมาผสมกับการแสดง จุดนี้จะเห็นชัดเลยในหนัง นี่เป็นหนังที่มีการเล่าเรื่อง ที่ไม่มีอารมณ์อะไรเลย

นักแสดงนำหญิง Anne Wiazemsky ผมชอบการแสดงของเธอนะ ผมรู้สึกว่าเธอเป็นตัวละครเดียวที่ผมสามารถจับต้องได้ โดยเฉพาะสีหน้าและสายตา ผมได้ยินว่าเธอยังเป็นหญิงสาวบริสุทธิ์ไร้เดียงสาก่อนเล่นหนังเรื่องนี้ แต่เพราะเรื่องราวในหนังมีทั้งจูบ กอด เสียตัว เห็นว่าเธอเสียสาวให้กับใครสักคนในกองถ่าย เพื่อให้เข้าใจความรู้สึกของตัวละคร นี่ไม่ใช่ความตั้งใจของผู้กำกับ แต่มันมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นจริงๆ มันทำให้ผมไม่ชอบวิธีการของ Bresson มากๆ เพราะหนังเรื่องนี้มันขับเคลื่อนให้คนที่จะรู้สึกหรือสัมผัสได้ ต้องผ่านจุดที่ถ้าคุณไม่เคยประสบการณ์แบบนี้มา คุณก็จะไม่สามารถถ่ายทอดสิ่งที่ผู้กำกับต้องการนำเสนอให้ได้

คงต้องพูดถึง donkey ลาน้อยผู้เป็นตัวละครที่เล่าเรื่อง หนังเกี่ยวกับสัตว์ทั่วไป เราสามารถสัมผัสอารมณ์ของมันได้ ผ่านสายตา การแสดง การเคลื่อนไหว การกระทำ แต่เจ้า donkey ตัวนี้ เปรียบเหมือนหุ่น ที่นอกจากเราจะไม่รับรู้อารมณ์ใดๆของมันแล้ว หนังยังทำทุกอย่างให้คนรู้สึกว่า นี่เป็นหนังที่ดูแล้วอึดอัด ทรมาน ผมไปอ่านเจอจากที่ไหนสักที ชาวคริสต์เชื่อว่าคนที่จะไปสวรรค์ได้มีแต่มนุษย์เท่านั้น แล้วสัตว์ละ… ชาวพุทธเราคงรู้ว่านี่เป็นความเชื่อที่ผิด มนุษย์กับสัตว์ไม่ต่างกัน ครั้งหนึ่งมนุษย์เคยเกิดเป็นสัตว์ สัตว์ครั้งหนึ่งก็เคยเกิดเป็นมนุษย์ ด้วยผลของบุญและกรรมที่ต่างกันทำให้ชาตินี้คนหนึ่งเกิดเป็นมนุษย์ คนหนึ่งเกิดมาเป็นสัตว์ กับการที่ชาวคริสต์มองอย่างนี้ ผมจึงรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่ หนังตั้งคำถามกับแนวคิดแบบนี้ แต่เชื่อว่าคำตอบของเขาคงไปในแนวทางที่ไม่ถูกแน่นอน ผลลัพธ์ของมันกลับทำให้รู้สึกว่า นี่เป็นหนังที่นำเสนอภาพการกระทำของมนุษย์ต่อสัตว์ออกมาได้โหดร้ายมาก

เหตุที่นักวิจารณ์ หรือผู้กำกับมากมายชื่นชมหนังเรื่องนี้ ส่วนหนึ่งเพราะวิธีการเล่าเรื่องที่เปรียบเสมือนทางแยกจำนวนมาก เจ้าลาตัวนี้ได้ผลัดเปลี่ยนมือเจ้าของบ่อยครั้ง ได้เจอกับคนที่หลากหลาย ครั้งหนึ่งก็กลับมาพบกับหญิงสาวผู้ที่เคยเป็นเด็กหญิง จากนั้นก็เปลี่ยนไปมาอีก ถ้าเปรียบกับชีวิตก็การได้เจอกับผู้คนหลากหลาย มีทั้งคนที่หวังดี กระทำดี และคนที่หวังไม่ดี กระทำไม่ดี ที่หนังใช้ลาเป็นมุมมองเล่าเรื่อง เพราะถ้าใช้มนุษย์ที่ไปเจอกับคนต่างๆ เราจะไม่สามารถเห็นการกระทำที่ฝังลึกในใจของใครต่อใครได้ แต่กับสัตว์ เมื่อมนุษย์มองว่าสัตว์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ต่ำต้อย จึงสามารถนำเสนอความคิดอันชั่วร้ายของมนุษย์ออกมาได้ เพราะคิดว่าสัตว์ไม่มีทางเข้าใจ นี่เป็นจุดในหนังเด่นชัดมาก เป็นจุดที่ผมยอมรับว่าดีมากพอที่จะทำให้หนังเรื่องนี้มีค่า แต่ความรุนแรงหลายๆอย่างในหนัง เช่น เอาหนังสือพิมพ์มัดหางลาแล้วจุดไฟ, ใช้ไม้ตี เตะต่อย เมื่อลาไม่ทำตามคำสั่ง ขนาดว่าหนังถ่ายด้วยภาพขาวดำแต่ผมเห็นฉากพวกนี้ รู้สึกรุนแรงมากๆ ทนดูแทบจะไม่ได้

ถ่ายภาพโดย Ghislain Cloquet นี่เป็นหนังเรื่องแรกที่เขาถ่ายภาพให้หนังของ Bresson ปกติจะใช้บริการของอีกคนหนึ่ง Cloquet ให้คำจำกัดความหนังของ Bresson ว่าเป็นคนที่ทำให้โลกของการถ่ายภาพพัฒนาขึ้นไปอีกระดับ would evolve a cinematic style of subtle, sun-dappled radiance; without extending the photography into extremes of chiaroscuro contrast ศัพท์เทคนิคผมอ่านไม่เข้าใจเท่าไหร่ แต่น่าจะเกี่ยวกับการใช้แสงอาทิตย์ในการถ่ายภาพ โดยไม่ต้องปรับกล้องให้มี contrast สูงๆ จะสังเกตว่าหนังเรื่องนี้ภาพจะหม่นๆเป็นพิเศษ ถึงหนังจะไม่มีอารมณ์อะไร แต่เราก็รู้สึกว่า ความหม่นของภาพทำให้เกิดความเศร้าหมอง เก็บกด เคร่งเครียด

ตัดต่อโดย Raymond Lamy นี่เป็นหนังที่มีการตัดต่อไปมาบ่อยครั้งมากๆ แต่ละฉาก ตัวละครจะพูดไม่กี่ประโยค จากนั้นก็ตัดไป อาจจะตัดไปหน้าตัวละครอื่นที่พูดด้วย หรือตัดไปการกระทำ หรือฉากอื่นเลย จุดที่ทำให้เรารู้ว่าหนังเล่าเรื่องผ่านมุมมองของ donkey คือตัดไปที่หน้าของเจ้าลาบ่อยครั้ง แต่ก็แววเดียวครับ ให้เรารู้ว่า ‘ฉันคือลา เห็นอยู่นะ’ ผมไม่ชอบการตัดต่อแบบนี้เลย มันทำให้เรื่องราวไม่ต่อเนื่อง หลายครั้งที่ เอะ จบประเด็นแล้วเหรอ หนังมันเล่าผ่านสายตาเจ้าลาก็จริง แต่สิ่งที่ลาเห็นมันคือคน หนังเล่าเรื่องราวของคนที่เข้ามาในสายตาของเข้าลา แต่เราไม่สามารถจับทางหรือจับเวลาได้ว่า นี่เป็นช่วงไหน เวลาไหน ทิ้งประเด็นไว้มากมาย การตัดต่อให้ความรู้สึก passive มากๆ ให้เราเห็นแต่จับต้องไม่ได้ ตัดต่อแบบนี้เหมาะกับหนังของ Bresson เท่านั้น เพราะมันทำให้หนังไม่สามารถทำอารมณ์อะไรได้เลย ไม่ทันที่เราจะรู้สึกดีใจ เสียใจไปกับตัวละคร หนังตัดไปเรื่องอื่นแล้ว ถ้าคุณต้องการอารมณ์ความรู้สึกจากการดู คุณต้องวิเคราะห์ และสังเคราะห์มันขึ้นมาเอง

เพลงประกอบ Jean Wiener ผมมองว่า ถ้าหนังเป็นแบบนี้ จริงๆไม่ต้องมีเพลงประกอบก็ได้ ใช่ครับ จริงๆหนังแทบจะไม่ใช้เพลงประกอบเท่าไหร่ เพราะเพลงประกอบมันใช้ประกอบกับหนังเพื่อสร้างอารมณ์ แต่หนังเรื่องนี้ไม่มีอารมณ์ใดๆ จะใส่มาทำไม มันก็มีบางฉากการสนทนาที่ใส่เพลงเข้ามา เพื่อให้เข้ากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของหนังเท่านั้น และตอนจบของหนัง ผมรู้สึกตอนจบใส่เพลงประกอบเข้ามาเพื่อบอกให้รู้ว่าหนังจบ ไม่ได้เพื่อให้เราเกิดอารมณ์อะไรต่อเจ้าลาเลยนะครับ และเพลงที่ใช้ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าการเดี่ยวเปียโน ตอนหนังเปิดมา เสียงเดี่ยวเปียโน ให้ความรู้สึกหวิวๆ ราวกำลังสูญเสียอะไรบางอย่าง เป็นตัวเลือกที่เยี่ยมทีเดียว

นักวิจารณ์แทบทุกคน เมื่อวิจารณ์หนังเรื่องนี้จะพูดถึงคำพูดของ Jean-Luc Godard ที่มีต่อหนังเรื่องนี้ว่า “Everyone who sees this film will be absolutely astonished because this film is really the world in an hour and a half.” ทุกคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้จะตกตะลึง เพราะนี่เป็นหนังเกี่ยวกับโลกด้วยความยาวเพียงชั่วโมงครึ่ง อะไรคือ “โลก” ในความหมายของ Jean-Luc Godard นี่เป็นหนังเกี่ยวกับเหตุการณ์ เรื่องราวต่างๆที่ ลาน้อยตัวหนึ่งได้พบเห็น เขาคือผู้เข้ามาและจากไป อายุของลาเทียบไม่ได้กับคน เต็มที่ก็ 10-20 ปี ในหนังผมประเมินว่าไม่เกิน 10 ปี ช่วงชีวิตของลาสั้นกว่าคนมาก แค่ 10 ปี มนุษย์เพิ่งจะโตจากเด็กเป็นวัยรุ่น แต่ลานั้นเกิดถึงตาย เมื่อเรามองในมุมมองนี้ก็จะเล่นว่า หนังเล่าเรื่องโลกที่ลาน้อยได้ประสบพบเจอ หนึ่งช่วงเวลาของชีวิตสัตว์ตัวหนึ่ง แนวคิดอาจจะคล้ายๆกัน แต่ผมไม่ได้มองแบบ Godard นะครับ ผมมองว่านี่เป็นหนังเกี่ยวกับชีวิต เรื่องราวเล่าผ่านเจ้าลาตั้งแต่เกิดจนตาย แต่เราไม่เห็นอะไรเกี่ยวกับเจ้าลาตัวนี้ มันไม่เคยพูด มีแต่เสียงร้อง เราไม่ได้เห็นสิ่งที่ลาน้อยเห็น แต่เราเห็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิต มนุษย์เป็นตัวละคร มนุษย์เล่าเรื่อง มันคือช่วงเวลาหนึ่งของชีวิตมนุษย์ เด็กหญิงผู้ไม่แน่ใจในตัวเอง ชายหนุ่มที่ต้องการความรักจากหญิงสาว พ่อที่หยิ่งในศักดิ์ศรี นายธนาคารที่สนใจแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง ชายขี้เมาที่ขอแค่ตัวเองมีกิน มีที่ซุกหัวนอน นี่เป็นเรื่องราวของคน ไม่ใช่เรื่องราวของลาเลยแม้แต่น้อย ถ้าเราตัดเจ้าลานี่ออกไป มันก็คือหนังทั่วๆไปเรื่อยนี้ แต่แค่การใส่เจ้าลานี่มา มันทำให้เราหนังสามารถนำเสนอสิ่งที่อยู่ในใจของมนุษย์ออกมาได้ชัดเจนมากๆ

ไม่ว่าหนังเรื่องนี้จะมีอะไรที่ให้ข้อคิด ให้พูดถึงมากมาย แต่กระนั้นผมก็ไม่รู้สึกชอบหนังเรื่องนี้ ใจผมก็ไม่อยากแนะนำหนังที่ตัวไม่ชอบให้คนอื่นดูนะครับ แต่กับคนที่ชอบดูหนังเก่าๆ หนังดีๆ อยากให้ลองดูหนังเรื่องนี้ดู คุณอาจจะเห็นมุมมองอื่นที่สวยงามของหนัง นี่เป็นหนังที่ให้คนดูไปสังเคราะห์อารมณ์เอง หนังไม่นำเสนออารมณ์ใดๆทั้งสิ้น กระนั้นผมเชื่อว่าคนอ่านคงรู้สึกได้นะครับว่าผมมีความรู้สึก อารมณ์ต่อหนังยังไง นี่เป็นประสบการณ์ที่แปลกมาก และคือเหตุผลที่ผมไม่ชอบมันเลย ผมเตือนไว้สำหรับคนดูทั่วไป หรือคนรักสัตว์ ไม่แนะนำให้ดูหนังเรื่องนี้ครับ และจัดเรต 15+ ถึงหนังไม่มีคำพูดที่รุนแรง แต่มีการกระทำส่อถึงแสวงความรุนแรง อาจจะสอนแนวคิดผิดๆต่อเด็กๆได้

คำโปรย : “Au Hasard Balthazar นี่เป็นหนังเกี่ยวกับชีวิตคน จากมุมมองของลาน้อยตัวหนึ่ง สไตล์กำกับของ Robert Bresson คนดูจะไม่สามารถรับรู้อารมณ์ของตัวละครหรือลาน้อยได้ แต่ความรู้สึกที่ได้จากการดู นี่เป็นประสบการณ์แปลกมาก ถ้าไม่ชอบก็เกลียดหนังไปเลย ”
คุณภาพ : SO-SO
ความชอบ : WASTE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of