Au Revoir Les Enfants (1987)

Au Revoir Les Enfants

Au Revoir Les Enfants (1987) French : Louis Malle ♥♥♥♥♡

ผู้กำกับ Louis Malle เมื่อครั้นอายุ 11 ปี ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ครอบครัวส่งไปโรงเรียนประจำ วันหนึ่งพบเห็นทหารเยอรมัน (Gestapo) จับกุมเพื่อนสามคน ที่แท้จริงแล้วมีเชื้อสาย Jews พาตัวส่งไปค่าย Auschwitz ด้วยความยังไม่รู้ประสีประสาอะไรทั้งนั้น แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นได้กลายเป็นตราบาป ความทรงจำประทับฝังใจไม่รู้ลืมเลือน, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ให้ตายเถอะ … ถึงผมจะรับรู้พล็อตคร่าวๆก่อนดูหนังเรื่องนี้ แต่ต้องบอกว่ามีบางสิ่งอย่างที่คงไม่มีใครจินตนาการคาดคิดถึงแน่ ในคราบของความบริสุทธิ์ไร้เดียงสา มันกระแทกกระทั้นอารมณ์รุนแรงไปถึงขั้วหัวใจ ทรงพลังไม่ย่อหย่อนไปกว่า The Spirit of the Beehive (1973)

เยอรมันนาซีรังเกียจต่อต้านชาวยิวเพราะอะไร? นี่คงเป็นคำถามที่ผู้ใหญ่หลายๆคน ชาวเยอรมันหรือชาวยิวเอง บางครั้งก็อาจตอบไม่ได้/ไม่อยากตอบตรงๆ เพราะคำว่า ‘เหยียด’ มันคือสันดานอันชั่วร้าย ความไม่เท่าเทียมกันของมนุษย์ ที่ถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่โบราณกาล แต่เมื่อเด็กชายคนหนึ่งเกิดข้อสงสัยตั้งคำถามนี้ คำตอบง่ายๆที่ได้รับเหมือนจะไร้สาระ แต่กลับจี้แทงใจดำเสียเหลือเกิน

Julien: What have people got against them?
François: The fact they’re smarter than us, and they crucified Jesus.
Julien: That’s not true. It was the Romans. Is that why they have to wear yellow stars?

สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมรวดร้าวระทมใจมากๆ คือการกระทำของผู้ใหญ่ที่เป็นแบบอย่างให้กับเด็กๆ, จริงอยู่ครูใหญ่รับเด็กชาวยิวเข้ามาหลบซ่อน ให้ที่พักพึ่งพิงหลบซ่อนจากการถูกจับไปค่ายกักกัน แต่เมื่อถึงพิธีมิสซามอบขนมปังแทนเลือดเนื้อของพระเยซูคริสต์ บาทหลวงคนนั้นกลับแสดงอาการปฏิเสธต่อต้าน เพราะเธอไม่ใช่ Roman Catholic จึงไม่มีสิทธิ์สมควรที่จะรับประทานขนมปังนี้

การกระทำนี้เล็กๆแค่นี้แหละครับคือจุดเริ่มต้นแสดงออกของ ‘การเหยียดหยาม’ ไม่เท่าเทียมกันของสังคม

Louis Marie Malle (1932 – 1995) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Thumeries, Nord ในครอบครัวฐานะร่ำรวย ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองถูกส่งไปโรงเรียนคาทอลิกประจำ Le Petit-College d’Avon อยู่ชนบทใกล้ๆ Fontainebleau สนิทสนมกับเพื่อนคนหนึ่งที่มีเชื้อสายยิว แล้วประจักษ์เห็นตอนที่เขาถูกทหารเยอรมันพาตัวไปค่าย Auschwitz ไม่ได้พบเจอกันอีกเลย, เติบโตขึ้นมีความสนใจสังคมศาสตร์ (Political Science) แล้วเปลี่ยนมาเรียนภาพยนตร์ที่ IDHEC ได้งานเป็นตากล้องและผู้ช่วย Jacques Cousteau สร้างสารคดีเรื่อง The Silent World (1956) คว้ารางวัล Palme d’Or จากเทศกาลหนังเมือง Cannes และ Oscar: Best Foreign Language Film แม้เจ้าตัวจะมอบเครดิตให้กับ Cousteau ทั้งหมด แต่ในฐานะผู้สร้างภาพยนตร์หน้าใหม่ ต้องถือว่าน่าจับตามองเป็นอย่างยิ่ง, หลังจากนั้นฝึกงานเป็นผู้ช่วย Robert Bresson สร้างหนังเรื่อง A Man Escape (1956) ซึ่งก็ได้นำอิทธิพลแรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาใช้สร้างภาพยนตร์เรื่องแจ้งเกิด Elevator to the Gallows (1958), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Lovers (1958), Le Feu follet (1963), Lacombe, Lucien (1974), Atlantic City (1981) ฯ

Malle มีความสนใจสร้าง Au Revoir Les Enfants ตั้งแต่ตอนเข้าสู่วงการแรกๆ แต่ยังพัฒนาบทได้ไม่เป็นที่พึงพอใจตนเองและหาทุนสร้างได้ จึงเก็บสะสมประสบการณ์สร้างภาพยนตร์กว่า 20-30 ปี จนกระทั่งเมื่อตัวเองอายุ 50 กว่าๆ ประมาณ 40 ปีที่ยังคงจดจำเรื่องราวในวันนั้นได้เป็นอย่างดี ก็ถึงเวลาแล้วจะต้องสร้างหนังอัตชีวประวัติ นำเสนอภาพความจริงที่ตนเองประสบพบเจอครั้งนั้นเสียที

เรื่องราวของเด็กชาย Julien Quentin (รับบทโดย Gaspard Manesse) เดินทางกลับจากพักร้อนสู่โรงเรียนประจำ เป็นเด็กเรียนเก่งแต่พยายามทำตัวแก่นก้าวร้าว ชอบใช้รุนแรงคงเพราะต้องการปกปิดตัวตนที่ยังขี้แหง่ติดแม่ แถมชอบปัสสาวะรดที่นอน ก็ไม่รู้เกิดความหวาดกลัวอะไรหนักหนาในชีวิต

พบเจอกับเพื่อนใหม่ Jean Bonnet (รับบทโดย Raphaël Fejtö) แรกๆก็มิได้ยอมรับเข้าพวก ร่วมด้วยช่วยกลั่นแกล้ง รังแก ข่มเหง แต่ด้วยพฤติกรรมหลายๆอย่างน่าสงสัย จึงแอบสืบจนล่วงรู้ความจริงว่าเขาชื่อ Jean Kippelstein เป็นชาวยิว แต่ก็ไม่ได้มีปัญหาคับข้องใจอะไรต่อกัน คงเพราะความลับนี้กระมังทำให้มิตรภาพของทั้งคู่แนบแน่นแฟ้นจนกลายเป็นเพื่อนสนิท ช่วยเหลือแบ่งปันอะไรกันหลายๆอย่าง แต่แล้วในที่สุด เมื่อวันนั้นมาถึง…

ทั้งสองนักแสดงเด็ก ก็ไม่รู้ Malle ไปค้นหาพบเจอได้อย่างไร (น่าจะจากการ Audition) ซึ่งหลังจากหนังเรื่องนี้ พวกเขาก็ไม่มีผลงานอะไรตามมาอีก ถือเป็นครั้งแรกครั้งเดียวในวงการภาพยนตร์, Manesse เติบโตขึ้นเป็นนักดนตรี เล่นทรัมเป็ต ส่วน Fejtö กลายเป็นนักเขียน วาดรูปหนังสือเด็ก

สิ่งที่ต้องชื่นชมเลยคือสายตาของพวกเขาทั้งสอง มีความบริสุทธิ์สดใสสะท้อนออกจากภายใน แม้แต่ขณะชกต่อยมีเรื่องทะเลาะวิวาท ยังไร้ซึ่งความโกรธเกลียดเคียดแค้น เสมือนแค่แรงผลักดันจากสันชาตญาณเท่านั้น ซึ่งไฮไลท์คือวินาทีที่พวกเขาต้องพลัดพรากจากกันชั่วนิรันดร์ ข้างในยังคงเต็มไปด้วยความงุนงงสับสนอลม่าน มันเกิดบ้าอะไรขึ้นกับโลกใบนี้กันเนี่ย!

ถ่ายภาพโดย Renato Berta ตากล้องสัญชาติ Swiss ขาประจำของ Alain Tanner และ Jean-Marie Stra ผลงานเด่นๆ อาทิ Rendez-vous (1985), Smoking/No Smoking (1993), Noi credevamo (2010) ฯ

ตัดต่อโดย Emmanuelle Castro สัญชาติฝรั่งเศส ผลงานเด่น อาทิ Le confessionnal (1995), Voyages (1999) ฯ หนังเล่าเรื่องในมุมมองสายตาของ Julien Quentin ดำเนินเรื่องแบบกระโดดไปข้างหน้าเรื่อยๆ เวลาไม่ใช่สิ่งสลักสำคัญเท่าไหร่

สไตล์ของ Malle รับอิทธิพลเต็มๆจากผู้กำกับ Robert Bresson ชื่นชอบการถ่ายช็อตเล็กช็อตน้อย ความยาวไม่มาก เน้นปริมาณและรายละเอียด ตัดเปลี่ยนมุมกล้องไปมาอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เกิดความมีชีวิตชีวาเต็มเปี่ยมด้วยพลังงาน คล้ายๆกับช่วงวัยเด็กที่มีความกระตือรือร้น/ลุกลี้ลุกรน อดทนกับอะไรนานๆไม่ค่อยได้เท่าไหร่

Julien ใช้เวลาแช่น้ำอย่างยาวนาน เพื่อครุ่นคิดโน่นนี่นั่นไร้สาระเรื่อยเปื่อย แม้จะไม่มีการพูดบอกว่ามีอะไรบ้าง แต่ก็สามารถคาดเดาได้ว่าน่าจะเป็นเรื่องของ Jean Bonnet ที่กำลังค้างคาใจอยู่ (เพราะผู้ชมก็ใคร่สนใจ ค้นหาตัวตนของเด็กคนนี้อยู่เช่นกัน … ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าเขาเป็นชาวยิวนะ)

ผมชื่นชอบฉากหลงป่านี้มาก เพราะเป็น Sub-Plot ที่มีนัยยะสะท้อนใจความหลักของหนัง, ในฉากนี้ Julien ค้นหาพบเจอสมบัติล้ำค่าที่แอบซ่อนอยู่ในถ้ำลึก แต่กลับไม่มีใครอื่นนอกจาก Jean ที่ร่วมพบเจอแบ่งปันแสดงความยินดี และเพราะตะวันกำลังลับขอบฟ้า พวกเขาหลงทางอยู่ท่ามกลางป่าพงไพร พบเจอหมูป่าอันตรายที่เหมือนกำลังวิ่งไล่เข้าหา

Julien ได้สืบค้นหาจนล่วงรู้ความลับของ Jean (ที่เป็นชาวยิว) แต่ก็มิอาจเปิดเผยต่อใครอื่นให้รับทราบได้ เพราะทุกคนรอบข้างต่างเหมือนสัตว์ป่า ที่คอยจ้องจับผิด ต้องการกระทำร้ายอันตรายต่อพวกเขา

ภาพยนตร์ที่ฉายอยู่ของ Charlie Chaplin เรื่อง The Immigrant (1917) หารับชมได้ทาง Youtube แต่ไดเรคชั่นของฉากนี้คล้ายๆกับ Sullivan’s Travels (1941) และ/หรือ Cinema Paradiso (1988) ใช้การตัดสลับระหว่างฟุตเทจจากฟีล์มที่เห็น กับปฏิกิริยาสีหน้าของผู้ชม ที่มักหัวเราะลั่นสนุกสนาน ไม่ก็ด้วยสายตาอันเคลิบเคลิ้มหลงใหล

เรื่องราวของ The Immigrant ที่ The Tramp ขึ้นเรือสมุทรเดินทางสู่อเมริกา ก็สะท้อนกับ Jean ที่เป็นชาวยิว ถือว่านอกคอกแตกต่างจากคนพื้นที่ แต่เมื่ออาศัยอยู่ไปสักพักก็สามารถปรับใช้ชีวิตเอาตัวรอดเองได้

เกร็ด: บทเพลงบรรเลงประกอบฉายหนัง คือ Saint-Saens: Introduction and Rondo Capriccioso in A minor, Op. 28 ประพันธ์ขึ้นปี 1863 เพื่อให้ Pablo de Sarasate แสดงไวโอลินประกอบวง Orchestra

“Are you ever scared”
“All the time,”

เสียงสัญญาณเตือนการโจมตีทางอากาศ (Air Raid) แม้มันจะอยู่ห่างไกล แต่เหมือนว่าคงมาไม่ถึงแน่ๆ เด็กๆทั้งสองจึงตัดสินใจช่างหัวมันประไร แปรสภาพความน่าหวาดสะพรึงกลัวให้กลายเป็นสุขสันต์หรรษา หัวเราะเริงร่า สดใสไร้กังวลต่อทุกสิ่งอย่าง

ว่าไป Jean มีความสามารถ เฉลียวฉลาด เหนือกว่า Julien แทบทุกอย่างเลยนะ การเรียน เล่นเปียโน อ่านหนังสือยังมากเล่มกว่า แต่เพราะเกิดเป็นชาวยิว ทำให้มิอาจมีชีวิตอายุยืนกว่าได้

ช็อตสุดท้ายของหนัง เป็น Long Take จับจ้องใบหน้าของ Julien ที่ค้างไว้เกือบๆ 30 วินาที ว่าไปให้สัมผัสคล้ายๆภาพตอนจบ Freeze-Zoom ของหนังเรื่อง The 400 Blows (1959) ด้วยสายตาอันอ้างว้างว่างเปล่า สับสนวุ่นวายอลม่าน นี่มันเกิดบ้าบออะไรกันขึ้น เสียงพูดบรรยายโดย Louis Malle ‘กว่าสี่สิบปีที่ผ่านมา ฉันไม่มีวันลืมเลือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช้าวันนั้น คงจะจนกว่าวันตาย’

“More than 40 years have passed, but I’ll remember every second of that January morning until the day I die.”

สำหรับเพลงประกอบ ที่ถือว่าเป็น Main Theme หนึ่งเดียวของหนังคือ Schubert: Moments Musicaux, D. 780 (Op. 94) ประพันธ์ขึ้นประมาณปี 1823-24 มีทั้งหมด 6 ท่อน ที่หนังนำมาใช้และมีชื่อเสียงสุดคือ No.2 in A flat Major

บทเพลงนี้จะได้ยินซ้ำไปซ้ำมาหลายครั้งในหนังหลายครั้ง แต่จะประกอบคลอเบาๆ ที่เด่นๆอยู่สองครั้ง
– ตอนที่ Julien อยู่ในอ่างน้ำ ครุ่นคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย
– ช็อตสุดท้ายที่ Julien จับจ้องมองการจากไปของ Jean

อารมณ์ของบทเพลงนี้ สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่อยู่ภายในจิตใจ/สมองของ Julien ที่เต็มไปด้วยความไม่รู้ไม่เข้าใจ สับสนวุ่นวายอลม่าน อ้างว้างเปล่าเปลี่ยว โดดเดี่ยวเดียวดาย ฉันจะทำอย่างไรต่อไปดี มันเกิดบ้าอะไรขึ้นบนโลกละเนี่ย

บางความทรงจำของชีวิต มันตราตรึงฝังลึกเข้าไปในจิตใจ มิอาจลบลืมเลือนสูญหายได้ ซึ่งสำหรับผู้กำกับ Louis Malle แม้จะมิเคยให้สัมภาษณ์พูดออกมาตรงๆ แต่ก็เสมือนว่า มันคือตราบาป ความผิดของเขาเองนะแหละที่ทำให้เพื่อนชาวยิวผู้นี้ถูกทหารเยอรมันจับได้ ซึ่งคำพูดของเพื่อนสนิท Jean ที่ว่า ‘They would have caught me, anyway.’ ฟังดูเหมือนการแก้ต่างปลอบใจตัวเองเสียมากกว่า

ถึงตอนสมัยเรียน ผมจะไม่เคยมีเพื่อนที่อยู่ดีๆเสียชีวิตจากไปก่อนวัยอันควร แต่หลังจากเรียนจบเมื่อครั้งได้ยินว่าคนรู้จักรถชนตาย มันก็ใจหายวูบวาบ หมดสิ้นเรี่ยวแรงไปเลยละ แล้วกับเด็กๆที่ยังไม่ค่อยรู้เดียงสา อยู่ดีๆเพื่อนสนิทที่มีน้อยนักจากไปชั่วนิรันดร์แบบนี้ มันจะยิ่งฝังลึกตราตรึงขนาดไหน

แต่สิ่งที่ผู้กำกับ Malle นำเสนอออกมา ไม่ใช่แค่เรื่องของความทรงจำฝังใจเท่านั้น ด้วยพื้นหลังที่อยู่ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ทหารเยอรมันและชาวยิว ล้วนเป็นการตั้งคำถามในมุมมองสายตาของเด็กๆผู้บริสุทธิ์ไร้เดียงสา สิ่งที่พวกผู้ใหญ่กระทำอยู่นี้มีสารัตถะอะไรกัน!

ในโลกของเด็กๆ แม้มีการต่อสู้ทะเลาะวิวาทขัดแย้ง ใช้ความรุนแรงต่อกันบ่อยครั้ง แต่เบื้องหลังที่อยู่ภายในจิตใจของพวกเขา ไร้ซึ่งความรังเกียจเดียดชัง อยากเข่นฆ่าเหยียดหยามให้ตายจากไป ตรงกันข้ามกับสงครามของผู้ใหญ่ ความขัดแย้งระหว่างประเทศบานปลายกลายเป็นสู้รบ เข่นฆ่าแกงสิ้นเลือดสิ้นเนื้อ ด้วยความรู้สึกอันรุนแรง โกรธเกลียด ‘มึงมาฆ่าเพื่อนกูทำไม’ สูญเสียสิ้นความมีมนุษย์ธรรม

หนังไม่มีคำตอบใดๆที่ทิ้งไว้ให้ผู้ชม ทำไมนาซีถึงจงเกลียดชังชาวยิว? เหยียดไปเพื่อ? ปลายทางของความขัดแย้งคืออะไร? ทุกสิ่งอย่างถูกนำเสนอแบบตรงไปตรงมา ขึ้นอยู่กับผู้ชมจะมองเห็นแล้วครุ่นคิดตามได้คำตอบเช่นไร นี่เป็นสิ่งที่ผมก็ไม่ขอตอบเช่นกัน เรียกว่าปัญหาโลกแตกเลยก็ว่าได้ เพราะตราบใดที่ยังมีมนุษย์ ความขัดแย้งย่อมต้องบังเกิดขึ้นเสมอ

Au Revoir Les Enfants แปลว่า Goodbye, Children เป็นคำพูดของครูใหญ่ที่หันมากล่าวลาครั้งสุดท้ายกับเด็กๆ แม้ตัวเขาจะมิได้ถูกส่งไป Auschwitz เหมือนชาวยิวคนอื่น แต่ต้องติดอยู่ค่ายกักกันที่ Mauthausen เสียชีวิตภายหลังจากได้รับการปลดแอกของทหารอเมริกัน

เกร็ด: ผู้กำกับ Quentin Tarantino เนื่องจากไม่สามารถอ่านออกเสียงชื่อหนังเรื่องนี้ได้ถูก ตั้งชื่อให้ใหม่ว่า ‘The Reservoir Film’ ซึ่งก็แน่นอนว่ามีอ้างอิงถึงใน Reservoir Dogs (1992)

เข้าฉายในเทศกาลหนังเมือง Venice คว้าทั้งหมด 5 รางวัล
– Golden Lion
– OCIC Award
– Sergio Trasatti Award
– Special Golden Ciak
– UNICEF Award

เป็นตัวแทนของประเทศฝรั่งเศส ส่งชิง Oscar ในปีนั้น และยังได้เข้าชิงแถมอีกสาขา
– Best Writing, Screenplay Written Directly for the Screen
– Best Foreign Language Film

น่าเสียดายไม่ได้สักรางวัล และสาขา Best Foreign Language Film พ่ายให้กับ Babette’s Feast (1987) จากประเทศ Denmark

ขณะที่ César Awards (Oscar ของประเทศฝรั่งเศส) เข้าชิง 9 สาขา กวาดมา 7 รางวัล
– Best Film ** คว้ารางวัล
– Best Director ** คว้ารางวัล
– Most Promising Actor (François Négret)
– Best Screenplay, Original or Adaptation ** คว้ารางวัล
– Best Cinematography ** คว้ารางวัล
– Best Editing ** คว้ารางวัล
– Best Production Design ** คว้ารางวัล
– Best Costume Design
– Best Sound ** คว้ารางวัล

สิ่งที่ทำให้ส่วนตัวรู้สึกหลงใหลคลั่งใคล้ ตกหลุมรักหนังเรื่องนี้อย่างมากๆ เพราะความล้ำค่าของมิตรภาพและการสูญเสีย แม้ทำให้เกิดความชอกช้ำระกำทรวง แต่ช่างตราตรึงฝังใจเสียเหลือเกิน

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพราะชีวิตเติบโตไปข้างหน้าเรื่อยๆ ผู้ใหญ่วันนี้ไม่มีทางย้อนกลับไปเป็นเด็ก บางทีก็หลงลืมเลือนว่าสายตาของพวกเขาจับจ้องมองอยู่ โดยไม่รู้ตัวเราปลูกฝังค่านิยมแนวคิดโลกทัศน์ผิดๆให้กับพวกเขา ก็เรียนรู้จักที่จะค้นพบแล้วหาทางแก้ไขเสียนะครับ

แนะนำโดยเฉพาะคอหนังที่ชื่นชอบเรื่องราวมิตรภาพ เกี่ยวกับเด็กตอนกลาง, ครู-อาจารย์สอนหนังสือ, ผู้ใหญ่หวนระลึกความทรงจำวัยเรียน, นักประวัติศาสตร์/สังคมสงเคราะห์ ศึกษาผลกระทบในช่วงเวลาสงครามโลกครั้งที่ 2, และแฟนๆผู้กำกับ Louis Malle ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับพฤติกรรมที่อาจลอกเลียนแบบ และบางสิ่งตราติดตึงฝังใจเด็กๆ

TAGLINE | “Au Revoir Les Enfants ความทรงจำวัยเด็กของผู้กำกับ Louis Malle ล้ำค่าในมิตรภาพและการสูญเสีย ชอกช้ำระกำทรวงแต่ช่างตราตรึงฝังใจเสียเหลือเกิน”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of