Bakuman

Bakuman

Bakuman (2010-2013) : Anime Series – Kenichi Kasai, Noriaki Akitaya ♥♥♥♥

จากเด็กชาย Shōnen เดินตามความฝันสู่การเป็นนักเขียนการ์ตูน นี่อาจเป็นอาชีพในฝันของใครหลายๆคน แต่การจะเอาตัวรอดได้ในสายอาชีพนี้ เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ มันช่างเหน็ดเหนื่อย ยากลำบากแสนเข็น โอกาสประสบความสำเร็จมีแค่ 1 ในแสน เป็นคุณจะยังทุ่มเทกายใจ ต่อสู้เพื่อไปให้ถึงสุดปลายฝันหรือเปล่า

ที่รีวิววันนี้อิงจาก อนิเมะซีรีย์ความยาว 3 Seasons ละ 25 ตอน รวมทั้งสิ้น 75 ตอน แต่คิดว่าคนที่อ่านมังงะ หรือดู Live-Action ก็น่าจะสามารถเข้าใจได้เหมือนๆกัน ตอนผมเริ่มดูซีรีย์นี้ ตอนนั้นอนิเมะยังฉายไม่จบเลยอ่านมังงะตามจนจบ จึงเห็นว่ามีส่วนต่างระหว่างอนิเมะกับมังงะพอสมควร ส่วน Live Action ที่ฉายปี 2015 ผมยังไม่ได้ดู แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าอาจมีสปอยเนื้อเรื่องไปไกลจากหนังมากๆ เผื่อคนที่รอดูภาคต่อ (ที่ไม่รู้จะมีหรือเปล่า) จะได้ไม่หลงถูกสปอยนะครับ

จากมังงะที่ตีพิมพ์ลงในนิตยสาร Weekly Shōnen Jump และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว เพราะจากชื่อผู้เขียนและวาดภาพ Death Note สู่เรื่องราวใหม่ที่อ้างอิงจากประสบการณ์ตรง Tsugumi Ohba (เขียน) และ Takeshi Obata (วาด) เขาก็คือคู่หูในมังงะ Moritaka Mashiro (วาด) และ Akito Takagi (เขียน) เริ่มตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 11 สิงหาคม 2008 จบลงเมื่อ 23 เมษายน 2012 จำนวน 176 ตอน รวม 20 เล่ม ถือว่ายาวกว่า Death Note นะครับที่มี 108 ตอน 12+1 เล่ม ยอดขายเล่มรวม ณ ปัจจุบัน (2016) Death Note ขายได้ 30 ล้านเล่ม ส่วน Bakuman 15 ล้านเล่ม

Bakuman มาจากคำว่า Bakuchi Manga ที่แปลว่า Gambling Manga ในตอนแรกของอนิเมะ ลุงของพระเอกจะบอกว่า การเขียนมังงะก็เหมือนการพนันกับความสำเร็จ โอกาสที่จะสร้างผลงานที่ได้รับความนิยมมีประมาณ 1 ในแสน คนที่จะประสบความสำเร็จได้ก็เหมือนการชนะพนันครั้งใหญ่

พูดถึงนักวาด Takeshi Obata สักหน่อย ถือว่าเขาอยู่รุ่นเดียวกับ Eiichiro Oda (One Piece) และ Kishimoto Masashi (Naruto) เริ่มต้นจากเป็นผู้ช่วยนักเขียนการ์ตูนในยุคต้น 199x, ทั้ง Obata และ Oda ต่างเคยเป็นลูกมือให้ Nobuhiro Watsuki ขณะเขียน Rurouni Kenshin นะครับ, ได้เริ่ม debut One Shot และได้รับโอกาสเขียนมังงะเรื่องยาวในช่วงปลายยุค 199x, มังงะของ Obata แทบทุกเรื่องจะมีคนอื่นแต่งให้ เหมือนเขารู้ตัวเองว่าไม่ใช่นักเขียนที่ดี แต่ฝึมือและทักษะการวาดภาพถือว่ายอดเยี่ยม, ผลงานที่สร้างชื่อให้กับเขาเรื่องแรกคือ Hikaru no Go แต่งเรื่องโดย Yumi Hotta เขียนลงใน Jump ระหว่าง 1998-2003

ดัดแปลงเป็นอนิเมะโดย J.C.Staff ประกาศเมื่อตุลาคม 2010 ถือว่าได้สตูดิโอที่เชื่อใจได้เลย และผู้กำกับ Kenichi Kasai ถือว่าไม่ธรรมดา ผมเคยพูดถึงเขาแล้วตอน Honey and Clover นี่ถือเป็นตัวเลือกที่ใช่เลย ดูจากผลงานที่ในอดีตที่ยอดเยี่ยม (เช่น Nodame Cantabile Seasons 1) นี่เป็นอนิเมะที่เขารับหน้าที่กำกับทั้งเรื่อง 3 Seasons (ปกติเห็นจะกำกับแค่ ss เดียวแล้วก็เปลี่ยนไปทำเรื่องอื่น) ในเครดิตกำกับร่วม Noriaki Akitaya ทั้งสองคงช่วยๆกัน ทำคนเดียว 75 ตอนคงไม่ไหว, อนิเมะแยกฉาย 3 Seasons ปีละ 1 Seasons ควบ 2 Core (ตุลาคม-มีนาคม) ถือว่างานหนักมาก, ตอนมังงะจบเมื่อ เมษายน 2012 อนิเมะ Seasons 3 ก็ประกาศเป็น Seasons สุดท้ายเช่นกัน

ผมเริ่มดู Bakuman ช่วงประมาณต้นปี 2013 ขณะนั้นอนิเมะกำลังฉาย Seasons 3 พอดูทันตอนล่าสุดผมก็แทบคลั่ง พลาดอย่างแรง! ผมต้องไปหามังงะอ่าน (ตอนนั้นมังงะจบแล้ว) นับจากนั้นมาผมไม่ดูอนิเมะซีรีย์หรือซีรีย์ที่ยังฉายไม่จบซีซันอีกต่อไป เพราะอารมณ์ค้างคาสุดๆแบบนี้ไม่ชอบเลย ทนรอให้จบก่อน Core ละแค่ 3 เดือนไม่ได้นานมาก, การได้อ่านมังงะ ทำให้ผมรู้ว่าช่วง ss3 มีหลายส่วนที่ตัดออกไป เพื่อให้จบภายใน Seasons ผมว่าถ้าอนิเมะยึดตามมังงะเปะๆ Seasons สุดท้ายนี้น่าจะกินประมาณ 36 ตอน (3 Core) ได้สบายๆ แต่คงเพราะมันมีประเด็นเรื่องงบประมาณด้วย ทำให้ตัดเรื่องราวบางอย่างออกไปจะ ดีกว่ายืดความยาวอนิเมะออกไป เพราะมังงะจบแล้ว กระแสเริ่มเบาลง ดัดแปลงบทอนิเมะโดย Reiko Yoshida (Non Non Biyori, K-ON!, Yowamushi Pedal)

ทีมนักพากย์เริ่มจาก Mashiro Moritaka พากย์โดย Atsushi Abe ที่โด่งดังมาจาก Kamijou Touma (Index & Railgun Series) นี่เป็นเสียงของคนที่มีความแน่วแน่ ตั้งใจ มีความทะเยอทะยาน มุมานะ สามารถอดทนต่อสู้กับอุปสรรค ไม่ย่อท้อง่ายๆ, ในอนิเมะเรื่อง Another (2012) เขาพากย์เสียง Kōichi Sakakibara เป็นพระเอกที่เท่ห์ ใจหล่อมากๆ, ตัวละคร Moritaka เป็นพระเอก Shōnen ที่เห็นอยู่เกลื่อนกลาด มีปมหลังเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำ เมื่อตัดสินใจแล้วก็แน่วแน่ ไม่วอกแวกโลเล ทุ่มเทสุดความสามารถ และมีเป้าหมายความฝันที่ต้องทำให้สำเร็จ

Akito Takagi พากย์โดย Satoshi Hino (Naruto Shippuden พากย์เสียง Sai, Shakugan no Shana พากย์เสียง Yuuji Sakai เสียงวัยรุ่นเท่ห์ๆ หล่อแบบเจอสาวๆจะถูกกรี๊ดใส่, ตัวละคร Takagi มีนิสัยรักเพื่อน จริงใจ คิดเป็นเหตุเป็นผล เป็นมิตรกับทุกคน บางครั้งตัวละครนี้เท่ห์กว่าพระเอกอีก แต่มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เขาเป็นได้แค่พระรอง คือเป้าหมายชีวิตจะไม่ยิ่งใหญ่หรือเทียบเท่าพระเอก และสักกลางเรื่องหรือช่วงท้ายๆความฝันของเขามักจะทำสำเร็จ กลายเป็นจริง (หรือล้มเหลว) ก่อนเสมอ นี่คือพระรองสไตล์ Shōnen

มีอีกหลายตัวละครที่น่าพูดถึง แต่ผมขอเลือกมาแค่คนเดียวแล้วกัน Niizuma Eiji พากย์โดย Okamoto Nobuhiko (Accelerator – Index & Railgun Series, Rin Okumura – Ao no Exorcist) ตัวละครนี้ได้รับความนิยมสูงที่สุดในมังงะ เสียงพากย์สุดแนว นิสัยออกกวนโอ้ย ถือเป็นตัวละครที่มีสไตล์โดดเด่น มีเอกลักษณ์ของตนเอง, ในวงการมังงะ นักเขียนการ์ตูนประเภทนี้มีอยู่จริงนะครับ แบบว่าเขียนของตัวเองไม่พอ ยังมีเวลาเหลือไปรับจ็อบวาดเรื่องอื่นได้ด้วย นี่เพราะรายได้จากการเขียนมังงะลงนิตยสารที่ไม่ดังมาก จะไม่มากเท่าลงนิตยสารดังๆ ทำให้ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำเพื่อให้พอเลี้ยงชีพ

ตัวละครใน Bakuman แทบทั้งนั้นล้วนได้แรงบันดาลใจมาจากนักวาดการ์ตูน หรือ Editor ของ Jump (อย่างที่บอกว่าจากประสบการณ์จริงของผู้แต่ง) นอกจากสองตัวละครนำที่ได้แรงบันดาลใจมาจากผู้เขียนและนักวาดแล้ว …
– Niizuma Eiji ได้แรงบันดาลใจ (นิสัย) มาจาก Eiichiro Oda (One Piece) และ Tite Kubo (Bleach)
– Kazuya Hiramaru จาก Sorachi Hideaki (Gintama) และ Yoshihiro Togashi (Hunter X Hunter)
– Kazuya มีภรรยาเป็นนักเขียนการ์ตูน Aoki Hiramaru มาจาก Naoko Takeuchi (Sailor Moon) ที่เป็นภรรยาของ Togashi
– Aoki Yuriko มาจาก Kawashita Mizuki (Ichigo 100%)
– Aiko Iwase มาจาก Katsura Hoshino (D.Gray-man)
– Nobuhiro Mashiro ลุงของ Moritaka มาจาก Hiroshi Gamo นักเขียนการ์ตูนแก๊ก
ฯลฯ

การออกแบบตัวละคร ต้องถือว่า Obata ดึงเค้าโครง หน้าตาตัวละครมาจาก Death Note เสียเยอะ คงเพราะต้องการให้คนอ่านรู้สึกคุ้นเคยกับลายเส้นของตน (รู้ว่าเป็นคนเดียวกับที่วาด Death Note) ซึ่งลายเส้นนี้ต่างกับ Hikaru no Go มากๆ (ยังกะคนละคน) นี่เป็นสิ่งที่เห็นได้บ่อยในมังงะยาวๆนะครับ ที่ตอนตีพิมพ์แรกๆจะลายเส้นอย่างหนึ่ง หลายปีผ่านไปพัฒนาการ ประสบการณ์เพิ่มขึ้น ลายเส้นมักจะเปลี่ยนไป ละเอียดขึ้น เร็วขึ้น (จะมีบ้างที่เลวลง), ตัวอย่างตัวละครที่ resembles ของเก่า
– Akito Takagi คล้ายกับ Light Yagami
– Niizuma Eiji คล้ายกับ L
– Fukuda Shinta คล้ายกับ Mello
– Shiratori Shun คล้ายกับ Near
– Akira Hattori คล้ายกับ Ryuk
– Aiko Iwase คล้ายกับ Takada  Kiyomi
ฯลฯ

Azuki Miho นางเอกของเรื่อง พากย์โดย Saori Hayami (Yotsugi Ononoki -Monogatari Series) เริ่มเรื่องเธออายุ 14 ตอนจบอายุ 24 ตัวละครนี้แน่นอนว่าต้องได้แรงบันดาลใจมาจากคนรักของ Obata เอง, ตัวละครนี้แสดงทัศนคติของสังคมที่น่าสนใจ ความรักและการแต่งงานระหว่างชายหญิง ในทำนองครรลองที่ถูกต้อง มองแบบนี้มันก็เชยๆนะครับ ผมเห็นอีกมุมหนึ่งคือ โลกของผู้ชายและโลกของผู้หญิง มันมีเหตุการณ์เพียงไม่กี่ฉากที่ Miho และ Moritaka จะได้อยู่ร่วมฉากเดียว นี่เหมือนต้องการแสดงถึงวิถีที่แตกต่างระหว่างผู้ชายกับผู้หญิง, อีกสิ่งที่น่าสังเกตคือ คนที่สร้างความฝันคือ Moritaka นะครับ เขาทำให้มังงะประสบความสำเร็จ ส่วน Miho เธอแย่งชิงเพื่อเอาชนะและได้ครอบครองสิ่งที่ต้องการ

Miyoshi Kaya นางรอง พากย์โดย Yahagi Sayuri, การที่เธอได้แต่งกับ Akito รู้สึกว่าส้มหล่นมากๆ มันดูไม่มี Spark อะไรระหว่างทั้งสองเลย ไม่รู้ไปชอบคอถูกคอกันตอนไหน คงเพราะอยู่ใกล้กันและเข้าใจกัน ก็เลยตกลงอยู่ร่วมกันเสียเลย แบบง่ายๆไม่ต้องคิดอะไรมาก, มันมีประเด็นระหว่าง Akito กับ Iwase ที่สะท้อนอีกแนวคิดของผู้แต่ง คือ ผู้ชายญี่ปุ่นไม่ชอบผู้หญิงที่ดูจะมากเกินไป เหมือนเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ คนรักที่ Akito ต้องการ ไม่ใช่ผู้หญิงที่จะร่วมเดินทางไปด้วยกัน แต่เป็นช้างเท้าหลังที่คอยสนับสนุนเขาได้เต็มที่ มันเลยมาลงเอยที่ Kaya ดูแล้วเธอน่าจะเป็นแม่ของลูกได้ดีกว่า Iwase, Kaya ไม่ใช่คนที่มีความฝัน แต่เมื่อได้สามีดี เธอจึงมองหาความฝันของตนเอง แต่ก็ไม่คิดว่าจะทำได้ดีนัก สุดท้ายเลยเป็นคนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ให้กำลังใจและเป็นภรรยาที่ดี (แบบนี้แหละที่เรียกว่าผู้หญิงอุดมคติของญี่ปุ่น)

เพลงประกอบอนิเมะเรื่องนี้เพราะๆหลายเพลงเลย ผมเลือก Season 3 Ending 2 เพลงชื่อ Yume Sketch (Dream Sketch) ร้องโดย Jam Project เหตุผลก็คือ มันทำให้รู้สึกถึงการเติบโตที่มาถึงจุดสูงสุด ความฝันที่กำลังจะสำเร็จ จุดหมายปลายทางใกล้เข้ามา ฟังแล้วอยากร้องไห้ เพราะการแยกจากกับอนิเมะที่หลงรักใกล้เข้ามาถึง แถม MV ยังแบบว่าเอาภาพเหตุการณ์ต่างๆมาทำ Slideshow ไม่เหมือนกันสักตอน เป็น 12 ตอนสุดท้ายที่ผมปิด Ending ไม่ได้เลยต้องดูให้จบ

หนัง/อนิเมะเรื่องนี้ ถือว่าเป็นเหมือนสารคดีที่น่าสนใจ ต่อคนที่อยากโตขึ้นเป็นนักเขียนการ์ตูน (คนที่อยากทำงานสายอนิเมะ จะมีอีกเรื่องหนึ่งที่ไว้ผมจะมาเล่าให้ฟังวันหลังนะครับ) จะได้รู้ว่าเบื้องหลังการทำงานเป็นอย่างไร การต่อสู้ การแข่งขัน ตีแผ่ออกมาโต้งๆตรงๆ จากคนที่อยู่วงในของวงการ รู้จริง เรื่องจริง นี่แหละครับนิตยสารมังงะที่ขายดีที่สุดในญี่ปุ่น (Jump), ดูหนัง/อนิเมะเรื่องนี้จบ บางคนอาจเกิดอาการท้อแท้ แล้วระดับอย่างฉันจะทำอย่างนั้นได้เหรอ, ไม่รู้สิครับ ผมไม่ใช่นักเขียนการ์ตูน วาดรูปไม่เป็นแต่คิดว่ามันคงต้องเหนื่อยมากๆ ถ้าคุณยอมแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่ม แบบ Moritaka ในช่วงแรก (ก่อนที่จะทำสัญญากับ Miho) มันจะมีค่าอะไร ไม่ลองหาเป้าหมายให้ได้แบบนั้นดูละ นี่เป็นอาจเป็นแรงจูงใจให้คุณประสบความสำเร็จกับอาชีพนักเขียนการ์ตูนก็ได้

อิทธิพลของมังงะในญี่ปุ่น ถือว่าสูงมากๆนะครับ มีตอนหนึ่งใน PCP (มังงะในอนิเมะที่พระเอกเขียน) มีคนเลียนแบบกระทำจริงในสังคม, อิทธิพลนี้ของจริงนะครับ มันก็เหมือนละครหลังข่าวบ้านเรานี่แหละ เพราะมันเป็นสื่อที่ใครๆก็เข้าถึงได้ และผู้อ่าน/ผู้ชม เมื่อได้เห็นแล้วก็จะมีมุมมอง ทัศนคติต่อเรื่องเหล่านั้นว่า นี่เป็นสิ่งที่ใครๆก็ทำกัน ตัวละครใน PCP ยังทำได้ แล้วทำไมฉันถึงทำไม่ได้ (เพราะเหตุนี้แหละ ที่ทำให้บ้านเราได้ยินข่าวถึงมีการตบตีแย่งชิงผัวแบบในละครมากขึ้นทุกวัน), การแก้ปัญหาของ PCP เยี่ยมมากๆ ตอนดูผมก็คิดไม่ถึงนะครับ ชอบแนวคิดของ Akito ด้วย เขามองว่าการ “ห้าม” มันยิ่งเหมือนยั่วยุให้ทำ เวลามีใครมีสั่งห้ามไม่ให้เขาทำอะไร ใจก็มีแต่จะขัดขืน วิธีการที่ใช้คือ แนะนำสิ่งที่ถูกต้อง ทำได้แต่มันเกิดข้อเสียอะไร สะท้อนการถูกกระทำด้วยวิธีการเดียวกันกลับมา วิธีนี้จะทำให้คนที่เลียนแบบมองภาพกลับมาหาตัวเอง ถ้าฉันถูกทำแบบนั้นบ้างจะรู้สึกอย่างไร

มังงะเรื่อง Reversi ผมเห็นปุ๊ปก็รู้เลยว่า มันคือ Death Note นะแหละ เหมือนกันในมุมกลับ จากขาวเป็นดำ จากดีเป็นชั่ว มียมทูตเหมือนกันเสียด้วย รู้สึกว่าตอนจบ Reversi มีแค่ 50 กว่าตอนเท่านั้น Ashirogi Muto ได้ขอ บก. จบเองและไม่ยืดด้วยเหตุผลใดๆทั้งสิ้น นี่เป็นการสะท้อนเมื่อตอน Ohba และ Obata เขียน Death Note ผมได้ยินว่าพวกเขาต้องการจบที่ L ชนะ Light ไม่ใช่มี Mello หรือ Near ต่อ วางแผนจบเรื่องที่ประมาณ 50 กว่าตอน แต่ที่ยืดออกไปเพราะ บก. ขอไว้ มังงะขณะนั้นกำลังได้รับความนิยมสูงมากๆ จบไปคงทำให้แฟนๆผิดหวังแน่, มันเคยมีเหตุการณ์ลักษณะคล้ายๆกันนี้เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นนะครับ กับคนที่ติดตามมังงะมาอย่างยาวนาน Slam Dunk เคยถูก บก. สั่งให้ Shohoku ชนะ Sannoh แต่ Takehiko Inoue ผู้แต่งต้องการให้ Shohoku แพ้ เถียงกันไปๆมาๆ Inoue ยอม บก. และพอ Shohoku ชนะก็ตัดจบเลย ไม่ง้อ ไม่แคร์ ไม่ยอมเขียนต่อ, เหตุการณ์ลักษณะคล้ายๆกันแบบนี้ยังมีให้เห็นอยู่เรื่อยๆนะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจจะสื่ออะไรเป็นพิเศษนะครับ แค่จะเล่าให้ฟัง นี่มันเป็นสิ่งที่เห็นบ่อย กับมังงะที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เขาก็ทำแบบนี้กันเพื่อรักษากระแสและกอบโกยให้ได้มากที่สุด อย่าง Naruto นี่กลายเป็นเรื่องต่อไปแล้ว แม้ Kishimoto Masashi จะไม่ได้เขียน Boruto ต่อ แต่มันเป็นการยื้อในสิ่งที่ควรจะจบ แต่ไม่ยอมให้จบ, มันคงไม่เกิดขึ้นกับ Ohba และ Obata แล้วนะครับ มังงะเรื่องถัดไปของพวกเขาคือ Platinum End เขียนลงใน Jump SQ ออกรายเดือน คงไม่มีปัญหาอะไรเท่าไหร่

กรณีคุณเป็นนักวาดการ์ตูนหน้าใหม่ และมีโอกาสได้ตีพิมพ์ลงใน Jump จะมีเวลาพิสูจน์ตัวเองประมาณ 10 สัปดาห์ ถ้าได้รับความนิยมพอใช้ก็จะไม่ถูกตัดจบ ระยะเวลาแค่เพียง 2-3 เดือน ชี้เป็นชี้ตายว่าจะตกงานหรือเปล่านะครับ นี่ถือว่าโหดสุดๆ นิตยสารเล่มอื่นๆก็อาจใช้วิธีคล้ายกัน แต่อาจจะเบากว่านี้ เพราะนี่คือ Jump นิตยสารการ์ตูนที่ขายดีที่สุดในประเทศ (และน่าจะในโลกด้วย) ถ้าเรื่องนั้นไม่แน่จริง ไม่ดีจริง ไม่เจ๋งจริง ก็ไม่แปลกที่จะเอาใจคนอ่านไม่ได้, ปีๆหนึ่งจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ตามอ่านการ์ตูนมา จะมีแค่สัก 5-6 เรื่องเท่านั้นที่ไม่โดนตัดจบใน 10 สัปดาห์, 2-3 เรื่องใหม่เท่านั้นที่เขียนได้เกินปี, และ 2-3 ปีครั้งจะมีเรื่องที่ได้รับความนิยมมากพอจนได้ทำอนิเมะ, สิบปีจะมีฮิตติดลมปรากฏขึ้น

ที่ผมหลงรักอนิเมะเรื่องนี้ จะว่าเพราะ Miho เลยก็ว่าได้ แรกๆก็ไม่คิดว่าผู้หญิงหน้าซาลาเปาแบบนี้จะน่ารักอะไรนะครับ แต่ผู้หญิงทั้งเรื่องมีโครงหน้าแบบนี้ เมื่อเห็นจนชินตาจะรู้เลยว่าคนที่ดูดีที่สุดก็ Miho นี่แหละ เลยโดนขโมยหัวใจไปแล้ว นิสัยเธอก็แฟนสาวแบบอุดมคติมากๆ คงหาไม่ได้หรอกแต่ชอบแบบนี้, ที่ผมชอบจริงๆคือมังงะในมังงะ (อาทิ PCP, Zombie Gun, Natural+, Reversi ฯลฯ) เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นเพื่อใช้เป็นองค์ประกอบของเรื่องราวอีกที มันคล้ายๆกับ ถ่ายหนังในหนัง เช่น Sunset Blvd. (1950), ที่ชอบเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นได้ มันต้องสื่อถึงอะไรบางอย่างของตัวละคร สะท้อนแนวคิดออกมา มันเป็นการสร้างอีกโลกหนึ่งขึ้นซ้อนโลกหลัก ทำอย่างไรให้เข้ากับบริบทเดิมที่มีอยู่แล้ว ทั้ง PCP และ Reversi เป็นการสะท้อนผู้แต่งทั้งสองได้ตรงมากๆ เรื่องนี้มันเลยออกมาเจ๋งนะครับ

แนะนำซีรีย์เรื่องนี้กับคนที่อยากเป็นนักเขียนการ์ตูนทั้งหลาย โอตาคุและติ่งญี่ปุ่น สะดวกหรือชอบแนวไหน อ่านมังงะ ดูอนิเมะ หรือดู Live Action ก็ลองหาช่องทางดูนะครับ ถ้าคุณหลงรักเรื่องนี้จริงๆ เชื่อว่า เกมก็คงอาจหามาเล่น (มีเกม Bakuman ด้วยนะครับ ไม่รู้เป็นยังไงเหมือนกัน) จัดเรต G เหมาะกับทุกเพศทุกวัน

TAGLINE | “Bakuman ตีแผ่เบื้องหลังของวงการมังงะญี่ปุ่น ที่คุณจะได้พบความจริงที่โหดร้าย แต่ก็มีความสวยงามจากเป้าหมายที่เป็นความฝันของทุกๆคน”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LOVE 

1
Leave a Reply

avatar
1 Comment threads
0 Thread replies
0 Followers
 
Most reacted comment
Hottest comment thread
0 Comment authors
Best of Painter & Artist Films | RAREMEAT BLOG Recent comment authors

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
newest oldest most voted
Notify of
trackback

[…] (2007), Rembrandt’s J’Accuse (2008), Rang Rasiya (2008), Dhobi Ghat (2010), Bakuman (Anime Series 2010-2013), Goltzius and the Pelican Company (2012), Big Eyes […]