Bande à part (1964)

Bande à part

Bande à part (1964) French : Jean-Luc Godard ♥♥♥♥

หนังของผู้กำกับ Jean-Luc Godard ที่สร้างเพื่อให้คนไม่รู้จักหนังแนว Godard สามารถดูได้, นี่เป็นหนังที่ไม่ต้องใช้สมองมากก็สนุกไปกับมันได้, Quentin Tarantino ชอบหนังเรื่องนี้มาก ถึงขนาดเอาชื่อไปตั้งบริษัทตัวเอง และท่าเต้น Madison dance เป็นแรงบันดาลใจในฉากเต้นของ Uma Thurman และ John Travolta ใน Pulp Fiction

ผมดูหนังเรื่องนี้ด้วยความประหลาดใจ เพราะประสบการณ์จาก Breathless และ Le Mépris ที่ทำให้ผมมองหนังของ Jean-Luc Godard ออกไปในทางไม่ค่อยถูกโฉลกกันเสียเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกนั้นไม่เกิดขึ้นเลยกับ Bande à part นี่เป็นหนังที่ลงตัว กำลังดี ไม่เยิ่นเย้อ จับทางได้ง่าย แม้หนังอาจจะดูค่อนข้างยากสำหรับหลายๆคน แต่เชื่อว่าเมื่อถึงฉากเจ๋งๆ คุณจะรู้สึกอยากทำอะไรสักอย่างกับหนังเรื่องนี้เลยละ

ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง Fool’s Gold โดยนักเขียนชาวอเมริกัน Dolores Hitchens ตีพิมพ์เมื่อปี 1958, Godard ให้คำอธิบายย่อๆของการดัดแปลงมาเป็นหนังเรื่องนี้ว่า “Alice in Wonderland พบกับ Franz Kafka”

เกร็ด: Franz Kafka คือนักเขียนนิยายชาว Czechoslovakia ได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 ผลงานเรื่องสั้นที่สำคัญได้แก่ ‘กลาย’ (Metamorphosis) เป็นเรื่องสั้นเกี่ยวกับชายหนุ่มที่วันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วเขากลายเป็นแมลงสาป, ผลงานเรื่องอื่นที่ดังๆ อาทิ The Trial, The Castle, In the Penal Colony และ Amerika, งานเขียนของเขาถือว่ามีอิทธิพลต่อวรรณกรรมของชาวตะวันตกมากที่สุดคนหนึ่ง

เรื่องราวของหญิงสาว Odile ที่ได้พบกับสองหนุ่ม Franz และ Arthur กลายเป็นรักสามเซ้า (Odile ชอบ Arthur, Franz ชอบ Odile) ซึ่งแท้จริงแล้วสิ่งที่สองหนุ่มต้องการจาก Odile คือเงินเก็บของครอบครัวเธอ จึงพยายามเกลี้ยกล่อมให้บอกที่ซ่อน และร่วมกันขโมยเงินก้อนดังกล่าว

นำแสดงโดย Anna Karina รับบท Odile, Karina ขณะนั้นแต่งงานอยู่กิน เป็นสามีภรรยากับผู้กำกับ Jean-Luc Godard หลังจากทั้งคู่แต่งงานกัน หนังของ Godard ก็มี Karina เป็นนางเอกทุกเรื่อง (จนกระทั่งเลิกกันในปี 1965), เราสามารถมองได้ว่า นางเอกของหนัง Godard คือตัวตนของหญิงสาวคนรักที่เขาต้องการให้เธอเป็น ที่ทั้งสองเลิกกันคงเพราะ Karina ไม่สามารถเป็นได้ในสิ่งที่ Godard ต้องการได้, ในหนังเรื่องนี้ผมรู้สึก Karina เวลาถอดหมวกไม่สวยเลยนะครับ หัวเถิกๆ แต่พอใส่หมวกกลับเท่ห์ ดูดีมีสไตล์น่ารักมากๆ (ต้องโทษทรงผมหน้าสั้นที่ไม่เหมาะกับคนหัวเถิกเท่าไหร่), การแสดงของเธอ ดูเหมือนเด็กวัยรุ่นไร้เดียงสาเอามากๆ เวลายิ้มทำให้โลกสวยสดใส แต่พอคิ้วขมวด ทำหน้าเศร้า โลกก็ดูหดหู่เศร้าหมองลงทีเดียว ว่าไปก็เหมือน Alice in Wonderland แบบที่ Godard ให้คำนิยามจริงๆ

บท 2 หนุ่ม Arthur รับบทโดย Claude Brasseur, ชายหนุ่มผู้มีเสน่ห์ที่น่าหลงใหลดึงดูด มีความเท่ห์แบบกินได้ จับต้องได้ สาวหลง (ผมไม่เข้าใจว่า Brasseur มีเสน่ห์ยังไง), Odile ตกหลุมรัก Arthur แทบจะโดยทันที แต่สิ่งที่ Arthur ต้องการนั้นไม่ใช่ความรัก เขาโปรยเสน่ห์เพื่อต้องการล่อลวงหลอกเธอเท่านั้น

Franz รับบทโดย Sami Frey, ตัวละครนี้ตกหลุมรัก Odile น่าจะตั้งแต่แรกแล้ว แต่เพราะความขาดเสน่ห์ที่น่าหลงใหล (ผมว่า Frey หล่อกว่า Brasseur อีกนะ ทำไมเธอถึงตาถั่วจัง) จึงไม่อยู่ในสายตาของ Odile (น่าสงสารมาก) กระนั้นเขาก็เป็น ‘พ่อคนดี’ คอยสนับสนุนเธออยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด ขอแค่ได้รักแม้จักไม่ได้ตอบแทนคืนมา

ตอนหญิงสาวไม่พอใจการกระทำของสองหนุ่ม เธอจะก้มหน้า ยืนเกาะขอบกำแพง พิงผนัง นี่เป็นพฤติกรรมที่น่ารักดีนะครับ เหมือนกับเด็กๆเวลางอน จะชอบเกาะโน่นนี่ เรียกร้องความสนใจ ใครพยายามดึงเธอออกก็จะเกาะกำแพงแน่น ผมเรียกลักษณะการกระทำนี้ว่า ดื้อดึง จนกว่าจะยอมทำในสิ่งที่เธอพอใจ ฉันจะดึงกำแพงนี้ไว้ไม่ยอมปล่อยไปไหน

ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard ขาประจำของ Godard, แม้หนังเรื่องนี้จะเป็นภาพขาว-ดำ แต่ดูมีสีสัน โดยเฉพาะเสื้อของ Arthur ที่เป็นลายตารางสีตัดกัน นั่นทำให้ผู้ชมจินตนาการเห็นเหมือนเป็นสีเสื้อ, หนังเรื่องนี้มี long-take ยาวๆหลายฉาก แต่ไม่ยาวมากเท่า Breathless หรือ Le Mépris หลายครั้งเราอาจไม่ทันสังเกตว่าเป็น long-take เพราะกล้องมักจะเคลื่อนไหวตามตัวละครตลอดเวลา ถ้าไม่หมุนไปมา แพนซ้ายขวา เลื่อนเข้าออก ก็เป็นนักแสดงที่จะเคลื่อนไหวเข้าออกฉากเอง

ตัดต่อโดย Françoise Collin, Dahlia Ezove และ Agnès Guillemot, ปกติแล้วหนังของ Godard จะมีการตัดต่อที่หวือหวามาก ท้าทายความสามารถในการเข้าใจของคนดู แต่หนังเรื่องนี้ตัดต่อได้เป็นธรรมชาติ ลื่นไหล ไม่มีสะดุด ไม่มีลูกเล่นอันน่าพิศวงเท่าไหร่, นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังของ Godard ที่ทำให้คนไม่เคยชอบหนังของ Godard สามารถดูและชอบหนังได้

เพลงประกอบโดย Michel Legrand, นี่เป็นหนังที่มีเพลงเพราะมากๆเรื่องหนึ่ง ทั้งเพลงประกอบและ Soundtrack สไตล์ดนตรีคือ pop แห่งยุค 60s ที่มีความสนุกสนาน เต้นตามได้ และหนังมีการเล่นกับการตัดต่อเพลง คือมีจังหวะเล่นและจังหวะหยุด ลักษณะคือหนังเปิดเพลงเพราะๆ อยู่ดีๆก็หยุดเพลง มีคำพูดบรรยายประกอบภาพ/อารมณ์/ความคิด พูดจบก็เปิดเพลงต่อ (อารมณ์ประมาณฟังวิทยุสมัยก่อน ที่เวลา DJ จะพูดอะไร ก็จะลดความดังของเสียงเพลงลง พอพูดจบก็ปรับความดังสู่ระดับปกติ)

หนังมี 3 ฉากเด็ดๆที่ต้องพูดถึง
1) นาทีแห่งความเงียบ, ฉากที่ Arthur, Franz และ Odile อยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง พวกเขาไม่รู้จะทำอะไรดีจึงตกลงกันว่า 1 นาทีนี้จะไม่พูดอะไร ซึ่งหนังก็ได้ตัดเสียงทุกอย่าง เงียบสนิท แม้กระทั่ง Soundtrack/Sound Effect ใครที่ดูหนังไม่รู้เรื่องแล้วกำลังจะหลับ พอถึงฉากนี้คงจะตื่นเลยละครับ แล้วสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น?, ถึงความตั้งใจจะ 1 นาที แต่ Franz ก็ยอมแพ้ พูดขึ้นว่า ‘พอแล้ว’ ในวินาทีที่ 36

2) ฉาก Madison scene ต่อจากนาทีแห่งความเงียบ Odile และ Arthur ตัดสินใจไปเต้น Franz ก็ตามไปร่วมในไม่ใช้า, เพลงที่เปิดเป็น R&B หรือ Soul แต่งโดย Michel Legrand ซึ่งนางเอก Anna Karina เรียกเพลงนี้ว่า Madison Dance, ฉากการเต้นนี้เป็นแรงบันดาลใจให้หนังหลายเรื่องเลยนะครับ ไม่ใช่แค่ Pulp Fiction เท่านั้น แต่ยังมี Simple Men (1992), The Go-Getter (2007), Le Week-End (2013) ฯ

3) ฉากในพิพิธภัณฑ์ Louvre, เชื่อว่าหลายคนอาจไม่ทันตั้งตัว อยู่ดีๆเสียงบรรยายก็พูดขึ้นมาว่า สถิติโลกวิ่งรอบพิพิธภัณฑ์ Louvre (พิพิธภัณฑ์จัดแสดงงานศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ใน Paris) อยู่ที่ 9 นาที 45 วินาที แล้วตัดไปที่ทั้ง 3 ตัวละครกำลังวิ่งแข่งกัน มองแทบไม่ทันว่าที่นั่นคือพิพิธภัณฑ์ Louvre แล้วเสียงบรรยายพูดขึ้นอีกที ว่าสามารถทำลายสถิติโลกเดิมของ Jimmy Johnson แห่ง San Francisco ลงได้ที่ 9 นาที 43 วินาที

หนังของ Godard มักจะไม่มีเรื่องราวที่เป็นใจความสำคัญ เราสามารถหยิบยก มองประเด็นไหนก็ได้ที่คิดว่ามีความสำคัญ เอาขึ้นมาเป็นประเด็นหลักของหนัง กระนั้นมันก็มีสิ่งที่เรียกว่า ‘แนว Godard’ อันประกอบด้วย เพลง pop, เสื้อผ้าแฟชั่น, คำพูดหล่อๆ ใช้จีบหญิง, งานศิลปะ, วรรณกรรม, ฆาตกรรม ฯ ที่ผสมสอดแทรกอยู่ในหนังแทบทุกเรื่อง, นี่คือสิ่งที่ผู้คนยกย่องว่า Godard มีความเป็น ‘ศิลปิน’ สูงมากๆคนหนึ่ง

กับคนที่ยังขัดใจ สงสัยว่าหนังมันเกี่ยวกับอะไร นี่เป็นหนังที่มี Character-Driven ตัวละครเป็นผู้ขับเคลื่อนหนัง, เรื่องราววนเวียนอยู่กับกลุ่มของตัวละครหลักทั้งสาม ที่ชอบทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น (Band of Outsider) อาทิ วิ่งแข่งกันที่ Louvre, เต้นในสถานที่ที่ไม่มีใครเต้น, โดดเรียน, ขโมยเงินพ่อแม่ ฯ, ทั้ง 3 ตัวละครหลัก แต่ละคนก็มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งรสนิยม แฟชั่น แนวคิด ดูอย่างการสั่งเครื่องดื่มมากิน 3 คน ก็ 3 อย่าง ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย น่าแปลกที่อยู่ด้วยกันได้, ไม่ใช่ Odile เป็นจุดศูนย์กลางนะครับ (เธอดูเป็นจุดศูนย์กลางของหนังก็จริง แต่เธอเป็นคนที่เข้ามาภายหลัง Franz กับ Arthur เป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่แรกแล้ว เธอเข้ามาเป็นเหมือนมือที่สามของทั้งคู่)

กลุ่มของคนประหลาด นี่น่าจะหมายถึง Jean-Luc Godard เองด้วย ที่เขาชอบทำหนังแปลกประหลาดแตกต่างจากคนอื่น, การขโมยเงิน มองเปรียบเทียบได้กับการเอาเงินของสตูดิโอมาทำหนังผลาญเล่น, ตอนจบเป้าหมายของเขาคือ เหนือหรือใต้ นี่อาจจะมีความหมายแฝงถึง Anna Karina ด้วย เพราะตอนนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็นไปในแบบ ฉันไปเหนือ เธอไปใต้ ตอนนนี้ฉันยอมไปใต้กับเธอก่อน (มันมีหนังเรื่องถัดๆมา ที่ตัวละครแทนด้วย Godard ไปทางเหนือแล้วตัวละครของ Karina ไปทางใต้ นั่นเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของทั้งคู่ก่อนเลิกกัน)

คนที่มีอายุสักหน่อย ดูหนังเรื่องนี้น่าจะได้กลิ่นอาย Nostalgia ด้วยนะครับ, สมัยวัยรุ่นเรียนหนังสือ จีบสาวโต๊ะข้างๆ เขียนข้อความใส่กระดาษแล้วส่งให้, ใครเคยมีแฟนสมัยเรียน คงบิดๆม้วนๆ นึกถึงตอนหาข้ออ้างพูดกับพ่อแม่ ขอเงินหนีไปเที่ยวกับแฟน หรือขณะรอเดทกับหญิงสาว หัวใจเต้นตุบตับ ฯ ตอน Godard ทำหนังเรื่องนี้ตอนเขาอายุ 30+ นี่เป็นช่วงอายุที่เริ่มหวนระลึกถึงความทรงจำในอดีต สิ่งบ้าๆที่เคยคิดอยากทำ (หรืออาจทำสำเร็จมาแล้ว) พอเริ่มมีอายุ จะให้กลับไปทำแบบนั้นอีก มันคงเป็นไปได้ยาก

หนังมีให้ข้อคิดดีๆด้วยนะครับ (ปกติหนังของ Jean-Luc Godard มักจะไม่ค่อยมีแนวคิดอะไรดีๆแฝงเท่าไหร่) สมัยนี้คงเป็นเรื่องธรรมดามากที่ลูกจะโกหกพ่อแม่ หรือพยายามขโมยเงิน แต่การเชื่อใจคนอื่นมากเกินไป มันอาจสร้างความสูญเสียอันใหญ่หลวงให้กับครอบครัว, ถึงเป็นความไม่ตั้งใจ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ตอนที่แม่เลี้ยงของ Odile เสียชีวิต ผมตกใจเลยนะครับ มันตรงไปตรงมาแบบไม่รู้ตัว ไม่คิดว่าหนังจะกล้าเล่นประเด็นนี้ เป็นใครคงทำตัวไม่ถูก, ให้หนังเรื่องนี้เป็นสติย้ำเตือนวัยรุ่น จะทำอะไรคิดหน้าคิดหลังให้ดี ‘ไว้ใจทาง แต่อย่าวางใจคน’ อย่า ‘ชักศึกเข้าบ้าน’ เพราะมันจะกลายเป็นเหมือน ‘กินบนเรือ ขี้รดบนหลังคา’ คนประเภทนี้ถ้าสังคมรู้เข้า เขาไม่ยอมรับคุณแน่ๆ

นิตยสาร TIME ติด 1 ใน All-TIME 100 movies
นิตยสาร Empire จัดอันดับ The 100 Best Films of World Cinema ติดอันดับ 79

ถ้าคุณไม่เคยชอบหนังของ Godard หรือยังไม่เคยดูหนังเรื่องใดๆของเขาเลย ผมแนะนำให้ลองหาหนังเรื่องนี้มาดู นี่เป็นหนังที่คนธรรมดาสามัญสามารถดูเข้าใจได้ง่าย ไม่ต้องอาศัยการคิดตีความอะไรมาก ตรงไปตรงมา ไม่มีลับลมคมในมากนัก, แต่ถ้าคุณชอบคิด มันก็มีสัญลักษณ์มากมายแฝงอยู่ ผมดูหนังเรื่องนี้โดยไม่ได้สนใจสิ่งสัญลักษณ์พวกเท่าไหร่ ปล่อยความรู้สึกให้เพลิดเพลินไปกับหนังเท่านั้น ไม่ได้คิดคาดหวังอะไรเท่าไหร่, ถ้าคุณสามารถดูหนังของ Wong Kar-Wai ได้ ก็ย่อมสามารถดูหนังของ Jean-Luc Godard ได้เช่นกัน

แนะนำอย่างยิ่งกับคนชอบแนววัยรุ่น, ความรัก, วัยเรียน, โรแมนติก, เพลง pop ฯ, ชอบหนังแนวๆ เทคนิคเจ๋งๆ เนื้อเรื่องโดนๆ, และแฟนหนังของ Godard ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับความรุนแรง และความตาย

TAGLINE | “Bande à part เป็นหนังของผู้กำกับ Jean-Luc Godard ที่สร้างเพื่อให้คนไม่รู้จักหนังแนว Godard สามารถดูได้”
QUALITY | RAREGENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of