Band of Outsider

Band of Outsiders (1964) French : Jean-Luc Godard ♥♥♥♥♡

(8/10/2022) สองหนุ่มสวมบทบาทตำรวจ-โจร เล่นละครไล่ยิง ล้มกลิ้ง ครุ่นคิดก่ออาชญากรรมด้วยการวางแผนลวงล่อหลอกหญิงสาว Anna Karina แต่ชีวิตจริงไม่เห็นเหมือนภาพยนตร์ ทำอะไรล้วนผิดพลาด ปลุกตื่นขึ้นจากฝันร้าย, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

เมื่อตอนที่ Anna Karina แท้งลูกในครรภ์ แม้สามี Jean-Luc Godard ไม่เคยอยู่เคียงชิดใกล้ ถึงขนาดตั้งเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวช แต่เมื่อเขาหวนกลับหา ลากตัวมาแสดงภาพยนตร์ Bande à part (1964) นั่นทำให้เธอคลายความทุกข์โศก ฟื้นตื่นจากฝันร้าย เอาตัวรอดชีวิตมาได้

I was in a really bad shape. I didn’t want to be alive any more. I had tried to commit suicide and so they sent me to a crazy house. It was a bad situation at that time for women – you could be there for ever. But an analyst helped to get me out. Then Jean-Luc came by and said, ‘Oh, you’re shooting tomorrow.’ Bande à Part. Crime movie. Heist movie. That movie probably saved my life.

Anna Karina

Bande à part (1964) เป็นภาพยนตร์อีกเรื่องที่ผมคาดคิดไม่ถึงว่า เมื่อหวนกลับมารับชมจะพบเห็นโลกทัศน์ที่แตกต่างสิ้นเชิง! พอเข้าใจนิยามที่ผกก. Godard เคยให้ไว้ว่า “Alice in Wonderland meets Franz Kafka” หญิงสาวถูกลวงล่อหลอกโดยสองหนุ่ม กลายเป็นผู้ร่วมสมคบคิด(เข้าไปในโลก)ก่ออาชญากรรม ขณะเดียวกันนั้นยังสะท้อนโลกความจริงที่แตกต่างจากจินตนาการเพ้อฝัน/มายาของสื่อภาพยนตร์ สามารถปลุกตื่นผู้ชมขึ้นจากความเพ้อฝันร้าย

Band of Outsiders is like a reverie of a gangster movie as students in an expresso (sic) bar might remember it or plan it—a mixture of the gangster film virtues (loyalty, daring) with innocence, amorality, lack of equilibrium.

Pauline Kael

Jean-Luc Godard (1930-2022) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์ สัญชาติ French-Swiss เกิดที่กรุง Paris บิดาเป็นนายแพทย์ชาว Swiss ฐานะร่ำรวย ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองหลบลี้ภัยอยู่ Switzerland, เริ่มรู้จักภาพยนตร์จากการอ่านบทความ Outline of a Psychology of Cinema เขียนโดย André Malraux ตามด้วยความสนใจนิตยสาร La Revue du cinéma จากนั้นเริ่มมีโอกาสพบปะผู้คนในวงการ, เมื่อปี 1950 สมัครเข้าศึกษาคณะมานุษยวิทยา University of Paris แต่ไม่เคยเข้าเรียนสักครั้ง เพราะไปหมกตัวอยู่ Ciné-Clubs ตามด้วย Cinémathèque Française รับรู้จักบรรดาพรรคเพื่อนผู้หลงใหลในศาสตร์ภาพยนตร์ François Truffaut, Jacques Rivette, Claude Chabrol, เคยร่วมกับ Éric Rohmer ก่อตั้งวารสาร La Gazette du cinéma แต่อยู่รอดแค่เพียงห้าฉบับ! จากนั้นได้รับคำชักชวนจาก André Bazin กลายเป็นนักวิจารณ์(คนแรกของกลุ่มที่ได้)ตีพิมพ์บทความลงนิตยสาร Cahiers du Cinéma ระหว่างนั้นก็ทดลองทำหนังสั้น และกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Breathless (1960) ** ได้รับการยกย่องว่าคือจุดเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ (Modern Cinema)

หลังเสร็จจาก Contempt (1963) ความสนใจถัดมาของผู้กำกับ Godard คือดัดแปลงนวนิยาย Fools’ Gold (1958) แต่งโดย Dolores Hitchens (1907-73) นักเขียนชาวอเมริกัน (แซว: ผมเพิ่งเคยเห็นผู้หญิงเขียนนวนิยาย ‘Hard-Boil’ แนวอาชญากรรมเรื่องแรกเลยนะเนี่ย!) ได้รับการแปลเป็นภาษาฝรั่งเศส ตีพิมพ์ลักษณะ ‘pulp fiction’ รวมอยู่ในคอลเลคชั่นของ Série noire

เกร็ด: คนที่แนะนำนวนิยาย Fools’ Gold (1958) ให้ผู้กำกับ Godard ก็คือเพื่อนสนิท François Truffaut

What I liked in this novel was a certain tone in the narrative and in the dialogues, and I tried to maintain this tone in the film. Of course, the tone may have come from the translation, which is bad. But at least the translation created a certain style that interested me. I even kept it in the commentary that accompanies certain scenes in the film.

The book is like a novel that I’ve always wanted to make into a film – Banlieu sud-est, by Renè Fallet. It’s the kind of story in which you have two guys, a girl, and a bicycle race. You find that in most of the pre-war French novels. In the film previews for Band of Outsiders, I call it ‘A French Film With a Pre-War Atmosphere.’

Jean-Luc Godard

แม้มีนวนิยายเป็นต้นฉบับ แต่ผู้กำกับ Godard ก็นำมาเพียงโครงสร้าง แล้วปรับเปลี่ยนแปลงโน่นนี่นั่นให้สอดคล้องความต้องการของตนเอง อาทิ พื้นหลังดำเนินเรื่อง (จาก Pasadena เป็นกรุง Paris), ชื่อตัวละครทั้งหมด (Laren กลายเป็น Odile Monod, Skip มาเป็น Arthur Rimbaud, Eddie ใช้เป็น Franze Kafka), รวมถึงเหตุการณ์ไคลน์แม็กซ์ที่แตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง

  • คุณป้าของ Karen/Odie เหมือนจะเสียชีวิตจริงๆ
  • Mr. Stolz เป็นอดีตอาชญากรที่เกษียณตนเอง เงินจำนวนมากที่มีอยู่นั้นมาจากการเรียกค่าไถ่ ซึ่งเมื่อความจริงกระจ่างเลยถูกตำรวจจับกุมตัว
  • Skip/Arthur ถูกตำรวจยิงเสียชีวิต
  • Karen/Odie และ Eddie/Franz หลังจากถูกตำรวจไล่ล่า ตัดสินใจมอบตัว รับโทษติดคุก

อีกส่วนที่แตกต่างไปโดยสิ้นเชิงก็คือบทพูดสนทนา เพราะผู้กำกับ Godard จะครุ่นคิดสดๆก่อนเริ่มการถ่ายทำ ไม่มีการอ้างอิงจากนวนิยายสักประโยคเดียว!

I write it at the last minute. That’s so that the actor won’t have any time to think about his dialogue and get himself prepared. That way, he has to give more of himself. He’s more clumsy that way, but also more total. I leave my actors quite free. I correct theme very once in a while if they do something that doesn’t work or doesn’t have anything to do with the subject. Simply because they can’t realize as well as I do what the film is all about. But there’s little rehearsing. Only two or three takes are ver made. Usually it’s the first or last that works. I explain how they’re supposed to act the way Mack Sennett probably explained things to his actors’ ‘You come on, you do this and we start rolling”.’

แซว: จริงๆมันมีหนังสือชื่อ Bande à part (1951) แต่งโดย Jacques Perret แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องใดๆกับหนัง และไม่ได้มีการอ้างอิงถึงด้วยนะครับ … ถึงอย่างนั้นผู้กำกับ François Truffaut กลับใช้หนังสือเล่มนี้แทรกอยู่ใน The Soft Skin (1964) ทำให้ใครๆครุ่นคิดถึงแต่ภาพยนตร์ Bande à part (1964)

พื้นหลัง Joinville ชายเมืองกรุง Paris, Odile (รับบทโดย Anna Karina) ระหว่างเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ สนิทสนมกับเพื่อนชาย Franz (รับบทโดย Sami Frey) ด้วยความยังอ่อนเยาว์วัยไร้เดียงสา จึงเล่าให้ฟังถึงเงินก้อนใหญ่ที่ลุง Mr. Stolz เก็บซ่อนไว้ในห้องนอน

โดยไม่รู้ตัว Franz ร่วมกับเพื่อนอีกคน Arthur (รับบทโดย Claude Brasseur) ครุ่นคิดวางแผนขโมยเงินก้อนนั้น ต่างเข้าไปตีสนิท Odile ล่อหลอกให้เธอตกหลุมรัก จนยินยอมแอบเข้าไปสอดแนม กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด ตระเตรียมการโจรกรรมในอีกไม่ช้านาน


Anna Karina ชื่อจริง Hanne Karin Bayer (1940-2019) เกิดที่ Frederiksberg, Denmark โตขึ้นเริ่มจากเป็นนักร้อง-เต้นคาบาเร่ต์ ตามด้วยโมเดลลิ่ง แสดงหนังสั้นที่คว้ารางวัลเทศกาลหนังเมือง Cannes เลยตัดสินใจปักหลักอยู่กรุง Paris (ยังพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ด้วยซ้ำ) ได้รับการค้นพบโดยแมวมอง พามาถ่ายแบบ นิตยสาร กระทั่ง Jean-Luc Godra ชักชวนมารับบทนำ Breathless (1960) แต่กลับบอกปัดปฏิเสธเพราะไม่อยากเข้าฉากนู๊ด ถึงอย่างนั้นก็ยินยอมร่วมงานตั้งแต่ A Woman Is a Woman (1961), My Life to Live (1962), The Little Soldier (1963), Band of Outsiders (1964), Pierrot le Fou (1965), Alphaville (1965) และ Made in USA (1966), ผลงานเด่นๆหลังจากนั้น อาทิ The Nun (1966), The Stranger (1967), Man on Horseback (1969), Chinese Roulette (1976) ฯ

รับบท Odile Monod หญิงสาวแรกรุ่น ละอ่อนเยาว์วัย สวยใสไร้เดียงสา ทำตัวระริกระรี้ มองโลกในแง่ดี ตกหลุมรักแรกพบ Arthur พอพบเห็นสิ่งร้ายๆที่พวกเขาพูดบอก-แสดงออกมา ตระหนักรับรู้ว่านั่นไม่ใช่เรื่องถูกต้อง พยายามแสดงความคิดเห็น โต้ถกเถียง แต่ก็มิอาจต่อต้านขัดขืน ยินยอมกระทำตามแม้ไม่ค่อยเต็มใจนัก เพราะอยากได้รับการยินยอมรับ แสวงหาบุคคลสามารถเป็นทึ่พึ่งพักพิง พาฉันออกไปจากบ้านหลังนี้สักที!

เกร็ด: Monod คือนามสกุลเดิม ‘maiden name’ มารดาของผู้กำกับ Godard, ส่วน Odile ถ้าเอาขำๆมาจากคำว่า Crocodile แต่ความตั้งของของผู้กำกับ Godard เหมือนจะมาจากนวนิยาย Odile (1937) แต่งโดย Raymond Queneau (1903-76) ซึ่งจะมีฉากที่ตัวละคร Franz ยกหนังสือเล่มนี้ขึ้นอ่านระหว่างนั่งอยู่บนรถ

ถือเป็นบทบาทแนวถนัดของ Karina ทำตัวน่ารัก สวยใส แต่ไม่สามารถต่อต้านขัดขืนใครต่อใคร โดยเฉพาะชายที่เธอตกหลุมรัก โหยหาการยินยอมรับ (ตัวละครอาศัยอยู่กับลุง-ป้า เหมือนว่าจะถูกบิดา-มารดาทอดทิ้งขว้าง) ซึ่งวินาทีที่สูญเสีย Arthur ก็หันไปเกาะแก่ง Franz แทบจะโดยทันที

แซว: แรกเริ่มหญิงสาวมัดม้วนทรงผม สื่อถึงการถูกควบคุมครอบงำ ซุกซ่อนเร้นตัวตนไว้ภายใน แต่เมื่อ Arthur บอกให้ปลดปล่อยมันออก นั่นคือสัญลักษณ์ของเสรีภาพ เรียนรู้จักการครุ่นคิด-พูดบอก-แสดงออก ตามความต้องการของหัวใจ

คงไม่ผิดอะไรจะมองว่า Karina ถูกลวงล่อโดยผู้กำกับ Godard จนกลายเป็นสามีภรรยา แต่ภาพยนตร์เรื่องนี้มีนัยยะของการฟื้นตื่น สอนให้ลุกขึ้นมาเผชิญหน้าโลกความจริง! ซึ่งสะท้อนช่วงเวลาที่เธอสูญเสียบุตรในครรภ์ รักษาตัวในโรงพยาบาลจิตเวช เล่นหนังเรื่องนี้คงทำให้สามารถยินยอมรับสภาพความจริง (ฟื้นตื่นจากความเศร้าโศกเสียใจ/หลงทางอยู่ในโลกแห่งจินตนาการ)


Claude Pierre Espinasse (1936-2020) นักแสดงสัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Neuilly-sur-Seine, บุตรชายของคู่รักนักแสดง Pierre Brasseur และ Odette Joyeux แต่ทั้งสองก็ไม่ได้ใคร่สนใจบุตรชายคนนี้นัก ส่งไปโรงเรียนประจำ แล้วหลบหนีมาเป็นผู้ช่วยช่างภาพ Walter Carone นิตยสาร Paris Match, จากนั้นเข้าสู่วงการละครเวที ตามด้วยภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Eyes Without a Face (1960), Band of Outsiders (1964), Pardon Mon Affaire (1977), A Simple Story (1979), The Police War (1980) ฯ

รับบท Arthur Rimbaud ชายหนุ่มรูปไม่หล่อแต่ดูเร้าใจ เป็นนักวางแผนจอมบงการ ชอบพูดคำแรงๆ ตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อมในสิ่งที่ต้องการ แรกพบเจอตกหลุมรัก Odile ต้องการฉกแย่งชิงมาจาก Franz โดยทันที! พยายามโน้มน้าวหญิงสาว จนยินยอมกระทำตามคำร้องขอ ถึงอย่างนั้นเมื่อปล้นชิงทรัพย์ครั้งนี้สำเร็จ เขาคงต้องทอดทิ้งเธอไปอยู่ดี

เกร็ด: ชื่อตัวละครนี้มาจาก Arthur Rimbaud (1854-91) นักกวีชาวฝรั่งเศส โด่งดังจากงานประพันธ์แนว Surrealist และเป็นเกย์คู่ขาเพื่อนนักกวี Paul Verlaine ทั้งสองมีกล่าวถึงในหนังด้วยนะครับ

To play this role, Claude Brasseur was ideal because he has the innocence and madness of children when playing marbles or at war, that is to say both the necessary brutality and sufficient candor. , and vice versa. In short, he is part of this rather rare category of actors who cannot help but play comedy, or tragedy, like men, the men they are, a weakness that makes them great.

Jean-Luc Godard กล่าวถึง Claude Brasseur

ภาพลักษณ์ของ Brasseur แลดูละม้ายคล้ายผู้กำกับ Godard เหลือเกิ้น! อีกทั้งลีลาจีบสาว นิสัยจอมบงการ ‘หุบปากแล้วทำตามคำสั่ง’ ให้ความรู้สึกเหมือนตัวตายตัวแทนมาจุติ ด้านการแสดงก็ต้องชมว่ามีความเข้มข้น เอาจริงเอาจัง ไม่ได้จะเล่นเป็นโจร มาจากครอบครัวอาชญากรจริงๆ นั่นกระมังคือเหตุผลให้ตัวละครของ Karina ตกหลุมรักแรกพบในความตื่นเต้น รุกเร้าใจ (แต่ถ้าเป็นสาวๆสมัยนี้ รูปหล่อของ Sami Frey น่าจะครองใจมากกว่า)


Sami Frey ชื่อจริง Samuel Frei (เปิดปี 1937) นักแสดงสัญชาติ French บิดา-มารดาเป็นชาว Polish เชื้อสาย Jewish อพยพมาอยู่กรุง Paris ตั้งแต่ก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่สอง แต่หลังจากฝรั่งเศสถูกยึดครอง มารดาโดนส่งตัวไปค่าย Auschwitz ส่วนสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆต้องหาหนทางอพยพลี้ภัยสู่ Rodez, พอโตขึ้นค้นพบความชื่นชอบด้านการแสดง กลายเป็นลูกศิษย์ René Simon เข้าสู่วงการละครเวที ภาพยนตร์เรื่องแรก The Truth (1960), ผลงานเด่นๆ อาทิ Thérèse Desqueyroux (1962), Band of Outsiders (1964), Cesar & Rosalie (1972), En compagnie d’Antonin Artaud (1993) ฯ

รับบท Franz Kafka แม้รูปหล่อหน้าตาดี (กว่า Arthur) แต่ดูทึ่มๆทื่อๆ ซื่อๆ ขาดความน่าตื่นเต้นเร้าใจ เต็มไปด้วยความกลัวๆกล้าๆ ทั้งเรื่องจีบสาวและการปล้นชิงทรัพย์ แม้กลายเป็นเพียงลูกน้อง Arthur แต่ท้ายสุดกลับได้ครอบครอง Odile เพราะรู้จักทางหนีทีไล่ กลายเป็นที่พึ่งใหม่ของหญิงสาว

เกร็ด: ชื่อตัวละครนี้มาจาก Franz Kafka (1883-1924) นักเขียนชาวเยอรมัน บุคคลสำคัญแห่งวงการวรรณกรรมแนว Modernism ผู้บุกเบิกการผสมผสานนิยาย Realist เข้ากับ Fantastic ผลงานดัง อาทิ Metamorphosis (1915), The Trial (1925) ฯลฯ

Godard, Karina และ Frey เคยร่วมงานแสดงหนังสั้น Les fiancés du Pont MacDonald (1961) แปลว่า The Fiancés of the Bridge Mac Donald กำกับโดย Agnès Varda ซึ่งได้แรงบันดาลใจจากความสัมพันธ์ระหว่าง Godard และ Karina … นั่นเองทำให้ผู้กำกับ Godard มองหาโอกาสร่วมงาน Frey มาหลายครั้ง จนกระทั่ง Band of Outsiders (1964)

แม้เพียงบทพระรอง ไม่ได้มีบุคลิกน่าจดจำ (นอกจากความหล่อเหลา) แต่ตัวละครของ Frey ก็พยายามหาหนทางแทรกตัวขึ้นมาสร้างความโดดเด่น ทำให้ตนเองกลายเป็นที่สนใจ ถือว่าเป็นบุคคลสร้างสีสันให้เรื่องราว ก้างขวางคอ มือที่สาม คอยปิดทองหลังพระ จนท้ายสุดก็สามารถได้เธอมาครอบครอง หัวเราะทีหลังดังกว่า

นี่เป็นตัวละครที่ไม่มีร่องรอยของผู้กำกับ Godard มีความขั้วตรงข้ามกับ Arthur แทบทุกสิ่งอย่าง! แต่เราสามารถเปรียบเทียบในเชิงสัญลักษณ์ถึง Realist (Franz) vs. Fantastic (Arthur) และคือบุคคลปลุกตื่น Odile/Karina พาเอาตัวรอดออกไปจากสถานที่แห่งนี้ หวนกลับสู่โลกความจริงสักที

ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard (1924-2016) ตากล้องระดับตำนาน สัญชาติฝรั่งเศส ขาประจำของบรรดาผู้กำกับ French New Wave, สมัยเด็กตั้งใจร่ำเรียนเคมี แต่ไม่มีทุนการศึกษาเลยหันมาเป็นช่างภาพ เข้าร่วมสงคราม French Indichina War (1946-54) ในฐานะ ‘war photographer’ อาศัยอยู่เวียดนามถึง 11 ปี กลับมาฝรั่งเศสกลายเป็นฟรีแลนซ์ให้นิตยสาร Paris Match และ Look กระทั่งได้รับการติดต่อจากผู้กำกับ Pierre Schoendoerffer ทั้งๆไม่เคยมีประสบการถ่ายทำภาพยนตร์ แต่กลับได้เสียงชื่นชม The Devil’s Pass (1958), ติดตามมาด้วยผลงานแจ้งเกิดโด่งดัง Breathless (1960), Shoot the Piano Player (1960), Vivre sa Vie (1962), Jules et Jim (1962), Le Mépris (1963), Bande à part (1964), Pierrot le Fou (1965), Z (1969) ฯลฯ

พักเบรคจากฟีล์มสีขนาด CinemaScope หวนกลับมาถ่ายทำหนังขาว-ดำ สไตล์กองโจร ‘guerrilla unit’ แนวถนัดของทั้งผกก. Godard และตากล้อง Coutard เน้นรวดเร็ว (ใช้เวลาเพียง 25 วัน!) ประหยัด (ถ่ายทำน้อยเทคที่สุด 1-3 ครั้งไม่เกินนั้น) พยายามใช้แสงธรรมชาติให้มากที่สุด ไม่ว่าตอนกลางวัน-กลางคืน หรือฉากภายนอก-ใน

ผกก. Godard (และบรรดาพวกผู้กำกับ French New Wave) มักถูกนักวิจารณ์พร่ำบ่นว่าเก่งแต่ ‘bedroom drama’ หรือ ‘apartment drama’ เพราะหลายต่อหลายผลงานมักถ่ายทำแต่ในห้องนอน อพาร์ทเม้นท์ เดินวนไปวนมาจนน่าเบื่อหน่าย! Bande à part (1964) เลยจัดให้เกือบๆเป็น Road Movie สมาชิกทั้งสามขับรถร่อนไปร่อนมาบนท้องถนนชานกรุง Paris ถึงขนาดมีเว็บไซด์นำเอาแผนที่มาปะติดปะต่อเส้นทางขับรถ กลายเป็นอีก ‘Time Capsule’ น่าทึ่งไม่น้อยทีเดียว… ผมขอไม่ลงรายละเอียดตรงนี้นะครับ ใครสนใจคลิกลิ้งค์เข้าไปดูเองแล้วกัน

LINK: https://www.thecinetourist.net/bande-agrave-part.html


มีอยู่สองสามข้อความน่าสนใจ ปรากฎบน Opening Credit

  • For the last time on screen Michel Legrand’s Music นี่ไม่ได้หมายความว่า Legrand จะทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายนะครับ แต่คือตั้งใจให้เป็นผลงานสุดท้ายที่ร่วมงานผกก. Godard ไม่รู้ว่ามีความขัดแย้ง/บาดหมางอะไรกันรึเปล่า เพราะมันคือครั้งสุดท้ายจริงๆตามว่าไว้
  • ชื่อสตูดิโอโปรดักชั่น Anouchka Films ของผู้กำกับ Godard มาจาก ‘pet name’ ที่เจ้าตัวชอบเรียกขาน Anna Karina โดย Working Title ใช้ระหว่างถ่ายทำคือ “Sammy, Arthur et Anouchka”
  • ถ้าใครช่างสังเกตจะพบว่าเครดิตทั้งหมดจะมีการแทรกหน้าที่ Actrices (Actress), Acteurs (Actor), Bande Image (Cinematography), Bande Son (Sound), La Musique (Music) ฯลฯ อยู่บันทัดที่สองหรือสาม โดยชื่อที่อยู่ด้านบนจะคือบุคคลผู้มีสำคัญกว่าด้านล่าง อาทิ
    • Anna Karina
      ACTRICES
      Danièle Girard
      Louisa Colpeyn
      Chantal Darget
    • Sami Frey
      Claude Brasseur
      ACTEURS
      Georges Staquet
      Ernest Menzer
  • แต่อาจจะยกเว้นข้อความสุดท้าย เพราะมีเพียงชื่อของผู้กำกับเลยเขียนเป็น (แทนใส่ตำแหน่ง DIRECTEUR)
    JEANLUC
    CINÉMA
    GODARD

เริ่มต้นหนังมีการพูดถึงการฉีดวัคซีน นี่น่าจะหมายถึงวัคซีนโรคหัด คางทูม หัดเยอรมัน ที่เพิ่งคิดค้นสำเร็จเมื่อปี ค.ศ. 1963 จากนั้นเสียงผิวปากของ Franz ท่วงทำนอง The Umbrellas of Cherbourg (1964) [ช่วงกลางเรื่องจะได้ยิน Main Theme ดังในคาเฟ่ด้วยนะครับ ระหว่างที่ Oldie เดินไปเข้าห้องน้ำ]

ขณะที่รสนิยมของ Franz ชื่นชอบอ่านนวนิยายของ Edgar Poe, Jack London, Raymond Queneau, ผิดกับ Arthur สนใจแต่หนังสือการ์ตูน หรือ Visual Graphic ขณะนี้กำลังอ่าน Les Hommes volants (แปลว่า The Flying Man) ตอน Trafic à Copa Tonka (แปลว่า Traffic at Copa Tonka)

ระหว่างสองหนุ่มกำลังขับรถ พบเห็น Odile ขี่จักรยานผ่านหน้า พอดิบพอดีเสียงบรรยาย (ของผู้กำกับ Godard) ดังขึ้นว่า

My story begins here…

ภาพช็อตนี้ปรากฎชื่อ ‘Godard & Rumeau’ ผมก็ไม่รู้เหมือนว่าคืออะไร แต่ข้อความ oui ç’est shell que j’aime แปลว่า yes it is shell that I love รวมถึงตัวอักษรบนโปสเตอร์ l’oiseau bleu แปลว่า The Blue Bird ก็น่าจะสื่อถึง Anna Karina ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม กระมัง!

เกร็ด: จะมีขณะหนึ่งที่ Franz อธิบายรูปลักษณะของ Odile มีการใช้คำว่า ‘peau douce’ หมายถึง soft skin [บาง Subtitle ใช้คำแปลว่า silken skin] ซึ่งเป็นการอ้างอิงถึงภาพยนตร์ The Soft Skin (1964) กำกับโดย François Truffaut

วันที่ 13 กรกฎาคม ค.ศ. 1894, จอมโจร Billy the Kid ถูกยิงเข้าข้างหลังโดยนายอำเภอ Pat Garrett การละเล่นของพวกเขานี้รับอิทธิพลจากภาพยนตร์ The Left Handed Gun (1958) กำกับโดย Arthur Penn, นำแสดงโดย Paul Newman (รับบท Billy the Kid)

นี่ไม่ใช่แค่การละเล่นละครสมมติ ตำรวจ-ผู้ร้าย แต่ช่วงท้ายของหนัง โชคชะตากรรมของ Arthur ก็ไม่แตกต่างจาก Billy the Kid เรียกว่าจากจินตนาการเพ้อฝัน กลายเป็นชีวิตจริงที่เหี้ยมโหดร้ายยิ่งนัก!

ยังมีอีกสิ่งที่น่าสนใจของซีนนี้คือการสลับเปลี่ยนมุมกล้อง แต่แทนที่เหตุการณ์จะดำเนินต่อเนื่องกันไปกลับมีลักษณะ ‘discontinuity editing’ ครั้งนี้อาจยังไม่เห็นชัด เพราะเมื่อ Arthur ตะเกียกตะกายเอื้อมมือไปจับหลังหลังรถ ค่อยมีการสลับสับเปลี่ยนมุมมอง มันเลยยังดูมีความต่อเนื่อง แต่ถ้าใครช่างสังเกตจะพบความไม่ต่อเนื่องขณะ Franz สตาร์ทรถ … ฉากนี้อาจยังไม่ชัดเจนนัก แต่บางครั้งจะนำเสนอเหตุการณ์นั้นๆซ้ำสองครั้ง ซึ่งอาจสร้างความสับสนงุนงงงวย ทำไปเพื่ออะไร?

รปภ? ยามเฝ้าโรงเรียน? รับเชิญโดย Michel Legrand

แซว: เห็นแวบแรกนึกว่า Chantal Goya ที่แสดงภาพยนตร์ Masculine Feminine (1966) แต่เพราะไม่มีเครดิต ผมเลยไม่แน่ใจว่าคนๆเดียวกันหรือเปล่า ซึ่งการไว้ผมสั้นสีดำชวนให้นึกถึงภาพลักษณ์ Anna Karina เมื่อครั้น Vivre Sa Vie (1962) ไม่ค่อยอยากจินตนาการความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับผกก. Godard สักเท่าไหร่

คุณครูตั้งคำถามอะไรสักอย่าง เมื่อหญิงสาวพูดคำตอบ กล้องจะตัดสลับมุมมองกลับไปหาคุณครู แล้วเราจะได้เสียงคำตอบนั้นซ้ำอีกครั้ง … นี่ไม่ใช่ว่าเธอพูดคำตอบสองครั้งนะครับ แต่คือลีลาการนำเสนอด้วยแนวคิด ‘discontinuity editing’ ให้มีความเหลื่อมล้ำ หรือจะเรียกว่า Déjà vu คงไม่ผิดอะไร

แต่เพื่ออะไรนี่สิ? เอาจริงๆผมว่ามันไม่ความจำเป็นประการใดที่ต้องใช้วิธีนำเสนอดังกล่าวเลยนะ มันคือลูกเล่นลีลา ความยียวนกวนบาทาของผู้กำกับ Godard คาดว่าคงต้องการตอบสนองแนวคิด Episches Theater (Epic Theatre) ให้ผู้ชมบังเกิดความตระหนักอยู่เรื่อยๆว่านี่คือสื่อภาพยนตร์ อย่าลุ่มหลงงมงายไปกับมายาเหล่านี้

ในห้องเรียนภาษาอังกฤษ ช่วงแรกๆคุณครูพยายามจะเสี้ยมสอนแนวคิด Classical = Modern จากนั้นอ้างคำพูดของ T. S. Eliot (1888-1965) นักเขียน/นักกวี ชาวอเมริกัน (ก่อนเปลี่ยนสัญชาติเป็นอังกฤษ) หนึ่งในบุคคลสำคัญของวงการวรรณกรรม Modernist และเจ้าของรางวัล Nobel Prize in Literature เมื่อปี 1948

Everything that is new is thereby automatically traditional.

T. S. Eliot

ใครเคยรับชม Alphaville (1965) ก็น่าจะมักคุ้นเคยประโยคคล้ายๆกันนี้ “No one’s lived in the past, or will live in the future”. ทุกสิ่งอย่างล้วนคือปัจจุบัน เพราะไม่มีทางที่เราจักหวนย้อนกลับหาอดีต หรือทำให้มันหวนบังเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง … ก็เหมือนที่ผกก. Godard ต้องการสร้าง Bande à part (1964) เลียนแบบหนังอาชญากรรมยุคก่อน แต่นั่นคือสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ จึงทำปัจจุบันให้กลายเป็น Classical เสียเลย!

ผมแอบขำๆระหว่างคุณครูกำลังอ่าน Romeo & Juliet ดูมีท่าทางเอาจริงเอาจัง สวมบทบาท ใส่อารมณ์ (แบบเดียวกับตอนที่ตอนสองหนุ่มเล่นเป็นตำรวจ-โจร) แบ่งแยกแยะไม่ออกว่ากำลังสอนหนังสือ-อยู่ในจินตนาการเพ้อฝัน (ไม่ใคร่สนใจว่านักเรียนในห้องกำลังแอบทำอะไรด้วยนะ) ลีลาการอ่านก็ชอบย้ำๆ ซ้ำๆ ละม้ายคล้ายการดำเนินเรื่องของหนัง

ผมแอบรู้สึกว่าการอ้างอิงถึง Romeo & Juliet ดูไม่ค่อยมีความสัมพันธ์กับเรื่องราวของหนังสักเท่าไหร่ แค่เพียงบางประโยคจากหนังสือล้อกับเรื่องราวขณะนั้นๆ อาทิ ดื่มยาพิษ = ชายสูงวัยคนหนึ่งหยิบขวดเหล้าที่ซุกซ่อนไว้ขึ้นมาดื่ม, Romeo พรรณาถึงความรักต่อ Juliet = Franz ส่งจดหมายรักให้กับ Odile ฯลฯ

แซว: คนที่เคยอ่าน Romeo & Juliet น่าจะตระหนักได้ว่าเรื่องราวมีการกระโดดไปมา เดี๋ยวองก์ห้า เดี๋ยวองก์สอง เดี๋ยวอารัมบท ตามอารมณ์ผกก. Godard คาดเดาไม่ได้สักสิ่งอย่าง

Act V scene 3:Go, get thee hence, for I will not away.
What’s here? a cup, clos’d in my true love’s hand?
Poison, I see, hath been his timeless end:–
O churl! drink all, and left no friendly drop
To help me after?–I will kiss thy lips;
Haply some poison yet doth hang on them,
To make me die with a restorative.
[…] Let me die. […]
The ground is bloody; search about the churchyard:
Go, some of you, whoe’er you find attach.
Pitiful sight! here lies the county slain;–
And Juliet bleeding; warm, and newly dead,
Who here hath lain this two days buried.–
Go, tell the prince. […]
We see the ground whereon these woes do lie;
But the true ground of all these piteous woes
We cannot without circumstance descry.
Act II scene 2:A thousand times the worse to want thy light.
Love goes toward love as schoolboys from their books,
But love from love, toward school with heavy looks.
Prologue:In fair Verona, where we lay our scene, […]
A pair of star-cross’d lovers are born; […]
The fearful passage of their death-mark’d love, […]
Is now the two hours’ traffic of our stage.
​Act I scene 4:True, I talk of dreams,
Which are the children of an idle brain,
Begot of nothing but vain fantasy,
Which is as thin of substance as the air
And more inconstant than the wind, who wooes
Even now the frozen bosom of the north,
And, being anger’d, puffs away from thence,
Turning his face to the dew-dropping south.
[…] my mind misgives
Some consequence, yet hanging in the stars,
Shall bitterly begin his fearful date
With this night’s revels; and expire the term
Of a despised life, clos’d in my breast,
By some vile forfeit of untimely death.
​Act III scene 5:O fortune, fortune! all men call thee fickle.

เริ่มต้นนั้น Franz และ Arthur นั่งอยู่เคียงข้างกัน ต่างมีความสนใจ Odile ที่นั่งอยู่อีกฟากฝั่ง แต่การที่เธอหันมามองทั้งสองทิศทางเดียวกันมันไม่รู้ว่าชื่นชอบใครมากกว่าใคร Franz จึงฉวยโอกาสระหว่างคุณครูไม่ทันสนใจ เปลี่ยนตำแหน่ง ย้ายที่นั่งไปอยู่ริมหน้าต่าง แค่นี้ก็ชัดเจนเลยว่าหญิงสาวจะหันมอง แสดงความสนใจใครมากกว่า … เป็นทิศทางของรักสามเส้าโดยแท้!

อ่านซับไตเติ้ลก็ยังเกาหัว อะไรของมัน Tou bi or not tou bi เพี้ยนมาจาก To be or Not to be หรือเปล่า? ส่วนคำถาม Ze Question? น่าจะสอบถามไซส์หน้าอกของหญิงสาว กระมังนะ

Odile ปฏิเสธบุหรี่ยี่ห้อ Gitanes ของ Franz แต่ยินยอมรับ Lucky Strikes ของ Arthur นี่ก็แสดงถึงความสนใจของหญิงสาว (รวมถึงบุหรี่ที่ผกก. Godard สูบเป็นประจำ)

ระหว่างการสนทนา Odile จะมีเล่าถึงโรงพยาบาล นี่ก็คือเหตุการณ์ที่ Anna Karina หลังจากแท้งลูกถูกส่งตัวเข้ารักษายังโรงพยาบาลจิตเวช นั่นเป็นประสบการณ์อันเลวร้าย ไม่ต่างจากการติดคุก (ยื่นหน้าผ่านรั้วราวบันได)

แต่ตลกสุดของฉากนี้ต้องการแลบลิ้นขณะจุมพิต (แต่หนังให้ Arthur หันมาบดบัง เลยไม่เห็นพวกเขาจุมพิตกัน) จะว่าไปผลงานเรื่องสุดท้ายที่ผกก. Godard ร่วมงานกับ Karina คือหนังสั้นเกี่ยวกับการจูบๆ ชื่อว่า Anticipation รวมอยู่ในภาพยนตร์ The Oldest Profession (1967)

เมื่อ Odile กลับถึงบ้าน แอบขึ้นไปยังห้องของลุง พบเห็นธนบัตร มีการร้อยเรียงภาพ Montage

  • ธนบัตร 100 ฟรังก์ฝรั่งเศส รูปภาพจักรพรรดิ Napoleon Bonaparte จะว่าไปแลดูเหมือน Franz อยู่เล็กๆ
  • ธนบัตร 500 ฟรังก์ฝรั่งเศส รูปภาพ François-René de Chateaubriand (นักเขียน นักการทูต นักการเมือง ผู้บุกเบิกนวนิยายแนว Romanticism ในวงการวรรณกรรมฝรั่งเศส) แต่สังเกตว่าภาพจากหนัง vs. บนธนบัตร เหมือนพลิกกลับคนละด้าน นี่สามารถสื่อถึง Arthur นักรักจอมลวงหลอก เต็มไปด้วยความกลับกลอกปอกลอก

ประโยคนี้ไม่ใช่ว่าผู้กำกับ Godard แสดงทัศนคติเหมารวมถึงทั้งวงการภาพยนตร์ แต่คือทิศทางของ ‘Modern Cinema’ ที่เขาไม่ชื่นชอบเอาเสียเลย เพราะประสบการณ์ระหว่างสรรค์สร้าง Contempt (1963) เปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับหนังทุนสูง อิทธิพล/ความเผด็จการของโปรดิวเซอร์ เป็นอะไรที่ไม่น่าอภิรมณ์เอาเสียเลย!

Odile: Are there lions in Brazil?
Franze: Yes, and there are crocodiles, Odile.

ช่วงท้ายเรื่อง Odile สอบถาม Franz ว่ามีสิงโตที่ Brazil หรือเปล่า? เขาตอบว่ามี และก็ Croc…odile คำพูดประโยคนี้เห็นว่านำจากนวนิยาย Odile ของ Raymond Queneau แต่เพราะหนังไม่ได้ไปถ่ายทำถึงอเมริกาใต้ ก็เลยแทรกฉากเสือ-สิงห์ เพื่อสื่อถึงความชื่นชอบในสิ่งอันตราย ท้าทาย เต็มไปด้วยความเสี่ยง

แซว: แต่ Brazil ไม่มีทั้งสิงโตและจระเข้นะครับ (มีแต่ Caimans สัตว์เลื้อยคลานในอันดับจระเข้)

แม้เป็นเพียงก้าวกระโดดขึ้นเรือ ล่องข้ามธารน้ำเล็กๆ (ล้อกับตอนจบที่ Odile ขึ้นเรือข้ามมหาสมุทร Atlantic) แต่สามารถใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเดินทางสู่โลกใหม่ หรือคือเปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ของหญิงสาว จากเคยถูกครอบครัว (ลุง-ป้า) ควบคุมครอบงำ ชี้นิ้วสั่งโน่นนี่นั่น การพบเจอชายหนุ่มทั้งสอง ได้รับการโน้มน้าว/ลวงล่อหลอกให้กระทำสิ่งขัดย้อนแย้งต่อทุกสิ่งอย่างเคยเรียนรู้มา … และหลังจากการข้ามแม่น้ำครั้งนี้ ถือได้ว่า Odile กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดก่ออาชญากรรมอย่างเต็มตัว!

ตลอดทั้งซีเควนซ์ที่หญิงสาวออกวิ่งมาหาสองหนุ่ม หนังจะทำการตัดสลับไปมาระหว่าง Franz & Arthur อ่านข่าวสารความเคลื่อนไหวของโลกที่เต็มไปด้วยการเข่นฆ่า สังหารหมู่ vs. การผจญภัยของ Odile พร้อมดนตรีที่แสดงถึงความสนุกสนานร่าเริง ราวกับอยู่ใน Wonderland (Reality vs. Fantasy)

เกมแห่งการแย่งที่นั่ง เพราะใครต่อใครก็อยากอยู่เคียง Odile แรกเริ่มคือ Arthur ตอบรับด้วยมวนบุหรี่ → แต่พอออกไปสั่งน้ำ Franz จึงแทรกกลางเข้ามาแทนที่ → จากนั้น Arthur เข้ามานั่งเบียดด้านข้าง ทำให้ Franz ต้องหวนกลับไปนั่งที่เก่า (แต่ทิศทางของเขาจะสลับกับครั้งแรก) → และพอ Odile ขอตัวไปเข้าห้องน้ำ หนุ่มๆทั้งสองก็นั่งจ๋อด้วยกัน

อีกรายละเอียดที่น่าสนใจของฉากนี้คือ Odile สั่งโคคาโคล่า เครื่องดื่มโปรดของผู้กำกับ Godard เริ่มพบเห็นตั้งแต่ Vivre Sa Vie (1962)

ระหว่าง Odile ลงไปเข้าห้องน้ำ จะได้ยินเสียง Main Theme จากภาพยนตร์ The Umbrellas of Cherbourg (1964) ที่เพิ่งออกฉายไม่นาน ซึ่งเรื่องราวเกี่ยวกับความรักที่ไม่สมปรารถนา น่าจะสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับ Arthur ได้เป็นอย่างดี … และช็อตนี้เหมือนว่าหญิงสาวจับจ้องมองชายสองคนกำลังแข่งขันแทงสนุ๊กเกอร์สองลูก (ไม่ต่างจาก Arthur และ Franz กำลังแข่งขันเพื่อครอบครอง Odile)

แม้ว่า Franz จะต้องการหนึ่งนาทีแห่งความเงียบสงัด แต่เขากลับทำได้เพียง 36 วินาที (ซึ่งหนังทำการตัดเสียงใดๆทิ้งไป เพื่อให้เกิดความเงียบสนิทขึ้นมาจริงๆ) แสดงถึงความใจร้อนรน มิอาจอดทน จนพ่ายแพ้การแข่งขันครั้งนี้ (รวมถึงเรื่องการจีบสาว และหลายๆเหตุการณ์ที่ Franz ไม่สามารถเอาชนะ Arthur)

ฉากนี้เป็นการเคารพคารวะ The Gold Rush (1925) ของผู้กำกับ Charlie Chaplin เปลี่ยนจากส้อมจิ้มขนมปัง เป็นใช้นิ้วมือดีดไปดีดมา เป็นกิจกรรมสนุกสนาน สร้างความผ่อนคลายบนโต๊ะอาหาร

บทเพลงที่ใช้ใน Dance Scene ไม่มีการระบุตั้งชื่อ แต่ Karina เคยให้สัมภาษณ์เรียกฉากเต้นนี้ว่า “Madison dance” แม้มันไม่ความเหมือนท่าเต้น Madison เลยสักนิด! แต่ก็กลายเป็นตำนานลอกเลียนแบบตามนับครั้งไม่ถ้วน โด่งดังสุดคงคือ Uma Thurman และ John Travolta จากเรื่อง Pulp Fiction (1994)

ลักษณะเด่นๆของท่าเต้นคือเดินๆ บิดๆ กระโดด เตะเท้า ปรบมือ โยกหัวไหล่ และหมุนไปรอบๆ 360 องศา สามารถสื่อถึงชีวิตที่เวียนวนไปวนมา จากนั้นมีเสียงพูดบรรยายแทรกคั่นระหว่างบทเพลง

  • Arthur watches his feet but thinks of Odile’s mouth and her romantic kisses.
    • Arthur สนแต่เพียง Odile ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ
  • Odile wonders if the boys notice her breasts moving as she dances.
    • Odile พยายามอ่อยเหยื่อหนุ่มๆทั้งสอง ยังเลือกไม่ได้ว่าจะเอาใคร ซึ่งหลังจากสองหนุ่มหวนกลับไปนั่งที่ เธอยังคงโยกเต้นคนเดียวอย่างเพลิดเพลิน สนุกสนานเต็มที่
  • Franz thinks of everything and nothing, uncertain if reality is becoming dream, or dream reality.
    • Franz ไม่รู้จะเอายังไงกับชีวิตดี พอเต้นไปสักพักก็รู้สึกเบื่อหน่าย เป็นคนแรกที่เดินกลับออกมา

เกร็ด: ทีมงานช่วยกันครุ่นคิดท่าเต้นนี้ขึ้นมาใหม่ และใช้เวลาซักซ้อมถึงสองสัปดาห์ (สัปดาห์ละสามครั้ง)

On the other hand, for the dance scene in the cafè, we rehearsed for two weeks, three times each week. Sami and Claude didn’t know how to dance. We invented the steps. It’s an original dance, and we had to perfect it. It’s a dance with an open, line figure. It’s a parade. They dance for the camera, for the audience.

Jean-Luc Godard

ไม่แน่ใจว่าร้านขายเสื้อผ้าแห่งนี้ Nouvelle Vague (แปลว่า New Wave ล้อกับชื่อยุคสมัย French New Wave) ณ Boulevard de Clichy จะยังคงอยู่ถึงปัจจุบันไหมนะ

ระหว่างที่ Odile ขึ้นรถไฟ Metro ไปกับ Arthur เธอขับร้องบทเพลง J’entends j’entends (แปลว่า I hear, I hear) จากบทกวีของ Louis Aragon (1897-1982) รำพันถึงความทุกข์ยากลำบากของชีวิต พร้อมกับร้อยเรียงภาพผู้คนตามท้องถนน ทั้งกลางวัน-กลางคืน ในสภาพเหน็ดเหนื่อย เร่งรีบ สีหน้านิ่วคิ้วขมวด พบเห็นแล้วรู้สึกหดหู่ท้อแท้

สังเกตว่า Odile จะหันซ้ายหันขวา มองหน้ามองหลัง และจับจ้องหน้ากล้อง “Breaking the Fourth Wall” เหมือนต้องการให้ผู้ชมตระหนักถึงปัญหา ครุ่นคิดสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับโลกใบนี้กัน?

หนังไม่ได้อธิบายปัญหาของ Arthur อย่างชัดเจนสักเท่าไหร่ เพียงบอกว่าบิดาเสียชีวิตไปแล้ว อาศัยอยู่กับลุงเคยไปสงครามเวียดนาม ชื่นชอบใช้ความรุนแรง เก่งเรื่องหมัดมวย ชกต่อยเอาชนะ จากนั้นพยายามเรียกร้องส่วนแบ่ง/รีดไถเงินจากหลาน แถมพอเข้าไปในห้องครัวหยิบปืนจากชั้นวาง ราวกับมันเป็นสิ่งของประจำบ้าน … เหล่านี้ค่อนข้างชัดเจนว่าครอบครัวของ Arthur ต้องเคยเป็นอาชญากร หัวขโมย หรืออะไรสักอย่าง สร้างอิทธิพลให้เขากลายมาเป็นคนลักษณะนิสัยเช่นนี้

ผมสนใจประโยคนี้ “is the role I going to play” พูดเหมือนกับกำลังจะเล่นละคร สวมบทบาทเป็นอาชญากร แต่นี่ชีวิตจริงไม่ใช่การแสดง สามารถสื่อถึงการแบ่งแยกแยะไม่ออกระหว่างโลกความจริง-จินตนาการเพ้อฝัน

บาสเกตบอลเป็นกีฬาที่ไม่ต่างจากอาชญากรเลยนะ! เพราะต้องใช้การเล็งให้ตรงแป้น และ ‘shooting’ สำหรับการโยนลงห่วง

เห็นเหมือนโปสเตอร์หนังก็เลยลองค้นหาดู พบเจอภาพยนตร์ชื่อ Sergeants Three (1962) กำกับโดย John Sturges เข้าฉายที่ Cinéphone ตั้งอยู่ที่ Rue du Faubourg Saint-Antoine ปิดกิจการไปเมื่อปี 1967 กลายเป็น Supermarket ปัจจุบันเห็นว่ากลายเป็นที่ตั้งร้าน McDonald

เรื่องเล่าของ Franz มาจากเรื่องสั้น Nam-Bok the Unveracious ตีพิมพ์ลงนิตยสาร Top-Notch Magazine แต่งโดย Jack London นามปากกายของ John Griffith Chaney (1876-1916) นักเขียนชาวอเมริกัน โด่งดังจากเป็นผู้บุกเบิกนวนิยายวิทยาศาสตร์ (ก่อนพัฒนามาเป็น Science-Fiction)

ผมรู้สึกว่าเรื่องเล่านี้ของ Franz พยายามจะสื่อถึงตัวตน ธาตุแท้จริงของ Arthur นั่นรวมถึงสิ่งที่เขาเคยพยายามพูดเล่าก่อนหน้านี้ด้วยนะครับ น่าจะเป็นจริงทั้งหมด (โดยเฉพาะเรื่องที่ Arthur เข่นฆ่ายายของตนเอง) แต่พอ Odile ไม่ยินยอมเชื่อ เขาก็โกหกว่าเป็นเรื่องโกหก (คงไม่ต้องการทำตัวเป็นผู้ร้าย/คนขี้อิจฉาในสายตาเธอ)

The Seine was like a Corot.

เมื่อเสียงบรรยายกล่าวถึงแม่น้ำ Seine แลดูเหมือน Corot นี่คือชื่อของจิตรกรชาวฝรั่งเศส Jean-Baptiste-Camille Corot (1796-1875) ผู้นิยมชมชอบวาดภาพ Landscape แห่งยุคสมัย Neo-Classical เลยนำเอาภาพ Le Pont au Change, vu du quai de Gesvres วาดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1830 มาเปรียบเทียบกับ 1964 คล้ายกันอย่างน่าตกตะลึง!

พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ (Musée du Louvre) พิพิธภัณฑ์สถานที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เก่าแก่ และใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก! เปิดให้สาธารณชนเข้าชมตั้งแต่ ค.ศ. 1793

Franz อ่านเจอในหนังสือพิมพ์ว่าสถิติการวิ่งผ่านพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์โดยชาวอเมริกัน 9 นาที 45 วินาที พวกเขาทั้งสามจึงออกวิ่งใช้เวลาน้อยกว่าสถิติเก่า 2 วินาที (9 นาที 43 วินาที) [แต่พบเห็นในหนังแค่ 24 วินาที!] ก่อนถูกโค่นล้มลงเมื่อ The Dreamers (2003) ใช้เวลา 9 นาที 26 วินาที และยังมีสารคดี Faces Places (2017) ที่ JR ลากรถเข็นพา Agnès Varda ออกทัวร์สถานที่แห่งนี้อีกครั้ง

แซว: แต่สถิติน้อยสุดเป็นของศิลปิน Beat Lippert เมื่อปี 2010 ใช้เวลา 9 นาที 14 วินาที

ช่วงระหว่างการวิ่งจะพานผ่านภาพวาด Le Serment des Horaces (1784) แปลว่า Oath of the Horatii โดยจิตรกรชาวฝรั่งเศส Jacques-Louis David (1748-1825) จิตรกรผู้บุกเบิกศิลปะสไตล์ Neoclassical ผ่านผลงานในเชิงประวัติศาสตร์ ที่ความเคร่งขรึม สำรวม เน้นจริงเอาจังจากศิลปะคลาสสิคของกรีกและโรมันโบราณ

แม้ชื่อภาพวาดจะฟังดูดี คำสัตย์สาบานของสามพี่น้อง Horaces ต่อบิดา ตั้งใจจะออกไปทำสงคราม ทวงคืนผืนแผ่นดินแดนบ้านเกิด (เป็นภาพที่พบเห็นแล้วรู้สึกรักชาตินิยม พร้อมออกเดินทางไปทำสงครามร่วมกับจักรพรรดินโปเลียน) แต่สังเกตหญิงสาว/ภรรยาและบุตรผู้อยู่เบื้องหลัง ต่างเต็มไปด้วยความเศร้าโศกเสียใจ … นัยยะของภาพล้อกับแนวคิดของผู้กำกับ Godard บุรุษคือช้างเท้าหน้า อิสตรีจงหุบปากแล้วทำตามคำสั่ง!

ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าโจรสวมหน้ากากถุงน่อง (stockings/pantyhose) มีจุดเริ่มต้นจาก Bande à part (1964) เลยหรือเปล่า? แต่ก็ได้กลายเป็นอิทธิลพแรงบันดาลใจภาพยนตร์หลายๆเรื่อง อาทิ Blood and Black Lace (1964), The Boogey Man (1980), Raising Arizona (1987), Wild at Heart (1990) ฯลฯ

เมื่อสองหนุ่มบุกเข้ามาในบ้าน สังเกตว่า Odile กำลังถืออ่านหนังสือ (อะไรก็ไม่รู้ละ) ราวกับต้องการสื่อถึงการกระทำทั้งหมดนี้ ราวกับนวนิยาย จินตนาการเพ้อฝัน เหมือนไม่ต้องการยินยอมรับเหตุการณ์จริงที่บังเกิดขึ้นนี้!

ผมมีความเอะใจกระจกกลมๆ และการปล้นรอบหลังมีแทรกภาพถ่ายของ Odile ในกรอบกลมๆเช่นกัน ชวนให้นึกถึงเรื่องสั้นหลอนๆ The Oval Portrait (1842) ของ Edgar Allan Poe ก่อนหน้านี้ผู้กำกับ Godard เคยอ้างอิงถึงในภาพยนตร์ Vivre Sa Vie (1962) เกี่ยวกับภรรยาของจิตรกร ที่พอเขาวาดผลงานชิ้นเอกเธอก็ตกตาย แล้วกลายเป็นภาพวาดที่ราวกับมีชีวิต (สามารถสื่อถึงความสับสนระหว่าง โลกความจริง vs. จินตนาการเพ้อฝัน)

  • การปล้นครั้งแรก ตระเตรียมตัว ครุ่นคิดวางแผนมาอย่างดิบดี แต่ไม่มีอะไรสำเร็จสักสิ่งอย่าง
  • การปล้นครั้งหลัง ก็ช่างแม้งแล้ว บุกเข้ามาโดยไม่สนแผนการ ปล้นได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น

บันไดสู่สรวงสวรรค์ (ห้องลุงของ Odile อยู่ชั้นบนสุดของบ้าน) นี่ราวกับการปืนขึ้นจากโพรงกระต่างของ Alice in Wonderland เพื่อหวนกลับสู่โลกความเป็นจริง! แต่ในบริบทของหนังนั้นถูกปิดกั้น ล็อกประตู-หน้าต่าง ไม่มีอะไรสำเร็จลุล่วงตามแผนการเลยสักสิ่งอย่าง

ผมขี้เกียจไล่แคปภาพ Panorama เลยเอาแค่ช็อตนี้ที่เพียงพอบอกว่า หลังจากความล้มเหลวในการปล้นครั้งแรก โลกทัศน์ของ Odile ก็ได้ปรับเปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ราวกับความเพ้อฝันที่พังทลาย จินตนาการล่มสลาย ทิวทัศน์ของกรุง Paris แม้มันไม่ได้มีอะไรภายนอกเปลี่ยนแปลงโดยพลัน แต่สภาพจิตใจของเธอนั้นแตกต่างออกไปชั่วนิรันดร์

มุมกล้องเอียงๆ (Dutch Angle) แสดงถึงความผิดปกติของสถานการณ์ขณะนี้ หนุ่มๆทั้งสองมาไม่ตามเวลานัด หญิงสาวยังไม่สามารค้นหากุญแจ แถมคราวนี้พวกเขาไม่ปิดหน้าปิดตา เดินเข้ามาอย่างเร่งรีบร้อน นี่ก็เป็นการนำเข้าสู่ความปั่นป่วน เสสรวล แต่ก็ขำไม่ค่อยเท่าไหร่

ฉันไม่เชื่อหลอกว่าปืนมีกระสุน Arthur จึงยิงโชว์หนึ่งนัด, กุญแจหลบซ่อนอยู่หลังรูปภาพวาด, ป้าของ Odile แสร้งว่าขาดอากาศหายใจขณะถูกขังอยู่ในตู้เสื้อผ้า … เหล่านี้เต็มไปด้วยการเล่นละครตบตา มายา-ชีวิตจริง สับสนปนเป จนแทบแยกแยะไม่ออกสักสิ่งอย่าง

เห็นแวบๆเมื่อแก๊งค์หัวขโมยขึ้นมาบนห้อง แล้วพบว่าเงินในตู้เสื้อผ้าสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย สังเกตว่า Odile นั่งลงทำท่า Le Penseur (1904) แปลว่า The Thinker ผลงานชิ้นเอกของนักแกะสลักชาวฝรั่งเศส Auguste Rodin (1840-1917) ดั้งเดิมนั้นชื่อว่า Le Poète แปลว่า The Poet เป็นส่วนหนึ่งของการแกะสลักประตู The Gates of Hell (1880) แล้วได้รับความนิยมอย่างสูงจนต้องทำการแกะสลักแยกเฉพาะบุคคลนี้ออกมา ในช่วงที่ Rodin ยังมีชีวิต เห็นว่าแกะสลักไว้ไม่น้อยกว่า 28 ตัว แยกย้ายไปประดิษฐานยังสถานที่สำคัญๆต่างๆ

ท่าทางของหญิงสาวก็เพื่อล้อว่าตนเองกำลังครุ่นคิด เงินตั้งมากมายจะไปซุกซ่อนอยู่แห่งหนไหน?

ต้องยอมรับสันชาตญาณของ Arthur เลยจริงๆ สถานที่ใหม่ที่ลุงของ Odile ซุกซ่อนเงินไว้ เมื่อไม่ได้อยู่เบื้องบนสรวงสวรรค์ ก็ต้องเป็นสถานที่(ขุมนรก)ที่ไม่มีใครคาดคิด

Sometimes things are best hidden in the open.

อ้างอิงจากเรื่องสั้น The Purloined Letter (1844) แต่งโดย Edgar Allen Poe

ขณะเดียวกันมันก็แอบสื่อได้ว่า เงินที่ได้มาของลุงของ Odile ต้องไม่ใช่วิธีการถูกกฎหมาย ด้วยเดรัจฉานวิธี (=เก็บไว้ในบ้านของสุนัข แล้วขับไล่มันออกมาภายนอก)

ฉากการดวลปืนนี้ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์ Ride the High Country​ (1962) กำกับโดย Sam Peckinpah มีสองคนดวลปืน (เผชิญหน้าความเป็น-ตาย/ร่างกายดับดิ้น) และอีกสองคนยืนจับจ้องมองในเฟรมเดียวกัน (จิตวิญญาณสูญสลาย/ตื่นขึ้นจากความเพ้อฝัน)

ขณะที่ Ride the High Country​ (1962) จะมีฝั่งหนึ่งยืนอยู่กลางแดด vs. ใต้ร่มเงา, ส่วน Bande à part (1964) แบ่งแยกด้วยต้นไม้เต็มไปด้วยใบ vs. หลงเหลือเพียงกิ่งก้าน แห้งเหี่ยว สะท้อนสภาพสังคมที่ดูหมดสิ้นหวัง

Arthur’s last thought was of Odile’s face. In the dark mist falling around him, he saw the bird of Indian legend which has no feet, so can never rest. It sleeps on the high winds, and only when it falls dead are its huge, transparent wings seen. Its tiny body may be cupped in the hand.

เท่าที่ผมค้นหาข้อมูลดู ไม่มีนกชนิดไหนบนโลกปัจจุบันที่ไม่มีเท้านะครับ ใกล้เคียงสุดก็คือนกแอ่นสามัญ, Common swift (Apus apus) แต่มันก็มีเท้าที่เล็กมากๆจนแทบใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้, ส่วนในปรับปราที่พบเจอคือ Homa Pakshi หรือ Huma Bird (hu แปลว่า spirit, mah ภาษาอาราบิกแปลว่า water) นอกจากวันตาย ตลอดทั้งชีวิตไม่เคยลงแตะพื้นโลก แม้แต่ตอนคลอดไข่ก็ขณะบินอยู่กลางอากาศ ลูกน้อยต้องฟักตัวก่อนไข่ตกลงถึงพื้น แล้วเรียนรู้การโบยบินโดยทันที

ใครเคยรับชม Contempt (1963) จะมีการกล่าวถึงมหากาพย์ Odyssey เรื่องราวการเดินทางไม่เคยหยุดหย่อน/ไม่ถึงฝั่งของ Odysseus (หรือ Ulysses) ว่าไปก็แนวคิดคล้ายๆเจ้านก Huma Bird และผู้กำกับ Godard ที่ชีวิตไม่สามารถหยุดอยู่นิ่ง ต้องดำเนินต่อไปจนกว่าจะถึงวันตกตาย

เกร็ด: คำพูดประโยคคล้ายๆกันนี้มียังมีการกล่าวถึงในภาพยนตร์ Days of Being Wild (1990) ตัวละครของเลสลี่ จาง กล่าวถึงสองด้วยกัน

Yuddy: I used to think there was a kind of bird that, once born, would keep flying until death. The fact is that the bird hasn’t gone anywhere. It was dead from the beginning.

Yuddy: I’ve heard that there’s a kind of bird without legs that can only fly and fly, and sleep in the wind when it is tired. The bird only lands once in its life… that’s when it dies.

วินาทีที่ Odile พบเห็นการเริงระบำแห่งความตายของ Arthur เธออยากวิ่งเข้าหาแต่ถูก Franz ฉุดเหนี่ยวรั้ง หญิงสาวจึงเกาะเกี่ยวต้นไม้ คือสัญลักษณ์ของการโหยหาที่พึ่งพักพิง (ขณะนี้ยังไม่ยินยอมรับ Franz คือบุคคลนั้น) แล้วระหว่างขับรถหลบหนี ไม่ทันไรเธอก็ยินยอมอยู่ภายใต้อ้อมอกของเขา … นี่เรียกว่าหัวเราะทีหลังดังกว่า เพราะก่อนหน้านี้ตั้งแต่ Arthur อยู่สองต่อสองกับ Odile บนขบวนรถไฟ Metro ก็เคยโอบกอด ร่วมรักหลับนอน ครอบครองเป็นเจ้าของหญิงสาว มาตอนนี้ถือว่าไร้คู่แข่งอีกต่อไป

เป็นอีกครั้งที่ผกก. Godard อ้างอิงถึงภาพยนตร์ของ Charlie Chaplin เรื่อง The Immigrant (1917) และ The Gold Rush (1925) ต่างมีตอบจบถึงการขึ้นเรือสำราญ อพยพออกเดินทางสู่โลกใบใหม่ ดินแดนแห่งความหวัง จินตนาการเพ้อฝัน หรือจะมองว่าเผชิญหน้าโลกความจริงก็ได้เช่นกัน!

When boys think of girIs, they think of their eyes, legs, breasts. That’s just the way girls think of boys.

Odile

คำพูดประโยคของ Odile เป็นอีก ‘variation’ เกี่ยวกับการพรรณาอวัยวะต่างๆในร่างกาย ที่ได้ยินมาตั้งแต่ภาพยนตร์เรื่องแรก Breathless (1960) คุณชอบส่วนไหนในร่างกายของฉัน ไม่ว่าจะชาย-หญิง ล้วนสนใจในสิ่งเดียวกัน … แม้งก็แค่รูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้นละนะ

ผมหาข้อมูลของเล่นที่ Odile กำลังละเล่นอยู่ขณะนี้ไม่ได้ แต่ฟังจากคำอธิบายเหมือนเป็นอุปกรณ์ที่สามารถรับความร้อนของร่างกาย จึงทำของเหลวภายในไหลกระเปาะฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่ง … เหมือนต้องการสื่อว่าถ้าคนสองคนสามารถทำให้ของเหลวภายในไหลมาอยู่กึ่งกลาง (อุณหภูมิร่างกายเท่าเทียมกัน) ก็แสดงว่าเราคือคนรักกัน มั้งนะ!

คำพูดสุดท้ายของเสียงบรรยาย ภาพยนตร์เรื่องถัดไปของผม (Jean-Luc Godard) จะเป็นการผจญภัยของ Franz และ Odile ถ่ายทำด้วยฟีล์มสี Technicolor อัตราส่วน CinemaScope แต่มันคือคำสัญญาลวงๆ กลวงๆ ภาคต่อที่ไม่เคยมาถึง เพราะผลงานถัดไปคือ A Married Woman (1964) เป็นภาพขาว-ดำ, เช่นกันกับ Alphaville (1965) ก็ยังภาพขาว-ดำ, ใกล้เคียงสุด Pierrot le Fou (1965) แต่ใช้ฟีล์มสี Eastmancolor อัตราส่วน CinemaScope

หรือจะกล่าวถึงผลงานก่อนหน้านั้น Contempt (1963) (ถ่ายทำด้วยฟีล์มสี Technicolor อัตราส่วน CinemaScope) ซึ่งก็สามารถมองเป็นภาคต่อของ Bande à part (1964) พอได้อยู่เหมือนกัน

ปล. การกล่าวถึงภาพยนตร์ฟีล์มขาว-ดำ vs. ฟีล์มสี Technicolor และ CinemaScope ยังสามารถสื่อถึงการแบ่งแยกระหว่างจินตนาการเพ้อฝัน vs. โลกความจริง หรือคือ Classical Era vs. Modern Cinema

ตัดต่อโดย Françoise Collin, Dahlia Ezove และ Agnès Guillemot (1931-2005) รายหลังคือขาประจำผู้กำกับ Jean-Luc Godard ร่วมงานกันตั้งแต่ Le petit soldat (1963) แต่ภาพยนตร์เรื่องแรกที่ออกฉายคือ A Woman Is a Woman (1961) จนถึงผลงานสิ้นสุดยุคสมัยแรก Week-end (1967)

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองของสามสมาชิก ‘Bande à part’ เริ่มตั้งแต่ Franz ขับรถพา Arthur มาพบเจอ Odile (แต่คนให้เสียงบรรยายคือผกก. Godard) มีการพูดคุย ขับรถเล่น เต้นระบำ ทำกิจกรรมสนุกสนานร่วมกัน พัฒนากลายเป็นรักสามเส้า ก่อนจบลงในระยะเวลา 2-3 วันด้วยโศกนาฎกรรม

  • อารัมบท แนะนำตัวละคร
    • Franz ขับรถพา Arthur มาสังเกตการณ์ที่บ้านของ Odile
  • คาบเรียนวิชาภาษาอังกฤษ (ในห้องเรียน)
    • ในห้องเรียนวิชาภาษาอังกฤษ Odile ตกหลุมรักแรกพบ Arthur
    • Arthur พยายามเกี้ยวพาราสี ชักชวนเธอให้เลิกเรียนหนังสือ แล้วไปท่องเที่ยวเปิดโลกกว้าง
    • แต่วันนี้ยังอิดๆออดๆ รอจนเลิกเรียนแล้วถึงค่อยขึ้นรถไปกับพวกเขา
    • Odile แอบสอดแนมห้องพักของลุง พบเจอธนบัตรซ่อนอยู่มากมาย
  • คาบเรียนชีวิต (นอกห้องเรียน)
    • Odile นำความมาบอกกับสองหนุ่ม จากนั้นพากันไปดื่มกิน เต้นระบำ
    • ยามค่ำคืน Arthur พา Odile ขึ้นรถไฟ ไปไหนไม่รู้ละ
  • การโจรกรรมครั้งแรก
    • เช้าวันถัดมา ระหว่าง Odile กำลังเดินทางไปโรงเรียน Franz มาดักเฝ้ารอ แล้วบอกจะเร่งรีบแผนการ
    • ขับรถเล่นรอคอยเวลา
    • การโจรกรรมครั้งแรกที่แม้เตรียมการปลอมตัวอย่างดี แต่กลับล้มเหลวไม่เป็นท่า
  • การโจรกรรมครั้งสอง
    • อีกวันถัดมาสองหนุ่มไม่สนห่าเหวอะไรอีกต่อไป บุกเข้าไปในบ้าน ใช้ปืนจี้ป้าของ Odile แต่พอเข้าไปในห้องของลุงกลับไม่พบเจอสักสิ่งอย่าง
    • ระหว่างกำลังหลบหนี Arthur ตัดสินใจหวนกลับมาตรวจสอบความเรียบร้อยอีกรอบ แม้พบเจอสถานที่ซุกซ่อนเงิน แต่กลับถูกยิง ดับดิ้น สิ้นลมหายใจ
    • Franz จึงขับรถพา Odile หลบหนีมุ่งสู่ …

ลีลาการตัดต่อของหนังเต็มไปด้วยเทคนิคแพรวพราว จัดเต็มสไตล์ Godarian ทั้ง jump cut, insert cut, fast cutting, flashback, montage ฯลฯ สร้างความประทับใจแรกตั้งแต่ Opening Credit เพื่อสะท้อนการใช้ชีวิตของวัยรุ่นยุคสมัยนั้น มีความเร่งรีบ ฉาบฉวย ร่ำรวยและตกตายไป … แค่นั้นเองเหรอ?

เพลงประกอบโดย Michel Jean Legrand (1932-2019) สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เป็นบุตรของนักแต่งเพลง/วาทยากรชื่อดัง Raymond Legrand มีอัจฉริยภาพด้านเปียโนตั้งแต่เด็ก พออายุ 10-11 ขวบ เข้าศึกษา Conservatoire de Paris ค้นพบความสนใจดนตรีแจ๊สและการประพันธ์เพลง จบออกร่วมทัวร์การแสดงของ Maurice Chevalier (เป็นนักเปียโน) จากนั้นออกอัลบัมแรก I Love Paris (1954) ได้รับความนิยมอย่างคาดไม่ถึง, สำหรับภาพยนตร์เริ่มต้นจาก Les Amants Du Tage (1954), โด่งดังกับ L’Amérique insolite (1958), A Woman Is a Woman (1960), ร่วมงานกลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Jacques Demy ตั้งแต่ Lola (1961), The Umbrellas of Cherbourg (1964), The Young Girls of Rochefort (1966), กระทั่งคว้า Oscar: Best Score จาก Summer of ’42 (1971), The Thomas Crown Affair (1968) และ Yentl (1983)

การร่วมงานครั้งสุดท้ายระหว่าง Legrand กับผกก. Godard สรรค์สร้างบทเพลงที่ไม่ได้มีกลิ่นอายชั่วร้าย มืดๆนัวร์ๆ หรือความเป็นหนังอาชญากรรมเลยสักนิด! แทบทั้งนั้นเต็มไปด้วยความสนุกสนานร่าเริง ตื่นเต้นผจญภัย โลกสวยสดใส ส่วนใหญ่เป็นสไตล์ Jazz แนวถนัด เพื่อสะท้อนความอ่อนวัย ไร้เดียงสา (ตัดกับเสียงรถราบนท้องถนนที่โคตรหนวกหูน่ารำคาญ) หนุ่มๆสาวๆกำลังจะมีโอกาสได้บทเรียนชีวิตจริงที่แสนโหดร้าย ไม่มีอะไรเป็นไปดั่งความเพ้อใฝ่ฝัน แตกต่างจากมายาภาพยนตร์

ผมแปลกใจมากๆที่ Legrand ไม่ได้ทำอัลบัมเพลงประกอบ Band of Outsiders (1964) [แต่สองผลงานก่อนหน้าที่ร่วมงานผกก. Godard มีรวมอัลบัมอยู่นะครับ] คาดเดาว่าหลายๆบทเพลงเป็นการดัดแปลงท่วงทำนอง/บทเพลงมีชื่ออยู่แล้ว หาใช่ Original Soundtrack เลยไม่อยากรวมทำอัลบัมสักเท่าไหร่

อย่างบทเพลงที่ใช้ Opening Credit ผมรู้สึกคุ้นมากๆ คล้ายท่วงทำนอง ‘ragtime’ เคยได้ยินมาจากสักแห่งหนไหน หาใช้ Original Soundtrack อย่างที่ใครๆครุ่นคิดกัน … แต่ตัดต่อกระโดดไปมาอย่างเมามันส์มากๆ สร้างความตื่นเต้น รู้สึกสนุกสนาน ชวนให้อยากติดตามหนังต่อมากๆ (บอกใบ้เรื่องราวต้องเกี่ยวพันกับสามตัวละครนี้)

ตั้งแต่ A Woman Is a Woman (1961) ที่ผกก. Godard ทำการหยุดเพลงทุกครั้งเมื่อแทรกคำพูดหรือเสียงบรรยาย สร้างความหงุดหงิดรำคาญใจ ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้ผู้ชมเกิดความตระหนักรู้ว่านี่คือภาพยนตร์ ไม่ใช่ปล่อยอารมณ์ลื่นไหลไปตามเสียงเพลง … แรงบันดาลใจจากแนวคิด Episches Theater (Epic Theatre) ไม่ได้หมายถึงสเกลในการสร้าง แต่คือรูปแบบวิธีการนำเสนอ พยายามทำให้ผู้ชมตระหนักรู้ถึงสภาพความเป็นจริง หนึ่งในนั้นที่นิยมใช้กันคือเทคนิค Verfremdungseffekt แปลว่า Estrangement effect (หรือ Distancing effect หรือ Alienation Effects) ด้วยการทำบางสิ่งอย่างเพื่อขัดจังหวะ ทำลายความต่อเนื่อง ก่อกวนความรู้สึก จักทำให้ผู้ชมบังเกิดสติในการครุ่นคิด ไม่ใช่ปล่อยตัวปล่อยใจให้ล่องลอยไปกับสิ่งที่ละคร/ภาพยนตร์นำเสนอออกมา (ในจิตใต้สำนึก)

Alienation Effects is playing in such a way that the audience was hindered from simply identifying itself with the characters in the play. Acceptance or rejection of their actions and utterances was meant to take place on a conscious plane, instead of, as hitherto, in the audience’s subconscious.

Bertolt Brecht (1898–1956) นักเขียนบทละครชาวเยอรมัน ผู้ให้คำนิยามของ Verfremdungseffekt

ท่วงทำนองดนตรี Jazz ใน “Madison Dance” ดังๆหยุดๆเมื่อมีเสียงพูดบรรยาย สร้างความหงุดหงิดรำคาญใจ ไม่สามารถเพลิดเพลินไปกับความสนุกสนานของตัวละคร เพื่อให้ผู้ชมตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่าพวกเขากำลังเตรียมการโจรกรรมในอีกไม่ช้าที อย่าหลงระเริงไปกับอารมณ์เพลิดเพลินขณะนี้

ผมนำบทเพลง Bande à part ของวงดนตรี Les Cappuccino รวมอยู่ในอัลบัม Ultra Kitsch (De Luxe) Vol. 1 (2003) ที่ทำการเรียบเรียงใหม่จากต้นฉบับ ‘the Madison dance’ ให้สำหรับคนอยากรับฟังเพลินๆแบบไม่ต้องมีเสียงพูด/คำบรรยายคั่นให้รำคาญใจเล่น … ทำออกมาได้ใกล้เคียงทีเดียว

บทเพลงที่ Odile ขับร้องบนรถไฟชื่อว่า J’entends j’entends (แปลว่า I hear, I hear) ต้นฉบับทำนอง/ขับร้องโดย Jean Ferrat, ส่วนคำร้องจากบทกวีของ Louis Aragon (1897-1982) รำพันความทุกข์ยากลำบากของชีวิต

ต้นฉบับภาษาฝรั่งเศสคำแปลภาษาอังกฤษ
J’en ai tant vu qui s’en allèrent
Ils ne demandaient que du feu
Ils se contentaient de si peu
Ils avaient si peu de colère

J’entends leurs pas j’entends leurs voix
Qui disent des choses banales
Comme on en lit sur le journal
Comme on en dit le soir chez soi

Ce qu’on fait de vous hommes femmes
O pierre tendre tôt usée
Et vos apparences brisées
Vous regarder m’arrache l’âme

Les choses vont comme elles vont
De temps en temps la terre tremble
Le malheur au malheur ressemble
Il est profond profond profond

Vous voudriez au ciel bleu croire
Je le connais ce sentiment
J’y crois aussi moi par moments
Comme l’alouette au miroir

J’y crois parfois je vous l’avoue
A n’en pas croire mes oreilles
Ah je suis bien votre pareil
Ah je suis bien pareil à vous

A vous comme les grains de sable
Comme le sang toujours versé
Comme les doigts toujours blessés
Ah je suis bien votre semblable

J’aurais tant voulu vous aider
Vous qui semblez autres moi-même
Mais les mots qu’au vent noir je sème
Qui sait si vous les entendez

Tout se perd et rien ne vous touche
Ni mes paroles ni mes mains
Et vous passez votre chemin
Sans savoir ce que dit ma bouche

Votre enfer est pourtant le mien
Nous vivons sous le même règne
Et lorsque vous saignez je saigne
Et je meurs dans vos mêmes liens

Quelle heure est-il quel temps fait-il
J’aurais tant aimé cependant
Gagner pour vous pour moi perdant
Avoir été peut-être utile

C’est un rêve modeste et fou
Il aurait mieux valu le taire
Vous me mettrez avec en terre
Comme une étoile au fond d’un trou
I have seen so many people who went away
They were only asking for fire
They were content with so little
They had so little anger

I hear their steps, I hear their voices
Which tell banal things
Like one could read in the newspapers
Like one could tell in the evening at home

What is being done of you men and women
Oh tender stone, worn out early
And your broken appearances
Looking at you tears my soul off

Things go like they go
Time to time earth shakes
Misfortune ressembles to misfortune
It’s deep, deep, deep

You would like to believe in the blue sky
I know that feeling
I believe in it myself sometimes
Like the lark does in the mirror

I believe in it sometimes, I confess
Up to not believing my own ears
Ah, I am indeed your equal
Ah, I am indeed the same as you

As you, like the grains of sand
Like the blood always shed
Like the fingers always hurt
Ah, I am indeed your fellow man

I’d have liked so much to help you
You who seem to be other myselves
But the words that I sow to the black wind
Who knows if you hear them

Everything is getting lost and nothing moves you
Nor my words nor my hands
And you go on your way
Without knowing what my mouth says

Your hell is nevertheless mine
We live under the same rule
And when you bleed, I bleed
And I die in your same bonds

What time is it, how is the weather
however I’d have liked so much
to win for you, losing for me
Having been useful maybe

It’s a modest and crazy dream
It’d have been better to keep it quiet
You will bury me with it
Like a star at the bottom of a hole

เป็นอีกบทเพลงที่ผมมีความประทับใจมากๆ (บังเอิญมีคลิปใน Youtube เลยนำมาให้ฟังกัน) ท่วงทำนองสั้นๆสำหรับอารัมบทเข้าสู่จุดจบของอาชญากรรม ความเพ้อฝันที่พังทลาย ปลุกตื่นสู่โลกความจริงแสนโหดร้าย คือถ้า Arthur รู้จักพึงพอใจในสิ่งพึงมี มันคงไม่ทำให้เขาประสบโชคชะตากรรมเช่นนี้ แต่นั่นคือวิถีของอาชญากร (ที่ไม่รู้จักเพียงพอดี) เลยได้รับผลแห่งกรรมติดตามสนอง ไม่สามารถดิ้นหลบหนีเอาตัวรอด

Bande à part (1964) นำเสนอเรื่องราวของหนุ่มๆสาวๆ ต่างมีความเพ้อใฝ่ฝัน อยากทำสิ่งเท่ห์ๆ โหยหาเสรีภาพ ต้องการยินยอมรับ ใครสักคนสำหรับพึ่งพักพิง แต่สิ่งที่พวกเขาทำได้ขณะนี้คืออดรนทน ครุ่นคิดหาหนทางหลบหนีจากครอบครัว กระทำสิ่งขัดแย้งต่อขนบกฎกรอบทางสังคม โดยใช้ต้นแบบจากสื่อบันเทิงต่างๆ (นวนิยาย, ภาพยนตร์ ฯ) นั่นคือจุดเริ่มต้นของความครุ่นคิดก่ออาชญากรรม โจรกรรมทรัพย์สินเงินทอง เมื่อได้มาครอบครองจักสามารถออกไปจากสถานที่แห่งนี้

ภาพยนตร์ นวนิยาย เกมส์ ฯ ใครต่อใครพยายามอธิบายว่าสื่อสร้างความบันเทิง ไม่มีทางทำให้มนุษย์กระทำสิ่งชั่วร้าย แต่หลายต่อหลายครั้งสำหรับเยาวชน หรือบุคคลที่ไม่สามารถแบ่งแยกแยะ ชีวิตจริง-เพ้อฝัน มักกล่าวอ้างว่าสิ่งเหล่านี้คืออิทธิพลแรงบันดาลใจ ให้ครุ่นคิดก่ออาชญากรรม! … แม้แค่เพียงส่วนน้อย แต่เราควรต้องยอมรับว่าเรื่องแบบนี้เคยเกิดขึ้นจริง!

แต่มันไม่ใช่ความผิดของสื่อภาพยนตร์ นวนิยาย เกมส์ ฯ สิ่งสร้างบันเทิงเหล่านี้เลยนะครับ! ทั้งหมดเป็นเรื่องของตัวบุคคลที่มีปัญหาในการแยะแยกถูก-ผิด ขาดจิตสามัญสำนึกดี-ชั่ว เพราะการเลี้ยงดูของครอบครัว เพื่อนฝูง โรงเรียน อิทธิพลทางสังคม รวมถึงชนชั้นผู้นำประเทศ นั่นต่างหากคือเป็นต้นแบบอย่างให้กับประชาชน เยาวชน ทุกคนในชาติ ทั้งลอกเลียนแบบ และ/หรือต่อต้านขัดขืน

Arthur ดูเหมือนโฉดชั่วร้ายที่สุดในกลุ่ม แต่เขาได้รับอิทธิพลเต็มๆมาจากครอบครัวอาชญากร บิดาเสียชีวิต(น่าจะถูกตำรวจยิงตาย) อาศัยอยู่กับลุง พอรับล่วงรู้แผนโจรกรรมก็เรียกร้องส่วนแบ่ง นั่นทำให้เขาพยายามเร่งรีบ ต้องการลักขโมยเงินให้เร็วที่สุดแล้วแยกย้ายหลบหนี

Franz เหมือนเป็นเด็กกำพร้า ขาดความอบอุ่น รับรู้จัก Arthur สนิทสนมกันมานาน เมื่อแรกพบเจอตกหลุมรัก Odile จึงนำเรื่องเล่าที่ซ่อนเงินมาพูดคุยปรึกษา ตั้งใจว่าเมื่อโจรกรรมสำเร็จจะหลบหนีไปกับเธอ แต่กลับถูกเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่เคยคิดคดทรยศหักหลังใคร พยายามแทรกตัวขึ้นมาสร้างความโดดเด่น เรียกร้องความสนใจ จนโชคชะตานำพาให้ประสบความสำเร็จ

Odile คงถูกบิดา-มารดาทอดทิ้งขว้าง อาศัยอยู่กับลุง-ป้า แทบไม่เคยเอาใจใส่ดูแล จนกระทั่งพบเจอ Franz และตกหลุมรักแรกพบ Arthur แม้ตระหนักว่าคำพูด-การแสดงออกของพวกเขาไม่ใช่สิ่งถูกต้อง แต่เพราะต้องการการยินยอมรับเลยไม่เคยปฏิเสธขัดขืน ผลลัพท์เลยถูกเหมารวมว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิด จึงจำต้องหลบหนีเอาตัวรอดไปกับบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่

ทั้งสามสมาชิก Bande à part ต่างมีพื้นหลังที่เต็มไปด้วยปัญหา ถูกทอดทิ้ง ขาดความอบอุ่น โหยหาใครสักคนสำหรับพึ่งพักพิง นั่นต่างหากคือสาเหตุให้พวกเขาครุ่นคิดก่ออาชญากรรม โจรกรรมทรัพย์สิน เพื่อพิสูจน์ตนเองกับเพื่อนฝูง เรียกร้องความสนใจจากครอบครัว/สังคม แต่กลับกลายเป็นถูกตีตราว่าร้าย ไม่มีใครยินยอมรับ ชีวิตจริงมันช่างบัดซบ ไม่เห็นเหมือนโลกแห่งความเพ้อฝัน!


หลังจาก Contempt (1963) ที่ผู้กำกับ Godard สร้างจดหมายรักถึงยุคสมัย Classical Era มาคราวนี้ Bande à part (1964) ราวกับภาคต่อที่ให้ตัวละครพยายามลอกเลียกแบบพฤติกรรม ต้นแบบอย่างจากวรรณกรรม/ภาพยนตร์ยุคเก่าก่อน (กล่าวคือ Godard ครุ่นคิดอยากสรรค์สร้างหนังอาชญากรรมตามแบบยุคสมัย Classical Era) แต่ชีวิตจริง ความเพ้อฝัน กาลเวลามันได้ผันแปรเปลี่ยนไปแล้ว ไม่มีทางที่อดีตจักหวนกลับมา (ไม่มีทางที่ Godard จะสรรค์สร้างภาพยนตร์ออกมาในลักษณะเดียวกับ Classical Era)

Bande à part (1964) ไม่ใช่ผลงานที่พยายามเลียนแบบ Crime, Heist Film แห่งยุคสมัย Classical Era แต่คือการทำหนังอาชญากรรมในสไตล์ Godardian นั่นเพราะเขาตระหนักรับรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า ไม่มีทางที่ตนเองจะสรรค์สร้างภาพยนตร์ได้เหมือนอดีต เพียงเคารพคารวะด้วยวิธีการของตนเองเท่านั้น

นั่นเพราะผู้กำกับ Godard ได้เคยพยายามแล้วเมื่อตอน Contempt (1963) แต่การร่วมงานโปรดิวเซอร์ชาวอเมริกันคนนั้น เป็นประสบการณ์น่าผิดหวังโดยสิ้นเชิง! Bande à part (1964) จึงคือการปลุกตื่นจากความเพ้อฝัน(ร้าย) หวนกลับสู่สภาพความจริง ไม่มีทางที่ฉันจะสร้างหนังทุนสูง หรือโกอินเตอร์ยัง Hollywood ปฏิเสธก้มหัวให้จอมเผด็จการที่ไม่เข้าใจคุณค่างานศิลปะอย่างเด็ดขาด!

‘ไตรภาควงการภาพยนตร์’ ของผู้กำกับ Godard (อันนี้ผมเรียกเองนะครับ) จะไปสิ้นสุดที่ Alphaville (1965) หนังไซไฟโลกอนาคตที่มีพื้นหลังยุคสมัยปัจจุบัน สามารถครุ่นคิดตีความในแง่มุมของ ‘Modern Cinema’ ได้เช่นเดียวกัน

  • Contempt (1963) จดหมายรักถึงอดีตที่กำลังสูญสิ้นไป
  • Bande à part (1964) ปลุกตื่นจากความเพ้อฝันร้าย
  • Alphaville (1965) อนาคตแห่งความหมดสิ้นหวัง

รับชมภาพยนตร์ Bande à part (1964) ทำให้ผมครุ่นคิดถึง Jules and Jim (1962) ของผกก. François Truffaut สองเรื่องนี้มีความละม้ายคล้ายในประเด็นรักสามเส้า แต่หลายๆความแตกต่างสะท้อนตัวตนของผู้กำกับได้เป็นอย่างดี

  • Catherine ใน Jules and Jim (1962) เป็นหญิงสาวที่มีความแก่นแก้ว เอาแต่ใจ ตรงกันข้ามกับ Odile ใน Bande à part (1964) เต็มไปด้วยความอ่อนเยาว์วัย ไม่รู้ประสีประสาอะไรเท่าไหร่
    • Truffaut สนใจผู้หญิงที่มีเสน่ห์ น่าหลงใหล
    • Godard ชอบหญิงสาวที่มีความใสซื่อ ไร้เดียงสา
  • หนุ่มๆทั้งสอง Jules and Jim (1962) ต่างยินยอมศิโรราบต่อหญิงสาว พยายามวิ่งไล่ติดตาม กระทำสิ่งให้เธอหันมาเหลียวมอง ผิดกับสองหนุ่มใน Bande à part (1964) พยายามควบคุมครอบงำ ชี้นิ้วออกคำสั่ง แก่งแย่งชิงเพื่อให้เธอมาเป็นของฉัน
    • Truffaut รักคือการเสียสละ ให้เธอเป็นตัวของตนเอง
    • Godard รักคือการครอบครอง เธอต้องเป็น’สิ่ง’ของฉัน
  • ไคลน์แม็กซ์ หญิงสาวแบบ Catherine คือระเบิดเวลา บุคคลผู้ทำให้หนุ่มๆทั้งสองแตกแยก และลงเอยด้วยโศกนาฎกรรม, ขณะที่ Bande à part (1964) จะเป็นฝ่ายชาย Arthur ที่ไม่รู้จักเพียงพอ จนนำพาหายนะสู่ตนเอง

ความสัมพันธ์ระหว่างผกก. Godard กับ Karina ไม่ต่างจากสองหนุ่มพยายามควบคุมครอบงำ Odile ในตอนแรกๆผมก็รู้สึกสงสารเห็นใจ ครุ่นคิดว่าหญิงสาวคงถูกลวงล่อหลอก แต่มันก็เป็นความสมยินยอมด้วยส่วนหนึ่ง และจากอิทธิพลสภาพแวดล้อมที่ส่งมาถึง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ ฯลฯ พวกเขาเหล่านี้จึงสามารถเข้ากันดีเป็นปี่เป็นขลุ่ย “ชายโฉดหญิงชั่ว” สมรู้ร่วมคิดกระทำสิ่งต่างๆขัดแย้งขนบกฎกรอบทางสังคม (และระเบียบภาพยนตร์) ตบและจูบมันคงเป็นรสนิยมส่วนบุคคล … มาโซคิสม์กระมัง

ชื่อหนังภาษาฝรั่งเศส Bande à part มาจากวลี faire bande à part แปลว่า “to do something apart from the group” คือการทำบางสิ่งอย่างที่แตกต่างไปจากพวกพ้อง, ภาษาอังกฤษใช้คำว่า Band of Outsider ในบริบทของหนังหมายถึงตัวละครทั้งสาม (Odile, Arther, Franz) แต่เรายังสามารถเปรียบเทียบถึงผกก. Godard และพวกพ้อง Karina, Coutard, Guillemot, Legrand … เอาจริงๆเหมารวมรุ่น French New Wave ก็ได้เช่นกัน!


เข้าฉายรอบปฐมทัศน์นอกสายการประกวด เทศกาลหนัง Berlin International Film Festival เสียงตอบรับไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มียอดจำหน่ายตั๋วในฝรั่งเศสเพียง 149,163 ใบ (เกือบๆจะต่ำสุดในผลงานยุคแรก) เมื่อเทียบกับทุนสร้างประมาณ $120,000 เหรียญ ถือว่าขาดทุนย่อยยับเยิน!

กาลเวลาทำให้ Bande à part (1964) ได้รับการยกย่องจากผู้ชมทั่วๆไป (ที่ไม่ใช่สายหนัง Art House) เพราะเป็นหนึ่งในผลงานเข้าถึงง่ายที่สุดของผู้กำกับ Godard

a Godard film for people who don’t much care for Godard.

นักวิจารณ์ Amy Taubin จากนิตยสาร Village Voice

นั่นเองทำให้หนังได้รับการโหวตติดอันดับภาพยนตร์ยอดเยี่ยม ตามนิตยสาร(ภาพยนตร์)ทั่วๆไปเป็นส่วนใหญ่ (ไม่ติดอันดับทั้ง Sight & Sound และ Cahiers du cinéma)

  • Empire: The 100 Best Films of World Cinema (2010) ติดอันดับ 79
  • TIME: All-Time 100 movies (2005) ไม่ระบุอันดับ

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะคุณภาพ High-Definition โดยสตูดิโอ Gaumont เมื่อปี ค.ศ. 2010 ผ่านการตรวจอนุมัติจากตากล้อง Raoul Coutard กลายเป็น DVD/Blu-Ray ลิขสิทธิ์ของ Criterion และ BFI (คุณภาพพอๆกัน) หรือรับชมออนไลน์ได้ทาง Criterion Channel

รับชมคราก่อนแค่ชื่นชอบเปลือกภายนอกของหนัง แต่พอผมสามารถครุ่นคิดเข้าใจถึงสิ่งที่ผู้กำกับ Godard พยายามนำเสนออกมา ‘ปลุกตื่นขึ้นจากฝันร้าย’ ก็สร้างความรู้สึกขนลุกขนพอง ลุ่มหลงใหล คลุ้มคลั่งไคล้ เปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ คาดคิดไม่ถึงเลยว่า Bande à part (1964) จะให้ผลลัพท์ที่ตราตรึงเพียงนี้!

เกร็ด: ไม่แปลกใจที่คือภาพยนตร์เรื่องโปรดของ Quentin Tarantino และยังตั้งชื่อโปรดักชั่นสตูดิโอ A Band Apart ระหว่างปี 1991-2006 (ปิดกิจการไปแล้วนะครับ)

Bande à part (1964) เป็นผลงานเรื่องเดียวของผู้กำกับ Jean-Luc Godard ที่ผมจัดให้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เพราะเนื้อหาสาระสามารถย้ำเตือนสติผู้ชม อย่าหลงระเริงไปกับมายาภาพยนตร์ ชีวิตจริงแตกต่างจากโลกแห่งความเพ้อฝัน โดยเฉพาะเรื่องการก่ออาชญากรรม เห็นนักแสดงมาดเท่ห์ ทำสิ่งโคตรเจ๋ง อย่าหลงคิดว่าฉันเก่ง อาจกลายเป็นหมาร้องเอ๋ง นอนม่องเท่งอยู่ข้างถนน

จัดเรต 15+ กับการถูกลวงล่อหลอกให้ก่ออาชญากรรม

คำโปรย | Bande à part คือภาพยนตร์ที่ทำให้ผู้กำกับ Jean-Luc Godard และ Anna Karina ปลุกตื่นขึ้นจากความเพ้อฝันร้าย
คุณภาพ | ตื่ฝั
ส่วนตัว | คลั่งไคล้อย่างคาดไม่ถึง


Bande à part

Bande à part (1964) French : Jean-Luc Godard ♥♥♥♥

(26/7/2016) หนังของผู้กำกับ Jean-Luc Godard ที่สร้างเพื่อให้คนไม่รู้จักหนังแนว Godard สามารถดูได้, นี่เป็นหนังที่ไม่ต้องใช้สมองมากก็สนุกไปกับมันได้, Quentin Tarantino ชอบหนังเรื่องนี้มาก ถึงขนาดเอาชื่อไปตั้งบริษัทตัวเอง และท่าเต้น Madison dance เป็นแรงบันดาลใจในฉากเต้นของ Uma Thurman และ John Travolta ใน Pulp Fiction

ผมดูหนังเรื่องนี้ด้วยความประหลาดใจ เพราะประสบการณ์จาก Breathless และ Le Mépris ที่ทำให้ผมมองหนังของ Jean-Luc Godard ออกไปในทางไม่ค่อยถูกโฉลกกันเสียเท่าไหร่ แต่ความรู้สึกนั้นไม่เกิดขึ้นเลยกับ Bande à part นี่เป็นหนังที่ลงตัว กำลังดี ไม่เยิ่นเย้อ จับทางได้ง่าย แม้หนังอาจจะดูค่อนข้างยากสำหรับหลายๆคน แต่เชื่อว่าเมื่อถึงฉากเจ๋งๆ คุณจะรู้สึกอยากทำอะไรสักอย่างกับหนังเรื่องนี้เลยละ

ดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง Fool’s Gold โดยนักเขียนชาวอเมริกัน Dolores Hitchens ตีพิมพ์เมื่อปี 1958, Godard ให้คำอธิบายย่อๆของการดัดแปลงมาเป็นหนังเรื่องนี้ว่า “Alice in Wonderland พบกับ Franz Kafka”

เกร็ด: Franz Kafka คือนักเขียนนิยายชาว Czechoslovakia ได้รับยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20 ผลงานเรื่องสั้นที่สำคัญได้แก่ ‘กลาย’ (Metamorphosis) เป็นเรื่องสั้นเกี่ยวกับชายหนุ่มที่วันหนึ่งตื่นขึ้นมาแล้วเขากลายเป็นแมลงสาป, ผลงานเรื่องอื่นที่ดังๆ อาทิ The Trial, The Castle, In the Penal Colony และ Amerika, งานเขียนของเขาถือว่ามีอิทธิพลต่อวรรณกรรมของชาวตะวันตกมากที่สุดคนหนึ่ง

เรื่องราวของหญิงสาว Odile ที่ได้พบกับสองหนุ่ม Franz และ Arthur กลายเป็นรักสามเซ้า (Odile ชอบ Arthur, Franz ชอบ Odile) ซึ่งแท้จริงแล้วสิ่งที่สองหนุ่มต้องการจาก Odile คือเงินเก็บของครอบครัวเธอ จึงพยายามเกลี้ยกล่อมให้บอกที่ซ่อน และร่วมกันขโมยเงินก้อนดังกล่าว

นำแสดงโดย Anna Karina รับบท Odile, Karina ขณะนั้นแต่งงานอยู่กิน เป็นสามีภรรยากับผู้กำกับ Jean-Luc Godard หลังจากทั้งคู่แต่งงานกัน หนังของ Godard ก็มี Karina เป็นนางเอกทุกเรื่อง (จนกระทั่งเลิกกันในปี 1965), เราสามารถมองได้ว่า นางเอกของหนัง Godard คือตัวตนของหญิงสาวคนรักที่เขาต้องการให้เธอเป็น ที่ทั้งสองเลิกกันคงเพราะ Karina ไม่สามารถเป็นได้ในสิ่งที่ Godard ต้องการได้, ในหนังเรื่องนี้ผมรู้สึก Karina เวลาถอดหมวกไม่สวยเลยนะครับ หัวเถิกๆ แต่พอใส่หมวกกลับเท่ห์ ดูดีมีสไตล์น่ารักมากๆ (ต้องโทษทรงผมหน้าสั้นที่ไม่เหมาะกับคนหัวเถิกเท่าไหร่), การแสดงของเธอ ดูเหมือนเด็กวัยรุ่นไร้เดียงสาเอามากๆ เวลายิ้มทำให้โลกสวยสดใส แต่พอคิ้วขมวด ทำหน้าเศร้า โลกก็ดูหดหู่เศร้าหมองลงทีเดียว ว่าไปก็เหมือน Alice in Wonderland แบบที่ Godard ให้คำนิยามจริงๆ

บท 2 หนุ่ม Arthur รับบทโดย Claude Brasseur, ชายหนุ่มผู้มีเสน่ห์ที่น่าหลงใหลดึงดูด มีความเท่ห์แบบกินได้ จับต้องได้ สาวหลง (ผมไม่เข้าใจว่า Brasseur มีเสน่ห์ยังไง), Odile ตกหลุมรัก Arthur แทบจะโดยทันที แต่สิ่งที่ Arthur ต้องการนั้นไม่ใช่ความรัก เขาโปรยเสน่ห์เพื่อต้องการล่อลวงหลอกเธอเท่านั้น

Franz รับบทโดย Sami Frey, ตัวละครนี้ตกหลุมรัก Odile น่าจะตั้งแต่แรกแล้ว แต่เพราะความขาดเสน่ห์ที่น่าหลงใหล (ผมว่า Frey หล่อกว่า Brasseur อีกนะ ทำไมเธอถึงตาถั่วจัง) จึงไม่อยู่ในสายตาของ Odile (น่าสงสารมาก) กระนั้นเขาก็เป็น ‘พ่อคนดี’ คอยสนับสนุนเธออยู่เบื้องหลังมาโดยตลอด ขอแค่ได้รักแม้จักไม่ได้ตอบแทนคืนมา

ตอนหญิงสาวไม่พอใจการกระทำของสองหนุ่ม เธอจะก้มหน้า ยืนเกาะขอบกำแพง พิงผนัง นี่เป็นพฤติกรรมที่น่ารักดีนะครับ เหมือนกับเด็กๆเวลางอน จะชอบเกาะโน่นนี่ เรียกร้องความสนใจ ใครพยายามดึงเธอออกก็จะเกาะกำแพงแน่น ผมเรียกลักษณะการกระทำนี้ว่า ดื้อดึง จนกว่าจะยอมทำในสิ่งที่เธอพอใจ ฉันจะดึงกำแพงนี้ไว้ไม่ยอมปล่อยไปไหน

ถ่ายภาพโดย Raoul Coutard ขาประจำของ Godard, แม้หนังเรื่องนี้จะเป็นภาพขาว-ดำ แต่ดูมีสีสัน โดยเฉพาะเสื้อของ Arthur ที่เป็นลายตารางสีตัดกัน นั่นทำให้ผู้ชมจินตนาการเห็นเหมือนเป็นสีเสื้อ, หนังเรื่องนี้มี long-take ยาวๆหลายฉาก แต่ไม่ยาวมากเท่า Breathless หรือ Le Mépris หลายครั้งเราอาจไม่ทันสังเกตว่าเป็น long-take เพราะกล้องมักจะเคลื่อนไหวตามตัวละครตลอดเวลา ถ้าไม่หมุนไปมา แพนซ้ายขวา เลื่อนเข้าออก ก็เป็นนักแสดงที่จะเคลื่อนไหวเข้าออกฉากเอง

ตัดต่อโดย Françoise Collin, Dahlia Ezove และ Agnès Guillemot, ปกติแล้วหนังของ Godard จะมีการตัดต่อที่หวือหวามาก ท้าทายความสามารถในการเข้าใจของคนดู แต่หนังเรื่องนี้ตัดต่อได้เป็นธรรมชาติ ลื่นไหล ไม่มีสะดุด ไม่มีลูกเล่นอันน่าพิศวงเท่าไหร่, นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า หนังเรื่องนี้เป็นหนังของ Godard ที่ทำให้คนไม่เคยชอบหนังของ Godard สามารถดูและชอบหนังได้

เพลงประกอบโดย Michel Legrand, นี่เป็นหนังที่มีเพลงเพราะมากๆเรื่องหนึ่ง ทั้งเพลงประกอบและ Soundtrack สไตล์ดนตรีคือ pop แห่งยุค 60s ที่มีความสนุกสนาน เต้นตามได้ และหนังมีการเล่นกับการตัดต่อเพลง คือมีจังหวะเล่นและจังหวะหยุด ลักษณะคือหนังเปิดเพลงเพราะๆ อยู่ดีๆก็หยุดเพลง มีคำพูดบรรยายประกอบภาพ/อารมณ์/ความคิด พูดจบก็เปิดเพลงต่อ (อารมณ์ประมาณฟังวิทยุสมัยก่อน ที่เวลา DJ จะพูดอะไร ก็จะลดความดังของเสียงเพลงลง พอพูดจบก็ปรับความดังสู่ระดับปกติ)

หนังมี 3 ฉากเด็ดๆที่ต้องพูดถึง
1) นาทีแห่งความเงียบ, ฉากที่ Arthur, Franz และ Odile อยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่ง พวกเขาไม่รู้จะทำอะไรดีจึงตกลงกันว่า 1 นาทีนี้จะไม่พูดอะไร ซึ่งหนังก็ได้ตัดเสียงทุกอย่าง เงียบสนิท แม้กระทั่ง Soundtrack/Sound Effect ใครที่ดูหนังไม่รู้เรื่องแล้วกำลังจะหลับ พอถึงฉากนี้คงจะตื่นเลยละครับ แล้วสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น?, ถึงความตั้งใจจะ 1 นาที แต่ Franz ก็ยอมแพ้ พูดขึ้นว่า ‘พอแล้ว’ ในวินาทีที่ 36

2) ฉาก Madison scene ต่อจากนาทีแห่งความเงียบ Odile และ Arthur ตัดสินใจไปเต้น Franz ก็ตามไปร่วมในไม่ใช้า, เพลงที่เปิดเป็น R&B หรือ Soul แต่งโดย Michel Legrand ซึ่งนางเอก Anna Karina เรียกเพลงนี้ว่า Madison Dance, ฉากการเต้นนี้เป็นแรงบันดาลใจให้หนังหลายเรื่องเลยนะครับ ไม่ใช่แค่ Pulp Fiction เท่านั้น แต่ยังมี Simple Men (1992), The Go-Getter (2007), Le Week-End (2013) ฯ

3) ฉากในพิพิธภัณฑ์ Louvre, เชื่อว่าหลายคนอาจไม่ทันตั้งตัว อยู่ดีๆเสียงบรรยายก็พูดขึ้นมาว่า สถิติโลกวิ่งรอบพิพิธภัณฑ์ Louvre (พิพิธภัณฑ์จัดแสดงงานศิลปะที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ใน Paris) อยู่ที่ 9 นาที 45 วินาที แล้วตัดไปที่ทั้ง 3 ตัวละครกำลังวิ่งแข่งกัน มองแทบไม่ทันว่าที่นั่นคือพิพิธภัณฑ์ Louvre แล้วเสียงบรรยายพูดขึ้นอีกที ว่าสามารถทำลายสถิติโลกเดิมของ Jimmy Johnson แห่ง San Francisco ลงได้ที่ 9 นาที 43 วินาที

หนังของ Godard มักจะไม่มีเรื่องราวที่เป็นใจความสำคัญ เราสามารถหยิบยก มองประเด็นไหนก็ได้ที่คิดว่ามีความสำคัญ เอาขึ้นมาเป็นประเด็นหลักของหนัง กระนั้นมันก็มีสิ่งที่เรียกว่า ‘แนว Godard’ อันประกอบด้วย เพลง pop, เสื้อผ้าแฟชั่น, คำพูดหล่อๆ ใช้จีบหญิง, งานศิลปะ, วรรณกรรม, ฆาตกรรม ฯ ที่ผสมสอดแทรกอยู่ในหนังแทบทุกเรื่อง, นี่คือสิ่งที่ผู้คนยกย่องว่า Godard มีความเป็น ‘ศิลปิน’ สูงมากๆคนหนึ่ง

กับคนที่ยังขัดใจ สงสัยว่าหนังมันเกี่ยวกับอะไร นี่เป็นหนังที่มี Character-Driven ตัวละครเป็นผู้ขับเคลื่อนหนัง, เรื่องราววนเวียนอยู่กับกลุ่มของตัวละครหลักทั้งสาม ที่ชอบทำอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น (Band of Outsider) อาทิ วิ่งแข่งกันที่ Louvre, เต้นในสถานที่ที่ไม่มีใครเต้น, โดดเรียน, ขโมยเงินพ่อแม่ ฯ, ทั้ง 3 ตัวละครหลัก แต่ละคนก็มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทั้งรสนิยม แฟชั่น แนวคิด ดูอย่างการสั่งเครื่องดื่มมากิน 3 คน ก็ 3 อย่าง ไม่มีอะไรเหมือนกันเลย น่าแปลกที่อยู่ด้วยกันได้, ไม่ใช่ Odile เป็นจุดศูนย์กลางนะครับ (เธอดูเป็นจุดศูนย์กลางของหนังก็จริง แต่เธอเป็นคนที่เข้ามาภายหลัง Franz กับ Arthur เป็นเพื่อนรักกันตั้งแต่แรกแล้ว เธอเข้ามาเป็นเหมือนมือที่สามของทั้งคู่)

กลุ่มของคนประหลาด นี่น่าจะหมายถึง Jean-Luc Godard เองด้วย ที่เขาชอบทำหนังแปลกประหลาดแตกต่างจากคนอื่น, การขโมยเงิน มองเปรียบเทียบได้กับการเอาเงินของสตูดิโอมาทำหนังผลาญเล่น, ตอนจบเป้าหมายของเขาคือ เหนือหรือใต้ นี่อาจจะมีความหมายแฝงถึง Anna Karina ด้วย เพราะตอนนั้นความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็นไปในแบบ ฉันไปเหนือ เธอไปใต้ ตอนนนี้ฉันยอมไปใต้กับเธอก่อน (มันมีหนังเรื่องถัดๆมา ที่ตัวละครแทนด้วย Godard ไปทางเหนือแล้วตัวละครของ Karina ไปทางใต้ นั่นเป็นหนังเรื่องสุดท้ายของทั้งคู่ก่อนเลิกกัน)

คนที่มีอายุสักหน่อย ดูหนังเรื่องนี้น่าจะได้กลิ่นอาย Nostalgia ด้วยนะครับ, สมัยวัยรุ่นเรียนหนังสือ จีบสาวโต๊ะข้างๆ เขียนข้อความใส่กระดาษแล้วส่งให้, ใครเคยมีแฟนสมัยเรียน คงบิดๆม้วนๆ นึกถึงตอนหาข้ออ้างพูดกับพ่อแม่ ขอเงินหนีไปเที่ยวกับแฟน หรือขณะรอเดทกับหญิงสาว หัวใจเต้นตุบตับ ฯ ตอน Godard ทำหนังเรื่องนี้ตอนเขาอายุ 30+ นี่เป็นช่วงอายุที่เริ่มหวนระลึกถึงความทรงจำในอดีต สิ่งบ้าๆที่เคยคิดอยากทำ (หรืออาจทำสำเร็จมาแล้ว) พอเริ่มมีอายุ จะให้กลับไปทำแบบนั้นอีก มันคงเป็นไปได้ยาก

หนังมีให้ข้อคิดดีๆด้วยนะครับ (ปกติหนังของ Jean-Luc Godard มักจะไม่ค่อยมีแนวคิดอะไรดีๆแฝงเท่าไหร่) สมัยนี้คงเป็นเรื่องธรรมดามากที่ลูกจะโกหกพ่อแม่ หรือพยายามขโมยเงิน แต่การเชื่อใจคนอื่นมากเกินไป มันอาจสร้างความสูญเสียอันใหญ่หลวงให้กับครอบครัว, ถึงเป็นความไม่ตั้งใจ แต่อะไรก็เกิดขึ้นได้ ตอนที่แม่เลี้ยงของ Odile เสียชีวิต ผมตกใจเลยนะครับ มันตรงไปตรงมาแบบไม่รู้ตัว ไม่คิดว่าหนังจะกล้าเล่นประเด็นนี้ เป็นใครคงทำตัวไม่ถูก, ให้หนังเรื่องนี้เป็นสติย้ำเตือนวัยรุ่น จะทำอะไรคิดหน้าคิดหลังให้ดี ‘ไว้ใจทาง แต่อย่าวางใจคน’ อย่า ‘ชักศึกเข้าบ้าน’ เพราะมันจะกลายเป็นเหมือน ‘กินบนเรือ ขี้รดบนหลังคา’ คนประเภทนี้ถ้าสังคมรู้เข้า เขาไม่ยอมรับคุณแน่ๆ

นิตยสาร TIME ติด 1 ใน All-TIME 100 movies
นิตยสาร Empire จัดอันดับ The 100 Best Films of World Cinema ติดอันดับ 79

ถ้าคุณไม่เคยชอบหนังของ Godard หรือยังไม่เคยดูหนังเรื่องใดๆของเขาเลย ผมแนะนำให้ลองหาหนังเรื่องนี้มาดู นี่เป็นหนังที่คนธรรมดาสามัญสามารถดูเข้าใจได้ง่าย ไม่ต้องอาศัยการคิดตีความอะไรมาก ตรงไปตรงมา ไม่มีลับลมคมในมากนัก, แต่ถ้าคุณชอบคิด มันก็มีสัญลักษณ์มากมายแฝงอยู่ ผมดูหนังเรื่องนี้โดยไม่ได้สนใจสิ่งสัญลักษณ์พวกเท่าไหร่ ปล่อยความรู้สึกให้เพลิดเพลินไปกับหนังเท่านั้น ไม่ได้คิดคาดหวังอะไรเท่าไหร่, ถ้าคุณสามารถดูหนังของ Wong Kar-Wai ได้ ก็ย่อมสามารถดูหนังของ Jean-Luc Godard ได้เช่นกัน

แนะนำอย่างยิ่งกับคนชอบแนววัยรุ่น, ความรัก, วัยเรียน, โรแมนติก, เพลง pop ฯ, ชอบหนังแนวๆ เทคนิคเจ๋งๆ เนื้อเรื่องโดนๆ, และแฟนหนังของ Godard ไม่ควรพลาด

จัดเรต 13+ กับความรุนแรง และความตาย

TAGLINE | “Bande à part เป็นหนังของผู้กำกับ Jean-Luc Godard ที่สร้างเพื่อให้คนไม่รู้จักหนังแนว Godard สามารถดูได้”
QUALITY | RAREGENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: