Barefoot Gen (1983)
: Mori Masaki ♥♥♥♡
(mini Review) ภาพยนตร์เรื่องนี้นำเสนอภาพ ‘นรกบนดิน’ ช่วงเวลาก่อน-หลัง เหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูลงที่ฮิโรชิมา แม้จะเป็นภาพอนิเมชั่นแต่ยังชวนให้สะอิดสะเอียนสยดสยอง ท้องไส้ปั่นป่วน แม้อารมณ์จะไม่รุนแรงเท่า Grave of the Fireflies (1988) แต่มีภาพติดตาไม่รู้ลืม
วินาทีที่เครื่องบิน B-29 Superfortress ทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ลงที่ฮิโรชิมา กับคนที่ยังไม่เคยรับชมอนิเมชั่นเรื่องนี้ อยากให้ลองจินตนาการว่าจะมีการนำเสนอออกมาเช่นไร? จะบอกว่าพอถึงฉากนี้ผมใจหายวาบลงตาตุ่ม มันเป็นสิ่งไม่มีทางที่ภาพยนตร์คนแสดงเรื่องไหนจะกล้าสามารถนำเสนอ จินตนาการออกมาได้ลึกล้ำเท่านี้แน่ๆ ภาพของคนที่ถูกความร้อนมหาศาลค่อยๆหลอมละลาย เนื้อหนังเน่าเปื่อยสยดสยอง ตาถล่นเล็ดออกจากเบ้า ฯ ถ้าภูมิคุ้มกันของผมไม่สูงพอเชื่อว่าได้วิ่งไปอ๊วกแน่
Barefoot Gen เป็นผลงานมังงะของ Keiji Nakazawa (1939 – 2012) เขียนขึ้นจากเรื่องจริงประสบการณ์ส่วนตัว ของการเป็นผู้รอดชีวิตในเหตุการณ์ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ฮิโรชิมา ตอนอายุได้ 6 ขวบ พ่อ พี่สาวและน้องชายติดอยู่ในซากปรักหักพัง (ไม่สามารถช่วยเหลือได้ถูกไฟครอกเสียชีวิต) เหลือเพียงแม่และน้องสาว (ที่กำลังจะคลอด) แต่ก็เสียชีวิตไม่กี่สัปดาห์ต่อมาเพราะขาดน้ำนมประทังชีพ
มังงะเรื่องนี้ ตอนแรกตีพิมพ์ลงในนิตยสารรายสัปดาห์ Weekly Shōnen Jump ในปี 1973 ได้รับความนิยมปานกลาง เขียนอยู่ปีเศษๆก็ถูกสั่งตัดจบ แต่ผู้เขียนไม่ยอมจึงย้ายไปลงนิตยสารอื่น อาทิ Shimin (Citizen), Bunka Hyōron (Cultural Criticism), และ Kyōiku Hyōron (Educational Criticism) ใช้เวลา 12 ปี รวมได้ 10 เล่ม กลายเป็นภาพยนตร์คนแสดง 3 ภาค กำกับโดย Tengo Yamada
– Barefoot Gen Part 1 (1976)
– Barefoot Gen: Explosion of Tears (1977)
– Barefoot Gen: Part 3 Battle of Hiroshima (1980)
เป็นภาพยนตร์อนิเมชั่น สร้างโดย Madhouse จำนวน 2 ภาค กำกับโดย Mori Masaki และมี Keiji Nakazawa เป็นโปรดิวเซอร์ควบคุมงานสร้างเองเลย
– Barefoot Gen (1983)
– Barefoot Gen 2 (1986)
โดยรวมแม้คุณภาพของอนิเมชั่นเรื่องนี้จะถือว่าดาดๆทั่วไปในยุคสมัยนั้น และผมค่อนข้างรำคาญกับเสียงพากย์ของตัวละครเด็กๆในหนังที่ร่าเริงผิดปกติ (การพากย์สมัยก่อนถือว่ายังขาดความสมจริงอยู่มาก) แต่สิ่งที่มีความโดดเด่นล้ำเหนือการเวลา คือการนำเสนองานภาพที่มีความ Hyper-Realism ยิ่งกว่าสมจริง มีความรุนแรงเว่อไปมากๆ แต่กลับสั่นสะท้าน สะเทือนจิตใจของผู้ที่ได้รับชมอย่างรุนแรง นี่เป็นสิ่งไม่ว่ายุคสมัยไหนเห็นแล้วจะต้องเกิดความสะอิดสะเอียนสยดสยอง ท้องไส้ปั่นป่วน หวาดกลัวตัวสั่นขนหัวลุก จริงอยู่มันไม่น่าอภิรมย์ แต่ผมเชื่อว่านี่ยังเทียบไม่ได้กับอารมณ์ความรู้สึกของผู้ประสบอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ ย่อมต้องเลวร้ายกว่านี้เป็นร้อยเป็นพันเท่า โอ้! แค่นี้ก็ถือว่ารุนแรงทรมานมากๆแล้ว ขออย่าให้มันเกิดขึ้นอีกเลยในยุคสมัยเราและต่อๆไป
ผมนำเพลง Ending ของอนิเมชั่นเรื่องนี้มาให้ฟัง ถึงจะไม่รู้ชื่อเพลงแต่ฟังจากทำนองคำร้องแล้ว สัมผัสได้ถึงกำลังใจและความหวัง เมื่ออะไรๆเลวร้ายเกิดขึ้นผ่านไป ก็ถึงเวลาต้องเริ่มต้นใหม่ เพราะชีวิตยังไม่จบสิ้น วันนี้ยังไม่ตายก็ต้องลุกขึ้น ต่อสู้ก้าวเดินต่อไป
https://www.youtube.com/watch?v=4uewfNbQ-70
นี่เป็นอนิเมชั่นที่หาดูได้ยาก ถ้าไม่ใช่คออนิเมะก็อาจไม่รู้จัก แต่ถ้าคุณเคยดู Grave of the Fireflies (1988) หรือ In This Corner of the World (2016) ขอแนะนำ Barefoot Gen อีกเรื่องนะครับ, ผมยังไม่ได้ดูภาคสองต่อแต่คิดว่าไม่น่าสนใจเท่าภาคนี้แน่ เพราะเป็นเรื่องราว 3 ปีถัดจากนี้ เน้นเรื่องราวดราม่าเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไฮไลท์ของอนิเมชั่นเรื่องนี้ ผมว่าอยู่ที่ฉากนั้นแหละ วินาทีที่ฮิโรชิมาถูกทิ้งระเบิด มันเป็นภาพตราตรึงที่ยากจะลืมเลือนเสียจริง
จัดเรต 15+ กับภาพความรุนแรงทั้งหลาย (จริงๆควรจะเรต R ด้วยซ้ำ แต่เพราะมันเป็นภาพอนิเมชั่นที่ค่อนข้างเก่า วัยรุ่นจึงน่าจะพอรับได้อยู่)


ใส่ความเห็น