
Barry Lyndon (1975)
,
: Stanley Kubrick ♠♠♠♠♠
แม้ภาพยนตร์อัตชีวประวัติ Napoléon Bonaparte จะล้มเหลวไม่เป็นท่า! แต่ผู้กำกับ Stanley Kubrick ยังคงมองหาโปรเจคย้อนยุคที่มีเรื่องราวใกล้เคียงกัน กลายมาเป็นชายหนุ่มชาวไอริช Barry Lyndon เข้าร่วมสงครามเจ็ดปี Seven Years’ War (1756-63) พยายามไต่เต้าให้ถึงสู่จุดสูงสุด ก่อนหวนกลับสู่สามัญ
ผกก. Kubrick มีความเพ้อใฝ่ฝัน เตรียมงานสร้างภาพยนตร์อัตชีวประวัติ Napoléon Bonaparte มาตั้งแต่เสร็จสร้าง 2001: A Space Odyssey (1968) แต่ความล้มเหลวย่อยยับของ Waterloo (1970) เลยไม่มีใครไหนอยากให้ทุนสนับสนุน ทำอะไรไม่ได้นอกจากมองหาโปรเจคเรื่องใหม่ … Barry Lyndon (1975) น่าจะเป็นการประณีประณอม โปรเจคใกล้เคียงสิ่งอยากนำเสนอที่สุดแล้วกระมัง
เมื่อตอนออกฉาย Barry Lyndon แม้เสียงตอบรับจะค่อนข้างดี คว้ารางวัล Oscar มากถึง 4 สาขา แต่ด้วยความยาวเกือบสามชั่วโมง ลีลาการดำเนินเรื่องมีความเอื่อยเฉื่อย เชื่องชักช้า (Slow-Pace) จนผู้ชมส่วนใหญ่ไม่สามารถทำความเข้าใจเนื้อหาสาระ ผลลัพท์เลยทำเงินไม่เข้าเป้า (แต่ก็ขาดทุนไม่มากเท่าไหร่)
กาลเวลาประเมินค่าหนังใหม่ กลายเป็นอีกผลงานมาสเตอร์พีซของผกก. Kubrick ค้นพบว่าลีลาดำเนินเรื่องอย่างเอื่อยเฉื่อยนั้น จุดประสงค์เพื่อให้ผู้ชมซึมซับความงดงาม สร้างสัมผัสทางอารมณ์ เกิดสุนทรียะในการรับชม ทุกช็อตฉากราวกับภาพวาดศิลปะ เต็มไปด้วยทิวทัศน์ (Landscape) และสัมผัสความเป็นธรรมชาติ
This must be one of the most beautiful films ever made.
นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมจัดเป็น Great Movie
ผมพบเจอบทสัมภาษณ์ของ Martin Scorsese เล่าถึงความตราตรึงของ Barry Lyndon (1975) ที่มากกว่าภาพถ่ายสวยๆ แต่คือลีลาการนำเสนอซ่อนเร้นด้านมืด/สิ่งชั่วร้ายอยู่ภายใต้ อ่านดูแล้วน่าสร้างอิทธิพลต่อผลงาน The Age of Innocence (1993) อยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
I’m not sure if I can say that I have a favorite Kubrick picture, but somehow I keep coming back to Barry Lyndon. I think that’s because it’s such a profoundly emotional experience. The emotion is conveyed through the movement of the camera, the slowness of the pace, the way the characters move in relation to their surroundings. People didn’t get it when it came out. Many still don’t. Basically, in one exquisitely beautiful image after another, you’re watching the progress of a man as he moves from the purest innocence to the coldest sophistication, ending in absolute bitterness—and it’s all a matter of simple, elemental survival. It’s a terrifying film because all the candlelit beauty is nothing but a veil over the worst cruelty. But it’s real cruelty, the kind you see every day in polite society.
Martin Scorsese
Stanley Kubrick (1928-99) ช่างภาพ ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ New York City ในครอบครัวเชื้อสาย Jewish บิดาเป็นแพทย์ทางเลือก (Homeopathy) ฐานะค่อนข้างดี, บุตรชายมีไอคิวสูง แต่ไม่ชอบเรียนหนังสือ วัยเด็กชื่นชอบการเล่นหมากรุก อ่านปรัมปรา เทพนิยาย, ตอนอายุสิบสาม บิดาซื้อกล้อง Graflex เกิดความหลงใหลในการถ่ายภาพ พอเรียนจบมัธยมขายภาพถ่ายให้นิตยสาร Look เลยได้รับการว่าจ้างเป็นพนักงานเต็มเวลา เริ่มมีชื่อเสียงจากการใช้ภาพถ่ายเล่าเรื่องราว บันทึกภาพ ‘Prizefighter’ การชกมวยของ Walter Cartier
ต่อมา Kubrick เริ่มแวะเวียนไปรับชมภาพยนตร์ที่ Museum of Modern Art หลงใหลลีลาการเคลื่อนเลื่องกล้องของ Max Ophüls รวมถึงการจัดองค์ประกอบภาพของ Elia Kazan จากนั้นเริ่มต้นทดลองถ่ายทำสารคดีขนาดสั้น Day of the Fight (1951) ของนักมวยคนโปรด Walter Cartier เสียงตอบรับค่อนข้างดี สามารถขายลิขสิทธิ์ให้กับ RKO-Pathé ราคา $4,000 เหรียญ
ความสำเร็จเล็กๆทำให้ Kubrick ตัดสินใจลาออกจากนิตยสาร Look แล้วทุ่มเวลากับการสร้างสารคดีขนาดสั้น Flying Padre (1951), The Seafarers (1953), และภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรก Fear and Desire (1953), ติดตามด้วย Killer’s Kiss (1955), The Killing (1956), Paths of Glory (1957), Spartacus (1960), Lolita (1962) ฯ
หลังเสร็จจาก 2001: A Space Odyssey (1968), ผกก. Kubrick มีความสนใจภาพยนตร์อัตชีวประวัติ Napoléon Bonaparte แต่ระหว่างกำลังเตรียมงานสร้าง (Pre-Production) ความล้มเหลวย่อยยับของ Waterloo (1970) ทำให้โปรดิวเซอร์ Dino De Laurentiis ขอถอนตัวออกไป เลยหันเหความสนใจสู่ A Clockwork Orange (1971) ระหว่างมองหานายทุนใหม่
เมื่อเสร็จสร้าง A Clockwork Orange (1971) ก็ยังคงไม่สามารถหานายทุนใหม่ ผกก. Kubrick เลยเล็งนวนิยาย Vanity Fair (1848) แต่งโดย William Makepeace Thackeray (1811-63) นักเขียนสัญชาติอังกฤษ โด่งดังกับผลงานเชิงเสียดสี ล้อเลียน ซึ่งเรื่องนั้นมีพื้นหลังยุคสมัย Napoleonic Wars (1803-15) แต่ด้วยความยาวถึง 19 เล่ม มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะดัดแปลงภาพยนตร์ในระยะเวลา 2-3 ชั่วโมง
I have had a complete set of Thackeray sitting on my bookshelf at home for years, and I had to read several of his novels before reading Barry Lyndon. At one time, Vanity Fair interested me as a possible film but, in the end, I decided the story could not be successfully compressed into the relatively short time-span of a feature film. This problem of length, by the way, is now wonderfully accommodated for by the television miniseries which, with its ten- to twelve-hour length, pressed on consecutive nights, has created a completely different dramatic form. Anyway, as soon as I read Barry Lyndon I became very excited about it.
Stanley Kubrick
สำหรับนวนิยาย The Luck of Barry Lyndon (1844) ผู้เขียน Thackeray นำแรงบันดาลใจจาก Andrew Robinson Stoney (1747-1810) ชายชาวไอริช (Anglo-Irish) อพยพจากเกาะไอร์แลนด์ เดินทางสู่ Yorkshire (อังกฤษ) แล้วได้ตกถังข้าวสาร แต่งงานกับหญิงหม้าย Countess Mary Eleanor Bowes (สามีผู้ล่วงลับคือ John Bowes, 9th Earl of Strathmore and Kinghorne) … เหตุผลแท้จริงก็คือ Stoney ได้ทำการแบล็กเมล์ Countess Bowes โดยใช้บุตรชายของเธอเป็นตัวประกัน บีบบังคับให้แต่งงานกับตนเองเพื่อหวังฮุบสมบัติ ภายหลังเมื่อความจริงได้รับการเปิดเผย เลยถูกศาลตัดสินโทษจำคุก เสียชีวิตในเรือนจำ
ผกก. Kubrick ลงมือดัดแปลงนวนิยายเล่มนี้ด้วยตนเอง พยายามทำออกมาด้วยความซื่อตรง แต่ก็มีหลายๆสิ่งอย่างปรับเปลี่ยนแปลงไป อาทิ มุมมองดำเนินเรื่องจากการเล่าผ่านบุคคลที่หนึ่งของ Barry Lyndon กลายมาเป็นเสียงบรรยายของใครก็ไม่รู้, เหตุการณ์ตอนหนีทหาร (ลักขโมยเอกสารราชการจากผู้บังคับบัญชาที่เป็นเกย์) และตอนจบดวลปืนกับ Lord Bullingdon ก่อนหวนกลับบ้านเกิด (ไม่ได้ถูกจับติดคุกติดตาราง หรือตายหยังเขียดในเรือนจำ)
เรื่องราวเริ่มต้นที่ Kingdom of Ireland ปี ค.ศ. 1750, Redmond Barry (รับบทโดย Ryan O’Neal) ชายหนุ่มหน้าละอ่อน ตกหลุมรักลูกพี่ลูกน้อง Nora Brady อดรนทนไม่ได้เมื่อพบเห็นเธอกำลังจะแต่งงานกัปตัน John Quin เลยท้าดวลปืน พลั้งพลาดฆาตกรรมอีกฝ่าย เป็นเหตุให้ต้องออกเดินทาง อาสาสมัครทหารอังกฤษ ข้ามน้ำข้ามทะเลเข้าร่วมสู้รบสงครามเจ็ดปี (Seven Years’ War) พบเห็นความตายอันงี่เง่าเลยตัดสินใจหลบหนี ก่อนถูกจับกุมโดย Captain Potzdorf กลายเป็นทหารปรัสเซียจำต้องออกสู้รบแนวหน้าอีกครั้ง คราวนี้บังเอิญทำความดีความชอบจนได้เหรียญเชิดชู หลังสงครามกลายเป็นสายลับสอดแนมท่านทูต Chevalier de Balibari พอค้นพบว่าอีกฝ่ายเป็นชาวไอริชเหมือนกันจึงแปรพักตร์ ให้ความช่วยเหลือ พึ่งพาอาศัย ร่วมกันหลบหนีออกนอกจาก Kingdom of Prussia
เมื่อเป็นอิสระจากปรัสเซีย ออกท่องยุโรป กลายเป็นต้มตุ๋น โกงไพ่ พบเจอตกหลุมรัก Lady Honoria Lyndon (รับบทโดย Marisa Berenson) หลังจากสามี Sir Charles Reginald Lyndon พลันด่วนเสียชีวิต เข้าตีสนิทจนได้แต่งงาน มีบุตรชายร่วมกันหนึ่งคน ถึงอย่างนั้นกลับถูก Lord Bullingdon (บุตรของ Sir Chariles) จงเกลียดจงชัง เพราะอีกฝ่ายไม่ได้มีสถานะ อาชีพการงาน เพียงนักต้มตุ๋นหลอกลวง แต่งงานกับมารดาเพียงเพราะมรดกของตระกูล เมื่อเขาเติบใหญ่จึงท้าดวลปืน ปฏิเสธยินยอมความเมตตา ยินยอมเสียเกียรติเพื่อขับไล่มารผจญให้พ้นภัยทาง
Charles Patrick Ryan O’Neal (1941-2023) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Los Angeles ในครอบครัวมีเชื้อสาย Irish, ช่วงเรียนมัธยมแบ่งเวลามาฝึกต่อยมวย ขึ้นชกมวยสากลสมัครเล่นสถิติชนะ 12 แพ้ 4 ครั้ง ก่อนหันเหความสนใจสู่แวดวงนักแสดง เริ่มจากสมทบซีรีย์โทรทัศน์ Peyton Place (1964-69), แจ้งเกิดกับ Love Story (1970), ผลงานเด่นๆ อาทิ What’s Up, Doc? (1972), Paper Moon (1973), Barry Lyndon (1975), A Bridge Too Far (1977) ฯ
รับบท Redmond Barry จากเด็กหนุ่มหน้าใสไร้เดียงสา ตกหลุมรักครั้งแรกกับลูกพี่ลูกน้อง ต่อสู้ด้วยอุดมการณ์(แห่งรัก)กลับพบว่าทั้งหมดคือการจัดฉาก เล่นละคอนตบตา (กัปตัน John Quin ไม่ได้เสียชีวิต) อาสาสมัครทหารเห็นความตายในสนามรบ พยายามหลบหนีแต่ไปไหนได้ไม่ไกล เมื่อมีโอกาสพบเจอเพื่อนร่วมชาติ Chevalier de Balibari แทบมิอาจควบคุมตนเอง ผันตัวสู่การเป็นนักพนัน โกงไพ่ ต้มตุ๋นหลอกลวง แต่งงานกับ Lady Honoria Lyndon สนเพียงมรดก หนูตกถังข้าวสาร (Gold Digger) เลี้ยงดูแลบุตรชายอย่างตามใจ ท้ายที่สุดไม่หลงเหลืออะไรติดตัวกลับบ้าน
O’Neal เป็นนักแสดงสาย Rom-Coms อาจดูเป็นตัวเลือกไม่น่าจะเหมาะกับสไตล์หนังของผกก. Kubrick แต่สิ่งที่เขาต้องการคือบุคลิก/ภาพลักษณ์เหมาะสมกับตัวละคร ความสามารถด้านการแสดงคือเรื่องรองลงมา
He was the best actor for the part. He looked right and I was confident that he possessed much greater acting ability than he had been allowed to show in many of the films he had previously done. In retrospect, I think my confidence in him was fully justified by his performance, and I still can’t think of anyone who would have been better for the part. The personal qualities of an actor, as they relate to the role, are almost as important as his ability, and other actors, say, like Al Pacino, Jack Nicholson or Dustin Hoffman, just to name a few who are great actors, would nevertheless have been wrong to play Barry Lyndon. I liked Ryan and we got along very well together.
Stanley Kubrick
โดยไม่รู้ตัวนี่อาจคือบทบาทยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของ O’Neal ช่วงแรกๆอาจดูแก่เกินตัวละครไปนิด แต่ใบหน้ามีความเศร้าๆ เหงาๆ เจ็บปวดรวดร้าว ผิดหวังกับรักครั้งแรก ถูกทรยศหักหลังนับครั้งไม่ถ้วน เรียนรู้วิถีของโลกที่เต็มไปด้วยการโกหกหลอกลวง เขาจึงตัดสินใจกลายเป็นนักต้มตุ๋นเสียเอง โหยหาชีวิตสุขสบาย ได้กระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ ไม่ยี่หร่าอะไรนอกเหนือจากนั้น
ไฮไลท์การแสดงของ O’Neal บ้างว่าฉากร่ำไห้เปิดใจกับเพื่อนร่วมชาติ Chevalier de Balibari, บ้างว่าขณะสูญเสียบุตรชาย, แต่ผมชอบฉากการเผชิญหน้าครั้งแรกระหว่าง Redmond Barry และ Lady Lyndon เพราะมันคือภาษากายล้วนๆ ขยับเคลื่อนไหวอย่างเนิบนาบ เชื่องชักช้า ไร้บทพูดสนทนา ก็ไม่รู้จบลงด้วยการแต่งงานได้ยังไง? … เห็นว่าฉากนี้ถ่ายทำไปร้อยกว่าเทคจน O’Neal พูดบอกให้ Kubrick แสดงเป็นต้นแบบอย่าง “All right, I’ll tell you what we’ll do. You act out my part in this scene, and then I’ll imitate you.”
นักวิจารณ์สมัยนั้นต่างบ่นเสียดายว่าบทบาทของ O’Neal ค่อนข้างตื้นเขินเบาบาง แสดงสีหน้าเพิกเฉย เย็นชา โดยเฉพาะครึ่งหลังแทบจะไร้ปฏิกิริยา อารมณ์ร่วม ราวกับซอมบี้เดินได้, แต่เมื่อกาลเวลาเคลื่อนผ่าน ผู้ชมเริ่มตระหนักถึงความลุ่มลึกล้ำ อารมณ์อัดอั้นที่เก็บกดซ่อนเร้นอยู่ภายใน จนเมื่อถึงจุดๆหนึ่งตัวละครจึงหมดความสนใจต่อโลกภายนอก อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด … น่าจะเป็นอิทธิพลจากการถ่ายทำหลายสิบร้อยเทค จนกระทั่ง O’Neal หมดความยี่หร่าต่อสรรพสิ่งใดๆ
Barry Lyndon is aggressive in its cool detachment. It defies us to care, it asks us to remain only observers of its stately elegance. Many of its developments take place off-screen, the narrator informing us what’s about to happen, and we learn long before the film ends that its hero is doomed. This news doesn’t much depress us, because Kubrick has directed Ryan O’Neal in the title role as if he were a still life. It’s difficult to imagine such tumultuous events whirling around such a passive character. He loses a fortune, a wife or a leg with as little emotion as he might in losing a dog. Only the death of his son devastates him and that perhaps because he sees himself in the boy.
The casting choice of O’Neal is bold. Not a particularly charismatic actor, he is ideal for the role. Consider Albert Finney in Tom Jones, for example, bursting with vitality. Finney could not possibly have played Lyndon. O’Neal easily seems self-pitying, narcissistic, on the verge of tears. As one terrible event after another occurs to him, he projects an eerie calm. Nor do his triumphs — in gambling, con games, a fortunate marriage and even acquiring a title — seem to bring him much joy. He is a man to whom things happen.
นักวิจารณ์ Roger Ebert
ความล้มเหลวของหนังส่งผลกระทบต่อ O’Neal เป็นอย่างมากๆ หลังจากนี้ก็มักเลือกโปรเจคผิดพลาดไปหมด ไม่ประสบความสำเร็จเทียบเท่ายุคแรกๆ แต่เขาก็ไม่รู้สึกเสียดายที่สร้างหนังเรื่องนี้ เพราะแทบไม่เคยมีวันไหน ไม่มีใครไม่พูดถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ตนรับฟัง
Not a day goes by without someone talking to me about Barry Lyndon. It puts a spell on people. I think it’s going to live forever.
Ryan O’Neal
ถ่ายภาพโดย John Alcott (1930-86) สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Isleworth, Middlesex บิดาคือ Arthur Alcott ผู้จัดการกองถ่าย Pinewood Studios บุตรชายเลยมีโอกาสวิ่งเล่นในโรงถ่ายตั้งแต่เล็ก ไต่เต้าจากเด็กตอกสเลท ช่างจัดแสง ผู้ช่วยตากล้อง จนกระทั่งได้รับโอกาสจากผู้กำกับ Stanley Kubrick ระหว่างถ่ายซ่อม 2001: A Space Odyssey (1968) สร้างความประทับใจจนได้ร่วมงานอีกสามครั้ง A Clockwork Orange (1971), Barry Lyndon (1975) ** คว้ารางวัล Oscar: Best Cinematography, The Shining (1980)
ผกก. Kubrick ใช้เวลาเป็นปีๆในการเตรียมงานสร้างภาพยนตร์อัตชีวประวัติ Napoléon Bonaparte ผมอ่านเจอว่าพยายามจะทำออกมาเป็น “Epic Poem of Action” ด้วยการครุ่นคิดวิธีถ่ายภาพรูปแบบใหม่ๆ ทำออกมาให้ผิดแผกแตกต่างจากหนังประวัติศาสตร์/มหากาพย์ที่เคยมีมา แม้ผลลัพท์จะไม่รับโอกาสสรรค์สร้างหนังเรื่องดังกล่าว หลากหลายแนวคิดจึงถูกส่งต่อมายัง Barry Lyndon (1975)
On Barry Lyndon, I accumulated a very large picture file of drawings and paintings taken from art books. These pictures served as the reference for everything we needed to make—clothes, furniture, hand props, architecture, vehicles, etc.
Stanley Kubrick
งานภาพของหนังได้รับคำชื่นชมอย่างล้นหลาม “one of the most beautiful films ever made” มีความงดงามราวกับภาพวาดศิลปะ นั่นก็เพราะผกก. Kubrick ศึกษาค้นคว้ารายละเอียดจากภาพวาด หนังสือศิลปะ นำมาอ้างอิงทุกสิ่งอย่างในหนัง และเวลาถ่ายทำก็มักใช้วิธีซูมเข้า-ออก (Zooming) ขยับเคลื่อนเลื่อนกล้องอย่างช้าๆ ใช้เพียงแสงธรรมชาติ ฉากภายในก็มีเพียงเปลวไฟจากเทียนไข ฯ เพื่อให้ผู้ชมได้ซึมซับ/บังเกิดสุนทรียะในการรับชม
ผมนำคลิปรวบรวมภาพวาดศิลปะที่เป็นต้นแบบ/แรงบันดาลใจของหนัง โดยอิทธิพลหลักๆมาจากจิตรกร Thomas Gainsborough (1727-88), William Hogarth (1697-1764), Jean-Antoine Watteau (1684-1721) ฯ

ความท้าทายของหนังคือการถ่ายทำตอนกลางคืน นั่นเพราะผกก. Kubrick ยืนกรานจะไม่ใช้แสงไฟจากแหล่งกำเนิดแสงสมัยใหม่ (เพราะมันทำให้สัมผัสภาพแตกต่างจากแสงเทียนไข) ด้วยเหตุนี้จึงมีการหยิบยืมกล้อง Carl Zeiss Planar 50mm f/0.7 พัฒนาโดย Zeiss เพื่อให้องค์การ NASA ใช้ในโครงการ Apollo สำหรับถ่ายภาพแสงน้อยๆบนดวงจันทร์
นั่นน่าจะคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้กล้องแทบไม่สามารถขยับเคลื่อนไหว เพียงซูมเข้า-ออก (Zooming) แถมยังต้องระวังไม่ให้แสงเทียนพริ้วไหว นักแสดงห้ามหายใจแรงเกินไป! และอาจรวมถึงอัตราส่วนภาพ 1.66:1 (European Widescreen) ซึ่งแตกต่างจาก Widescreen ทั่วๆไปในสหรัฐอเมริกา เมื่อตอนออกฉายผกก. Kubrick จึงมีจดหมายส่งให้โรงภาพยนตร์เพื่ออธิบายวิธีการฉายที่ถูก
ตั้งแต่ Lolita (1962) ที่ผกก. Kubrick เริ่มไม่ชอบ/หวาดกลัวการเดินทาง เลยลงหลักปักฐานยังกรุง London ประเทศอังกฤษ ใกล้ๆกับสตูติดโอ Elstree Studios (Borehamwood) เพื่อว่าจะได้เดินไปทำงานแทนที่จะขึ้นรถ! แน่นอนว่าสำหรับ Barry Lyndon (1975) ก็วางแผนจะทำเช่นนั้น ถ้าไม่เพราะนักออกแบบศิลป์ (Art Direction) Ken Adam ใช้เวลาระหว่างเตรียมงานสร้างถึงห้าเดือนในการโน้มน้าว เกลี้ยกล่อม จนยินยอมออกเดินทางสู่ Dublin, Ireland
It was nerve-destroying. But after five months I got Stanley to switch production to the Republic of Ireland—which I thought was my masterstroke. He saw himself as General Rommel, who he admired greatly. He equipped all of us with Volkswagens so we became a complete mobile unit driving around Ireland finding locations. I spent weeks being chased through fields by bloody bulls. I was going crazy but this was Stanley’s character—with all his fears and anxieties he was relentless.
Ken Adam
ซึ่งพอมาถึงไอร์แลนด์ ผกก. Kubrick ชื่นชอบหลงใหลทัศนียภาพของ Dublin อย่างมากๆ ปักหลักถ่ายทำอยู่หลายเดือน จนกระทั่งวันหนึ่งในรับโทรศัพท์ลึกลับอ้างว่าจาก Provisional Irish Republican Army (Provisional IRA) สั่งให้ออกจากประเทศภายใน 24 ชั่วโมง แม้ใครต่อใครเชื่อว่าจะคือเรื่องโกหกหลอกลวง แต่ใครกันจะกล้าเสี่ยง!
Whether the threat was a hoax or it was real, almost doesn’t matter … Stanley was not willing to take the risk. He was threatened, and he packed his bag and went home.
Jan Harlan หนึ่งใน Executive Producer
ตอนได้รับโทรศัพท์ลึกลับ โปรดักชั่นเพิ่งถ่ายทำเสร็จไปเพียงหนึ่งในสาม โชคดีว่าฉากสำคัญๆที่ไอร์แลนด์ถ่ายทำเสร็จสิ้นไปแล้ว เลยไม่มีปัญหาจะเดินทางกลับอังกฤษ เลือกใช้สถานที่อื่นๆแทน … รวมระยะเวลาโปรดักชั่นเกือบ 10 เดือน ระหว่าง 3 พฤษภาคม ค.ศ. 1973 เสร็จสิ้นวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1974
ภาพแรกของหนังคือการดวลปืน สัญลักษณ์การต่อสู้ของสุภาพบุรุษ ลูกผู้ชาย ตามวิถีชนชั้นสูงสมัยก่อน เพื่อเป็นการรักษาเกียรติ ศักดิ์ศรี หน้าตาของตนเอง (และวงศ์ตระกูล) จะว่าไปแทบไม่แตกต่างกับการสู้รบสงคราม สองประเทศสรรหาข้ออ้างในการต่อสู้ ยึดครอง กำจัดศัตรูให้พ้นภัยทาง … ลักษณะของปืนที่มีกระบอกยาวๆ ยังมักถูกมองในเชิงสัญญะของลึงค์ องคชาติ อวัยวะเพศชาย (Phallic) ปลดปล่อยกระสุน อวดอ้างอำนาจ/บารมี ฉันมีความยิ่งใหญ่กว่า
นี่คือหนึ่งในช็อตสวยที่สุดของหนัง บรรยากาศอึมครึม ท้องฟ้ามืดครื้ม ปกคลุมด้วยเมฆดำ อารัมบทหายนะเรื่องราวที่กำลังจะบังเกิดขึ้น ความตายของบิดาตั้งแต่ Redmond Barry ยังไม่รู้ประสีประสา ทำให้เขาขาดบุคคลต้นแบบอย่าง โหยหาใครสักคนสำหรับเป็นตัวแทนบิดา (Father Figure)

หลังความตายของบิดา สองแม่-ลูกยังคงต้อง ‘ก้าวเดิน’ ดำเนินชีวิตต่อไป ซีนนี้เป็นการแนะนำจังหวะ (Pacing) ของหนัง ที่นักแสดงขยับเคลื่อนไหวอย่างเอื่อยเฉื่อย เชื่องชักช้า กล้องซูมออก แพนนิ่งติดตาม เวลาจะรับชมต้องค่อยๆสูดเข้า-ผ่อนลมหายใจ ซึมซับความงดงามจากบรรยากาศโดยรอบข้าง

กล้องค่อยๆซูมออกจากรูปปั้นเด็ก จนพบเห็นชายหนุ่มน้อยไร้เดียงสา Redmond Barry กำลังเล่นไพ่กับลูกพี่ลูกน้อง Nora Brady นี่คือเกมตัดสินโชคชะตาชีวิตตัวละคร แต่ฝ่ายหญิงเหมือนจงใจพ่ายแพ้ เพื่อทำการหยอกเย้า ยั่วยวน หาข้ออ้างให้ค้นหาผ้าพันคอ สัญลักษณ์ของการผูกมัด เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ (เหมือนปลอกคอหมา) ซุกซ่อนไว้ตรงหน้าอก ไม่เพียงสื่อถึงตัณหาราคะ ตำแหน่งใกล้หัวใจอาจคือความรู้สึกจากภายใน
ช่วงระหว่างที่ Redmond Barry กำลังค้นหาผ้าพันคอ สังเกตว่ามีการจัดแสงฟุ้งๆ เบลอๆ สร้างสัมผัสอบอุ่น (ตรงกันข้ามกับภายนอกที่ฝนตกพรำ) มันช่างราวกับความฝัน ช่วงเวลาแห่งความสุขเล็กๆ ตกหลุมรักครั้งแรก ก่อนหัวใจแตกสลาย


การต่อสู้ดวลปืนระหว่าง Redmond Barry vs. John Quin กล้องค่อยๆซูมออกจากอาวุธปืนที่กำลังตระเตรียมลูกกระสุน มาจนสิ้นสุดภาพมุมกว้าง ท้องฟ้าคราม เมฆบางส่วน เทือกเขาเล็กๆ ธารน้ำไหล ต้นไม้สูงใหญ่ ฯ ถือเป็นช็อตที่รวบรวมทุกสิ่งอย่างของธรรมชาติชีวิต มนุษย์จำป็นต้องต่อสู้ เพื่อให้ได้ครอบครองเป็นเจ้าของบางสิ่งอย่าง
ปฏิกิริยาใบหน้าของ John Quin ระหว่างการดวลปืนครั้งนี้ เต็มไปด้วยความขลาดเขลา หวาดตัวกลัวตาย ฟังดูขัดย้อนแย้งกับสถานะผู้บังคับบัญชาทหาร ควรต้องผ่านการสู้รบสงคราม … นี่แสดงถึงความกลับกลอก ปอกลอก ไม่ได้เก่งกาจอย่างที่อวดอ้าง และการดวลปืนครั้งนี้ท้ายที่สุดแล้วเป็นเพียงเรื่องโกหกหลอกลวง เพื่อให้ Redmond Barry ตัดใจจาก Nora Brady

ผมมีความฉงนสงสัยว่า Captain Feeney คือใคร? ลองค้นหาข้อมูลพบเจอ Captain James Freney (1719-88) ชายชาวไอริช ผู้ได้รับฉายา The Irish Robin Hood เกิดในวงศ์ตระกูลที่เคยมีฐานะร่ำรวย ผู้ปกครอง County Kilkenny ก่อนสูญเสียสถานะ ที่ดิน บิดากลายเป็นคนรับใช้, ส่วนตัวเขาพอเติบใหญ่ แต่งงาน ออกมาเปิดกิจการบาร์ ถูกรีดไถเงินจนปิดกิจการ เลยผันตัวมาเป็นโจรปล้นนักเดินทาง และพอโดนจับกุม(มีเส้นสายจากครอบครัวที่บิดาทำงานรับใช้)รอดพ้นโทษประหาร เพียงเนรเทศออกจากประเทศ … เรื่องราวชีวิตฟังดูละม้ายคล้าย Barry Lyndon อยู่พอสมควร

ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่วงการภาพยนตร์ ผกก. Kubrick มีความหลงใหลในกีฬาชกมวย เคยถ่ายทำสารคดี Day of the Fight (1951) และภาพยนตร์ Killer’s Kiss (1955) เลยไม่แปลกที่นานๆครั้งจะมีการแทรกใส่ซีเควนซ์การต่อสู้ของลูกผู้ชาย และด้วยความที่ Ryan O’Neal ก็เคยเป็นนักมวยเก่า คงคุยกันถูกคอไม่เบา
ผมแนะนำให้ลองสังเกตสไตล์การต่อสู้ของ Redmond Barry แม้ตัวเล็กกว่าแต่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม ชั้นเชิง ใช้ความคล่องแคล่ว ล่อหลอก หลบทุกดอก แล้วออกหมัดหนึ่ง-สอง ลำตัว-ใบหน้า นี่สามารถสะท้อนตัวตนของเขาออกมาอย่างชัดเจน คือรู้หลบเป็นปีก รู้หลีกเป็นหาง ช้าๆได้พร้าเล่มงาม จนสามารถน็อคคู่ต่อสู้ลงไปนับสิบ

แม้ว่าผกก. Kubrick จะมีประสบการณ์จาก Spartacus (1960) แต่วิธีการนำเสนอฉากสู้รบสงครามกลับแตกต่างออกไปโดยสิ้นเชิง! ไม่มีช็อตมุมสูง/เบื้องบนก้มลงมา นั่นเพราะหนังนำเสนอผ่านมุมมอง Redmond Barry ซึ่งเป็นผู้เข้าร่วม ส่วนหนึ่งของกองทัพ จึงพบเห็นขณะกรีธาทัพ รับกระสุนปืน ก้าวย่างสู่เกียรติยศความตาย… ชวนให้นึกถึงภาพยนตร์ Paths of Glory (1957)

ซีนเล็กๆตอน Redmond Barry นำพา Captain Grogan หลบหนีจากสมรภูมิรบ นี่ชวนนึกถึงฉากพ่ายแพ้สงครามของ Spartacus (1960) เต็มไปด้วยศพเรียงราย เรื่องนั้นทำออกมาอย่างเว่อวังอลังการ แต่คราวนี้สามารถสัมผัสจับต้อง พร้อมหมอกควัน โคลนเลน นี่นะหรือเส้นทางสู่เกียรติยศ มีแต่ทอดทิ้งหายนะเอาไว้เบื้องหลัง

Captain Grogan อาจถือเป็นตัวแทนบิดา (Father Figure) คนแรกของ Redmond Barry ตอนอยู่บ้านเกิดแม้มีฉากพูดคุยกันนิดๆหน่อยๆ แต่พออาสาสมัครทหารก็ได้ชายคนนี้ให้ความช่วยเหลือ พึ่งพาอาศัย ดูแลกันและกัน ความตายของเขาย่อมสร้างความห่อเหี่ยว สิ้นหวัง เย็นวันนี้ยืนเฝ้ายาม จับจ้องมองกองไฟ (แวบแรกผมนึกว่าสื่อถึงการฌาปนกิจ แต่ชาวตะวันตกไม่ใช้วิธีการกลบฝัง) ตระหนักถึงความจอมปลอมของชื่อเสียง-เกียรติยศ ในความฝันมันช่างสวยงาม แต่ความสูญเสียในสงครามมันไม่คุ้มค่าเลยสักนิด!

ผกก. Kubrick ครุ่นคิดสร้างฉากนี้ขึ้นใหม่ เพราะในนวนิยายมันมีความเยิ่นเย้อยืดยาว ไม่สามารถทำให้รวบรัดตัดตอน โดยวัตถุประสงค์คือทำอย่างไรให้ Redmond Barry หลบหนีทหารออกมาได้สำเร็จ และสิ่งที่นำเสนอความสัมพันธ์ชาย-ชายระหว่างผู้บังคับบัญชา สะท้อนถึงการมีเบื้องหลัง ลับลมคมใน สิ่งที่สังคมสมัยนั้นยังไม่ให้การยินยอมรับ
The problem here was how to get Barry out of the British Army. The section of the book dealing with this is also fairly lengthy and complicated. The function of the scene between the two gay officers was to provide a simpler way for Barry to escape. Again, it leads to the same end result as the novel but by a different route. Barry steals the papers and uniform of a British officer which allow him to make his way to freedom. Since the scene is purely expositional, the comic situation helps to mask your intentions.
Stanley Kubrick
แซว: จะว่าไปหนังเรื่องแอบซ่อนหลายๆประเด็นอ่อนไหวทางเพศ จงใจนำเสนอแบบไม่ให้มันโจ่งแจ้งเกินไป อาทิ
- Barry ตกหลุมรักลูกพี่ลูกน้อง (Incest)
- ทหารสองคนพรอดรัก (Homosexual)
- Lady Lyndon แต่งงานกับสามีสูงวัย
- หลังแต่งงานกับ Lady Lyndon ก็แอบมีความสัมพันธ์ชู้สาว รวมถึง Orgy (Group Sex)
ฯลฯ

ระหว่างการหลบหนีของ Redmond Barry พบเจอกับหญิงสาวชาวเยอรมัน ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังกับทารกน้อย สามีไม่รู้เป็นตายร้ายดี ค่ำคืนนี้ชักชวนเขามาค้างคืน ร่วมรักหลับนอน, หลายคนอาจครุ่นคิดว่านี่เป็นฉากที่ไม่จำเป็นสักเท่าไหร่ แต่ผมมองว่าเป็นซีเควนซ์สำคัญมากๆ เพราะสามารถสื่อถึงโลกใบนี้ยังมีสิ่งสวยๆงามๆหลงเหลืออยู่บ้าง ไม่ได้มืดหม่นสิ้นหวังตลอดการเดินทาง

ความโชคร้ายของ Redmond Barry คือการพบเจอ Captain Potzdorf ที่เต็มไปด้วยความฉงนสงสัย เลยชักชวนอีกฝ่ายร่วมออกเดินทาง ปล่อยให้พร่ำพูดเรื่อยเปื่อย อ้างว่ารู้จักคนโน่นนี่นั่น ก่อนพลั้งพลาดจนถูกจับผิด … และความย้อนแย้งก็คือสารพัดสิ่งที่เขาโกหกพกลม Captain Potzdorf ล้วนมีหมด ครบทุกอย่าง ลุงเป็นคนใหญ่คนโต แถมยังเขียนจดหมายแนะนำตัวให้อีก!

จะว่าไปเหตุการณ์ทุกสิ่งอย่างที่ Redmond Barry พานผ่านมากับกองทัพอังกฤษ จะพลิกกลับตารปัตรตรงกันข้ามเมื่อย้ายมาอยู่ฟากฝั่งกองทัพปรัสเซีย
- Redmond Barry อาสาสมัครทหารอังกฤษ แต่ถูกบีบบังคับให้เข้าร่วมกองทัพปรัสเซีย
- ล้อมวงทหารเพื่อรับชมการต่อสู้ชกต่อย, คราวนี้กลับเป็นการเชิดชูเกียรติ
- กรีธาทัพเข้าสู่สมรภูมิรบ, ตั้งมั่นฐานทัพ ยิงตอบโต้ศัตรูอยู่หลังกำแพง
- พยายามช่วยเหลือ Captain Grogan แต่ไม่ทันกาล, มาคราวนี้ช่วยชีวิต Captain Potzdorf ได้สำเร็จ
เหตุผลที่ Redmond Barry ให้ความช่วยเหลือ Captain Potzdorf อาจเพราะเขาหวนระลึกถึงความตายของ Captain Grogan เลยไม่อยากให้คนรู้จัก (ที่แม้เป็นศัตรูกันก็เถอะ) ต้องมาเสียชีวิตเพราะหายนะจากสงคราม ผลลัพท์ทำให้เขาได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติ มันช่างเป็นเรื่องตลกร้าย พิลึกลั่น หลงลืมอดีตที่เพิ่งหนีทหารมาแล้วหรือไร?

หลังสงครามสิ้นสุด Captain Potzdorf แนะนำให้รู้จักลุงที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงตำรวจ (Minister of Police) มอบหมายภารกิจสายลับ แทรกซึมเข้าไปอยู่กับท่านทูต Chevalier du Balibari แต่พอได้พบเจอ Redmond Barry ก็พรั่งพรูความรู้สึกภายในออกมา มิอาจอดกลั้นหลั่งธารน้ำตา พูดสารภาพความจริง นั่นทำให้อีกฝ่ายเกิดความสงสารเห็นใจ เพราะเป็นชาวไอริชเหมือนกัน … โดยไม่รู้ตัว Chevalier du Balibari ได้กลายเป็นตัวแทนบิดา (Father Figure) ของ Redmond Barry ที่คอยเสี้ยมสอนวิชาสายลับ กลโกงไพ่ และร่วมหลบหนีออกจากปรัสเซียไปพร้อมๆกัน
ผมนำสองภาพขณะ Redmond Barry เข้าพบลุงของ Captain Potzdorf และท่านทูต Chevalier du Balibari อยากให้ลองสังเกตบรรยากาศ ลักษณะการจัดแสง ฝั่งปรัสเซียดูมีความอบอุ่น สีสันสดใส ตรงกันข้ามกับ Chevalier du Balibari ดูเหือดแห้ง ซีดเซียว ไร้ชีวิตชีวา


ร้อยเทคอันลือลั่น ครั้งแรกที่อยู่ด้วยกันสองต่อสอง Redmond Barry จุมพิตกับ Lady Lyndon เอาจริงๆผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงถ่ายทำเยอะขนาดนั้น? แต่ถ้าให้คาดเดาคงคือความเอื่อยเฉื่อย เชื่องชักช้า กว่าจะเดินเข้ามา ฝ่ายหญิงหันกลับมา เอื้อมจับมือ โน้มตัวจุมพิต ภาพที่แคปมาเร่งความเร็ว x2 ยังดูช้าอยู่เลย เป็นการสร้างความอึดอัด กระอักกระอ่วน สะท้อนความสัมพันธ์ของทั้งสองได้เป็นอย่างดี
หลายคนน่าจะเต็มไปด้วยความฉงนสงสัย ทำไม Lady Lyndon ถึงยินยอมตกลงแต่งงานกับหมอนี่? ในหนังไม่ได้มีคำอธิบายใดๆ ปล่อยให้ผู้ชมครุ่นคิดจินตนาการ แต่ต้นฉบับนวนิยายบอกคำตอบชัดเจน คือเธอโดนแบล็กเมล์ ใช้บุตรชายเป็นตัวประกัน บีบบังคับให้แต่งงาน … คำตอบในนวนิยายฟังดูสมเหตุสมผล แต่ผมอยากที่จะไม่รับรู้เสียมากกว่า เพราะความคลุมเคลือมันมีความน่าสนอกสนใจมากกว่า!
Barry and Lady Lyndon sit at the gaming table and exchange lingering looks. They do not say a word. Lady Lyndon goes out on the balcony for some air. Barry follows her outside. They gaze longingly into each other’s eyes and kiss. Still not a word is spoken. It’s very romantic, but at the same time, I think it suggests the empty attraction they have for each other that is to disappear as quickly as it arose. It sets the stage for everything that is to follow in their relationship. The actors, the images and the Schubert worked well together, I think.
Stanley Kubrick

ทั้งบรรยากาศงานแต่งงาน และภาพภายในรถม้า (หลังงานแต่งงาน) ต่างมีความเหือดแห้ง ซีดเซียว ไร้ชีวิตชีวา ก็ชัดเจนแหละว่า Redmond Barry (Lyndon) ไม่ได้มีความใคร่สนใจ Lady Lyndon ไปมากกว่าฮุบสมบัติ เงินมรดก หนูตกถังข้าวสาร (Gold Digger) ขณะนั่งอยู่ในรถ เขายังทำการสูบไปป์ ดูดเข้าดูดออก (นี่ก็สัญญะทางเพศ) เธอร้องขอให้หยุด กลับถูกเพิกเฉย แถมยังพ่นควันใส่หน้า เรียกว่าสนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจส่วนตน


หลังการแต่งงาน หลายครั้งมีการใช้วิธีเล่าเรื่อง 1 ภาพ = 1 เรื่องราว นี่อาจดูเป็นการรวบรัดตัดตอน แต่เหมือนว่าผกก. Kubrick โอบรับแนวคิดภ่ายภาพวาดศิลปะ และจะมีเสียงบรรยายคอยช่วยอธิบายเหตุการณ์บังเกิดขึ้นด้วย อาทิ
- ภาพแรก Lady Lyndon ให้กำเนิดบุตรชาย Bryan Patrick Lyndon
- จากนั้น Redmond Barry (Lyndon) ใช้ชีวิตระเริงรื่นกับบรรดาสาวรับใช้ (Orgy)
- ทอดทิ้งให้ Lady Lyndon และลูกๆอาศัยอยู่บ้านลำพัง



บทกวีภาษาฝรั่งเศสที่สาวใช้อ่านให้กับ Lady Lyndon ชื่อว่า La Jouissance แปลว่า The Enjoyment/Pleasure นำมาจากหนังสือ Les Sens, poème en six chants (1766) ประพันธ์โดย Barnabé Farmian Durosoy (1745-92) เท่าที่อ่านคำแปล ราวกับคำอธิบายความรักของ Lady Lyndon ตกหลุมรัก Redmond Barry ได้อย่างไร? แม้ขณะนี้อีกฝ่ายจะปล่อยตัวปล่อยใจ ใช้ชีวิตอย่างหลงระเริง แต่ท้ายที่สุด(ของซีนนี้)เขาก็หวนกลับมากล่าวคำขอโทษ
| ต้นฉบับฝรั่งเศส | แปลอังกฤษ Google Translate |
|---|---|
| Les cœurs, l’un par l’autre attirés Se communiquent leur substance; Tels deux miroirs ardents, l’un à l’autre opposés; Concentrent la lumière, et se la réfléchissent Les rayons tour-à-tour recueillis… divisés, En se multipliant s’accroissent, s’embellissent; Et d’autant plus actifs, qu’ils se sont plus croisés, Au même point se réunissent. Quel spectacle je vois, | Hearts, drawn to one another, Share their essence; Like two burning mirrors, opposite each other; They concentrate the light, and reflect it back to each other. The rays, gathered in turn… divided, In multiplying, grow, become more beautiful; And all the more active, the more they have crossed paths, They meet at the same point. What a sight I see! |

คำกล่าวขอโทษของ Redmond Barry (Lyndon) มันช่างเต็มไปด้วยความเคลือบแคลง คือบอกไม่ได้ว่าเขารู้สึกผิดต่อการกระทำของตนเองจริงหรือไม่? หรืออาจเพราะหวาดกลัวจะถูกฟ้องหย่า ไม่ต้องการสูญเสียถังข้าวสาร/กองเงินกองทองนี้ไป?
ความน่าสนใจของซีนนี้คือการเลือกสถานที่ในห้องอาบน้ำ เรือนร่างของ Lady Lyndon เปลือยอยู่ครึ่งท่อน จึงไม่สามารถลุกขึ้นมาโต้ตอบ พูดบอก แสดงออกใดๆ เพียงยื่นมือมาให้จับ แล้วเขาโน้มตัวลงจุมพิต … บทกวีฝรั่งเศสก่อนหน้านี้ อาจคือคำอธิบายเหตุผลที่ทำให้เธอยินยอมยกโทษให้อภัย

ในงานเลี้ยงวันเกิดของบุตรชาย Bryan Patrick Lyndon ผมสังเกตมายากลบนเวที ล้วนเป็นกลเกี่ยวกับการเสกของจากความว่างเปล่า เริ่มต้นไม่มีอะไร แล้วจู่ๆปรากฎผ้าเช็ดหน้า ลูกบอล สายรุ้ง กระต่าย ฯ
ชีวิตจริงมันอาจไม่มีใครเสกอะไรได้เอง แต่สิ่งข้าวของ/ความสุขสบายของ Redmond Barry (Lyndon) ล้วนมาจากการตกถังข้าวสาร ลายเซ็นต์ของ Lady Lyndon ต้องการอะไรก็เรียกร้องขอ ไม่ต่างอะไรจากมายากลชุดนี้!

บุคคลในวงกลมสีแดงก็คือ Vivian Kubrick บุตรสาวของผกก. Kubrick นี่เป็นการปรากฎตัว (Cameo) ครั้งที่สองต่อจาก 2001: A Space Odyssey (1968) โตเป็นสาวแล้วสินะ! … ในซีเควนซ์นี้ยังพบเห็นเธออีกหลายช็อตนะครับ ใครว่างๆก็ลองมองหาดู

บทเรียนจากมายากลสู่คำแนะนำของมารดา ถ้าโหยหาชีวิตมั่นคง กินหรูอยู่สบาย พึ่งพาตนเองได้ ก็ต้องมียศฐาบรรดาศักดิ์ กลายเป็นส่วนหนึ่งของชนชั้นสูง … สถานที่ที่เธอให้คำแนะนำอยู่บนสะพาน อาจจะมองว่าคือทางเชื่อมต่อระหว่างชนชั้นสูง-กลาง-ล่าง จำเป็นที่เราต้องสรรหาวิธีก้าวข้าม

มุมกล้องตอน Redmond Barry (Lyndon) พบเจอกับ King George III ชวนนึกถึงภาพยนตร์ The Clockwork Orange (1971) เมื่อตอนรัฐมนตรีเดินทางมาเยี่ยมเยียนเรือนจำ แล้วมีการเรียงแถวหน้ากระดาน Alex พยายามทำตัวโดดเด่นเรียกร้องความสนใจ … แต่คราวนี้เหมือนว่า Redmond Barry (Lyndon) จะประสบความล้มเหลวในการเรียกร้องความสนใจ

ระหว่างการเรียนหนังสือ Bryan ทำการก่อกวน Lord Bullingdon สอบถามโน่นนี่นั่น เรียกร้องนั่นโน่นนี่ จนสร้างความหงุดหงิดรำคาญใจ ดูไปดูมาชวนนึกถึงภาพยนตร์ The Shining (1980) ที่มารดาและบุตรชาย เข้ามาก่อกวนการทำงานของบิดา จนทำให้เขาสำแดงอาการคลุ้มบ้าคลั่งออกมา

การที่เด็กชาย Bryan สวมใส่รองเท้าของ Lord Bullingdon ที่มีขนาดใหญ่กว่าตนเอง แล้วเดินเข้ามาระหว่างการแสดงคอนเสิร์ตของ Lady Lyndon นี่ไม่เพียงสร้างความอับอายต่อหน้าสาธารณะ แต่ยังเป็นการโต้ตอบ/สะท้อนถึง Redmond Barry (Lyndon) ทำตัวไม่สมสถานะ/ชนชั้น(ต่ำ) นี่คือลักษณะการประชดประชัน แดกดัน ทำให้อีกฝ่ายไม่สามารถควบคุมตนเอง ระเบิดระบายอารมณ์อันอั้น จนสูญเสียโอกาสไต่เต้าเป็นขุนนางโดยพลัน!

ภายหลังจากเหตุการณ์ดังกล่าว Redmond Barry (Lyndon) ออกมายืนสลดหดหู่อยู่ตรงฟากฝั่งหนึ่งของสะพาน กล้องค่อยๆซูมออกจากฟากฝั่งตรงกันข้าม แสดงถึงการหมดโอกาสเดินข้าม/ไต่เต้าขึ้นเป็นขุนนาง ทุกสิ่งอย่างล่องลอยไปตามสายน้ำ และคฤหาสถ์ด้านหลัง ให้ความรู้สึกคล้ายๆ Xanadu ภาพยนตร์ Citizen Kane (1941) สถานที่แห่งนี้ช่างใหญ่โตเกินกว่าจะเอื้อมมือไขว่คว้า

ครั้งหนึ่งเมื่อบังเอิญพบเจอ Lord Wendover แต่กลับแสดงออกอย่างไม่ยี่หร่า ไม่สนใจ สรรหาข้ออ้าง ปฏิเสธร่วมวงสังฆกรรม ภาพถ่ายช็อตนี้สังเกตว่า Redmond Barry (Lyndon) ปกคลุมด้วยเงามืดอยู่ด้านหลัง โดดเดี่ยว เปล่าเปลี่ยว หมดโอกาสส่องสว่างเจิดจรัส

เริ่มจากพ่อ-ลูกนั่งบนเรือ/เก้าอี้ จากนั้นกล้องค่อยๆซูมออก (Zoom-Out) พบเห็นทิวทัศน์ รูปภาพติดผนังขนาดใหญ่ ทั้งสองช็อตนี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นแค่เพียงคนตัวเล็กๆบนโลกใบนี้ และสังคมที่มนุษย์สร้างขึ้น … ผมสัมผัสได้ถึงบรรยากาศเศร้าๆ เหงาๆ ผิดหวังในตัวเองของ Redmond Barry (Lyndon) ที่ไม่สามารถไต่เต้าเป็นขุนนาง ชีวิตหลงเหลือเพียงบุตรชายอยู่เคียงข้าง


ระหว่างการควบขี่ม้าเลียบลำธาร เคียงคู่ขนานกับฝูงวัวฝั่งตรงข้าม (น่าจะสื่อถึงความเท่าเทียม นั่นเพราะ Redmond Barry หมดโอกาสเป็นขุนนาง จึงมีสถานะบุคคลคนธรรมดา ไม่แตกต่างจากเจ้าวัวกำลังถูกต้อนฝูงนี้) Bryan ร้องขออยากได้ม้าสักตัว (ที่ไม่ใช่ลูกม้า) นี่ฟังดูย้อนรอยกับตอนที่เขาสวมใส่รองเท้าของ Lord Bullingdon สื่อถึงไม่รู้จักประมาณตนเอง แต่บิดากลับยินยอมตามอกตามใจ ซื้อให้เป็นของขวัญวันเกิด
ความตายของบุตรชาย มันจึงย้อนกลับหาตัวของ Redmond Barry (Lyndon) ตกม้าเพราะไม่รู้จักประมาณตนเอง ทำอะไรเกินตัว ไม่รับรู้สถานะ/ชนชั้นของตนเอง เพียงบุคคลธรรมดา ไม่แตกต่างจากเจ้าวัวกำลังถูกต้อนฝูงนี้

ย้อนรอยกับตอนต้นเรื่องที่ก็มีฉากรับประทานอาหาร มุมกล้องมีความละม้ายคล้าย แต่เหตุการณ์บังเกิดขึ้นกลับแตกต่างตรงกันข้าม
- ตอนต้นเรื่อง มีการประกาศงานแต่งงานระหว่างกัปตัน John Quin และ Nora Brady สร้างความไม่พึงพอใจให้กับ Redmond Barry ลุกขึ้นมาสาดไวน์ใส่
- ครั้งนี้บุตรชาย Bryan สอบถามเรื่องม้าจากบิดา พอรับรู้ว่าเป็นของขวัญเกิด แสดงความดีอกดีใจ
- ผมแอบเสียดายที่ Lord Bullingdon น่าจะมาร่วมรับประทานอาหารด้วย เพื่อเติมเต็มสิ่งที่ Redmond Barry เคยกระทำเอาไว้ตอนต้นเรื่อง
นอกจากนี้บรรยากาศในห้องอาหารก็มีความแตกต่างกันพอสมควร ตอนต้นเรื่องยังพอเห็นแสงสว่างทั่วห้อง แต่ครั้งนี้แทบจะปกคลุมด้วยความมืด (น่าจะถ่ายตอนพระอาทิตย์อยู่ใกล้ๆกับตำแหน่งหน้าต่าง) ดูราวกับเป็นการอารัมบทหายนะที่กำลังจะบังเกิดขึ้นกับ Bryan


ระหว่างกำลังโกนหนวดเคราได้ครึ่งหนึ่ง Redmond Barry (Lyndon) ได้รับแจ้งว่าบุตรชาย Bryan แอบหนีไปขี่ม้าโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำครึ่งๆกลางๆดังกล่าวสะท้อนถึงความหลงระเริง ปล่อยตัวปล่อยใจ ไม่ครุ่นคิดว่าจะเกิดเหตุอันใด แต่แล้วหายนะก็บังเกิดขึ้น และกำลังจะสูญเสียทุกสิ่งอย่างไป

ความตายของ Bryan สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้ทั้ง Lady Lyndon กรีดกรายอยู่ในห้องนอน, ขณะที่ Redmond Barry (Lyndon) พบเห็นนั่งห่อละเหี่ยว ดื่มสุราเมามาย เฝ้ารอคอยให้วันเวลาผ่านไป จนการมาถึงของ Lord Bullingdon ยื่นสาสน์ท้าดวล ย้อนรอยกับที่ตนเองเคยดวลปืนกับกัปตัน John Quin … นี่มันราวกับกรรมตามสนอง

สถานที่การดวลปืนระหว่าง Redmond Barry (Lyndon) กับ Lord Bullingdon ดูเหมือนจะเป็นโบสถ์ร้าง (=การต่อสู้ทางจิตวิญญาณ) แต่พบเห็นกรงนกพิราบ ซึ่งสามารถสะท้อนถึงพวกเขาทั้งสอง ต่างติดอยู่ในวังวน (กรงขัง) คนหนึ่งจมปลักอยู่กับความเศร้าโศก อีกคนอัดแน่นด้วยความอาฆาตแค้น … อาจเรียกว่าการต่อสู้เพื่ออิสรภาพก็ได้กระมัง
ปฏิกิริยาของ Lord Bullingdon ช่างมีความละม้ายคล้ายกัปตัน John Quin แสดงอาการขลาดเขลา หวาดกลัวตาย ในขณะที่ Redmond Barry (Lyndon) จากเคยหนักแน่นในอุดมการณ์(ความรัก) ปฏิเสธโอนอ่อนผ่อนปรน มาคราวนี้หลังจากสูญเสียทุกสิ่งอย่าง บังเกิดความสงสารเห็นใจ ถึงขนาดยิงปืนทิ้งขว้าง แต่อีกฝ่ายกลับแสดงความไม่ยินยอมพึงพอใจ … มันก็ย้อนรอยกับตัวของ Redmond Barry (Lyndon) ที่ตอนนั้นไม่ยินยอมพร้อมใจ กรรมสนองกรรมโดยแท้
นี่เป็นไคลน์แม็กซ์ที่ผกก. Kubrick ครุ่นคิดพัฒนาขึ้นใหม่ นั่นเพราะเหตุการณ์ในนวนิยายเยิ่นยาวเกินไป เลยทำการย้อนรอยกับตอนต้นเรื่อง, การดวลปืนครั้งนี้ทำให้ Lord Bullingdon ราวกับได้แก้แค้น ปลดแอกตนเอง และ Redmond Barry (Lyndon) ถือว่าประสบความพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา … ผมเพิ่มเติมให้คือช่วยสร้างความคลุมเคลือให้ Lady Lyndon ว่ายังคงมีเยื่อใย หรือหมดใจต่อชายคนรัก
In the book, Barry is pensioned off by Lady Lyndon. Lord Bullingdon, having been believed dead, returns from America. He finds Barry and gives him a beating. Barry, tended by his mother, subsequently dies in prison, a drunk. This, and everything that went along with it in the novel to make it credible would have taken too much time on the screen. In the film, Bullingdon gets his revenge and Barry is totally defeated, destined, one can assume, for a fate not unlike that which awaited him in the novel.
Stanley Kubrick

ความพ่ายแพ้การดวลปืนกับ Lord Bullingdon ทำให้ Redmand Barry (Lyndon) ได้รับบาดเจ็บจนต้องตัดขาทิ้ง และถูกสั่งให้ออกจากเกาะอังกฤษ หวนกลับสู่บ้านเกิดไอร์แลนด์ โดยภาพสุดท้ายขณะกำลังขึ้นรถม้า มีการแช่ภาพ (Freeze Frame) นี่ไม่ได้สื่อถึง To Be Continue… แต่คือจุดจบการเดินทาง หวนกลับสู่รากเหง้า เริ่มต้น-สิ้นสุด หวนกลับสู่สามัญ

Lady Lyndon จับจ้องมองเช็คที่มีการซูมเข้าไปยังชื่ออดีตสามี Redmond Barry แม้ใบหน้าไม่แสดงปฏิกิริยา แต่ช่องว่างก่อนลงลายเซ็นต์ มันสื่อว่าเธอยังมีเยื่อใย โหยหาชายคนรัก แต่ก็คงยินยอมรับสภาพหลังโศกนาฎกรรม ทั้งสองต่างตกอยู่ในความเจ็บปวดทุกข์ทรมาน ไม่สามารถประสานรอยร้าว มองหน้ากันติดอีกต่อไป
และภาพสุดท้ายของหนัง ห้องโถงแห่งนี้มีความกว้างใหญ่ รโหฬาร กลับมีเพียงผู้อาศัยอยู่เพียง 4 คน นี่มันบรรยากาศเดียวกับ Xanadu ภาพยนตร์ Citizen Kane (1941) สร้างสัมผัสเวิ้งว่าง ว่างเปล่า ทั้งภายนอกและในจิตใจ

ผมมีความฉงนกับข้อความตอนจบ “They are all equal now?” ฟังดูเหมือนการเลิกทาส? พอลองค้นหาข้อมูลก็พบว่า King George III (1738-1820, ครองราชย์ 1760-1820) คือผู้ลงนามยกเลิกการแลกเปลี่ยนซื้อขายทาส Slave Trade Act 1807 แต่ไม่ได้หมายความว่าทาสจะหมดสิ้นลงโดยพลัน เหมือนกับรัชกาลที่ห้าออกกฎหมายคล้ายๆเดียวกันเพื่อไม่ให้เกิดทาสขึ้นใหม่ ให้เวลาขุนนางเตรียมตัวเตรียมใจ จนกระทั่งทาสคนสุดท้ายหมดสิ้นไปเอง … แต่มันเกี่ยวอะไรกับหนังเนี่ย?
นี่คงต้องย้อนกลับไปอ่านป้าย Part I และ Part II ก็ค้นพบว่าเกี่ยวกับการไต่เต้าจากบุคคลธรรมดา Redmond Barry สู่การเป็น Redmond Barry (Lyndon) พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้เป็นขุนนาง แต่กลับประสบความล้มเหลว ปัจฉิมบทคงคือคำปลอบใจ ในยุคสมัย King George III ระบบชนชั้นทางสังคมใกล้ถึงจุดล่มสลาย … แต่มันก็เฉพาะการเลิกทาสอย่างเดียวนะครับ พวกขุนนางก็คงระเริงรื่นในอำนาจไปอีกเป็นศตวรรษ!

ตัดต่อโดย Tony Lawson สัญชาติอังกฤษ ผลงานเด่นๆ อาทิ Straw Dogs (1971), Barry Lyndon (1975), Bad Timing (1980), Castaway (1986), The Witches (1990), The Brave One (2007) ฯ
ในต้นฉบับนวนิยายของ Thackeray ดำเนินเรื่องโดยใช้เสียงบรรยายความครุ่นคิด (First-Person Narrators) ของ Barry Lyndon, แต่หนังเลือกใครก็ไม่รู้ (ให้เสียงโดย Michael Hordern) แทนมุมมองบุคคลที่สาม (Third-Person Narrators) มักเล่าเหตุการณ์ที่ไม่ฉายให้เห็นในหนัง รวมถึงอารัมบทสิ่งกำลังจะบังเกิดขึ้น โดยไม่เข้าข้าง เอนเอียง วางตัวเป็นกลาง … เปลี่ยนจากเสียงบรรยายพึ่งพาไม่ได้ (Unreliable Narrative) มาเป็นผู้รอบรู้ทุกสิ่งอย่าง (Omniscient Narrative)
I believe Thackeray used Redmond Barry to tell his own story in a deliberately distorted way because it made it more interesting. Instead of the omniscient author, Thackeray used the imperfect observer, or perhaps it would be more accurate to say the dishonest observer, thus allowing the reader to judge for himself, with little difficulty, the probable truth in Redmond Barry’s view of his life. This technique worked extremely well in the novel but, of course, in a film you have objective reality in front of you all of the time, so the effect of Thackeray’s first-person story-teller could not be repeated on the screen. It might have worked as comedy by the juxtaposition of Barry’s version of the truth with the reality on the screen, but I don’t think that Barry Lyndon should have been done as a comedy.
Stanley Kubrick
เรื่องราวของหนังแบ่งออกเป็นสองส่วน ครึ่งแรกคือการผจญภัยของ Redmond Barry ตั้งแต่ตกหลุมรักครั้งแรก ถูกล่อหลอกให้ออกจากบ้าน อาสาสมัครกองทัพอังกฤษเข้าร่วมสงครามเจ็ดปี พบเห็นหายนะจึงตัดสินใจหลบหนี ก่อนถูกจับกุมเข้าร่วมกองทัพปรัสเซีย หลังสงครามกลายเป็นสายลับสองหน้าให้กับ Chevalier de Balibari
ครึ่งหลังจากหลบหนีออกมา กลายเป็นนักต้มตุ๋น โกงไพ่ ก่อนได้แต่งงานกับ Lady Lyndon ใช้ชีวิตเหมือนหนูตกถังข้าวสาร เข้มงวดกวดขันกับลูกของสามีเก่า Lord Bullingdon ตรงกันข้ามเอาอกเอาใจบุตรชายของตนเอง Bryan จนประสบเหตุโศกนาฎกรรม ก่อนถูก (Lord Bullingdon) ท้าดวลปืน สูญเสียขาข้างหนึ่ง และส่งกลับประเทศไอร์แลนด์
- Part I: By What Means Redmond Barry Acquired the Style and Title of Barry Lyndon
- เสียงบรรยายเล่าถึงการเสียชีวิตของบิดา
- Redmond Barry ตกหลุมรักครั้งแรกกับลูกพี่ลูกน้อง Nora Brady แต่เธอกลับเกี้ยวพาราสี ขายขนมจีบให้กัปตัน John Quin เลยมีการท้าดวลปืน ถูกหลอกว่าอีกฝ่ายเสียชีวิตจึงเริ่มต้นออกเดินทาง
- Redmond Barry ถูกดักปล้นกลางทางโดย Captain Feeney
- อาสาสมัครทหารอังกฤษ มีเรื่องชกต่อยระหว่างการฝึกทหาร จากนั้น เดินทางไปสงครามเจ็ดปี พบเห็นความตายของ Captain Grogan
- ตัดสินใจลักขโมยเอกสารราชการเพื่อหลบหนีทหาร
- ระหว่างทางครองรักกับหญิงสาวเยอรมัน
- ก่อนถูกเปิดโปงโดย Captain Potzdorf กลายเป็นทหารปรัสเซีย แล้วบังเอิญช่วยชีวิตอีกฝ่ายจนได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติ
- หลังสงครามได้รับมอบหมายให้เป็นสายสืบ Chevalier de Balibari แต่พอพบเจอก็แทบมิอาจควบคุมตนเอง เปิดเผยตัวตนแท้จริง แล้วแอบให้ความช่วยเหลืออีกฝ่าย
- หลังจากหลบหนีออกจากปรัสเซีย Redmond Barry และ Chevalier de Balibari ออกเดินทางท่องยุโรป กลายเป็นนักต้มตุ๋น โกงไพ่
- ก่อนได้พบเจอ ตกหลุมรัก Lady Lyndon รอคอยไม่นานสามีของเธอ Sir Charles Reginald Lyndon ก็พลันด่วนเสียชีวิต
- Part II: Containing an Account of the Misfortunes and Disasters Which Befell Barry Lyndon
- Redmond Barry แต่งงานกับ Lady Lyndon
- Redmond Barry ใช้ชีวิตอย่างไม่สนใจอะไรใคร จนกระทั่งมีบุตรชาย Bryan เลี้ยงดูอย่างตามอกตามใจ
- มารดาของ Redmond Barry พยายามแนะนำบุตรชายให้สร้างความมั่นคง ไม่ใช่เอาแต่กอบโกยเพียงอย่างเดียว
- แต่ทว่า Lord Bullingdon จงใจทำเรื่องอับอายขายขี้หน้า เพื่อทำลายชื่อเสียง/สูญเสียโอกาสไต่เต้าของ Redmond Barry
- โศกนาฎกรรมของ Bryan พลัดตกจากหลังม้า สร้างความเศร้าโศกเสียใจให้กับ Redmond Barry ไม่เป็นอันกินอันนอน
- Lord Bullingdon ท้าดวลปืนกับ Redmond Barry ยิงถูกเท้าอีกฝ่ายจนต้องตัดขาทิ้ง
- Lord Bullingdon หวนกลับหามารดา และส่ง Redmond Barry (และมารดา) กลับประเทศของตนเอง
- Epilogue: It was in the reign of George III that the aforesaid personages lived and quarrelled; good or bad, handsome or ugly, rich or poor, they are all equal now.
ในส่วนของเพลงประกอบ ตามสไตล์ผกก. Kubrick พยายามคัดเลือกบทเพลงคลาสสิกชื่อดังจากคีตกวีก้องโลก ซึ่งพอเป็นหนังย้อนยุค (Period) ช่วงศตวรรษที่ 18th ก็พยายามเลือกบทเพลงจากยุคสมัยเดียวกันอย่าง Baroque (1600-1750) คาบเกี่ยวกับ Classical (1730-1820) ผสมคลุกเคล้ากับดนตรีพื้นบ้าน Irish Folk Song
เริ่มต้นด้วยบทเพลงที่ถือเป็น Main Theme ของหนัง Keyboard Suite in D minor (HWV 437) (1703-06) ประพันธ์โดย George Frideric Handel (1685-1759) คีตกวีสัญชาติ German มีทั้งหมด 5 ท่อน แต่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดก็คือ IV. Sarabande (สไตล์เพลงที่วิวัฒนาการมาจากการเต้นของชาว Spanish และ Arab) … เพลงนี้แม้ชื่อ Keyboard Suite แต่สามารถบรรเลงเปียโน, ฮาร์ปซิคอร์ด, หรือออร์เคสตราอื่นๆได้ทั้งนั้น
คำอธิบายบทเพลง Sarabande ตรงที่สุดก็คือ “ช้าๆแต่มั่นคง” ท่วงทำนองมีความเนิบนาบ ราวกับจังหวะลมหายใจเข้า-ออก โดยทุกย่างก้าวมีความหนักแน่น แข็งแกร่ง แลดูสง่าผ่าเผย สำแดงถึงเกียรติยศ ความภาคภูมิใจ จะว่าไปสอดคล้องเข้ากับลีลาดำเนินเรื่องอันช้าเนิบของหนัง และทิศทางชีวิต Barry Lyndon ดำเนินสู่จุดสูงสุด ก่อนหวนกลับสู่สามัญ
บทเพลงนี้หลายคนอาจไม่ทันได้ตั้งใจฟัง คลอประกอบพื้นหลังเบาๆเมื่อตอนลูกพี่ลูกน้อง Nora Brady ทำการเกี้ยวพาราสี Redmond Barry แต่สร้างบรรยากาศที่บ่งบอกถึงความเป็น Mná na hÉireann (แปลว่า The Women Of Ireland) จากบทกวีภาษาไอริชโดย Peadar Ó Doirnín (1700-69), เรียบเรียงทำนองโดย Seán Ó Riada, และฉบับที่ใช้ในหนังบรรเลงโดยวง The Chieftains
The British Grenadiers คือบทเพลงมาร์ช (Traditional Marching) ของเครือจักรภพแห่งประชาชาติ (Commonwealth of Nations) ประมาณการณ์ว่าแต่งขึ้นช่วงต้นศตวรรษที่ 17 ก่อนนำมาใช้เป็นเพลงมาร์ชครั้งแรกในรัชสมัย William III (1650-1702, ครองราชย์ 1689-1702) … ถ้าผมจำไม่ผิด เพลงนี้ดังขึ้นในหนังสองสามครั้ง ระหว่างการมาถึงของกัปตัน John Quin, ระหว่างการกรีธาทัพเข้าร่วมสงครามเจ็ดปี ฯ
Hohenfriedberger Marsch (1975) ประพันธ์โดย Frederick the Great (1712-86, ครองราชย์ 1740-86) กษัตริย์ผู้มีความสามารถโดดเด่นทั้งศาสตร์ศิลป์ แต่งเพลงนี้เพื่อระลึกถึงยุทธการ Battle of Hohenfriedberg (1745) ในสงคราม Second Silesian War (1744-45) ไม่ได้มีความเกี่ยวเนื่องอะไรกับสงครามเจ็ดปีเลยนะครับ!
บทเพลงนี้ดังขึ้นตอน Redmond Barry หลังจากลักขโมยเอกสารราชการ ตัดสินใจหลบหนีทหาร ควบขี่ม้าพานผ่านกองทัพปรัสเซีย ทำราวกับตนเองได้รับชัยชนะสุดยิ่งใหญ่ หารู้ไม่กำลังมุ่งหน้าสู่หายนะ
หลังจากถูกจับได้ว่าหนีทหาร เนื่องจาก Redmond Barry เปลี่ยนฝั่งมาเข้าร่วม Prussian Army จึงไม่สามารถใช้บทเพลง The British Grenadiers เลยจำต้องเปลี่ยนมาเป็น Lillliburlero (1686) แต่งโดย Henry Purcell คีตกวีสัญชาติอังกฤษ ดั้งเดิมตั้งใจให้เป็น Party Tunes แต่กลับกลายมาเป็นเพลงมาร์ช โด่งดังระหว่าง Glorious Revolution (1688-89)
เมื่อตอน Redmond Barry ได้รับอิสรภาพจากปรัสเซีย ออกท่องยุโรป กลายเป็นนักต้มตุ๋น โกงไพ่ บทเพลงดังขึ้นมาจากอุปรากรสุขนาฎกรรม Il barbiere di Siviglia (1782) แปลว่า The Barber of Seville ประพันธ์โดย Giovanni Paisiello (1740-1816)
เกร็ด: ชื่อเต็มๆของอุปรากรนี้คือ Il barbiere di Siviglia, ovvero La Precauzione inutile, dramma giocoso per musica tradotto liberamente dal francese, da rappresentarsi nel Teatro Imperiale del corte, l’anno 1782 แปลว่า The Barber of Seville, or The Useless Precaution, comical drama with music freely translated from the French, presented at the Imperial Court Theater, the year 1782
แรกพบเจอระหว่าง Redmond Barry และ Lady Lyndon แทนที่จะเลือกบทเพลงมีความรื่นเริง ครื้นเครง กลับได้ยินเสียงเชลโล่ที่มีความเศร้าๆ เหงาๆ ฟังดูเจ็บปวดรวดร้าวอย่าง Piano Trio No. 2 in E flat, Op. 100 (1827) ท่อนที่ II. Andante con moto (จากทั้งหมด 4 Movement) บทเพลงสุดท้ายที่ประพันธ์แล้วเสร็จของ Franz Schubert (1797 – 1828) คีตกวีสัญชาติ Austrian
นั่นอาจเพราะเป็นการอารัมบทความสัมพันธ์ระหว่าง Redmond Barry และ Lady Lyndon ที่ไม่ได้มีความสุขสักเท่าไหร่ ตรงกันข้ามคือเต็มไปด้วยความเจ็บปวด เศร้าโศกเสียใจ เพราะฝ่ายชายสนเพียงกอบโกยเงินๆทองๆ ทำตัวเป็นหนูตกข้าวสาร หาได้แสดงความรักต่อเธอแม้แต่น้อย!
เกร็ด: เพลงนี้ชื่อ Piano Trio แต่คำว่า Trio หมายถึงบรรเลงด้วยสามเครื่องดนตรี เปียโน, ไวโอลิน และเชลโล่
บทเพลงที่ Lord Bullingdon เล่นเชลโล่ร่วมกับมารดา Lady Lyndon (ฮาร์ปซิคอร์ด) และบาทหลวง Samuel Runt (ฟลุต) ชื่อว่า Sonata For Cello And Continuo In E Minor, R.40 ประพันธ์โดย Antonio Vivaldi ท่วงทำนองมีความเศร้าๆ เจ็บปวดรวดร้าว อาจไม่ตราตรึงเทียบเท่า Schubert: Piano Trio แต่สามารถรำพันความรู้สึกของพวกเขา หลังแต่งงานกับ Redmond Barry แล้วพบเห็นสันดานธาตุแท้อีกฝ่าย
งานเลี้ยงวันเกิดของ Bryan บทเพลงคลอประกอบพื้นหลังก็คือ German Dance No. 1 in C Major, D. 90 (1811) ประพันธ์โดย Franz Schubert ท่วงทำนองมีความสนุกสนาน ครื้นเครง เหมาะสำหรับการเต้นพื้นบ้านเยอรมัน … อาจจะมองว่าเป็นการล้อกับ Irish Folk Song ก็ได้กระมัง
Johann Sebastian Bach: Concerto for Two Harpsichords in C Minor, BWV 1060: II. Adagio ดังขึ้นในงานคอนเสิร์ตของ Lady Lyndon (แต่เปลี่ยนจากฮาร์ปซิคอร์ดที่สอง เป็นเครื่องเป่า) ก่อนที่ Lord Bullingdon จะนำพาน้องชาย Bryan เข้ามาสร้างความไม่สงบ ก่อความวุ่นวาย จนทำให้ Redmond Lyndon มิอาจควบคุมตนเอง ระเบิดระบายอารมณ์เกรี้ยวกราด ทำให้สูญเสียภาพลักษณ์ ชื่อเสียง หมดโอกาสเป็นขุนนางไปโดยสิ้นเชิง
Barry Lyndon (1975) นำเสนอวิถีของโลก(สมัยนั้น)ที่เต็มไปด้วยการต้มตุ่น โกหกหลอกลวง! เริ่มต้นจากชายหนุ่มหน้าใส Redmond Barry ถูกลูกพี่ลูกน้องหลอกว่ารัก, ดวลปืนฆ่าคนตายจำต้องออกจากบ้าน, ระหว่างทางโดนดักปล้นหมดตัว, อาสาสมัครทหารพบเห็นหายนะสงคราม, พยายามหลบหนีทหาร โดนจับกุม ให้ความช่วยเหลือ Captain Potzdorf กลับกลายเป็นวีรบุรุษ ได้รับเหรียญเชิดชูเกียรติ … โลกใบนี้มันอิหยังว่ะ?
แม้บางครั้งอาจพบเจอสิ่งสวยๆงามๆ (อย่างสาวเยอรมันคนนั้น) แต่ส่วนใหญ่ Redmond Barry ล้วนเผชิญหน้ากับการต้มตุ๋น หลอกลวง แถมยังถูกบีบบังคับให้ทรยศหักหลังพวกพ้อง/ประเทศชาติ (มาเข้าข้างปรัสเซีย) นั่นทำให้เมื่อเขาพบเจอเพื่อนร่วมชาติ Chevalier de Balibari สิ่งอัดอั้นภายในจึงพลั่งพรูออกมา จนอีกฝ่ายเกิดความสงสารเห็นใจ ยินยอมให้ความช่วยเหลือ เพื่อนพึ่งพาอาศัย จนสามารถร่วมกันหลบหนีออกจากปรัสเซีย ต่อจากนั้นคือการเริ่มต้นชีวิตใหม่
การเดินทางท่องโลกกว้างของ Redmond Barry คือสิ่งเสี้ยมสอน หล่อหลอม ให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ (Coming-of-Age) แต่สิ่งที่เขาประสบพบเจอ ถูกปู้ยี้ปู้ยำ กระทำชำเรามากถึงขนาดนั้น ครึ่งหลังของหนังจึงสามารถมองเป็นช่วงเวลาโต้ตอบเอาคืน กลายเป็นนักต้มตุ๋น โกงไพ่ แต่งงานหญิงหม้าย Lady Lyndon พยายามกอบโกย กระทำสิ่งตอบสนองความพึงพอใจ ไม่สนห่าเหวอะไรใครอีกต่อไป
- ครึ่งแรกของหนัง Redmond Barry พานผ่านสารพัดเหตุการณ์ที่ถูกกดขี่ข่มเหง โกหกหลอกลวง โดยญาติพี่น้อง เพื่อนพ้อง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ เหมารวมในเชิงมหภาค จนเมื่อหลบหนีออกจากปรัสเซีย ถึงสามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี
- ครึ่งหลังของหนัง Lord Bullingdon เพียงถูกกดขี่ข่มเหงโดยบิดาบุญธรรม Redmond Barry (Lyndon) ใช้ความรุนแรง ออกคำสั่งโน่นนี่นั่น เต็มไปด้วยความเก็บกด อัดอั้น จนกว่าจะถึงวันโต้ตอบเอาคืน … ในเชิงจุลภาค
- Lord Bullingdon เป็นตัวละครที่ย้อนรอยครึ่งแรกชีวิตของ Redmond Barry (Lyndon) เต็มไปด้วยความเก็บกด อดกลั้น เฝ้ารอคอยวันที่จะปลดแอก ล้างแค้น โต้ตอบทวงคืนทุกสิ่งอย่าง!
สิ่งที่ทำให้ Redmond Barry (Lyndon) ยังดูมีชีวิต/ความเป็นมนุษย์หลงเหลือ ก็คือบุตรชาย Bryan มอบความรัก ความเอ็นดู เลี้ยงอย่างตามใจ อยากได้อะไรก็ซื้อให้ ท้ายที่สุดหลังจากสูญเสียเขาไป = สูญเสียขาข้างหนึ่ง, ชีวิตจึงไม่หลงเหลือสิ่งใด ไม่สามารถก้าวดำเนินชีวิตต่อไป จำใจต้องเดินทางหวนกลับบ้านที่ไอร์แลนด์ หรืออาจจะเรียกเริ่มต้น-สิ้นสุด เวียนวงกลม สูงสุดหวนกลับสู่สามัญ
แม้เรื่องราวของหนังมีพื้นหลังศตวรรษที่ 18th แต่มันสามารถสะท้อนย้อนรอย เชื่อมโยงเข้ากับเหตุการณ์ในปัจจุบัน(นั้น) เราสามารถเปรียบเทียบสงครามเจ็ดปี = สงครามโลกครั้งที่สอง (1939-45 ก็ยาวนาน 7 ปีเช่นกัน!), หลังจากนั้น Redmond Barry กลายมาเป็นสายลับ ล้วงข้อมูลจากเพื่อนร่วมชาติ Chevalier de Balibari นี่ก็ไม่ต่างจากยุคสมัยสงครามเย็นสักเท่าไหร่
ประเด็นที่พบเห็นบ่อยในหนังของผกก. Kubrick ก็คือต่อต้านสงคราม (Anti-War) ครึ่งแรกของหนังแทบจะพิมพ์เดียวกับ Paths of Glory (1957) เส้นทางสู่เกียรติยศ แลกมาด้วยหายนะอันเลวร้าย เพียงคนบ้าเท่านั้นจะยินยอมก้าวเดินสู่สนามรบด้วยความภาคภูมิใจ ใครจะอยากดาหน้า รับห่ากระสุนของศัตรู, หรือเหรียญเชิดชูที่ควรได้รับจากการเสียสละชีพเพื่อชาติ Redmond Barry กลับได้มาเพราะให้ความช่วยเหลือผู้บังคับบัญชารอดชีวิต … ระบบราชการทหารช่างมีความฟ่อนเฟะ เน่าเละเทะ มาตั้งแต่โบราณกาล
ครึ่งหลังของหนังแปรสภาพจากมหภาคสู่จุลภาค กลายเป็นต่อต้านความรุนแรงในระดับครอบครัว (Anti-Violence) ต่อยอดมาจาก Lolita (1962) รักมากไปดั่งไข่ในหิน แล้วพอสูญเสียก็ตกอยู่ในความสิ้นหลัง และยังตอนบุตรชายรบกวนการเรียนหนังสือของ Lord Bullingdon กำลังจะกลายมาเป็นผลงานถัดไป The Shining (1980)
และถ้าเรามองภาพรวมของหนังทั้งเรื่อง จะสามารถเหมารวมต่อต้านการใช้อำนาจเผด็จการเบ็ดเสร็จ (Anti-Totalitarianism) ที่พบเห็นได้ทั้งระดับครอบครัว และประเทศชาติ, บุคคลผู้อำนาจ ทำการกดขี่ข่มเหง/ควบคุมครอบงำ บุคคลผู้อยู่ภายใต้ จนมิอาจอดกลั้นฝืนทน ลุกขึ้นมาสำแสดงอารยะขัดขืน โต้ตอบเอาคืน ปลดแอกสู่อิสรภาพ “I’m Spartacus!”
เชื่อกันว่าถ้าผกก. Kubrick มีโอกาสสร้างภาพยนตร์อัตชีวประวัติ Napoléon Bonaparte คงมีทิศทางเรื่องราวละม้ายคล้าย Barry Lyndon, ชาติกำเนิด Napoléon เริ่มจากบุคคลธรรมดา เติบโตขึ้นบนเกาะ Corsica เข้ารับราชการทหาร ไต่เต้าจนถึงนายพล ก่อนเข้ายึดอำนาจ ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งฝรั่งเศส ค.ศ. 1804 แต่ความพยายามรุกรานจักรวรรดิรัสเซียประสบความล้มเหลว และหลังความพ่ายแพ้ยุทธการ Battle of Waterloo (1815) ถูกเนรเทศสู่เกาะ Saint Helena … เรียกว่าจากดินสู่ดาว และสูงสุดหวนกลับสู่สามัญ ใจความแทบจะไม่แตกต่างกัน
ด้วยทุนสร้าง $12 ล้านเหรียญ ทำเงินในสหรัฐอเมริกาได้เพียง $9.1 ล้านเหรียญ รวมรายรับทั่วโลก $20.2 ล้านเหรียญ ไม่ประสบความสำเร็จดั่งที่สตูดิโอคาดหวังไว้ แต่ยังได้เข้าชิง Oscar จำนวน 7 สาขา คว้ามาทั้งหมด 4 รางวัล (มากสุดในบรรดาผลงานของผกก. Kubrick)
- Academy Award
- Best Picture พ่ายให้กับ One Flew Over the Cuckoo’s Nest (1975)
- Best Director
- Best Adapted Screenplay
- Best Cinematography ** คว้ารางวัล
- Best Production Design ** คว้ารางวัล
- Best Costume Design ** คว้ารางวัล
- Best Original Score ** คว้ารางวัล
- Golden Globe Award
- Best Motion Picture – Drama
- Best Director
- BAFTA Award
- Best Film
- Best Director ** คว้ารางวัล
- Best Art Direction
- Best Cinematography ** คว้ารางวัล
- Best Costume Design
กาลเวลาทำให้หนังได้รับการประเมินค่าใหม่ กลายเป็นหนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาล ติดอันดับของนิตยสารหลากหลายฉบับ อาทิ
- Sight & Sound: Critic’s Poll (2012) ติดอันดับ #59 (ร่วม)
- Sight & Sound: Director’s Poll (2012) ติดอันดับ #19 (ร่วม)
- Sight & Sound: Critic’s Poll (2022) ติดอันดับ #45 (ร่วม)
- Sight & Sound: Director’s Poll (2022) ติดอันดับ #12 (ร่วม)
- The Village Voice: Best Films of the Century (1999) ติดอันดับ #46
- TIME: All-TIME 100 Movies (2010) ไม่มีอันดับ
- BBC: 100 greatest American films (2015) ติดอันดับ #27
เกร็ด: ผู้กำกับชื่อดังที่เลือกโหวตหนังเรื่องนี้ให้กับนิตยสาร Sight & Sound ประกอบด้วย Guillermo del Toro, Richard Linklater, Mike Leigh, Roy Andersson, Richard Kelly, Laszlo Nemes, Ruben Östlund, Ari Aster ฯ
ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะ ‘digital restoration’ คุณภาพ 4K จากฟีล์มเนกาทีฟต้นฉบับ ผ่านการตรวจอนุมัติโดย Leon Vitali (มือขวาของผกก. Kubrick และรับบท Lord Bullingdon) สามารถหาซื้อ Blu-Ray 4K Ultra HD ของค่าย Criterion และ Warner Bros. วางจำหน่ายปี ค.ศ. 2025
Barry Lyndon (1975) เป็นหนังที่มีภาพสวย เพลงเพราะ โปรดักชั่นอลังการงานสร้าง งดงามระดับวิจิตรศิลป์ จนเบี่ยงเบียนความสนใจในเนื้อหาสาระแท้จริงไปพอสมควร การหวนนกลับมารับชมรอบนี้ เพิ่มทำให้ผมตระหนักถึงความลุ่มลึกล้ำของเรื่องราว รวมถึงการเชื่อมโยงกับผลงานอื่นๆของผกก. Kubrick … เป็นหนังที่สวยกว่ารูป และลึกล้ำเกินกว่ารับชมครั้งเดียวจะทำความเข้าใจทุกสิ่งอย่าง
รับชมหนังเรื่องนี้ทำให้ผมแอบเสียว่าถ้าผกก. Kubrick ได้มีโอกาสสรรค์สร้างภาพยนตร์อัตชีวประวัติ Napoléon Bonaparte จะทำออกมาได้งดงามตราตรึงสักเพียงไหน สามารถก้าวข้ามผ่านโคตรหนังเงียบ Napoléon (1927) ของ Abel Gance ได้หรือไม่?
จัดเรต 15+ กับสงคราม ความตาย เล่นพนัน ดวลปืน
Leave a Reply