Black Narcissus (1947)

Black Narcissus

Black Narcissus (1947) : Michael Powell, Emeric Pressburger

หนัง British เชิงจิตวิทยาผสมศาสนา ดัดแปลงจากนิยายของ Rumer Godden โดยผู้กำกับ Michael Powell และ Emeric Pressburger นำแสดงโดย Deborah Kerr เรื่องราวเกิดขึ้น ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งบนเทือกเขา Himalayas กลุ่มของแม่ชีที่เดินทางไปสอนศาสนาแก่คนท้องถิ่น แต่ได้พบกับบางสิ่งบางอย่างที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของพวกเธออย่างรุนแรงจนเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด การันตีด้วยอันดับ 154 ของนิตยสาร Sight & Sound

สำหรับคนที่ชื่นชอบ The River และ The Red Shoes ยังมีหนังอีกเรื่องที่ต้องพูดถึง คือ Black Narcissus หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากนิยายของคนเขียน The River และกำกับโดยผู้สร้าง The Red Shoes ซึ่งในบรรดา 3 เรื่องนี้ Black Narcissus ถูกสร้างเป็นหนังก่อนเรื่องอื่นในปี 1947 ตามด้วย The Red Shoes (1948) และ The River (1951) ผมคิดว่าเหตุผลหนึ่งที่ Jean Renoir สร้าง The River เพราะได้ดู Black Narcissus แน่ๆ และความดื้นรั้นที่จะต้องไปถ่ายยังสถานที่จริงถึงอินเดียเท่านั้น เพราะ Black Narcissus ถ่ายในสตูดิโอตลอดทั้งเรื่อง ใครที่ดูหนังเรื่องนี้แล้วอาจคิดว่าไม่น่าเป็นไปได้ใช่ไหม ภาพในหนังออกจะสวยสมจริงขนาดนั้น … จริงครับ Black Narcissus ถ่ายใน Pinewood Studios ที่ London แทบทั้งเรื่อง ไม่มีถ่ายจากสถานที่จริงเลย คนที่ดูทั้ง Black Narcissus และ The River คงสัมผัสได้ถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่าง หนังที่ถ่ายในสตูดิโอ และหนังที่ถ่ายจากสถานที่จริง

ขณะผมดูหนังเรื่องนี้ ก็ไม่ได้เพ่งพิจารณาภาพหนังมาก แต่ถือว่าภาพสวยมากๆ แต่ดัดไปเอะใจกับฉากที่ถ่ายภาพขณะตัวละครมองลงไปที่หน้าผา มันแปลกๆแหะ เลยลองสังเกตแบบจริงจังดู รู้สึกภาพมันไม่เป็นธรรมชาติจริงๆ ไปหาข้อมูลในเน็ตเลยพบว่าหนังแทบทั้งเรื่องถ่ายในสตูดิโอจริงๆ เล่นเอาผมประหลาดใจไม่น้อยเลย เทคนิคที่ใช้เรียกว่า matte paintings คือการวาดภาพทิวทัศน์ (landscape) ลงในกระจก ภาพ Himalayas วาดโดย W.Percy Day นี่ไม่ใช่เทคนิคใหม่นะครับ มีมาตั้งแต่ยุคหนังขาวดำแล้ว อาทิฉาก Skull Island ใน King Kong (1933) แต่ที่โด่งดังมากๆคือภาพวาด Death Star ใน Star Wars (1977), และฉาก Warehouse ใน Raiders of the Lost Ark (1981) ผู้กำกับ Powell ให้เหตุผลที่เลือกถ่ายในสตูดิโอว่า เพื่อให้เขาสามารถควบคุมสีและแสงให้เป็นไปอย่างที่ต้องการได้ ซึ่งในบางฉาก สีของพื้นหลังมีความหมายต่อพล็อตอารมณ์ และเนื้อเรื่องของหนังด้วย

‘Our mountains were painted on glass. We decided to do the whole thing in the studio and that’s the way we managed to maintain color control to the very end. Sometimes in a film its theme or its color are more important than the plot.’

นำแสดงโดย Deborah Kerr นักแสดงหญิงชาวสก็อตผู้อาภัพ Oscar เธอได้เข้าชิง Best Actress ถึง 6 ครั้งแต่ไม่เคยได้ จนต้องมอบ Academy Honorary Award ให้ในปี 1994 การแสดงใน Black Narcissus ได้เปิดประตูสู่ hollywood กลายเป็นนักแสดงที่ได้รับการจับตามองอย่างมาก ในกองถ่ายเห็นว่า Powell เคยแอบหยอดขนมจีบใส่เธอด้วย ตั้งแต่ร่วมงานกันใน The Life and Death of Colonel Blimp แต่หลังจากที่ Kerr ตัดสินใจไป hollywood ทั้งคู่จึงต้องเลิกลากัน สำหรับบทแม่ชี Clodagh เธอยังดูสาวไปเสียนิดที่จะกลายเป็น Saint ซึ่งเราจะเห็นว่า เธอไม่สามารถควบคุมอะไรๆให้เป็นไปอย่างที่เธอต้องการได้เลย จะไปโทษตัวละครว่าประสบการณ์ไม่มากคงไม่ได้ เพราะสิ่งที่พวกเธอเจอ มันเป็นการทดสอบตัวเองเพื่อสิ่งที่ใหญ่กว่า แม้มันจะล้มเหลวแต่ก็เป็นบทเรียนที่สำคัญ(ของตัวละคร)

ในหนังมีแม่ชีหลายคน ซึ่งแต่ละคนก็เป็นตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ที่ชัดเจน คนหนึ่งคือพลัง Strength, คนหนึ่งคือความเฉลียวฉลาด Wisdom, คนหนึ่งคือความกล้าหาญ Courage และคนสุดท้ายคือความอิจฉาริษยา Jealousy แม่ชี Ruth นำแสดงโดย Kathleen Byron (ตอนถ่ายหนังเธอเป็นกิ๊กกับ Powell อยู่) เธอสามารถแสดงความอิจฉาริษยาออกมาทางสีหน้า ท่าทาง คำพูดได้น่ากลัวมากๆ ยิ่งตอนที่เธอถูกแต่งหน้าให้ซีดเผือด ขอบตาแดงกล่ำ สวมชุดสีแดง (เลือด&ความตาย) ผมเห็นเธอแวบแรกเปิดประตูออกมา ผงะเลย ขนลุกซู่ ใบหน้าหลอนติดตามากๆ การแสดงของเธอในหนังเรื่องนี้กรุยทางสู่ hollywood แบบเดียวกับ Deborah Kerr แต่ชีวิตจริงกลับคล้ายกับหนังเรื่องนี้เสียงั้น ขณะที่ Kerr ประสบความสำเร็จอย่างมากใน hollywood Byron กลับได้เล่นแค่หนังเกรด B จนต้องซมซานกลับอังกฤษ ได้รับบทภรรยาติดเหล้าขี้อิจฉา … ช่วงบันปลายชีวิตเห็นว่าเธอได้มีโอกาสเล่นเป็นตัวประกอบใน Saving Private Ryan (1998) ด้วยนะครับ หาเธอเจอหรือเปล่าเอ่ย?

นักแสดงชาย ในหนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นแค่ตัวประกอบเท่านั้น Mr. Dean รับบทโดย David Farrar เขาเป็นตัวแทนของคนที่ไม่จริงจังอะไรมากกับชีวิต อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด อยากจะทำอะไรก็ทำ ตัวละครนี้มีลักษณะแบบเดียวกับ Holy Man แต่รายนั้นไม่รับรู้ ไม่สนใจ ไม่พูดอะไร ไม่ทำอะไรทั้งนั้น Mr.Dean จะยังรับรู้ รับฟังแต่ไม่เอามันมาคิดให้ลำบากใจ มีตัวละครหนึ่งพูดไว้ “คนที่จะอยู่สถานที่แบบนี้ได้ ถ้าไม่เป็นแบบ Mr.Dean ก็เป็นแบบ Holy Man” เหมือนว่าคนพูดจะลืมไปอีกตัวละครหนึ่ง คือ Angu Ayah รับบทโดย May Hallatt ผมว่าเธอเป็นยัยแก่ที่ติ๊งต้องแต่น่ารักนะ เธออาจดูเหมือนคนบ้า สติไม่เต็มเท่าไหร่ มองโลกในแง่ร้าย แต่เธอพูดคุยกับคนอื่นรู้เรื่อง คงเพราะเธอเป็นคนไม่ต้องการอะไรมากในชีวิต ใครอยากจะสั่งอะไรก็สั่ง ใครอยากจะให้ทำอะไรก็ทำ ปากร้ายแต่ก็ไม่ขัดใจใคร คิดอะไร รู้สึกอะไรพูดออกมาแบบนั้น ผมเลยบอกว่า จิตใจเธอสวยงามมากๆ

ผมแบ่งเรื่องราวของหนังออกได้เป็น 3 ระดับ
1) holiness vs libido ความเชื่อต่อ Order/ศาสนา/พระเจ้า สิ่งที่เหนือกว่าตัวเอง กับ ความต้องการเพื่อตอบสนองตนเอง แม่ชีทุกคนในหนังจะมีเรื่องราวของตนเองก่อนที่จะมาเป็นแม่ชี การที่พวกเธอได้มาอยู่ในสถานที่นี้ทำให้ระลึกถึงความทรงจำพวกนั้น เป็นการต่อสู้ทางจิตใจ ระหว่างสิ่งที่ตัวเองเป็นอยู่ vs อดีตสิ่งที่เคยเป็น ผมสังเกตเหตุผลของพวกเธอ มีความคล้ายกันคือ เพื่อหนีอะไรบางอย่าง ผมรู้สึก ‘สมน้ำหน้า’ พวกเธอนะครับ การหนีไม่ใช่การแก้ปัญหา นี่แสดงถึงจิตใจของพวกเธอที่ไม่ได้บริสุทธิ์จริงๆ กระนั้นก็ต้องเข้าใจพวกเธอด้วยว่า นั่นคือความเชื่อของพวกเธอที่คิดว่ามันแก้ปัญหาได้ และเมื่อปัญหานั้นมันกลับมา พวกเธอจะต้องเลือกอีกครั้ง
2) civility vs the wild คือความรักระหว่าง prince กับ begger maid นายพลหนุ่ม (Young General) นำแสดงโดย Sabu และ begger maid แสดงโดย Jean Simmons เรื่องนี้เป็น subplot ที่เข้าใจได้ไม่ยาก ช่วงแรกเราจะได้ยินนายพลหนุ่มพูดว่า เขาอยากเป็นคนเก่ง ฉลาด มีชื่อเสียง (ได้อิทธิพลจากภายนอก,ยุโรป) แต่ภายหลังเมื่อเขาตกหลุมรัก begger maid แล้ว ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เขาต้องการเป็นเหมือนบรรพบุรุษที่เป็นนักรบที่เก่งกาจ กล้าหาญ สุภาพและไม่โกงใคร (อิทธิพลภายใน)
3) control vs desire ถือเป็นจุดสุดท้ายของหนัง ระหว่างแม่ชี Clodagh, แม่ชี Rudy และ Mr.Dean ความขัดแย้งของคนที่ต้องการควบคุม กับคนที่ทำเพื่อสนองใจอยาก เกิดเป็นความ “อิจฉาริษยา” “เคียดแค้น” “รังเกียจเดียดฉัน” ภาพของแม่ชี Rudy คือสิ่งที่อยู่ในจิตใจเธอ ถูกนำเสนอออกมาให้เห็น

หลังจากดูหนังของ Michael Powell มา 2 เรื่อง ผมเริ่มจับทางสไตล์ของผู้กำกับได้นิดหน่อยแล้วนะครับ เลยเอามาแบ่งปัน โดยแบ่งข้อสังเกตเป็นข้อๆ ถ้าหนังเรื่องต่อไปที่สร้างโดย Powell มีลักษณะคล้ายแบบนี้ แสดงว่าความเข้าใจผมถูกต้องเลย
1) เรื่องราวจะต้องมีการบีบคั้นอารมณ์ของตัวละครบางตัวให้ถึงขีดสุด เธออาจจะต้องเลือก/ตัดสินใจบางอย่าง แล้วทำการปลดปล่อย/ระเบิดออกมาเป็นไคลน์แม็กซ์ของหนัง
2) แนวคิดของหนังจะเป็นการต่อสู้ของอะไรบางอย่าง การควบคุมvsอิสระ, Idealist vs Realistic, ดีvsชั่ว, ถูกvsผิด ฯ
3) ตอนจบจะไม่มีคำตอบว่า แนวคิดไหนดีกว่ากัน แต่นำเสนอข้อดีข้อเสียของทั้งสองแนวคิด และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการประทะกัน
ย้อนดูหนังของ Martin Scorsese เขาเคยกล่าวว่าได้รับอิทธิพลการทำหนังมาจาก Michael Powell ไม่น้อย จะสังเกตเห็นได้ชัดโดยเฉพาะข้อ 1) หนังเรื่อง Taxi Driver, Raging Bull ที่ตัวละครจะถูกบีบคั้นทางอารมณ์และความรู้สึก จนต้องปลอดปล่อยออกมาในช่วงท้ายของหนัง ผลงานยุคหลังยังคงมีร่องรอยนี้ให้เห็นอย่าง Shutter Island, The Wolf of Wall Street เราเห็น Leonardo DiCaprio ค่อยๆได้รับการสะสมทางอารมณ์จนระเบิดออกอย่างรุนแรงและบ้าคลั่ง

ถ่ายภาพโดย Jack Cardiff คงต้องยกให้กับพี่แกเลยละครับ Best Cinematography เหมาเรียบทั้ง Golden Globe และ Academy Award จะมีสักกี่คนที่สามารถถ่ายภาพในสตูดิโอ แล้วให้ความรู้สึกสมจริงได้ขนาดนี้ ทั้งการจัดแสง ควบคุมสี ทำได้สวยงามมากๆและมีความหมายด้วย ต้องยกเครดิตให้กับ Alfred Junge อีกคนที่ได้ Oscar สาขา Best Art Direction ออกแบบฉากมาได้สวยงาม เป็นธรรมชาติ และเหมือนจริงสุดๆ ภาพวาด Himalayas ที่ผมชอบที่สุดคือตอนเช้ามืดช่วงหนังใกล้ถึงไคลน์แม็กซ์ ที่แม่ชี Clodagh ยืนเหม่อมองท้องฟ้าและภูเขา มันเป็นรุ่งอรุณที่มืดมัว เหมือนเป้าหมายที่มองไม่เห็นอนาคต ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น ไม่รู้จะแก้ปัญหาอย่างไร, ฉาก close-up ก็โดดเด่น โดยเฉพาะใบหน้าของแม่ชี Rudy เราสามารถเห็นเหงื่อเม็ดโป้งๆ ลิปสติกสีแดงที่ใช้ทาปาก ดวงตาสะท้อนแสงไฟเป็นดวง ถึงจุดนี้ผมต้องยอมรับเลยว่า Jack Cardiff เป็นสุดยอดตากล้อง หนึ่งในตำนานคนสำคัญของวงการภาพยนตร์โลก

ตัดต่อโดย Reginald Mills ผมไม่ถือว่าหนังเรื่องนี้การตัดต่อเด่นมากนะครับ ช่วง Flashback ผมรู้สึกว่าแปลก ไม่น่าใส่เข้ามาทำให้หนังเสียจังหวะ แต่เพื่อเติมเต็มเรื่องราวก็พอให้อภัย จะมีที่เด่นก็ช่วงท้ายที่ตัดสลับระหว่างแม่ชี Rody กับ แม่ชี Clodagh ที่ทำออกมาได้จังหวะเปะมากๆ นี่อาจเป็นอีกสไตล์หนึ่งของผู้กำกับ Powell นะครับ คือเขาสามารถกำกับจังหวะนักแสดงให้พูด สนทนากันได้เปะมากๆ ประโยคคำพูดในหนังถ้าใครฟังออก เห็นว่าใช้คำพูดจากนิยายเลยนะครับ มีการเล่นคำให้คล้องจองกันด้วย ถ้าฟังไม่ออกก็โชคร้ายหน่อยนะครับ

เพลงประกอบโดย Brian Easdale มีการทดลองหลายอย่างเกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ โดยเฉพาะเสียงเพลงที่จะมีเสียง Chorus คล้ายเสียงสวดมนต์ประกอบเข้ามาด้วย และฉากไคลน์แม็กซ์ เดิมที Powell ตั้งใจจะให้ฉากนั้นไม่มีเสียงเพลงเลย เป็นการแสดงล้วนๆ แต่ก็ใส่เพลงเข้ามา ซึ่งมันก็ขับอารมณ์ให้รู้สึกลุ้น ตื่นเต้น ว่าจะเกิดอะไรขึ้น

มีเกร็ดนิดนึงในฉากนี้นะครับ Deborah Kerr ณ ขณะนั้นถือว่าเป็นคนรักเก่า (ex-lover) และ Byron ซึ่งตอนนั้นเป็นคนรักปัจจุบันของ Powell การต่อสู้ ตบตีของทั้งสองในหนังเป็นอะไรที่ถือว่าบังเอิญสุดๆเลย (It was a situation not uncommon in show business)

สำหรับฉากจบที่คณะแม่ชีกำลังเดินทางกลับ แม่ชี Clodagh หันกลับมามองปราสาท Mopu เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่เมฆหมอกจะเคลื่อนเข้ามาบดบัง มีคนตีความฉากนี้ว่าเป็นการพยากรณ์เหตุการณ์บางอย่างที่จะเกิดขึ้น ซึ่งมันก็เกิดขึ้นจริงๆ เรื่องราวดำเนินเรื่องใน India ขณะที่เป็นอาณานิคมของ British หลังจากหนังฉาย 6 เดือน British ก็ถอนกำลังกลับประเทศและคืนอำนาจการปกครองและอิสระภาพแก่ India ซึ่งถ้าเปรียบคณะแม่ชีเป็นเหมือนประเทศอังกฤษ พวกเธอเดินทางไปยังดินแดนที่ลี้ลับ เพื่อปกครอง สอนหนังสือ/ศาสนา/แนวคิดต่างๆให้กับคนพื้นเมือง แต่กลับไม่สามารถเอาชนะใจคนในพื้นที่ได้ จนสุดท้ายพวกเธอก็ต้องยอมแพ้และซมซานกลับไป ฉากที่ว่านี้คือการโบกมือลากับประเทศอาณานิคมของตน ‘a last farewell to their fading empire’

เดิมที Powell ไม่ได้วางแผนจะจบหนังขณะที่ฝนตกลงมานะครับ มี lost footage ที่แม่ชี Clodagh ร่ำไห้ต่อหน้า Reverend Mother และโทษตัวเองเกี่ยวกับความล้มเหลวครั้งนี้ เพื่อเป็นการล้อกับฉากตอนเปิดเรื่อง แต่ตอนขณะถ่ายฉากฝนกำลังตกลงบนใบไม้ Powell เห็น footage แล้วชอบมาก เขาเลยเลือกจบแค่นั้น ส่วน footage ที่ถ่ายไว้ไม่รู้เก็บไว้ที่ไหน จึงคาดว่าสูญหายไปเรียบร้อยแล้ว

แม่ชีแพ้อะไร บรรยากาศ, ลม, ความสูง? … ผมคิดว่าพวกเธอแพ้ภัยตัวเองนะครับ เราจะเห็นหนังเล่นกับความสูงหลายอย่าง Superior Order, Mopu เป็นปราสาทอยู่บนภูเขาสูง, แม่ชีกลุ่มนี้ทำตัวสูงส่ง มองคนพื้นเมืองเป็นคนต่ำต้อย ทั้งๆที่ทุกคนก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน แล้วอะไรที่แบ่งว่า คุณอยู่เหนือกว่าฉัน … เพราะความที่สูงกว่า มีอารยธรรมมากกว่า เช่นนั้นเหรอ? … การที่คนหัวสูงมาอยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ต้องคลุกคลีกับคน(ที่พวกเธอคิดว่าเป็นคน)ชั้นต่ำ มันทำให้ความรู้สึกต่อคุณค่าของตนเองลดต่ำลงไปด้วย ความจริงแล้วก่อนที่พวกเธอจะกลายเป็นคนสูงส่งแบบนั้น ต่างก็เคยเป็นคนธรรมดา เป็นหญิงสาวที่เคยมีความรัก มีปมชีวิต บางคนหนีปัญหาพวกนั้นเพื่อมาเป็นแม่ชี มันเป็นความรู้สึกต้อยต่ำ เทียบไม่ได้เลยกับสิ่งที่พวกเธอเป็นอยู่ขณะนี้ คนพวกนี้ทำให้พวกเธอระลึกถึงความทรงจำครั้งเก่านั้น ธาตุแท้ของคนเลยเริ่มที่จะแสดงออกมา

ผมมองว่า “ลม” มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ถึงชีวิตที่เคลื่อนไหว ดำเนินไป ไม่มีทางควบคุม หรือหยุดนิ่งได้ คล้ายกับสายน้ำใน The River สไตล์งานเขียนของ Rumer Godden นี่ชัดมาก เธอชอบเล่าเรื่องเกี่ยวกับชีวิต เราสามารถมองหาสัญลักษณ์ที่เปรียบเทียบกับการมีชีวิตอยู่ในนิยายของเธอ (น่าจะได้ทุกเรื่องเลย) สำหรับแม่ชี พวกเธอมีความต้องการที่จะควบคุมทุกสิ่งอย่างให้อยู่ในระเบียบ แต่สภาพแวดล้อมนี้ไม่มีทางควบคุมได้ “ลม” จึงมองเป็นความหมายเชิงสัญลักษณ์ มากกว่าเป็นเหตุผลจริงๆที่ทำให้แม่ชีทั้งหลายเปลี่ยนไปนะครับ

ในเมื่อรู้ตัวว่าไม่สามารถต้านลมได้ สิ่งที่แม่ชีทำก็คือหนี จริงๆมันก็มีวิธีสู้กับลมอยู่นะครับ คืออย่าไปต้านลม เราต้องลู่ลม ในหนังแม่ชีไม่เคยมีความคิดจะลู่ลมเลยก็เพราะ ความคิดที่ว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่น ไม่มีทางที่จะลดตัวลงไปให้อยู่ในระดับเดียวกับคนอื่น การลู่ลมจะเป็นการยอมรับว่าตัวเองไม่ได้สูงส่งขนาดนั้น และการจะทำอย่างนั้นได้ จะต้องเผชิญหน้ากับเหตุการณ์ในอดีตที่เป็นปมของพวกเธอ ซึ่งถ้าสามารถเอาชนะปมอดีตเหล่านั้นได้ คงไม่มีอะไรที่จะเอาชนะไม่ได้อีกแล้ว … ที่อังกฤษยอมถอนทัพกลับประเทศก็เพราะเหตุนี้นะครับ ไม่สามารถชนะใจคนอินเดียได้ ถ้าเพียงเอาใจเขามาใส่ใจเรา ไม่มองว่าตัวเองเหนือกว่า เชื่อว่าผลลัพท์คงออกมาแตกต่างกว่านี้

ชื่อหนัง Black Narcissus กับคนที่รู้จักตำนานเทพ Narcissus ย่อๆก็คือ เทพที่เกิดจากวีนัส (เทพีแห่งความงาม) และอพอลโล่ (เทพแห่งการทำนายและการรักษา มีนิสัยมั่นใจในตัวเองสูงและลุ่มหลงตัวเอง) Narcissus เป็นเทพที่เกิดมาโคตรหล่อ แต่เพราะความหลงตัวเอง ไม่คิดว่าจะมีใครที่จะสวยงามหล่อเหล่าไปมากกว่าตน แต่เมื่อเห็นเงาสะท้อนในแม่น้ำก็ตกหลุมรัก (ตกหลุมรักกับเงาของตัวเอง) แต่เพราะไม่สามารถสัมผัสกับคนในสายน้ำได้ จึงตรอมใจฆ่าตัวตาย เรียกว่าตายเพราะความหล่อของตัวเองก็ได้ เทพนิยายเรื่องนี้ใกล้เคียงกับหนังมาก เปรียบคนที่หลงตัวเองได้อาทิ แม่ชี, ประเทศอังกฤษ, คนที่คิดว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น ฯ สุดท้ายแล้วก็ตายด้วยความหลงตัวเอง แพ้ภัยตัวเอง (เหมือนแม่ชี Rudy ที่ตายเพราะตัวเอง) คำว่านาร์ซิสซัสจึงมักจะถูกนำมาใช้เป็นชื่อเรียกบุคลิกภาพของคนหลงตัวเอง และเป็นชื่อของดอกไม้ป่าซึ่งมักขึ้นอยู่ริมลำธาร มีความงดงามเป็นพิเศษ บางคนก็เรียกดอกไม้ชนิดนี้ว่า ดอกแดฟโฟดิล (Deffodill) กลิ่นของมันถูกนำมาทำเป็นน้ำหอม หนึ่งในนั้นเรียกว่า Black Narcissus

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับคนชอบหนังที่ใช้ความคิด ต้องวิเคราะห์อย่างหนักถึงจะเข้าใจหนัง ชอบดูภาพสวยๆ หนังภาพสีเก่าหน่อย คุณภาพดี มีความคลาสสิค แฟนหนังของ Michael Powell และ Martin Scorsese ไม่ควรพลาด จัดเรต 13+ สำหรับการแสดงออกของความอิจฉาริษยาที่ถือว่าแรง อาจปลูกฝังแนวคิดผิดๆต่อเด็กเล็กได้

คำโปรย : “Black Narcissus โดยผู้กำกับ Michael Powell และ Emeric Pressburger นำแสดงโดย Deborah Kerr พบกับเรื่องราวที่แฝงแนวคิด เชิงจิตวิทยาวิเคราะห์ที่ตัวละครมีความลึกลับซ้ำซ้อน ภาพสวย ออกแบบฉากยอดเยี่ยม จัดเป็นอีกหนึ่งสุดยอดหนังที่ไม่ควรพลาด”
คุณภาพ : RARE-GENDARY
ความชอบ : LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of