Blue

Blue (1993) British : Derek Jarman ♥♥♥♥♡

ผลงานเรื่องสุดท้ายของผู้กำกับ Darek Jarman หลังติดเชื้อไวรัส HIV ทำให้สายตาพร่าบอด สรรค์สร้างโคตรภาพยนตร์แนวทดลองเรื่องนี้ โดยใช้เพียงเสียงบรรยายและฉายภาพสีน้ำเงิน International Klein Blue (#002FA7) แทนความเจ็บปวด เศร้าโศก แต่ไม่เคยตกอยู่ในความหมดสิ้นหวัง

John. Daniel. Howard. Graham. Terry. Paul.

ชื่อเหล่านี้ที่เสียงบรรยายกล่าวถึงซ้ำๆ ล้วนคือชายคนรัก เพื่อนสนิทมิตรสหายของผกก. Jarman ที่ได้สูญเสียชีวิตจากโรค AIDS สำหรับพวกเขาความตายไม่ใช่เรื่องน่าหวาดสะพรึงกลัวสักเท่าไหร่ แต่การยังมีชีวิตแล้วถูกเพิกเฉย คนรอบข้างมองด้วยสายตาเหยียดยาม ได้รับการด้อยค่าจากสังคม รัฐบาลไม่เคยหันมาเหลียวดูแล เหล่านี้ต่างหากเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย!

นั่นเพราะประเทศอังกฤษ ก่อนหน้านี้ไม่นานในสมัยนายกรัฐมนตรี Margaret Thatcher มีการออกกฎหมาย Local Government Act 1988 หัวข้อ Section 28 กล่าวห้ามการพูดถึงประเด็นรักร่วมเพศในที่สาธารณะ

A local authority shall not intentionally promote homosexuality or publish material with the intention of promoting homosexuality.

ต้องเท้าความเล่าย้อนอดีตสักนิดว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1885 ประเทศอังกฤษมีกฎหมายว่าด้วย Criminal Law Amendment Act ห้ามบุรุษมีความสัมพันธ์ทางเพศร่วมกัน, จนกระทั่ง ค.ศ. 1967 ชัยชนะแรกของชาว LGBT+ มีการออกกฎหมาย Sexual Offences Act อนุญาตให้ผู้บรรลุนิติภาวะ (21 ปี) กระทำในพื้นที่ส่วนบุคคล, แต่กฎหมายใหม่ Section 28 ของ Thatcher แม้ไม่ได้ห้ามการร่วมเพศสัมพันธ์ กลับพยายามปิดกั้นการเผยแพร่/โปรโมทกิจกรรมของชาว LGBT+ โดยอ้างว่ากลุ่มคนเหล่านี้คือต้นสาเหตุการแพร่ระบาดเชื้อไวรัส HIV

กฎหมายดังกล่าว โดยไม่รู้ตัวยังเป็นการปิดกั้นการเผยแพร่ความรู้ คำแนะนำวิธีป้องโรค และโดยเฉพาะการจัดการผู้ป่วยโรค AIDS แทบทุกคนถูกตีตราว่าเป็นพวกรักร่วมเพศ (ในความเป็นจริง HIV สามารถติดต่อได้ทั้งชาย-หญิง) ด้อยค่าความเป็นมนุษย์ ไม่ได้เข้าถึงการรักษา แพทย์-พยาบาลปฏิบัติกับผู้ป่วยอย่างไม่ยี่หร่า

712213! Here you have no name. Confidentiality is nameless. Where is 666? Am I sitting opposite him/her? Maybe 666 is the demented woman switching the channels on the TV.

Blue (1993) คือภาพยนตร์ที่ทำการโต้ตอบกลับ Section 28 ได้อย่างทรงพลัง ไม่มีภาพ เพียงแค่เสียง ผ่านกองเซนเซอร์ออกฉายสถานีโทรทัศน์ Channel 4 และสถานีวิทยุ BBC Radio 3 (เข้าฉายพร้อมกัน) ผู้รับชม-รับฟังค่ำคืนนั้น เกิดความตระหนักถึงผู้ป่วยโรค AIDS พวกเขาก็เป็นมนุษย์ไม่ต่างจากเราๆ

ถึงผมจะไม่ค่อยประทับใจผลงานอื่นๆของ ผกก. Jarman เพราะความเหนือจริง จับต้องไม่ได้ คละคลุ้งกลิ่นอายรักร่วมเพศ แต่ไม่ใช่สำหรับ Blue (1993) บทกวีรำพรรณาความหมดสิ้นหวัง ทั้งๆมีเพียงหน้าจอสีฟ้า แต่เสียงบรรยายและเพลงประกอบ อาจทำให้ผู้ชมน้ำตาไหลพรากๆๆ (Blue ของ Darek Jarman >> Blue ของ Krzysztof Kieślowski)


Michael Derek Elworthy Jarman (1942-94) ศิลปิน ผู้กำกับ นักเคลื่อนไหวสิทธิเกย์ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Northwood, Middlesex ตั้งแต่เด็กชื่นชอบการวาดภาพ โตขึ้นร่ำเรียนศิลปะยัง Slade School of Fine Art, University College London (UCL), เคยทำงานเป็นนักออกแบบฉาก The Devils (1971), กำกับหนังสั้น Music Video , ภาพยนตร์เรื่องแรก Sebastiane (1976), ผลงานเด่นๆ อาทิ Jubilee (1977), The Tempest (1979), Caravaggio (1986), The Last of England (1988), Edward II (1991) ฯ

ตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 70s, Jarman คือหนึ่งในผู้เคลื่อนไหวเรียกร้องสิทธิเกย์ (Gay Rights) ออกมาต่อต้านกฎหมาย Section 28 ของ Margaret Thatcher อย่างออกนอกหน้า สรรค์สร้างภาพยนตร์อย่าง The Last of England (1988), Edward II (1991) ใช้เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ พาดพิงสถานการณ์เมืองในปัจจุบัน

ผกก. Jarman ตรวจพบเชื้อไวรัส HIV วันที่ 22 ธันวาคม ค.ศ. 1986 แต่แทนที่จะปกปิด หลบซ่อนตัว กลับกล้าเปิดเผยออกสู่สาธารณะ เมื่ออาการทรุดหนักทำให้ต้องเข้ารักษาตัวยังบ้านชาวประมงซื้อไว้ที่ Prospect Cottage ตั้งอยู่ Dungeness, Kent ตอนมีเรี่ยวแรงก็ปลูกต้นไม้ ตกแต่งทำสวน พอสายตาพร่าบอดมองเห็นแต่สีน้ำเงิน จึงเริ่มครุ่นคิดสรรค์สร้าง Blue (1993) ให้คำนิยาม “a diary of a dying man”

I wanted to make a film about AIDS that was both personal and political. I wanted to explore the experience of living with AIDS, and I wanted to raise awareness of the disease and its impact on the LGBT community. I also wanted to make a film that was beautiful and lyrical, and that would challenge people’s perceptions of AIDS.

Derek Jarman

เกร็ด: ผกก. Jarman ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค Retinitis pigmentosa (RP) ความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้เกิดความเสื่อมของจอประสาทตา สูญเสียการทำงานของชั้นประสาทที่ไวต่อแสง ความรุนแรงก็มีตั้งแต่ตาบอดสี ตาบอดตอนกลางคืน เลวร้ายที่สุดก็คือสูญเสียกายมองเห็น ปัจจุบันยังไม่ค้นพบวิธีการรักษา


โครงสร้างของ Blue (1993) สามารถแบ่งเนื้อหาออกเป็นสองส่วนใหญ่ๆ ใช้วิธีเล่าสลับกันไป-มา ไม่เรียงลำดับ ‘non-narrative’ มักคั่นด้วยช่องว่าง ความเงียบงัน หรือบทเพลงประกอบพื้นหลัง ผู้ชมต้องพยายามตั้งใจรับฟัง แต่ไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกแยะทุกรายละเอียด เพียงเข้าใจภาพรวมของหนังก็พอแล้วละ

  • ครึ่งหนึ่งเล่าการเดินทางของ Blue ซึ่งเป็นทั้งสี สถานที่ ตัวละคร บางครั้งก็ใช้เชิงสัญลักษณ์ จินตนาการเพ้อฝันของผกก. Jarman จุดประสงค์เพื่อสร้างความเป็นสากลของ “Universal Blues”
    • จุดสังเกตง่ายๆก็คือ เสียงบรรยายมักพูดถึงสารพัด Blue อาทิ The sky-blue butterfly, Singing the blues, Blue Mountain, Blue people from over the sea, Blue Eyed Boy, Blue Bearded Reaper ฯลฯ
  • อีกครึ่งหนึ่งคือเรื่องเล่าชีวิตประจำวัน (day-to-day’s life) ของผกก. Jarman ระหว่างเข้ารับการรักษาโรค AIDS ในโรงพยาบาล แสดงความคิดเห็น บรรยายความรู้สึก หวนระลึกถึงเพื่อนเก่า บางครั้งก็ได้ยินเสียงพวกเขาเข้ามาพูดคุยสนทนา

สำหรับเสียงผู้บรรยาย ใครเคยรับชม Caravaggio (1986) น่าจะมักคุ้นกับน้ำเสียงอันเป็นเอกลักษณ์ของ Nigel Terry เรียกได้ว่าตัวตายตัวแทนผกก. Jarman เต็มไปด้วยความสำบัดสำนวน ลีลาออกเสียงร้อยแก้ว ไม่ถึงขั้นทำนองเสนาะ แต่เน้นถ้อยคำสอดคล้อง สัมผัสนอก-ใน และแฝงนัยยะเฉียบคมคาย (ภาพยนตร์ส่วนใหญ่ของผกก. Jarman มักเป็นแนว Historical Period ตัวละครมักพูดบทสนทนาสไตล์ Shakespeare มีความไพเราะเพราะพริ้ง ยากยิ่งจะจับใจความ)

นอกจากนี้น้ำเสียงของ Terry ยังมีความหนักแน่น เข้มแข็ง แฝงอารมณ์เกรี้ยวกราด ถึงพูดบอกว่าเจ็บปวดทรมาน แต่ไม่เคยทำเสียงเศร้าสลด หดหู่ นั่นแสดงถึงพละพลัง ขวัญกำลังใจ ความเข้มแข็งที่อยู่ภายใน ไม่ยินยอมรับความพ่ายแพ้ใดๆ เว้นเพียงช่วงท้ายที่ค่อยๆเบาระดับเสียง สำเนียงเหนื่อยอ่อนล้า เพื่อให้ผู้ชมสัมผัสถึงลมหายใจเฮือกสุดท้าย ความตายกำลังใกล้มาเยือน

นอกจากนี้เรายังได้ยินเสียงผกก. Jarman และผองเพื่อนคนอื่นๆ(ที่ยังมีชีวิต) แวะเวียนมาเยี่ยมเยียน อาทิ John Quentin, Tilda Swinton (ทั้งสองถือเป็นเพื่อนร่วมงานขาประจำผกก. Jarman)


ด้วยความที่ Blue (1993) มีเพียงภาพสีฟ้า เพลงประกอบและ ‘Sound Effect’ จึงมีส่วนสำคัญอย่างมากๆ จำเป็นต้องสามารถสร้างบรรยากาศและอารมณ์ร่วม ‘haunting and beautiful’ ใครเคยรับชมหลายๆผลงานก่อนหน้าของผกก. Jarman ย่อมตระหนักว่ามีความหลากหลายแบบสุดขั้ว สารพัดเครื่องดนตรี ผสมผสานสรรพเสียงอื่นๆเข้าไปอย่างแนบเนียน (คล้ายๆโปรดักชั่นงานสร้าง ที่แม้พื้นหลังคือ Historial Period แต่กลับเต็มไปด้วยสิ่งข้าวของยุคสมัยใหม่มากมาย)

เพลงประกอบโดย Simon Fisher Turner (เกิดปี 1954) นักแต่งเพลงสัญชาติอังกฤษ โด่งดังจากสไตล์เพลงแอมเบี้ยน (Ambient) และแนวทดลอง (Experimental), ขาประจำผกก. Jarman อาทิ Caravaggio (1986), The Last of England (1988), The Garden (1990) ฯ

Turner ชื่นชอบการทดลองแทรกใส่สรรพเสียง ‘Sound Effect’ อาทิ นกร้อง, ไก่ขัน, เคาะระฆัง, เครื่องเล่นฟีล์ม ฯ ผสมผสานคลุกเคล้าเข้าไปในบทเพลง เพื่อสร้างสัมผัส Ambient (แนวเพลงที่ให้ความสำคัญกับเสียงมากกว่าตัวโน้ต เน้นบรรยากาศ กลมกลืนสภาพสิ่งแวดล้อม สร้างความรู้สึกผ่อนคลาย เกิดความสงบสุขขึ้นภายใน) ขยับขยายโสตประสาท มิติการได้ยิน ให้เปิดกว้างขึ้นอีกระดับ

(ในอัลบัมเพลงประกอบก็มีลักษณะเช่นนี้นะครับ แค่แบ่งแยก/ตั้งชื่อ Track แต่ยังคงได้ยินเสียงบรรยายประกอบเพลง ไม่ต่างจากการรับชมภาพยนตร์สักเท่าไหร่)

นอกจากนี้สไตล์เพลงของหนังยังเต็มไปด้วยความหลากหลาย ได้ยินเพลงคลาสสิกจากคีตกวีชื่อดัง Erik Satie (Gnossienne No. 1), Karol Szymanowski (Masques Op. 34), ดนตรีสไตล์ Electronic, New Age, Ambient Song, Experimental Song ฯ จากศิลปินมีชื่ออย่าง John Balance, Momus, Peter Christopherson, Danny Hyde, Brian Eno

จริงๆมีหลายบทเพลงที่น่าเขียนถึง แต่ผมขอยกมาแค่เดี่ยวเปียโน Gnossienne No. 1 (1893) ประพันธ์โดย Erik Satie (1866-1925) คีตกวี/นักเปียโนสัญชาติฝรั่งเศส, Gnossienne (คาดว่านำจากภาษากรีก Gnosis หมายถึง Knowledge) เป็นคำที่ Satie ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นสำหรับท่วงทำนองเพลงที่มีความเชื่องช้า เยือกเย็น มอบสัมผัสวังเวง จิตวิญญาณล่องลอย ซึ่งสอดคล้องเข้ากับหนังเป็นอย่างดี

อีกบทเพลงที่มีเนื้อคำร้องน่าสนใจมากๆ Lesbian Man ขับร้องโดย Momus (โมมุส คือเทพเจ้ากรีกแห่งการเยาะเย้อ ตำหนิติเตียน วิพากวิจารณ์) ผมติดใจคำร้องท่อน “I am a Not Gay!” น่าจะต้องการสื่อว่าไม่ใช่ทุกคนล้มป่วยโรค AIDS จะคือเกย์ รสนิยมรักร่วมเพศ (เพราะผู้หญิงก็ติดเชื้อ HIV ได้เหมือนกัน!) เพราะนั่นคือทัศนคติเหมารวมที่ถูกสร้างค่านิยมโดยรัฐบาลอังกฤษ ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจผิดๆอย่างรุนแรง

I am a cock sucking
Straight acting Lesbian man

(Chorus) He is a cock sucking
Straight acting Lesbian man

With ball crushing bad manners
Laddish nymphomaniac politics

(Chorus) ♪ Ball crushing bad manners
Laddish nymphomaniac

Spunky sexist desires of incestuous
inversion and incorrect terminology

I am a Not Gay
(Chorus) He is a Not Gay

I am a cock sucking
Straight acting Lesbian man
I am a Not Gay

Blue (1993) บันทึกการเดินทาง(ครั้งสุดท้าย)ของผกก. Jarman ที่ต้องต่อสู้กับอาการเจ็บป่วย โรคที่ยังไม่มีหนทางรักษาหาย ความตายกำลังใกล้เข้ามาเยือน นอกจากบันทึกถึงรายละเอียด สิ่งต่างๆประสบพบเจอระหว่างการรักษา แต่ด้วยน้ำเสียงที่ยังคงเข้มแข็ง เอ่อล้นด้วยพละพลัง แสดงถึงการไม่ยินยอมรับความพ่ายแพ้ เชื่อว่าจักสามารถสร้างขวัญกำลังใจให้เพื่อนผู้ป่วยโรค AIDS หรือบุคคลกำลังทนทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บป่วยทั้งหลาย

แม้ร่างกายเจ็บปวดทุกข์ทรมาน แต่สภาพจิตใจของผกก. Jarman กลับมีความเข้มแข็งแกร่งประดุจหินผา ไม่แสดงอาการหวาดหวั่น กลัวเกรง เต็มเปี่ยมด้วยพละพลัง เพราะเขาเชื่อในความรัก ห้อมล้อมด้วยผองเพื่อน (ทั้งที่ยังมีชีวิต รวมถึงวิญญาณคนตายว่ายเวียนวนอยู่เคียงข้าง) สามารถยินยอมรับความจริง เข้าใจสัจธรรมชีวิต และพร้อมเผชิญหน้าความตาย

Death is a mystery. We do not know what happens after we die. But we can choose to believe in something beautiful. We can choose to believe in love, in light, and in hope.

Derek Jarman

อย่างที่อธิบายไปตอนต้นว่า หนึ่งในความตั้งใจของ Blue (1993) คือต้องการให้ชาวอังกฤษ ตระหนักรับรู้ถึงโลกทัศน์อันคับแคบของกฎหมาย Section 28 น่าเสียดายที่ผกก. Jarman ไม่มีโอกาสพบเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว กว่าจะบังเกิดขึ้นก็เมื่อปี ค.ศ. 2003 ถูกประกาศยกเลิกโดยรัฐบาลพรรคแรงงานนำโดย Tony Blair สิ้นสุดมรดกเลือดของนายกรัฐมนตรีหญิงแกร่ง Margaret Thatcher

ในบรรดาถ้อยคำรำพันของผกก. Jarman วรรคที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจอย่างมากๆ คือช่วงการยินยอมรับความตาย น้ำเสียงฟังดูอ่อยๆ ถอดถอนหายใจ นั่นแปลว่าเขาตระหนักถึงความจริง ทุกสิ่งสร้างมาล้วนไม่มีความจีรังยังยืน อีกไม่นานคงเลือนหาย ปลิดปลิวไปกับสายลม

Our name will be forgotten
In time
No one will remember our work
Our life will pass like the traces of a cloud
Be scattered like mist that is chased
By the rays of the sun
For our time is the passing of a shadow
And our lives will run like
Sparks through the stubble

ทำไมถึงสีน้ำเงิน? นอกจากสารพัดคำอธิบายในหนัง ผกก. Jarman ยังกล่าวว่าได้แรงบันดาลใจจากศิลปิน Yves Klein (1928-62) จิตรกรชาวฝรั่งเศส หนึ่งในผู้บุกเบิกกลุ่มเคลื่อนไหว Nouveau Réalisme ผลงานโด่งดังมากๆก็คือ International Klein Blue (1962) ภาพที่มีเพียงสีน้ำเงินผสมสูตรโดย Klein

I love Klein’s blue, the color of the universe. It’s a color that can be both calming and disturbing, a color that can evoke feelings of both peace and sadness. It’s a color that is often associated with the divine, and it’s a color that can be used to create a sense of mystery and awe.

ปล. ใครเคยรับชม Caravaggio (1986) จะพบความสัมพันธ์ที่ละม้ายคล้ายเหตุการณ์ในชีวิตจริงของผกก. Jarman, จิตรกรเอก Michelangelo Caravaggio ตั้งแต่ฉากแรกๆนอนซมซาน ล้มป่วยหนักใกล้ตาย (ไม่มีระบุโรค แต่เชื่อกันว่าล้มป่วยโรคซิฟิลิส/ติดต่อทางเพศสัมพันธ์) จากนั้นหวนระลึกความทรงจำ และหลายต่อหลายครั้งพร่ำพรรณาถึงสีน้ำเงิน “Pasqualone yawns into the blue sky”.


รอบปฐมทัศน์เข้าฉายยัง Venice Biennale (ไม่ใช่เทศกาลหนังเมือง Venice นะครับ แต่เป็นการจัดงาน Art Exhibition) ก่อนตระเวรไปตามเทศกาลต่างๆ อาทิ Edinburgh International Film Festival, New York Film Festival, Stockholm Film Festival แต่ในประเทศอังกฤษเหมือนว่าจะไม่ได้เข้าฉายโรงภาพยนตร์ แค่เพียงสถานีโทรทัศน์ Channel 4 และสถานีวิทยุ BBC Radio 3 ค่ำคืนวันที่ 19 กันยายน ค.ศ. 1993 (ห้าเดือนเปะๆก่อนการจากไปของผกก. Jarman วันที่ 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1994)

Derek Jarman’s Blue is one of the most intimate films I’ve ever seen. Art has to be a celebration of life and Blue is saying, ‘This is all I have: blindness, walking towards death. But it’s not too bad.’ Derek went well. And we’ll all go well if we live with this incredible energy and curiosity and graciousness and engagement. He had a very strong personality.

Blue is a film that is both beautiful and heartbreaking. It is a film that will stay with you long after you have seen it.

ตากล้อง Christopher Doyle ยกให้ Blue (1993) คือหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องโปรด

ปัจจุบันหนัง … ไม่จำเป็นต้องได้รับการบูรณะหรอกมั้ง คุณภาพ 4K สามารถหาซื้อแผ่น Blu-Ray ของ Kino Lorber และ BFI Video ทั้งสองค่ายยังแถม Bliss (1991) และ Glitterbug (1994) สองหนังสั้นทิ้งท้ายของผกก. Jarman (แต่ในส่วน Special Features ของ BFI Video มีอะไรให้รับชมเยอะกว่าพอสมควร)

ผมรับรู้จัก Blue (1993) ตั้งแต่ตอนเขียนถึง Blue (1993) ของ Krzysztof Kieślowski เพราะใช้ชื่อเดียวกับ แถมออกฉายปีเดียวกัน มันเลยสร้างความสับสน มึนงง ตอนเห็นชาร์ท “The Greatest Films of All Time” ของนิตยสาร Sight & Sound: Critic’s Poll 2022 พบว่า Blue ของ Jarman ติดอันดับ 225 (ร่วม) ก็โคตรฉงนว่าโหวตสลับเรื่องกันหรือเปล่า?? (เพราะ Sight & Sound: Critic’s Poll 2012 เรื่องที่ติดอันดับคือ Blue ของ Kieślowski) … แต่หลังจากรับชม Blue ของ Jarman ผมก็บังเกิดความคิดกลับตารปัตรขึ้นมาทันที ว่าชาร์ทปี ค.ศ. 2012 มันมีแนวโน้มการโหวตสลับเรื่องกันมากกว่า!

แม้เพียงจอภาพสีน้ำเงิน แต่น้ำเสียงบรรยาย ถ้อยคำพรรณา คลอด้วยเพลงประกอบ สามารถเรียกได้ว่า ‘กวีภาพยนตร์’ รำพรรณาถึงความเจ็บปวด เศร้าโศก ขณะเดียวกันก็เอ่อล้นด้วยพลัง แม้ผู้สร้าง(เกือบ)ตาบอดมองไม่เห็น กลับยังพร้อมต่อสู้ เผชิญหน้า เรียกร้องหาความเสมอภาคเทียม มันช่างเป็นความเข้มแข็งที่สร้างความรวดร้าว สั่นสะท้านจิตใจผู้ชม … โดยไม่รู้ตัว ธารน้ำตาอาจหลั่งไหลพรากๆออกมา

สำหรับที่ฉงนสงสัยว่าจะดูหนังรู้เรื่องไหม ให้ทดลองหลับตา นึกว่ารับฟังรายการวิทยุ ‘Radio Drama’ (แต่ถ้าใครไม่เก่งอังกฤษ ก็อ่านซับไตเติ้ลเอานะครับ) แล้วครุ่นคิดจินตนาการตาม สักสิบนาทีก็น่าจะรู้สึกเพลิดเพลิน สัมผัสถึงอารมณ์ ความยาวแค่ 79 นาที แป๊ปเดียวเดี๋ยวก็จบ

จัดเรตทั่วไป แต่ไม่แนะนำให้เด็กเล็กรับชม

คำโปรย | Blue สีแห่งความเจ็บปวด เศร้าโศก เพียงเฝ้ารอวันตาย แต่ผู้กำกับ Darek Jarman ก็ไม่เคยตกอยู่ในสภาพหมดสิ้นหวังประการใด
คุณภาพ | ณ์บลู
ส่วนตัว | เศร้าสะท้านทรวงใน

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: