Bonnie and Clyde (1967)

Bonnie and Clyde (1967)
Bonnie and Clyde

Bonnie and Clyde (1967) hollywood : Arthur Penn ♥♥♥♡

(29/3/2025) หมุดไมล์เริ่มต้นของ New Hollywood หรือ American New Wave เปิดประตูสู่อิสรภาพไร้กฎกรอบ Hays Code แต่ความรุ่งโรจน์ของวงการภาพยนตร์ แลกมาด้วยความตกต่ำทางจริยธรรมในสังคม

วงการภาพยนตร์สมัยใหม่ (Modern Era) เริ่มการปฏิวัติมาตั้งแต่ The 400 Blows (1959), Breathless (1960), ยุคสมัย French New Wave ถือกล้องแบกขึ้นบ่า เดินไปเดินมา ถ่ายหนังบนท้องถนน ไม่ก็ถ่ายทำในห้องเล็กๆมีเพียงสองตัวละครพูดคุยสนทนา กระทำสิ่งขัดต่อขนบกฎกรอบ ปฏิเสธวิถี(ภาพยนตร์)ที่ได้รับการเสี้ยมสอนสืบต่อกันมา

แต่สำหรับ Hollywood มันมีบางสิ่งเหนี่ยวรั้งอนาคตเอาไว้ นั่นคือ Hays Code (ชื่อเต็ม Motion Picture Production Code) แนวทาง/ข้อตกลงร่วมกันของผู้สร้างภาพยนตร์อเมริกัน ออกมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1927 เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐาน จรรยาบรรณร่วมกัน ในช่วงเวลาที่ Will H. Hays เป็นประธาน Motion Picture Producers and Distributors of America (MPPDA) ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Motion Picture Association of America (MPAA) กฎหลักๆคือ ไม่ให้มีภาพโป๊เปลือย, กอดจูบแบบร่านรัก, ความรุนแรง, เสพยา, ฆาตกรรม, โจรกรรม, ข่มขืน, ซาดิสต์ ฯ

Hays Code เมื่อดำเนินมาถึงทศวรรษ 60s ได้กลายเป็นสิ่งเฉิ่มเฉยล้าหลัง เพราะการเติบโตของวงการภาพยนตร์โลก ประเทศอื่นๆไม่ได้มีกฎบังคับอะไรพวกนี้ จึงสามารถนำเสนอความรุนแรง เรื่องต้องห้ามทั้งหลาย (Taboo) แล้วมันก็ออสโมซิส (Osmosis) หวนกลับสู่สหรัฐอเมริกา The Moon Is Blue (1953), The Man with the Golden Arm (1955), Anatomy of a Murder (1959), โดยเฉพาะ Psycho (1960) ของผกก. Alfried Hitchcock สรรหาวิธีนำเสนอความรุนแรงให้เข้ากับ Hays Code ได้อย่างน่าตกตะลึง!

Bonnie and Clyde (1967) คือภาพยนตร์เรื่องแรกๆในช่วงเวลาแห่งการล่มสลายของ Hays Code ก่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคจัดเรตติ้ง สิ่งที่หนังนำเสนอสร้างความตกตะลึง คาดไม่ถึงให้ผู้ชมสมัยนั้น รวมทั้งบรรดาผู้สร้างหนังในสหรัฐอเมริกา มองเห็นความเป็นไปได้ไม่รู้จบของวงการภาพยนตร์ … แต่ขณะที่คุณค่าของงานศิลปะกำลังถูกยกระดับให้สูงขึ้น จริยธรรมของผู้สร้าง สามัญสำนึกของผู้คน ก็ค่อยๆตกต่ำลงเช่นเดียวกัน

ผมเคยรับชม Bonnie and Clyde (1967) เมื่อหลายปีก่อนทำบล็อคนี้ ยังคงจดจำรสชาดขื่นขม (Leave a bad taste) แบบเดียวกับ Breathless (1960) พยายามนำเสนอมุมมองอาชญากร สร้างความสงสารเห็นใจให้บุคคลกระทำสิ่งชั่วร้าย ผิดกฎหมาย โดยไม่สนห่าเหวอะไรใคร แล้วโต้ตอบด้วยความรุนแรงระดับคลุ้มบ้าคลั่ง!

กาลเวลาทำให้มุมมองของผมปรับเปลี่ยนแปลงไป เกิดความฉงนสงสัยว่าเพราะเหตุใด? ทำไม Bonnie and Clyde ถึงกลายเป็นอาชญากร? พวกเขาถูกอะไรกดทับถึงสำแดงพฤติกรรมต่อต้านสังคมขนาดนั้น? ถ้าเราสามารถขบครุ่นคิด รู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา มันจะเริ่มเกิดความสงสารเห็นใจ พบเห็นความจริงของโลกที่แตกต่างออกไป

Bonnie and Clyde is a milestone in the history of American movies, a work of truth and brilliance. It is also pitilessly cruel, filled with sympathy, nauseating, funny, heartbreaking, and astonishingly beautiful. If it does not seem that those words should be strung together, perhaps that is because movies do not very often reflect the full range of human life.

นักวิจารณ์ Roger Ebert ให้คะแนน 4/4 พร้อมจัดเป็น Great Movie

ก่อนอื่นต้องกล่าวถึง Bonnie and Clyde หรือ Barrow Gang กลุ่มอาชญากรนอกกฎหมาย (American Outlaws) ปล้น-ฆ่า ลักพาตัว เวียนวนอยู่ในย่าน Central United States ช่วงระหว่างภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ Great Depression (1929-39)

Bonnie Elizabeth Parker (1910-34) เกิดที่ Rowena, Texas เป็นบุตรคนกลางจากพี่น้องสามคน บิดาคือช่างก่ออิฐ เสียชีวิตตอนเธออายุได้สี่ขวบ มารดาพาลูกๆย้ายกลับมาอยู่กับคุณย่าที่ Cement City ทำงานรับจ้างเย็บเสื้อผ้า, Bonny เป็นเด็กเฉลียวฉลาด ชื่นชอบการเขียน ใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง แต่ระหว่างเรียนมัธยมปลายปีสอง (ม.5) ลาออกจากโรงเรียนเพื่อแต่งงานกับ Roy Thornton (1908-37) แน่นอนว่าถูกทำให้โมฆะเพราะเธอยังไม่บรรลุนิติภาวะ! หลังจากนั้นย้ายกลับมาอยู่กับมารดาที่ Dallas ทำงานสาวเสิร์ฟก่อนพบเจอกับ Clyde

Clyde Chestnut ‘Champion’ Barrow (1909-34) เกิดที่ Ellis County, Texas เป็นบุตรคนที่ห้าจากเจ็ด ครอบครัวถูกขับไล่ที่ทำให้ต้องอพยพสู่ West Dallas [แบบหนังเรื่อง The Grapes of Wrath (1940)] หลับนอนบนรถเกวียน ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง, เริ่มก่ออาชญากรรมตั้งแต่อายุ 16 ร่วมกับพี่ชาย Buck ปล้นร้านค้า ธนาคาร ลักขโมยรถ ก่อนถูกจับกุมคุมขัง Eastham Prison Farm แล้วยังถูกข่มขืนนับครั้งไม่ถ้วน วันหนึ่งอดรนทนต่อไปไม่ไหว ใช้ท่อเหล็กทุบศีรษะนักข่มขืนจนเสียชีวิต (นั่นคือฆาตกรรมครั้งแรก) เลยถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต ส่งไปใช้แรงงานหนัก เอาขวานตัดสองนิ้วเท้าเพื่อให้พิการ หกวันหลังจากนั้นได้รับภาคทัณฑ์ปล่อยตัว

Bonnie แรกพบเจอกับ Clyde วันที่ 5 มกราคม ค.ศ. 1930 ยังบ้านของ Clarence Clay (เพื่อนของทั้งสอง) ณ Herbert Street, West Dallas ขณะนั้น Bonnie แขนหัก กำลังพักรักษาตัว อาศัยอยู่กับเพื่อนสาว แล้วบังเอิญ Clyde แวะเวียนมาพบเจอ รับประทานช็อคโกแลตร้อนๆ

จุดเริ่มต้นภาพยนตร์ Bonnie and Clyde (1967) มาจากสองนักเขียน David Newman & Robert Benton ช่วงปลายปี ค.ศ. 1963 ทำงานนิตยสาร Esquire ต่างมีความหลงใหลคลั่งไคล้ François Truffaut, Jean-Luc Godard ฯ วางแผนพัฒนาบทหนังสักเรื่องที่ได้รับอิทธิพล ลักษณะคล้ายๆผลงานของผู้กำกับรุ่น French New Wave

Newman & Benton ได้รับคำแนะนำจากคนรู้จัก Elinor Jones และ Norton Wright เกี่ยวกับกลุ่มอาชญากร Bonnie and Clyde และ Barrow Gang จึงออกเดินทางไปยัง East Texas เพื่อสืบค้นคว้าหาข้อมูล จนสามารถพัฒนาบทร่างแรก (Treatment) จำนวน 75 หน้ากระดาษ

ในตอนแรก Newman & Benton ยื่นบทหนังให้ผกก. Arthur Penn แต่ขณะนั้นกำลังวุ่นวายโปรเจค The Chase (1966) เลยลองติดต่อหา François Truffaut ซึ่งก็ติดพันกับ Fahrenheit 451 (1966) ถึงอย่างนั้นได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับโครงสร้าง ทิศทางเรื่องราว รวมถึงแทรกใส่บทกวีของ Bonnie แล้วส่งต่อบุคคลที่เหมาะสมกว่าตนเองอย่าง Jean-Luc Godard

ว่ากันว่าเหตุผลที่ผกก. Godard บอกปัดปฏิเสธ เพราะเขาไม่มีความเชื่อใจใน Hollywood และเคยเรียกร้องต้องการถ่ายทำยัง New Jersey ในช่วงฤดูหนาวเดือนมกราคม แต่โปรดิวเซอร์ขณะนั้น Norah Wright คัดค้านว่าไร้สาระ เพราะเรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นในรัฐ Texas ซึ่งมีสภาพอากาศอบอุ่นตลอดปี! Godard เลยโต้ตอบสวนกลับ “I’m talking cinema and you’re talking weather. Goodbye.”

ระหว่างที่ Warren Beatty เดินทางไปฝรั่งเศสกับแฟนสาว(ขณะนั้น) Leslie Caron มีโอกาสรับประทานอาหารเย็นร่วมกับ Truffaut แล้วมีการกล่าวถึงโปรเจค Bonnie and Clyde พอหวนกลับมา Hollywood ออกติดตามหาบทหนังนั้น ขอซื้อลิขสิทธิ์ดัดแปลงโดยพลัน และแสดงความคิดเห็นต่อสองนักเขียน “since they had a very New Wave script, they definitely didn’t need a French director but rather an American one.” ว่าควรหาผู้กำกับอเมริกันจะดีกว่า!

เห็นว่า Beatty พยายามติดต่อผู้กำกับอเมริกาหลายคน อาทิ George Stevens, William Wyler, Karel Reisz, John Schlesinger, Brian G. Hutton, Sydney Pollack, หรือแม้แต่ Arthur Penn (เคยร่วมงาน Mickey One (1965)) ก็บอกปัดปฏิเสธหลายครั้ง จนกระทั่งได้รับข้อเสนอส่วนแบ่งกำไร 10% (ตัวของ Beatty ได้ส่วนแบ่ง 40%) จึงยินยอมตอบตกลง


Arthur Hiller Penn (1922-2010) ผู้กำกับละคอนเวที/ภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Philadelphia, Pennsylvania ในครอบครัวเชื้อสาย Russian Jewish อพยพจาก Novoaleksandrovsk, Russia (ปัจจุบันคือ Zarasai, Lithuania) บิดาเป็นช่างนาฬิกา เสี้ยมสอนบุตรชายให้สืบต่อกิจการ แต่ตอนอายุ 19 เลือกอาสาสมัครทหาร เดินทางสู่อังกฤษช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนค้นพบความสนใจด้านการละคอน และเมื่อมีโอกาสรับชม Citizen Kane (1941) มุ่งมั่นเข้าสู่วงการภาพยนตร์

พอหวนกลับมาสหรัฐอเมริกา เริ่มทำงานวงการโทรทัศน์ เคยเป็นที่ปรึกษา(TV Advisor)หาเสียงของ John F. Kennedy, กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก The Left Handed Gun (1958) แม้ล้มเหลวในสหรัฐอเมริกา แต่ประสบความสำเร็จอย่างมากๆในยุโรป, โด่งดังกับ The Miracle Worker (1962), กลายเป็นตำนาน Bonnie and Clyde (1967), Alice’s Restaurant (1969), Little Big Man (1970), Night Moves (1975) ฯ

บทหนังของ Newman & Benton เต็มไปด้วยรายละเอียด มีความซับซ้อนเกินไป ผกก. Penn มองว่า Bonnie & Clyde ควรเป็นคนธรรมดาสามัญ (Simple People) ไม่น่าจะเฉลียวฉลาดขนาดนั้น จึงปรับปรุงบทหนังให้มีความเรียบง่าย (Simplified) ตัดทิ้งประเด็นรักร่วมเพศ & สามเส้า (Clyde จากรสนิยมรักสองเพศ (Bisexual) มีความสัมพันธ์ทางเพศกับทั้ง Bonnie และ C. W. Moss เปลี่ยนมาเป็นไร้สมรรถภาพ (Impotent)) โดยเฉพาะตอนจบฉากดวลปืนตำรวจ-อาชญากร ตามสไตล์หนังอาชญากรรมคลาสสิก กลายมาเป็นเคลือบแฝงความรุนแรงที่สะท้อนบรรยากาศสหรัฐอเมริกายุคสมัยนั้น

the script was a little too complex, too sophisticated, too elaborate. It lacked a bit of the rustic, the natural. After all, it was about simple people, Bonnie and Clyde were not intellectuals. So, I brought a more direct style to the film and simplified the characters. There was a kind of ménage à trois in the script, inspired by Jules and Jim. Warren Beatty and Michael Pollard were both in love with Faye Dunaway, which is no longer really in the finished film.

Arthur Penn

ช่วงภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ Great Depression (1929-39) ชีวิตดำเนินไปอย่างทุกข์ยากลำบาก, Bonnie Parker (รับบทโดย Faye Dunaway) พนักงานสาวเสิร์ฟผู้เบื่อหน่าย ได้ตกหลุมรักอดีตนักโทษ Clyde Barrow (รับบทโดย Warren Beatty) ร่วมกันลักขโมยรถ ปล้นธนาคาร กราดยิงตำรวจ ก่ออาชญากรรมโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายบ้านเมือง

นอกจาก Bonnie and Clyde สมาชิกกลุ่ม Barrow Gang ยังประกอบด้วยพี่ชาย Buck Barrow (รับบทโดย Gene Hackman), ภรรยา(ของพี่ชาย) Blanche (รับบทโดย Estelle Parsons) และช่างเครื่องยนต์ C. W. Moss (รับบทโดย Michael J. Pollard) พวกเขาต่างถูกไล่ล่าโดย Frank Hamer (รับบทโดย Denver Pyle) เจ้าหน้าที่ Texas Ranger ผู้เคยถูก Barrow Gang ลักพาตัว ถ่ายภาพประจานลงหนังสือพิมพ์ ด้วยความเคียดแค้นฝังหุ่น เลยนำทีมตำรวจปลิดชีพ Buck และ Bonnie and Clyde ได้สำเร็จ!


Henry Warren Beaty (เกิดปี ค.ศ. 1937) นักแสดง/โปรดิวเซอร์/ผู้กำกับภาพยนตร์ สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Richmond, Virginia ตั้งแต่เด็กค้นพบความสนใจภาพยนตร์จากพี่สาว Shirley MacLean หลงใหลคลั่งไคล้ The Philadelphia Story (1940) เพราะรู้สึกว่า Katharine Hepburn มีหน้าตาและอุปนิสัยละม้ายคล้ายมารดา, โตขึ้นเข้าเรียนศิลปศาสตร์ Northwestern University เป็นสมาชิก Sigma Chi แต่พอจบปีแรกออกเดินทางสู่ New York ฝึกฝนการแสดงกับ Stella Adler Studio of Acting ระหว่างนั้นรับจ้างทำงานทั่วไป กระทั่งได้เล่นตัวประกอบซีรีย์โทรทัศน์ ละคอนเวที Broadways ภาพยนตร์เรื่องแรก Splendor in the Glass (1961) แจ้งเกิดโด่งดังโดยทันที! ผลงานเด่นๆ อาทิ All Fall Down (1962), Bonnie and Clyde (1967), McCabe & Mrs. Miller (1971), The Parallax View (1974), Shampoo (1975), กำกับ+นำแสดง Heaven Can Wait (1978), Reds (1981) **คว้ารางวัล Oscar: Best Director, Dick Tracy (1990), Bugsy (1991), Bulworth (1998) ฯ

รับบท Clyde Barrow หนุ่มหน้าใส จิตใจอ่อนโยน ตั้งแต่เด็กพบเจอความทุกข์ยากลำบาก โตขึ้นได้รับอิทธิพลพี่ชาย ติดนิสัยลักเล็กขโมยน้อย พอถูกจับติดคุก เพื่อนนักโทษรุมข่มขืน ได้รับบาดเจ็บทั้งร่างกาย-จิตใจ เลยไม่แปลกที่จะกลายเป็นคนต่อต้านสังคม เลือกใช้ชีวิตอยู่นอกเหนือกฎหมาย

เมื่อตอน Beatty เข้ามาเป็นโปรดิวเซอร์หนัง ไม่ได้ครุ่นคิดจะรับบทนำ จนกระทั่งผู้กำกับ Penn โน้มน้าวเกลี้ยกล่อมเลยยินยอมตอบตกลง ด้วยข้อต่อรองให้ตัดฉากเลิฟซีน และรสนิยม Bisexual (กลัวจะติดภาพจำ) ซึ่งถ้าคุณเคยอ่านประวัติของ Clyde รับรู้เหตุการณ์บังเกิดขึ้นในเรือนจำ อาการเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ (Impotent) ดูสมเหตุสมผลกว่ามาก

ภาพลักษณ์ของ Beatty ช่างหล่อกระชากใจ ใบหน้าอ่อนหวาน สายตายั่วเย้ายวน ริมฝีปากเซ็กซี่ อีโรติก เปิดอ้านิดๆ ดัดจริตรอยยิ้ม ชื่นชอบคาบไม้ขีด (=เล่นกับไฟ) ดูแล้วเหมือนหนุ่มนักรัก ‘matinee idol’ มากกว่าอาชญากรผู้ชั่วร้ายเสียอีก แต่ก็ชัดเจนว่าหลายๆอย่างรับอิทธิพลจาก Jean-Paul Belmondo ภาพยนตร์ Breathless (1960) … ซึ่ง Belmondo ก็ได้แรงบันดาลใจจาก Humphrey Bogart มาอีกที!

ในส่วนของการแสดง ผมชื่นชอบสำเนียง Texas ของ Beatty ฟังดูห้วนๆ หยาบกร้าน ขัดแย้งภาพลักษณ์พยายามทำตัวเป็นสุภาพบุรุษต่อหน้า Bonnie แต่เมื่อไหร่ปล้นธนาคาร เผชิญหน้าตำรวจ หรือหลังจากเพิ่งฆ่าคนตาย สีหน้าดูเคร่งเครียด จริงจัง ฉันไม่ได้อยากทำเรื่องเลวร้าย เกินเลยเถิดไปมากขนาดนี้ … การแสดงของ Beatty สามารถโน้มน้าวให้ผู้ชมเกิดความสงสารเห็นใจตัวละคร มากกว่าสมเพศสมน้ำหน้าในการกระทำสิ่งชั่วร้ายของพวกเขา

ฉากที่ทำให้หลายคนเอ็นดู Clyde แม้กระทำสารพัดสิ่งชั่วร้าย แต่จิตใจไม่ต่างจากเด็กน้อย ละอ่อนเยาว์วัย(เรื่องเพศ) อวดอ้างเรื่องรักกับพี่ชาย แท้จริงแล้วกลับล่มปากอ่าว นกเขาไม่ขัน เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ แล้วพอเขาสามารถสำเร็จกามกิจครั้งแรก-ครั้งเดียวกับ Boonie มันช่างเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ น่าภาคภูมิใจ และคงสร้างความเศร้าสลดหดหู่ เพราะรับรู้สึกได้ว่านั่นคือ ‘Death Flag’

แซว: เริ่มต้นจาก Humphrey Bogart สร้างอิทธิพลให้ Jean-Paul Belmondo จากนั้นออสโมซิส (Osmosis) หวนกลับสู่สหรัฐอเมริกา แต่ผมว่า Warren Beatty หล่อเกินไป!

Dorothy Faye Dunaway (เกิดปี ค.ศ. 1941) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกา เกิดที่ Bascom, Florida ในครอบครัวเชื้อสาย Scottish-Irish-German ทำให้ช่วงวัยเด็กเดินทางไปๆกลับๆอเมริกากับยุโรปบ่อยครั้ง มีความชื่นชอบร้องเพลง เล่นเปียโน เต้นบัลเล่ต์ แท็บแดนซ์ ช่วงระหว่างเรียนการละคอนปีสุดท้าย Boston University ได้รับการค้นพบโดย Arthur Miller แนะนำให้เข้าฝึกฝนการแสดง American National Theater and Academy แถมยังสร้างความประทับใจผู้กำกับ Elia Kazan ส่งไปเรียนต่อด้วย HB Studio พอมีชื่อเสียงในวงการละคอนเวทีระดับหนึ่ง ก็แจ้งเกิดภาพยนตร์เรื่องแรก The Happening (1967), ติดตามด้วย The Chase (1966), กลายเป็นตำนานกับ Bonnie and Clyde (1967), Chinatown (1974), The Towering Inferno (1974) และคว้ารางวัล Oscar: Best Actress ภาพยนตร์ Network (1976)

รับบท Bonnie Parker หญิงสาวร่านรัก เพราะความเบื่อหน่าย โดดเดี่ยวเดียวดาย ต้องการทำบางสิ่งอย่างที่สร้างความตื่นเต้นเร้าใจ ไม่สนถูก-ผิด ดี-ชั่ว ขอแค่เพียงตอบสนองตัณหาความใคร่, แรกพบเจอ Clyde บังเกิดอารมณ์ทางเพศ แต่เขากลับไร้สมรรถภาพทางเพศ ยินยอมอดกลั้นฝืนทน เฝ้ารอคอยวันที่จักสามารถเติมเต็มความต้องการหัวใจ

ตัวเต็งหนึ่งของบทบาทนี้คือพี่สาว Shirley MacLaine แต่หลังจาก Beatty ตอบรับเล่น Clyde Barrow ทำให้ต้องมองหานางเอกคนใหม่ Jane Fonda, Tuesday Weld, Ann-Margret, Leslie Caron, Carol Lynley, Sue Lyon, รวมถึงแฟนสาวขณะนั้น(ของ Beatty) Natalie Wood แต่เหมือนจะมีปากเสียงทะเลาะวิวาท แล้วเย็นวันนั้นเธอพยายามฆ่าตัวตาย โชคดีพบเจอโดยแม่บ้าน เข้าบำบัดรักษาอาการทางจิตอยู่หลายเดือน

Curtis Hanson (ว่าที่ผู้กำกับ L.A. Confidential (1997), 8 Mile (2002)) ขณะนั้นทำงานเป็นช่างภาพนิ่ง (Photographer) รับรู้จัก Dunaway ระหว่างถ่ายแบบโมเดลลิ่ง ช่วยส่งรูปของเธอให้กับ Beatty และผกก. Penn ช่วยกันพิจารณา … Beatty ต้องการตอบแทน Hanson ด้วยสินน้ำใจเล็กๆน้อยๆ แต่เจ้าตัวบอกปฏิเสธ ก่อนขอเป็นผู้ช่วย/สังเกตการณ์ในกองถ่ายแทน นั่นคือโอกาสทองเลยก็ว่าได้!

เกร็ด: ก่อนเริ่มต้นถ่ายทำ Dunaway ต้องลดน้ำหนักถึง 25 ปอนด์ (11.3 กิโลกรัม) เพื่อให้ร่างกายดูผอมเพียว เหมือนหญิงสาวช่วงทศวรรษ 30s ซึ่งเธอใช้การอดอาหาร รับประทานเพียงสลัดผัก และสวมใส่เข็มขัดน้ำหนัก 12 ปอนด์ (ถอดออกเฉพาะตอนนอนและอาบน้ำ) ไม่ถึงเดือนก็สามารถลดน้ำหนักได้ตามเป้าหมาย

ผมอ่านเจอว่าตัวจริงของ Bonnie เป็นคนนิ่งเงียบ เย็นชา ความสูงแค่ 4 ฟุต 10 นิ้ว (147.32 เซนติเมตร) แตกต่างกับ Dunaway ดูระริกระรี้ แรดร่าน ค่อนข้างเหมือนเด็กน้อยเอาใจ อยากได้อะไรต้องได้ แถมยังเจ้าอารมณ์ ขี้หึงหวง อิจฉาริษยา ความสูง 5 ฟุต 7 นิ้ว (170.18 เซนติเมตร) แตกต่างราวฟ้ากับเหว! … มันเหมือนว่าหนังเอาภาพถ่ายที่เธอถือปืน ยืนเท้าสะเอว คาบบุหรี่ มาตัดสินบุคลิกภาพตัวละคร Dunaway เลยแสดงออกราวกับ Bonnie ได้รับอิสรภาพทางเพศ (Sexual Freedom)

การล่มปากอ่าวของ Clyde คงทำให้ Bonnie แทบคลั่งตาย! แต่มันเสี้ยมสอนให้เธอค่อยๆเรียนรู้จักอดกลั้นฝืนทน สงบสติอารมณ์ จนสามารถควบคุมตนเอง (ทั้งๆรังเกียจ Buck & Blanche อยากจะฆ่าให้ตาย) นั่นคือการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ และเมื่อได้เสพสมอารมณ์หมาย ก็เท่ากับชีวิตได้รับการเติมเต็ม คุ้มค่ากับการรอคอย

Bonnie รังเกียจอะไร Buck & Blanche? ผมมองว่าเป็นความอิจฉาริษยาล้วนๆ เธอต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ Clyde แต่เพียงผู้เดียว ทว่าเขากลับยังคงพึ่งพาพี่ชาย Buck และสังเกตเห็นสันดานธาตุแท้ พฤติกรรมดัดจริตของ Blanche ดั่งสำนวน “ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่” เสือสองตัวอยู่ร่วมถ้ำเดียวกันไม่ได้!

เกร็ด: “We rob banks.” ประโยคคำพูดของ Bonnie Parker ได้รับการโหวต AFI: 100 Years…100 Movie Quotes (2005) ติดอันดับ #41

Eugene Allen Hackman (1930-2025) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ San Bernardino, California ครอบครัวหย่าร้างเมื่ออายุ 13 ปี สามปีให้หลังจึงหนีออกจากบ้าน โกงอายุสมัครเข้าทหารเรือ ทำงานหน่วยสื่อสาร ประจำการอยู่ประเทศจีนในช่วง Communist Revolution ปลดประจำการเมื่อปี ค.ศ. 1951 ลงหลักปักฐาน New York ดิ้นรนหางานทำไปเรื่อยๆ จนเกิดความสนใจด้านการแสดง กลายเป็นเพื่อนร่วมห้อง Dustin Hoffman และ Robert Duvall รับบทเล็กๆในซีรีย์โทรทัศน์ แสดงละครเวที Off-Broadway โด่งดังทันทีจากบทสมทบ Bonnie and Clyde (1967), ผลงานเด่นๆ อาทิ The French Connection (1971) **คว้ารางวัล Oscar: Best Actor, The Poseidon Adventure (1972), The Conversation (1974), Superman: The Movie (1978), Mississippi Burning (1988), Unforgiven (1992) **คว้ารางวัล Oscar: Best Supporting Actor, The Royal Tenenbaums (2001) ฯ

รับบท Marvin Ivan ‘Buck’ Barrow (1903-33) บุตรคนที่สามในครอบครัว Barrow เป็นคนชักนำน้องชาย Clyde เข้าสู่แวดวงอาชญากรรม ก่อนหน้านี้เคยแต่งงาน-หย่าร้างมาแล้วสองครั้งถึงได้พบเจอ Blanche Caldwell ตกหลุมรักแทบจะโดยทันที! หลังหลบหนีออกจาก Ferguson Prison Farm ก็ได้แต่งงานวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1931 แล้วเธอโน้มน้าวให้เขาเข้ามอบตัว กลับไปใช้โทษจนครบกำหนด หวนกลับออกมานัดพบเจอ Clyde (และ Bonnie) ก่อนถูกตำรวจวิสามัญระหว่างการยิงต่อสู้

Hackman ขณะนั้นเพิ่งหลังถูกไล่ออกจากกองถ่าย The Graduate (1967) เพราะผกก. Mike Nichols มองว่าอายุน้อยเกินรับบท Mr. Robinson (แทนที่ด้วย Murray Hamilton), พอมีคิวงานว่าง ได้รับการติดต่อจาก Warren Beatty เคยร่วมงานภาพยนตร์ Lilith (1964) เลยตอบตกลงโดยพลัน!

ภาพจำของ Hackman คือบุคคลผู้มีความอึดถึก บ้าพลัง ชอบขึ้นเสียง ใส่อารมณ์ ใครดีมาดีตอบ ร้ายมาร้ายตอบ รักพี่น้อง ผองเพื่อน แต่กลายเป็นลูกแมวน้อยในอ้อมอกภรรยา … บทบาท Buck แทบไม่มีอะไรแตกต่างจากภาพจำ แต่สิ่งน่าสนใจคือความสัมพันธ์กับ Clyde มันเหมือนมีช่องว่าง ความเหินห่าง หลายปีที่ไม่ได้พบเจอ ต่างฝ่ายต่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

When Buck is reunited with his kid brother, they howl with glee and punch each other to disguise the truth that they have nothing to say.

นักวิจารณ์ Roger Ebert แสดงความคิดเห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Buck & Clyde

หนังไม่ได้มีคำอธิบายความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ผมอ่านเจอจากประวัติของ Buck Barrow เล่าถึงอิทธิพลภรรยา Blanche ที่ภายหลังแต่งงาน โน้มน้าวให้เขาเข้ามอบตัว ชดใช้โทษจนได้รับทัณฑ์บน (ปล่อยตัวก่อนกำหนด) จากนั้นก็ตั้งใจจะล้มเลิกการเป็นอาชญากร จนกระทั่งหวนกลับมาพบเจอน้องชาย หายนะจึงถาโถมเข้าใส่


Estelle Parsons (เกิดปี ค.ศ. 1927) นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Lynn, Massachusetts มารดาเป็นคน Swedish แต่งงานกับบิดาชาวอังกฤษ, โตขึ้นเข้าเรียนนิติศาสตร์ Boston University School of Law ระหว่างนั้นทำงานเป็นนักร้องในผับบาร์ หลังเรียนจบเดินทางสู่ New York City ทำงานเป็นนักเขียน/โปรดิวเซอร์รายการโทรทัศน์ The Today Show ต่อด้วยทำการแสดงละคอนเวที Broadway, Off-Broadway, ภาพยนตร์เรื่องแรก Ladybug Ladybug (1963), โด่งดังกับ Bonnie and Clyde (1967) **คว้ารางวัล Oscar: Best Supporting Actress, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Rachel, Rachel (1968), Watermelon Man (1970), I Never Sang for My Father (1970) ฯ

รับบท Blanche Barrow ชื่อเกิด Bennie Iva Caldwell (1911-88) เกิดที่ Garvin, Oklahoma บิดาเป็นชาวนา เคร่งครัดศาสนา (ไม่ได้เป็นนักเทศน์) ขณะนั้นอายุ 39 อยู่กินกับมารดาอายุ 14-15 ปี! แต่ไม่นานพวกเขาก็หย่าร้าง อาศัยอยู่กับบิดา พออายุ 17 ถูกบังคับให้แต่งงาน John Calloway ก่อนพบเจอตกหลุมรัก Buck Barrow เลิกราสามีเก่าเพื่อแต่งงานใหม่

ชีวิตจริงของ Blanche ไม่ใช่ยัยบ้า กระต่ายตื่นตูม คลุ้มคลั่งเสียสติแตกเหมือนในหนัง “That film made me look like a screaming horse’s ass!” ตรงกันข้ามคือสงบเสงี่ยม เรียบร้อยดั่งผ้าพับไว้ ไม่เคยจับปืน ไม่เคยกระทำร้ายใคร แถมเป็นคนโน้มน้าวสามี Buck ให้ชดใช้โทษทัณฑ์ เลิกก่ออาชญากรรม นั่นต่างหากคือเหตุผลไม่ชอบขี้หน้า Bonnie and Clyde กลัวว่าจะทำให้ชายคนรักเสียคน … ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

เกร็ด: Blanche Barrow ยื่นฟ้องสตูดิโอ Warner Bros. ที่ทำการบิดเบือนเรื่องราวของเธอหลายอย่าง แต่สุดท้ายก็สามารถไกล่เกลี่ย เคลียร์กันนอกศาล จ่ายค่าเสียหายไม่ระบุจำนวน

แม้การแสดงของ Parsons จะแตกต่างตรงกันข้ามกับ Blanche แต่เธอรังสรรค์ตัวละครที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัว อาจสร้างความรำคาญให้ใครหลายคน (โดยเฉพาะ Bonnie) ดัดจริต สร้างภาพ ชอบเรียกร้องโน่นนี่นั่น พยายามครอบงำชายคนรัก พอตนเอง(หรือสามี)ได้รับบาดเจ็บ ก็คลุ้มคลั่งจะเป็นจะตาย ส่งสายตาอาฆาตมาดร้าย Bonnie ยัยนี่คือศัตรูคู่อาฆาต ไม่สามารถอยู่ร่วมโลกเดียวกัน … ดั่งคำที่ Blanche เคยกล่าวเอาไว้ “screaming horse’s ass”


Michael John Pollack Jr. (1939-2019) นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Passaic, New Jersey โตขึ้นเข้าฝึกฝนการแสดงยัง Actors Studio (รุ่นเดียวกับ Marilyn Monroe) ช่วงแรกเป็นตัวประกอบซีรีย์โทรทัศน์ จนกระทั่งแจ้งเกิดภาพยนตร์ Bonnie and Clyde (1967) แม้ไม่ค่อยมีผลงานเด่นๆติดตามมา แต่ก็ได้รับงานแสดงกว่าร้อยๆเรื่อง

รับบท C.W. Moss เด็กปั๊มและช่างซ่อมรถ ด้วยความที่ยังอายุน้อย ไม่ค่อยรับรู้ประสีประสา เลยถูกชักจูงจมูก หลงเชื่อคนง่าย ได้รับชักชวนจาก Bonnie and Clyde เข้าร่วมสมาชิก Barrow Gang แม้ทำอะไรๆผิดพลาดบ่อยครั้ง ก็ยังพยายามพิสูจน์ตนเอง โหยหาการยินยอมรับจากพวกพ้อง แต่ท้ายที่สุดหวนกลับไปพึ่งพาบิดาจอมเผด็จการ บีบบังคับให้ทรยศหักหลัง สามารถเอาตัวรอดตาย เพียงติดคุกไม่กี่ปีก็ได้รับทัณฑ์บน

เกร็ด: C.W. Moss เป็นบุคคลไม่มีอยู่จริง! คือส่วนผสมของ Ralph Fults (คู่หูคนแรกของ Clyde), William Daniel Jones ชื่อเล่น W.D. บางครั้งเรียก Deacon (อดีตเด็กปั๊ม), Raymond Hamilton และ Henry Methvin (บิดาของเขาต่อรองกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ Frank Hamer เพื่อจัดฉากฆาตกรรม Bonnie and Clyde)

นี่คือบทบาทแจ้งเกิด Pollack ส่วนผสมระหว่างคนโรคจิต+สติปัญญาอ่อน ทำตัวซื่อบื้อ ทึ่มทื่อ ไม่ค่อยรับรู้ประสีประสา ตอนที่ Bonnie พูดบอกที่ปั๊มน้ำมัน “We rob banks” ปฏิกิริยาท่าทาง เต็มไปด้วยความระเริงรื่น ยินดีปรีดา ราวกับว่าได้พบเจอหนทางออก บุคคลให้การยินยอมรับตนเอง จึงพร้อมทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างเพื่อเข้าร่วมกลุ่ม

กิริยาท่าทางของ Moss ดูราวกับบุคคลที่ถูก(บิดา)กดทับ ควบคุมครอบงำ สั่งให้ทำโน่นนี่นั่น ถ้าไม่ปฏิบัติตามจะใช้ความรุนแรง (Child Abused) ด้วยเหตุนี้สติสตางค์จึงดูไม่ค่อยสมประกอบสักเท่าไหร่ ทำอะไรๆผิดๆถูกๆ ไม่รับรู้ประสีประสา เหตุผลการเข้าร่วม Barrow Gang เพราะโหยหาการยินยอมรับจากผู้อื่น แต่ท้ายที่สุดเมื่อไม่หลงเหลือใครให้พึ่งพักพิง จำต้องหวนกลับหาบิดา มิอาจต่อต้านขัดขืดคำสั่ง จำต้องทรยศหักหลังพวกพ้อง ผลลัพท์คงทำให้เขาเศร้าโศกเสียใจตราบจนวันตาย!


นี่เป็นภาพยนตร์ Debut ของ Gene Wilder ในบท Eugene Grizzard อาชีพสัปเหร่อที่ถูกแก๊งค์ Barrow ขโมยรถ เลยขอให้แฟนสาวขับอีกคันติดตาม ทีแรกวาดมาดเอาจริงจังแต่พอถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีปืนก็ปอดแหกถอยรถกลับ แล้วอยู่ดีๆ Clyde ก็ขับรถวนกลับเช่นกัน จี้พวกเขาพาไปลัลล้าร่วมสนุกด้วยกัน, นี่อ้างอิงจากเหตุการณ์จริงของสัปเหร่อ H.D. Darby และแฟนสาว Sophia Stone ที่ถูกขโมยรถและโดนลักพาตัวโดยแก๊งค์ Barrow ลงข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์


ถ่ายภาพโดย Burnett Guffey (1905-83) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Del Rio, Tennessee หลังเรียนจบเริ่มทำงานพนักงานส่งเอกสาร ก่อนกลายเป็นผู้ช่วยช่างภาพสตูดิโอ Fox, ตากล้องกองสองภาพยนตร์ The Iron Horse (1923), ควบคุมกล้อง (Camera Operator) อาทิ The Informer (1935), Foreign Correspondent (1940), เริ่มได้รับเครดิตถ่ายภาพตั้งแต่ปี ค.ศ. 1944 ผลงานเด่นๆ อาทิ All the King’s Men (1949), In a Lonely Place (1950), From Here to Eternity (1953), Birdman of Alcatraz (1962) , Bonnie and Clyde (1967) ฯ

ในตอนแรก Beatty ต้องการถ่ายหนังด้วยฟีล์มขาว-ดำ เพื่อสร้างบรรยากาศ ‘Classic Gangster Movie’ ตามพื้นหลังช่วงทศวรรษ 30s แต่ได้รับคำตอบปฏิเสธจาก Jack L. Warner บังคับให้ใช้ฟีล์มสี Technicolor ด้วยเหตุนี้จึงมีการย้อมสีให้ดูเหมือนโปสการ์ด/ภาพถ่ายเก่าๆ โทนน้ำตาล-เหลือง ทะเลทราย ดินลูกรัง ฝุ่นเกลอะกรัง บรรยากาศเหือดแห้งแล้งของรัฐ Texas

งานภาพของหนังแพรวพราวด้วยลูกเล่นภาพยนตร์ เต็มไปด้วยมุมกล้องที่ดูผิดแผกแปลกตา ผู้ชมสัมผัสได้ว่าผู้สร้างรับอิทธิพลจากยุคสมัย French New Wave เกินกว่าครึ่งถ่ายทำยังสถานที่จริง (เงินทุนมากพอจะใช้กล้องคุณภาพดีๆ พร้อมขนส่งอุปกรณ์สู่สถานที่ถ่ายทำ) ฉากภายนอกใช้เพียงแสงธรรมชาติ พบเห็นเงาเมฆเคลื่อนผ่าน พยายามสร้างบรรยากาศให้ดูสมจริง (Realist)

กองถ่ายปักหลักอยู่ Texas นานสิบสัปดาห์ระหว่าง 4 ตุลาคม – 7 ธันวาคม ค.ศ. 1966 จากนั้นย้ายมาถ่ายทำฉากภายใน และทำ Special Effect ยังสตูดิโอ Warner Bros. สิ้นสุดโปรดักชั่นวันที่ 1 ธันวาคม ค.ศ. 1967

เกร็ด: ชุดของ Bonnie & Clyde ออกแบบโดย Theadora Van Runkle ได้กลายเป็นแฟชั่นวินเทจยอดนิยมในช่วงทศวรรษ มีคำเรียกว่า “Bonnie and Clyde Look”

หนังเริ่มต้นด้วยการร้องเรียงชุดภาพนิ่ง คาดเดาไม่ยากว่าต้องคือครอบครัวของ Bonnie Parker และ Clyde Barrow ตั้งแต่ยังเด็กจนเติบใหญ่ ตัดสลับเครดิตผู้สร้าง และนอกจากเสียงชัตเตอร์กล้อง ผมอ่านเจอว่ามีเพลงประกอบคลอพื้นหลัง (เบามากๆ) Deep Night (1929) บทเพลง Jazz Standard แต่งโดย Charles E. Henderson, คำร้องโดย Rudy Vallee, ขับร้องโดย Rudy Vallee

ฉากเปิดเรื่องในห้องนอนของ Bonnie เริ่มจากริมฝีปาก ภาพสะท้อนกระจก พบเห็นเรือนร่างเปลือยเปล่า หญิงสาวเดินไปเดินมา นอนเล่นบนเตียง หยิบเสื้อผ้าแต่ไม่อยากสวมใส่ ก่อนเหม่อมองไปนอกหน้าต่าง … การถ่ายภาพช่วงนี้เหมือนจะทำเป็น Long Take ก่อนใช้ Jump Cut ตัดข้ามส่วนไม่สำคัญ! มีลีลาการเคลื่อนเลื่อนอันโฉบเฉี่ยว ไร้ทิศทาง สะท้อนความว้าวุ่นวายใจ ชีวิตเต็มไปด้วยความเบื่อหน่าย ราวกับถูกคุมขัง อาศัยอยู่ในเรือนจำ โหยหาใครสักคนพาฉันหลบหนีออกไปจากสถานที่แห่งนี้

เมื่อตอน Bonnie แรกพบเจอกับ Clyde ทั้งสองก้าวเดินเรื่อยเปื่อยเข้าเมือง สังเกตว่ากล้องเคลื่อนไปตามรางเลื่อนเป็นเส้นตรง! สื่อถึงเส้นทางชีวิตของหญิงสาว (ก่อนหน้านี้)ยึดถือปฏิบัติตามขนบกฎกรอบที่สังคมกำหนดไว้

แต่หลังจากพบเห็น Clyde เดินข้ามถนน (สัญลักษณ์ของการกระทำสิ่งแตกต่างตรงกันข้าม) ปล้นร้านค้า ระหว่างขับรถหลบหนี มีการส่ายไปส่ายมา ไม่สนห่าเหวอะไรอีกต่อไป … เหตุผลที่ขับรถส่ายไปส่ายมา เพราะความระริกระรี้ของ Bonnie พยายามจะร่วมเพศสัมพันธ์ สิ่งที่เขาทำสามารถกระตุ้นอารมณ์(ทางเพศ) ราวกับมันคือจุดสูงสุดชีวิต แต่ทว่านี่เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้นเอง

แทนที่หนังจะบอกเล่าตรงๆถึงอดีตของ Clyde กลับนำเสนอผ่านเรื่องราวชายแปลกหน้า เคยเป็นเจ้าของบ้านหลังนี้ก่อนถูกธนาคารยึด กำลังจะออกเดินทางพร้อมครอบครัว แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนครั้งสุดท้าย ทำอะไรไม่ได้นอกจากใช้ปืนยิงป้าย ระบายอารมณ์อัดอั้น สำแดงอารยะขัดขืนต่อระบบ ผลกระทบจาก The Great Depression มันช่างบัดซบยิ่งนัก!

ศพแรกของหนังระหว่างการปล้นธนาคาร ผู้ชมสมัยนั้นคงไม่ทันตั้งตัว! เพราะก่อนหน้านี้มันมีข้อห้ามใช้อาวุธปืน ห้ามความรุนแรง (Brutality หรือ Gruesomeness) ห้ามฉายภาพฆาตกรรม วิธีการก็คือตัดไปอะไรอย่างอื่น ได้ยินเสียงปืน แล้วกลับมาล้มลง นอนจมกองเลือด … ไม่เคยมาก่อนที่จะนำเสนอภาพความตายต่อหน้าต่อตาชัดเจนขนาดนี้!

ถ้าคุณสังเกตภาพนี้ดีๆจะพบว่ากระจกไม่ได้แตก เช่นนั้นแล้วกระสุนทะลุด้านหลังได้อย่างไร? วิธีที่หนังใช้กลบเกลื่อนก็คือตัดต่อไวๆ มองแทบไม่ทัน เพียงเท่านี้ผู้ชมก็กรี๊ดลั่น! … เป็นภาพที่ชวนนึกถึงโคตรหนังเงียบ Battleship Potemkin (1925)

แม้การปล้นธนาคารจะประสบความสำเร็จ แต่ความทึมทื่อ ซื่อบื่อของ C.W. Moss ทำให้ Clyde จำต้องยิงเจ้าหน้าที่ธนาคารเสียชีวิต พูดระบายอารมณ์อัดอั้นระหว่างรับชมภาพยนตร์ Gold Diggers of 1933 (1933) ขณะกำลังเริงระบำบทเพลง We’re in the Money แต่งโดย Harry Warren, คำร้องโดย Al Dubin, ขับร้องโดย Ginger Rogers

หนังไม่ได้มีการกล่าวถึงตรงๆ ต้องคนที่อ่านประวัติของ Bonnie Parker จึงรับรู้ว่าเธอเคยใฝ่ฝันอยากเป็นนักแสดง เลยรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างตั้งอกตั้งใจ

เกร็ด: Gold Diggers ไม่ได้มีความหมายแค่นักขุดทอง แต่สื่อถึงบุคคลใช้มารยาเสน่ห์ล่อหลอกอีกบุคคล (ผมไม่อยากจำกัดเพศสภาพ) คาดหวังเงินทอง แต่งงานแล้วสุขสบาย กลายเป็นหนูตกถังข้าวสาร

Frank Hamer (1884-1955) เจ้าหน้าที่ Texas Ranger ผู้นำการไล่ล่า วิสามัญสมาชิก Barrow Gang ในหนังนำเสนอบุคคลมีความอาฆาตแค้นต่อ Bonnie & Clyde หลังถูกกระทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ความเป็นจริง Hamer ไม่เคยพบเจออาชญากรกลุ่มนี้มาก่อน แถมคือตำนาน Texas Ranger ที่เกษียณตัวไปแล้ว หวนกลับมาเพื่อภารกิจนี้โดยเฉพาะ!

เกร็ด: ภรรยาหม้ายและบุตรชายหลังจากรับชมหนัง แบบเดียวกับ Blanche Barrow ยื่นฟ้องศาลข้อหาบิดเบือน ทำลายภาพลักษณ์ของ Frank Hamer สุดท้ายยินยอมประณีประณอม คงได้ค่าเงินปิดปากเยอะอยู่

นี่คือบทบาทแรกแจ้งเกิดของ Gene Wilder รับบทเป็นสัปเหร่อ (Undertaker) ถูกลักพาตัวโดย Barrow Gang หลังจากขโมยรถของตนเอง แรกๆก็กลัวๆกล้าๆ ไปๆมาๆพูดคุยถูกคอ กำลังจะได้รับการชักชวนเข้าร่วมแก๊งค์ แต่พอเปิดเผยว่าประกอบอาชีพสัปเหร่อ เลยถูกไล่ลงจากรถกลางทาง … จะเรียกว่า ‘Death Flag’ ก็ได้กระมัง

ว่ากันว่าเป็นเหตุการณ์บังเอิญล้วนๆ ความตั้งใจของผกก. Penn ก็แค่ยกกล้องขึ้นสูงขณะ Clyde ออกวิ่งติดตาม Bonnie เข้าไปในไร่ข้าวโพด แต่โชคชะตานำพาให้เงาก้อนเมฆเคลื่อนผ่านมาพอดิบดี สามารถพยากรณ์หายนะที่กำลังคืบคลานเข้าหาสมาชิก Barrow Gang

There is a moment in Bonnie and Clyde when Bonnie, frightened and angry, runs away from Clyde through a field of wheat, and as he pursues her, a cloud sweeps across the field and shadows them. Seen in a high, wide-angle shot, it is one of those moments of serendipity given to few movies. Today the cloud could be generated by computers; on the day the scene was filmed in Texas, it was a perfectly timed accident of nature.

นักวิจารณ์ Roger Ebert

เวลาผมเห็นภาพเงาก้อนเมฆเคลื่อนพานผ่าน จะชวนนึกถึงภาพยนตร์ Red River (1948) ของผกก. Howard Hawks ซึ่งก็บังเอิ้ญเคยเก็บภาพลักษณะคล้ายๆเดียวกันนี้ แล้วนำไปอวดอ้างเพื่อนผู้กำกับ John Ford ฉันก็ทำได้เหมือนกัน “Hey, I’ve got one almost as good as you can do–you better go and see it.” คือในกรณีของ Ford พี่แกรอเป็นวันๆเพื่อให้ได้ก้อนเมฆ ภาพเงา ตรงตามความต้องการ แต่ในกรณีของ Hawks หรือ Penn มันเกิดจากโชคชะตาฟ้าลิขิต

ระหว่างที่ Bonnie หวนกลับมาเยี่ยมเยียนครอบครัว (และคุณย่า) ผมไม่ค่อยแน่ใจว่าตากล้องทำอะไรกับซีเควนซ์นี้? ถ่ายให้หลุดโฟกัส ใช้เลนส์/ฟิลเลอร์ทำภาพออกมาเบลอๆ ฟุ้งๆ คละคลุ้งฝุ่นควัน จัดแสงสว่างจร้าๆ แลดูราวกับอยู่ในความฝัน ช่วงเวลาความสุขสุดท้ายก่อนลาจากกัน … ชั่วนิรันดร์

ตำรวจได้รับแจ้งจางพลเมืองดี ทำให้สามารถห้อมล้อม Barrow Gang เกิดการยิงต่อสู้ Buck ถูกกระสุนเข้าดวงตาข้างหนึ่ง ทำให้มืดบอด มองไม่เห็น เช้าวันถัดมาจึงไม่สามารถดิ้นหลบหนี วินาทีความตายนั่งคุกเข่า หันซ้ายหันขวา เหมือนพยายามมองหาอะไรบางอย่าง (ก็ไม่รู้ปืน? หรือภรรยา?) ก่อนพลิกตัวล้มลง มือสองข้างไขว้หลัง สิ่งที่พยายามมองหาอยู่ใกล้แค่เอื้อม(ทั้งปืนและภรรยา)กลับมิอาจขวนขวายไขว่คว้า

Buck คือบุคคลที่เคยกลับตัวกลับใจ ยินยอมหวนกลับไปติดคุก ชดใช้โทษทัณฑ์จนครบกำหนด แต่พอกลับออกมาสุงสิงกับน้องชาย Clyde กลายเป็นหายนะที่ทำให้เขาสูญเสียคำมั่นสัญญาต่อทั้งตนเองและภรรยา มองไม่เห็นเบื้องหน้า มิอาจขวนขวายไขว่คว้า

ความตายของ Buck ก็ทำให้ Blanche สูญเสียการมองเห็น ไม่สามารถควบคุมตนเอง พร้อมเปิดเผยรายละเอียดทุกสิ่งอย่างต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ เต็มไปด้วยความโกรธเกลียด อาฆาตแค้น Bonnie & Clyde พร้อมใส่ร้ายป้ายสี โยนความผิดทุกสิ่งอย่าง

ใครต่อใครพร้อมเป็นสายแจ้งตำรวจเมื่อพบเจอ Bonnie & Clyde แต่ไม่ใช่สำหรับบรรดาคนเร่ร่อน ถูกธนาคารยึดบ้าน ไร้ที่อยู่อาศัย ต้องออกเดินทางเสี่ยงโชคชะตา อาชญากรทั้งสอง(และ C.W. Moss)ราวกับฮีโร่ วีรบุรุษ บุคคลกระทำสิ่งต่อต้านระบบ จึงพร้อมแบ่งปันน้ำและอาหาร … เอาจริงๆถ้า C.W. Moss ไม่ตัดสินใจหวนกลับบ้าน คนเร่รอนกลุ่มนี้ก็น่าจะพร้อมให้ความช่วยเหลือทุกสิ่งอย่าง!

บทกวี The Story of Bonnie and Clyde หรือ The Trail’s End จริงๆแล้วตีพิมพ์ภายหลังการเสียชีวิต คาดว่า Bonnie คงจะส่งให้หนังสือพิมพ์ก่อนถูกวิสามัญฆาตกรรม แต่หนังใช้เป็นเหตุการณ์ไคลน์แม็กซ์ สิ่งทำให้ Clyde คลายความเศร้าโศกจากการสูญเสียพี่ชาย (นั่งอยู่ในรถฝนตกหนัก = น้ำตาไหลพรากๆ) และระหว่างปิกนิกเช้าวันใหม่ สภาพอากาศสดใส รับฟังบทกวีนี้แล้วบังเกิดอารมณ์ทางเพศ เสพสมอารมณ์หมาย ชีวิตดำเนินมาถึงจุดสูงสุด ประมวลบทสรุปคู่รักอาชญากร … มันคือ ‘Death Flag’ อย่างชัดเจน!

You’ve read the story of Jesse James
of how he lived and died.
If you’re still in need;
of something to read,
here’s the story of Bonnie and Clyde.

Now Bonnie and Clyde are the Barrow gang
I’m sure you all have read.
how they rob and steal;
and those who squeal,
are usually found dying or dead.

There’s lots of untruths to these write-ups;
they’re not as ruthless as that.
their nature is raw;
they hate all the law,
the stool pigeons, spotters and rats.

They call them cold-blooded killers
they say they are heartless and mean.
But I say this with pride
that I once knew Clyde,
when he was honest and upright and clean.

But the law fooled around;
kept taking him down,
and locking him up in a cell.
Till he said to me;
“I’ll never be free,
so I’ll meet a few of them in hell”

The road was so dimly lighted
there were no highway signs to guide.
But they made up their minds;
if all roads were blind,
they wouldn’t give up till they died.

The road gets dimmer and dimmer
sometimes you can hardly see.
But it’s fight man to man
and do all you can,
for they know they can never be free.

From heart-break some people have suffered
from weariness some people have died.
But take it all in all;
our troubles are small,
till we get like Bonnie and Clyde.

If a policeman is killed in Dallas
and they have no clue or guide.
If they can’t find a fiend,
they just wipe their slate clean
and hang it on Bonnie and Clyde.

There’s two crimes committed in America
not accredited to the Barrow mob.
They had no hand;
in the kidnap demand,
nor the Kansas City Depot job.

A newsboy once said to his buddy;
“I wish old Clyde would get jumped.
In these awfull hard times;
we’d make a few dimes,
if five or six cops would get bumped”

The police haven’t got the report yet
but Clyde called me up today.
He said,”Don’t start any fights;
we aren’t working nights,
we’re joining the NRA.”

From Irving to West Dallas viaduct
is known as the Great Divide.
Where the women are kin;
and the men are men,
and they won’t “stool” on Bonnie and Clyde.

If they try to act like citizens
and rent them a nice little flat.
About the third night;
they’re invited to fight,
by a sub-gun’s rat-tat-tat.

They don’t think they’re too smart or desperate
they know that the law always wins.
They’ve been shot at before;
but they do not ignore,
that death is the wages of sin.

Some day they’ll go down together
they’ll bury them side by side.
To few it’ll be grief,
to the law a relief
but it’s death for Bonnie and Clyde.

The Story of Bonnie and Clyde หรือ The Trail’s End

เกร็ด: Bonnie & Clyde ถูกวิสามัญโดย Frank Hamer พร้อมกับ 4 Texas Ranger + 2 Louisiana Officers เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ค.ศ. 1934 ด้วยการดักซุ่มอยู่บนถนน Louisiana State Highway 154 เห็นว่าใช้กระสุนจำนวน 130 นัด, ทะลุตัวรถ 112 รู, บนร่างกาย Bonne 26 นัด, และ Clyde 17 นัด ต่างเสียชีวิตคาที่

ผมอ่านเจอว่าตอนตำรวจวิสามัญ Bonnie & Clyde ทั้งสองยังอยู่บนรถ เพียงชะลอสิ่งกีดขวางเบื้องหน้า แต่หนังพยายามทำออกมาให้ดูโรแมนติก สังเกตเห็นความผิดปกติ ตระหนักได้เมื่อสาย (ใส่แว่นตาดำข้างเดียวมันเลยเห็นภาพไม่ชัด นัยยะเดียวกับสูญเสียการมองเห็นของ Buck และ Blanche) เสี้ยววินาทีสุดท้ายยังมีเวลาส่งสายตาบอกรัก/อำลากันและกัน

ฉากนี้ถูกเรียกว่า ‘Dance of Death’ (แบบเดียวกับตอนจบ Breathless (1960)) เพราะทั้ง Bonnie & Clyde เมื่อถูกกราดยิง พวกเขาชักดิ้นชักงอ (มีการติดประทัด/ระเบิดเอ็ฟเฟ็ก เลือดปลอมไว้ในเสื้อผ้า) ท่าทางเหมือนการเริงระบำ แถมยังถ่ายภาพสโลโมชั่น ยุคสมัยนั้นช่างดูรุนแรง เหี้ยมโหดร้าย กลายเป็น “one of the bloodiest death scenes in cinematic history”

ภาพสุดท้ายของหนัง ย้อนรอยตอนที่ Clyde ฆาตกรรมศพแรก ยิงเข้ากระจกหลังแต่ไม่เห็นรูกระสุน (มีแค่รอยแตกร้าว) คราวนี้จงใจถ่ายติด(รูกระสุน)ให้เห็นกันชัดๆ ผลกรรมคืนสนอง เคยเข่นฆ่าผู้อื่น ท้ายที่สุดเลยถูก(ตำรวจ)วิสามัญ

ตัดต่อโดย Dorothea Carothers ‘Dede’ Allen (1923-2010) สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Cleveland, Ohio มารดาคือนักแสดง Dorthea S. Corothers ส่งบุตรสาวเข้าโรงเรียนประจำ ร่ำเรียนสถาปนิกออกแบบ Scripps College ก่อนหันเหความสนใจสู่วงการภาพยนตร์ ได้งานที่ Columbia Pictures ไต่เต้าจากคนส่งเอกสาร ช่วยงานตัดต่อโฆษณา กระทั่งได้รับโอกาสตัดต่อภาพยนตร์เรื่องแรก Odds Against Tomorrow (1959), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Hustler (1961), America, America (1963), Bonnie and Clyde (1967), Dog Day Afternoon (1975), Reds (1981), The Breakfast Club (1985), Wonder Boys (2000) ฯ

ตั้งแต่แรกพบเจอ Bonnie and Clyde ทั้งสองก็แทบไม่เคยคลาดสายตา ไปไหนไปด้วยกันตลอด ปล้น-ฆ่า ร่วมกันก่อสารพัดอาชญากรรม, ชักชวน C. W. Moss เข้าร่วมเป็นสมาชิก Barrow Gang, พบเจอพี่ชาย Buck และภรรยา Blanche, โดนตำรวจไล่ล่า หลบหนี จนกระทั่งถูกวิสามัญ

  • Bonnie and Clyde
    • ร้อยเรียงภาพถ่ายวัยเด็กของ Bonnie & Clyde
    • แรกพบเจอระหว่าง Bonnie & Clyde ก่อนหญิงสาวตัดสินใจหนีตามเขาไป
    • ค่ำคืนแรกเข้าพักในบ้านร้าง พบเจออดีตเจ้าของบ้านที่ถูกธนาคารยึดไป
    • ออกปล้นธนาคารแรก แต่ธนาคารกลับล้มละลาย
    • ออกปล้นร้านขายของชำ Clyde กลับถูกเจ้าของต่อสู้กลับ
    • ชักชวน C.W. Moss มาเป็นสมาชิกใหม่
    • Bonnie & Clyde และ C.W. Moss ลงมือปล้นธนาคาร เกือบหลบหนีเอาตัวไม่รอด
    • Cylde พร่ำบ่นความโง่เขลาของ C.W. Moss ระหว่างรับชมภาพยนตร์ Gold Diggers of 1933 (1933)
    • เข้าพักในโรงแรม Clyde พยายามแล้วแต่ไม่สำเร็จ
  • Barrow Gang
    • การมาถึงของพี่ชาย Buck และภรรยา Blanche ถามไถ่สารทุกข์สุขดิบ
    • Barrow Gang เดินทางสู่ Missouri
    • เข้าพักในบ้านเช่าที่ Missouri แต่พนักงานส่งของจดจำใบหน้าของ Bonnie เลยแจ้งตำรวจ
    • หลบหนีการห้อมล้อมจับได้อย่างหวุดหวิด
    • ระหว่างทางพบเจอเจ้าหน้าที่ตำรวจ Frank Hamer ถ่ายภาพประจานลงหนังสือพิมพ์
    • Barrow Gang ออกปล้นธนาคาร ขับรถหลบหนีข้ามเขต Oklahoma
    • ขโมยรถ ลักพาตัวสัปเหร่อ Eugene Grizzard ก่อนปล่อยทิ้งกลางทาง
    • Cylde เรียกร้องอยากพบเจอคุณย่า จึงเดินทางกลับ Texas มาเยี่ยมญาติ
  • หายนะของ Barrow Gang
    • ค่ำคืนนี้เข้าพักในโรงแรม
    • C.W. Moss & Blanche เดินทางไปซื้อเสบียง แล้วถูกพบเห็นโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ
    • Barrow Gang ถูกตำรวจล้อมจับ เกิดการยิงต่อสู้ แม้หลบหนีได้สำเร็จ แต่ได้รับบาดเจ็บหนัก
    • ค่ำคืนนี้หลับนอนกลางป่า
    • เช้าตื่นมาถูกตำรวจล้อมจับ เกิดการยิงต่อสู้ กระสุนถูก Buck เสียชีวิต จำต้องทอดทิ้ง Blanche ไม่ยอมพรากจากสามี
    • C.W. Moss ลักขโมยรถแล้วนำพา Bonnie & Clyde มาพักรักษาตัวที่บ้านของบิดา
    • เจ้าหน้าที่ตำรวจ Frank Hamer ซักไซร้จาก Blanche จนได้ชื่อ C.W. Moss
    • หลังจากอาการบาดเจ็บดีขึ้น Bonnie & Clyde ก็ได้เสพสมอารมณ์หมาย
    • บิดาของ C.W. Moss ทำข้อตกลงกับตำรวจ จัดฉากวิสามัญ
    • Bonnie & Clyde ขับรถเข้าเมือง แวะซื้อของ ระหว่างทางขากลับ ถูกกราดยิงจนเสียชีวิต

หนังมีโครงสร้าง/เส้นเรื่องราวที่ตรงไปตรงมา (Linear Narrative) แต่ลีลาตัดต่อรับอิทธิพลจากยุคสมัย French New Wave เน้นความรวดเร็ว กระชับ ฉับไว เดี๋ยวปล้น-เดี๋ยวพัก สลับไปมาอยู่เป็นระยะๆ ค่อยๆไต่ไล่ระดับความเสี่ยง อันตราย ท้าความตาย ตื่นเต้นรุกเร้าใจ รับชมในปัจจุบันยังรู้สึกสดใหม่ แทบไม่มีวินาทีน่าเบื่อหน่าย


สำหรับเพลงประกอบแม้ขึ้นเครดิต Charles Strouse แต่ส่วนใหญ่กลับเป็นบทเพลงจากศิลปินมีชื่อ บรรเลงด้วยกีตาร์ (Guitar) ไม่ก็แบนโจ (Banjo) ท่วงทำนอง Bluegrass (Sub-Genre ของแนวดนตรี Country รับอิทธิพลจาก Jazz & Blue) มอบสัมผัสชนบท ท้องถิ่นทุรกันดารห่างไกล ทะเลทรายเหือดแห้งแล้ง ผืนแผ่นดินแดน Texas

เกร็ด: จริงๆแล้วแนวดนตรี Bluegrass เริ่มได้รับความนิยมกลางทศวรรษ 40s หาได้ตรงกับพื้นหลังของหนังช่วงต้นทศวรรษ 30s แต่ถือเป็นท่วงทำนองเก่าๆ (Old Timer) คนรุ่นใหม่ๆคงไม่สนใจสักเท่าไหร่หรอก … เอาว่ามันคือ Artistic choices ก็แล้วกัน

บทเพลงที่ถือเป็น Main Theme ได้ยินบ่อยครั้งในฉากขับรถไล่ล่า-หลบหนีก็คือ Foggy Mountain Breakdown (1949) แต่งโดย Earl Scruggs บันทึกเสียงครั้งแรกโดย Flatt & Scruggs and the Foggy Mountain Boys เคยไต่อันดับสูงสุด #55 ชาร์ทเพลง US Billboard Hot 100 … ปัจจุบันเพลงนี้กลายเป็น Standard Bluegrass ที่นักแบนโจ(ห้าสาย)ต้องเล่นได้!

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เศรษฐกิจของหลายๆประเทศเข้าสู่สภาวะถดถอย หรือที่เรียกว่า The Great Depression (1929-39) อัตราคนตกงานเพิ่มสูงขึ้น ไม่มีงาน ไม่มีเงิน แล้วจะหาเลี้ยงชีพ มีชีวิตอยู่รอดได้อย่างไร? หนุ่ม-สาว คนรุ่นใหม่ จึงมิอาจอดกลั้นฝืนทนต่อสถานการณ์ดังกล่าว

Bonnie & Clyde และสมาชิก Barrow Gang ต่างคือคนรุ่นใหม่ที่เติบโตพานผ่านยุคสมัย The Great Depression ครอบครัวยากจนข้นแค้น ถูกไล่ที่ทาง ไม่มีบ้านพักอาศัย ไร้งาน ไร้เงิน อดมื้อกินมื้อ พวกเขาจึงมิอาจอดรนทน ลุกขึ้นมาต่อต้านสังคม ปล้น-ฆ่า ก่ออาชญากรรม กระทำสิ่งตอบสนองใจฉัน ใช้ชีวิตนอกกฎหมาย กลายเป็นศัตรูของรัฐ (Public Enemy)

วิธีการที่หนังนำเสนอผ่านมุมมองของ Bonnie & Clyde และสมาชิก Barrow Gang เพื่อให้ผู้ชมเกิดความเข้าใจเบื้องหลัง สาเหตุผล พวกเขาไม่ต่างจากมนุษย์มนา บุคคลธรรมดาทั่วไป เพียงถูกบริบททางสังคมกดทับ จึงพยายามต่อสู้ดิ้นรน สำแดงอารยะขัดขืน โหยหาอิสรภาพชีวิต

ความตั้งใจของสองนักเขียน Newman & Benton พัฒนาเรื่องราวของ Bonnie & Clyde โดยรับอิทธิพลจากยุคสมัย French New Wave โดยเฉพาะ Breathless (1960) และ Jules and Jim (1962) ล้วนเกี่ยวกับบุคคลหัวขบถ กระทำสิ่งผิดกฎหมาย ขัดต่อศีลธรรมจรรยา เพื่อใช้แทนอิสรภาพของสื่อภาพยนตร์ ทำไมเราต้องปฏิบัติตามขนบกฎกรอบ วิถีดั้งเดิมสืบทอดต่อกันมา

ในสหรัฐอเมริกาก่อนหน้านี้ มันก็มีภาพยนตร์หลายเรื่องที่สามารถเป็นหมุดไมล์ จุดเริ่มต้นยุคสมัยใหม่ New Hollywood หรือ Hollywood New Wave แต่ติดขัดตรง Hays Code ยังคงมีอำนาจควบคุมครอบงำ ถึงอย่างนั้นบรรดาผู้กำกับดังๆอย่าง Otto Preminger, Sidney Lumet, Alfred Hitchcock ฯ ช่วยกันผลักดันขอบเขต ขยับขยายขีดจำกัด จนถึงจุดๆหนึ่งก็ค่อยๆเสื่อมความนิยม

ค.ศ. 1966 เมื่อประธานคนใหม่ของ MPAA (Motion Picture Association of America, สมาคมภาพยนตร์อเมริกัน) ได้พัฒนาระบบเรตติ้ง (Rating System) ทดลองเริ่มต้นใช้กับ Who’s Afraid of Virginia Woolf? (1966) ด้วยการตีตรา Suggested for Mature Audiences (SMA) แม้จะยังไม่ใช่ระบบคุ้นเคยกันในปัจจุบัน แต่อาจถือได้ว่าคือจุดเริ่มต้นความเปลี่ยนแปลงสู่ยุคสมัยใหม่

Bonnie and Clyde (1967) ก็คือหนึ่งในภาพยนตร์ได้รับประโยชน์จากระบบเรตติ้งใหม่ แม้ยังอยู่ในช่วงการทดลอง ผ่านการตีตรา Suggested for Mature Audiences (SMA) แต่สามารแหกสารพัดกฎของ Hays Code จนได้รับยกย่องเป็นหมุดไมล์ที่นำพาวงการ Hollywood ก้าวสู่ยุคสมัยใหม่ “a milestone of American movies”

เกร็ด: ระบบเรตติ้ง (Rating System) เข้ามาแทนที่ Hays Code โดยสมบูรณ์วันที่ 1 พฤศจิกายน ค.ศ. 1968

แม้พื้นหลังของหนังจะอยู่ในช่วงทศวรรษ 30s แต่ความตั้งใจของผกก. Penn ยังต้องการสะท้อนบรรยากาศสังคม การเมือง สถานการณ์โลกช่วงทศวรรษ 60s เต็มไปด้วยความรุนแรง สงครามกลางเมือง ชุมนุมประท้วงเรียกร้องโน่นนี่นั่น เหตุการณ์ลอบสังหารทางการเมือง ฯ มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่คนรุ่นใหม่จะอดกลั้นฝืนทนต่อระบบ โหยหาอิสรภาพตามใจฉัน

The ending was also different. Bonnie and Clyde were simply gunned down like in a classic gangster movie, and I precisely didn’t want to make a classic gangster movie. I wanted something more emblematic of our time, more in tune with the violence we were experiencing in America in the late 60s. So, I threw out the planned ending and imposed another one, even though not many people supported me or understood what I wanted to do. And that resulted in the bloody finale you know.

Arthur Penn

ตอนทดลองฉายให้กับ Jack L. Warner (เจ้าของสตูดิโอ Warner Bros.) ว่ากันว่าเสียงตอบรับย่ำแย่ขีดสุด เพราะนาย Warner ลุกไปเข้าห้องน้ำถึง 3 ครั้ง! “the longest two hours and ten minutes I ever spent!” ถึงขนาดตั้งใจจะลดเกรดหนังออกฉาย Drive-in Theater แต่ทว่า Warren Beatty แอบนำฟีล์มเข้าฉายเทศกาลหนัง Montreal International Film Festival ได้รับการยืนปรบมือ (Stand Ovation) ต้องออกไปโค้งคำนับถึง 14 ครั้ง! และถ้ายังดื้อด้านไม่นำออกฉายวงกว้าง ก็จะส่งเรื่องยื่นฟ้องศาล!

ด้วยทุนสร้าง $2.5 ล้านเหรียญ อย่างไม่มีใครคาดคิดถึง ‘sleeper hit’ สามารถทำเงินในสหรัฐอเมริกาสูงถึง $50.7 ล้านเหรียญ รวมรายรับทั่วโลกประมาณ $70 ล้านเหรียญ สูงเป็นอันดับสอง(ขณะนั้น)ของสตูดิโอ Warner Bros. เป็นรองเพียง My Fair Lady (1964) … Beatty ได้ส่วนแบ่งกำไรหนังถึง $6 ล้านเหรียญ!

แม้เสียงตอบรับตอนออกฉายจะค่อนข้างแตก ถูกตำหนิต่อเรื่องความรุนแรงเกินรับไหว แต่ก็มีนักวิจารณ์หลายคนยกย่องสรรเสริญระดับมาสเตอร์พีซ ปลายปีได้เข้าชิง Oscar จำนวน 10 สาขา สามารถคว้ามา 2 รางวัล (ถูกมองข้ามสาขาตัดต่อ)

  • Academy Award
    • Best Picture พ่ายให้กับ In the Heat of the Night (1967)
    • Best Director
    • Best Actor (Warren Beatty)
    • Best Actress (Faye Dunaway)
    • Best Supporting Actor (Gene Hackman)
    • Best Supporting Actor (Michael J. Pollard)
    • Best Supporting Actress (Estelle Parsons) ** คว้ารางวัล
    • Best Original Screenplay
    • Best Cinematography ** คว้ารางวัล
    • Best Costume Design
  • Golden Globe Award
    • Best Motion Picture – Drama
    • Best Director
    • Best Actor – Drama (Warren Beatty)
    • Best Actress – Drama (Faye Dunaway)
    • Best Supporting Actor (Gene Hackman)
    • Best Supporting Actress (Estelle Parsons)
    • Best Screenplay
    • Most Promising Newcomer – Male (Michael J. Pollard)
  • British Academy Film Awards
    • Best Film
    • Best Foreign Actor (Warren Beatty)
    • Most Promising Newcomer to Leading Film Roles (Faye Dunaway) **คว้ารางวัล
    • Most Promising Newcomer to Leading Film Roles (Michael J. Pollard)

กาลเวลาทำให้ Bonnie and Clyde (1967) ได้รับยกย่องกล่าวขวัญ หนึ่งในภาพยนตร์ยอดเยี่ยมตลอดกาลแห่งสหรัฐอเมริกา ติดอันดับนิตยสารดังๆอยู่หลายโพลสำรวจ

  • AFI: 100 Years…100 Movies (1998) ติดอันดับ #27
  • AFI: 100 Years…100 Thrills (2001) ติดอันดับ #13
  • AFI: 100 Years…100 Passions (2002) ติดอันดับ #65
  • AFI: 100 Years…100 Movies (10th Anniversary Edition) (2007) ติดอันดับ #42
  • AFI: 10 Top 10 (2008) – Gangster film ติดอันดับ #5
  • Entertainment Weekly: 100 Greatest Movies of All Time (1999) ติดอันดับ #48
  • Time: All-Time 100 Movies (2005) ไม่มีอันดับ
  • Total Film: 100 Greatest Movies of All Time (2010) ไม่มีอันดับ
  • The Guardian: The 25 Best Crime Films of All Time (2010) ติดอันดับ #11
  • Entertainment Weekly: 100 All-Time Greatest Movies (2013) ติดอันดับ #4
  • The Hollywood Reporter: Hollywood’s 100 Favorite Films (2014) ติดอันดับ #99
  • Time Out: The 100 Best Movies of All Time (2020) ติดอันดับ #99
  • Variety: The 100 Greatest Movies of All Time (2022) ติดอันดับ #27

ปัจจุบันสตูดิโอ Warner Bros. ได้ทำการบูรณะหนัง 4K ในโอกาสครบรอบ 50th Anniversary เมื่อปี ค.ศ. 2017 แต่ยังไม่เห็นจัดจำหน่าย 4K Blu-Ray สักทีนะครับ ขนาดว่าฉบับ Steelbook เมื่อปี ค.ศ. 2022 (ครบรอบ 55 ปี) ยังคุณภาพแค่ 1080p … สงสัยต้องรอตอนครบ 60 ปี กะละมัง?

เมื่อตอนครบรอบ 50 ปีของ Bonnie and Clyde (1967) เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองภาพยนตร์ที่ถือเป็นหมุดไมล์ (Landmark) แห่งวงการ Hollywood จึงมีการเชื้อเชิญสองนักแสดงนำ Warren Beatty & Faye Dunaway มาเป็นผู้ประกาศรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแห่งปี ค.ศ. 2016 ซึ่งตัวเต็งสองเรื่องขับเคี่ยวกันอย่างสูสี La La Land (2016) และ Moonlight (2016) แต่เพราะได้รับจดหมายผิดซอง ประกาศชื่อผู้ชนะ La La Land ก่อนถูกแก้ไขเป็น Moonlight

one of the worst moments I’ve ever had!

Faye Dunaway

ปล. Warren Beatty & Faye Dunaway ได้รับโอกาสแก้ตัวให้ขึ้นประกาศรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมปีถัดมา ซึ่งคราวนี้ไม่ประสบปัญหาจดหมายผิดซองอีกต่อไป

มันมีหนังอาชญากรรมนำเสนอผ่านมุมมองอาชญากรอยู่หลายเรื่องที่ผมให้การยกย่องสรรเสริญ เพราะสามารถอธิบายเบื้องหลัง สาเหตุผล แรงจูงใจ สร้างความตระหนักถึงผลกระทบ โทษทัณฑ์ กรรมสนองติดตามมา แต่นั่นคือสิ่งที่ส่วนตัวสัมผัสไม่ค่อยได้กับ Bonnie and Clyde (1967) เพียงนำเสนอความโรแมนซ์ (Romanticized) ของการเป็นอาชญากร หล่อเท่ห์ กิ๊บเก๋ ทำตัวหัวขบถแล้วปังปุริเย่ … ไม่แตกต่างจาก Breathless (1960)

สำหรับผู้ใหญ่วุฒิภาวะมากพอ หรือคอหนังที่สามารถขบครุ่นคิดวิเคราะห์ ย่อมสามารถแยกแยะการกระทำถูก-ผิด ดี-ชั่ว เคลือบแฝงนัยยะซ่อนเร้นอะไร แต่สำหรับวัยรุ่นหนุ่ม-สาว มันมีแนวโน้มที่พวกเขาอยากเลียนแบบอิสรภาพไร้ขอบเขต ไม่จำเป็นต้องปล้นธนาคาร หรือฆ่าคนตาย แต่คือแนวคิด ทัศนคติบางอย่าง ความรุนแรงได้ถูกปลูกฝังระหว่างรับชมภาพยนตร์ประเภทนี้

นี่เป็นลักษณะ ‘ดาบสองคม’ ของสื่อภาพยนตร์ที่ไม่มีใครอยากยินยอมรับ ศิลปะคือการสำแดงอารมณ์ผู้สร้าง แต่ไม่ใช่ทุกคนจะสามารถทำความเข้าใจในทิศทางนั้น เมื่อมันเข้าถึงผู้ชมวงกว้าง เรื่องราวที่ไร้ความรับผิดชอบต่อสังคม มันจึงเป็นหายนะบิดเบือน/บ่อนทำลายสามัญสำนึกผู้ชม … ถ้าคุณครุ่นคิดว่าความรุนแรงตอนจบมีความสมเหตุสมผล นั่นคือหายนะแล้วนะ!

จัดเรต 18+ กับความรุนแรง ปล้น-ฆ่า อาชญากร ตายหยังเขียด

คำโปรย | Bonnie and Clyde ภาพยนตร์ที่เป็นดาบสองคม และจุดเปลี่ยนยุคสมัย Hollywood
คุณภาพ |
ส่วนตัว | อเนจอนาถ


MEAT Category: , , , , ,

หนึ่งความเห็นตอบกลับที่ “Bonnie and Clyde (1967)”

  1. tantawanpanda Avatar

    ขอบคุณสำหรับเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยนะคะ เพิ่งได้ดูเรื่องนี้ไม่นานมานี้เอง แล้วก็มาอ๋อ นักแสดงนำ2คนนีนี่เองที่ประกาศผลผิด ลาลาแลนด์ มูนไลต์5555

    คิดว่าในแง่ดาบสองคน ก็มีเห็นใจตัวละครบ้างนะคะขณะชม แต่ค่อนข้างแยกแยะได้เพราะมีหนังยุคปัจจุบันที่นำเสนอแนวนี้มาก แล้วจุดจบตัวละครที่เลือกเดินทางผิดก็ไม่ดี แต่ที่อึ้งคือรายได้ รายได้สูงมากกก(เพิ่งรู้ว่าตอนแรก WBกะเท) คงเป็นเพราะแปลกใหม่เพิ่งอยู่ในยุคปลดล็อกความรุนแรงนี่เอง คนเลยสนใจเยอะ

    แต่คิดว่าบทภรรยาพี่ชายโอเวอร์มาก เราตั้งฉายาเธอระหว่างดูว่า ป้ากรี๊ด ค่ะ อะไรจะร้องน่ารำคาญตลอดเวลาได้ขนาดนั้น ไม่ชอบตัวละครนี้เลย 5555 ได้ออสการ์นี่งงไปอีก

    นอกนั้นก็โดยรวมจัดว่าชอบเรื่องนี้ค่ะ

    ขอบคุณสำหรับการรีวิวและหนังอื่นๆที่แนะนำนะคะ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

raremeat.blog

ยินดีต้อนรับสู่ raremeat.blog แห่งการรีวิว-วิเคราะห์-วิจารณ์ อะไรก็ตามที่เป็นภาพและเคลื่อนไหว หาดูยากในเมืองไทย หลบซ่อนอยู่ทั่วทุกมุมโลก

ดูท่าโปรเจคแบ็กอัพคงจะล้มเหลวเพราะถูกบ็อท(AI)ของ Wordpress มองว่าเป็นสแปม (Spam) เลยโดนแบนเรียบ แถมลุกลามมายัง Jetpack อ้างว่า raremeat.blog มีภาพโป๊เปลือย เนื้อหา Mature (18+) เลยทำให้หลายๆสิ่งในเว็บใช้งานไม่ได้ ผมก็หมดอารมณ์ จนปัญญา เดี๋ยวค่อยตัดสินใจอีกทีว่าจะทำอะไรต่อไป

ณ.คอน ลับแล (8-March-2026)

raremeat’s Archive

  • 2026 (29)
  • 2025 (135)
  • 2024 (131)
  • 2023 (131)
  • 2022 (127)
  • 2021 (56)
  • 2020 (57)
  • 2019 (214)
  • 2018 (321)
  • 2017 (350)
  • 2016 (354)
  • 2015 (30)