Brazil (1985)

Brazil

Brazil (1985) : Terry Gilliam

หนังเรื่องนี้ ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับประเทศ Brazil แม้แต่น้อย ผู้กำกับ Terry Gilliam กับหนังแนว Dystopia, Sci-Fi, Comedy Satire ที่มีการเสียดสีระบบราชการ (Bureaucratic) ได้อย่างเจ็บแสบ บ้าคลั่ง ไร้สติ คนสติดีๆอาจดูหนังเรื่องนี้ไม่รู้เรื่อง แต่คนที่เข้าใจระบบเป็นอย่างดี นี่เป็นหนังที่อาจทำให้คุณเสียสติได้

จะเริ่มยังไงดีละ… ผมรู้จักกับ Brazil โดยการแนะนำจากผู้ทรงคุณวุฒิท่านหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน ถ้าใครทันเว็บ iampetdo พี่ที่เป็นเจ้าของเว็บแนะนำหนังเรื่องนี้มา เหมือนตอนนั้นกำลังนั่งถกเถียงปัญหาเกี่ยวกับการทำงานอันล่าช้าของหน่วยงานรัฐ แล้วอยู่ดีๆหนังเรื่องนี้ก็ผุดขึ้นมากลางวง ใครก็ตามที่ได้ยินชื่อหนังว่า Brazil ร้อยละ 99.99 ต้องคิดว่านี่เป็นหนังเกี่ยวกับประเทศ Brazil แน่นอน ผมก็คนหนึ่ง หลังจากได้ดูก็เกิดข้อสงสัย ทำไมหนังชื่อ Brazil ว่ะ! ตอนนั้นได้ข้อสรุปว่า เมืองที่พระเอกอาศัยอยู่นี่ ต้องคือ Brazil แน่ๆ

ผมเอาหนังเรื่องนี้ไปเปิดให้เพื่อนๆดู คุ้นๆว่าตอนนั้นทุกคนเรียนจบกันหมดแล้ว มีงานมีการทำกัน ทั้งหมดเป็นพนักงานบริษัท ขณะดู ทุกคนจะเห็นพ้องไปในความเห็นเดียวกัน ว่าชีวิตการทำงานของพวกเขาก็เป็นแบบในหนังเลย สำหรับระบบราชการหวนนึกถึงสมัยทำงานกิจกรรมนิสิต ที่ต้องติดต่อกับหน่วยงานต่างๆในมหาวิทยาลัย โอ้โห นี่หนังมันเอาแบบอย่างจากประเทศไทยไปหรือไงนิ ตรงเปะๆเลย

มีคนเรียก Brazil ว่าเป็น Sci-Fi Noir ก็ไม่ผิดเลยนะครับ เป็นการผสมผสานที่แปลกแต่ลงตัว โดยส่วนตัวผมไม่ได้ถึงกับชอบหนังเรื่องนี้มากนัก แต่รู้ว่ามันเจ๋งสุดๆ เหตุที่ไม่ชอบเพราะผมคิดตามหนังไม่ทัน ดูมา 3-4 รอบแล้วยังมึนๆอยู่เลย ไม่รู้เพราะหนังมันยาวไปหรือมีอะไรให้คิดมากเกินไปก็ไม่รู้ ทำให้ขณะดูหนังพอถึงช่วงท้ายๆ ราวกับสมองจะระเบิดออกมา ตื้อตันจนคิดอะไรไม่ออก ผมรู้สึกว่าการเป็นแบบนี้ทำให้อรรรถในการดูหนังเสียไปเยอะมากๆนะครับ เพราะมันทำให้เราพลาดจุดสังเกตหลายๆอย่างไป พอถึงตอนจบที่เฉลยหมดแล้ว ผมเลยผิดหวังในตัวเองที่ไม่ได้คิดตามตอนที่หนังทิ้งปริศนาไว้ ผมดูหนังของ Terry Gilliam มาก็หลายเรื่อง แทบทั้งนั้นจะมีลักษณะคล้ายๆกันแบบนี้ คือแนวคิด โปรดักชั่น ทุกอย่างดีหมด แต่ช่วงท้ายๆจะมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ขัดใจเสมอ ผมนั่งคิดวิเคราะห์หนังหลังดูจบ ก็จะเข้าใจประเด็นของหนังครบถ้วน ถือว่าจบแบบนี้มีความน่าสนใจมากๆ แต่ดูไม่สนุก นั่นหมายถึง Gilliam ไม่สามารถทำตอนจบของหนังให้ประทับใจคนดูได้

ว่าไปก็มีหนังอีกหลายเรื่องที่เสียดสีระบบราชการได้เจ็บแสบๆคล้ายๆกันนี้ ที่ผมนึกได้ก็คือ Ikiru (1950) ของ Akira Kurosawa ที่ผมเคยรีวิวไปแล้ว แต่หนังเรื่องนั้นฮีโร่ทำสำเร็จ พระเอกที่ตัดสินใจต่อสู้กับระบบเพียงคนเดียว เขาไม่มีอะไรจะเสีย จึงสามารถทำได้ทุกอย่างโดยไม่สนอะไร จะมีสักกี่คนที่กล้าทำแบบนั้นได้ เรื่องอื่นๆอาทิ The Crowd (1928), The Apartment (1960) ฯลฯ

ตอนที่เริ่มพัฒนาบทหนังแรก Gilliam ร่วมงานกับ Charles Alverson แต่ไม่รู้เกิดปัญหาอะไรกัน Gilliam กลับตัดชื่อเขาออกจากเครดิต และบอกว่าไม่เคยร่วมงานกับ Alverson, เป็น Tom Stoppard กับ Charles McKeown ที่ร่วมพัฒนาบทต่อจนเสร็จ ซึ่ง Working Title ขณะนั้นก็มี The Ministry และ 1984 ½ ล้อกับหนังเรื่อง 1984 ของ Orwell และ 8½ ของ Fellini ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าหนังมีอิทธิพล ได้แรงบันดาลใจมาจากหนัง 2 เรื่องนี้ด้วย ผมยังไม่เคยดู 1984 แต่ดู 8½ แล้ว สิ่งที่ Gilliam เอามาก็คือแนวคิด Escapism แบบ Fantasist ความฝันที่จินตนาการถึงโลกอันอิสระเสรี, Working Title ต่อมาในขณะสร้าง อาทิ The Ministry of Torture, How I Learned to Live with the System – So Far (ล้อกับ Dr.Stangelove) และ So That’s Why the Bourgeoisie Sucks ก่อนที่จะมาจบที่ชื่อ Brazil

นำแสดงโดย Jonathan Pryce รับบทเป็น Sam Lowry ชายที่ช่วงแรกของหนังเขาเป็นผู้อยู่ภายใต้ระบบ แต่เมื่อได้เจอกับหญิงสาวในฝัน เขาจึงค้นพบตัวเอง และพยายามต่อสู้เพื่อเอาตัวเองออกนอกระบบ บทนี้ Gilliam เคยเสนอให้ Tom Cruise มารับบท แต่ก็ถูกบอกปัดไป นี่ถือว่าเป็นบทที่น่าจะดังที่สุดของ Pryce เลยนะครับ เขาดูลุกลี้ลุกรน เข้ากับหน้าตาและการแสดงมากๆ คิดว่าเหมาะกว่า Tom Cruise แน่ๆ

Kim Greist รับบทเป็น Jill Layton หญิงสาวในความฝันของ Lowry ในนั้นเธอเป็นนางฟ้าในกรงที่รอคอยการช่วยเหลือและปลดปล่อยให้เป็นอิสระ ส่วนในชีวิตจริง เธอเป็นหญิงสาวธรรมดาๆคนหนึ่ง ที่จับพลัดจับผลูได้เจอกับพระเอก ตัวเลือกนักแสดงเพื่อรับบทนี้มีที่ดังๆหลายคนเลย อาทิ Jamie Lee Curtis, Rebecca De Mornay, Madonna ฯ เห็นว่าการแสดงของ Greist แย่มากๆ ขนาด Gilliam ตัดเธอออกหลายฉาก ส่วนตัวผมเฉยๆนะครับ เธอไม่ได้มีบทอะไรในหนังมากอยู่แล้ว

สำหรับ Robert De Niro นักแสดงที่ถือว่าดังที่สุดในหนัง หลังจากได้อ่านบทเสร็จเขาสนใจเล่น Jack Lint ชายที่ตรงข้ามกับ Lowry ทุกอย่าง มีครอบครัว มีการงานที่มั่นคง มีความก้าวหน้า แต่ Gilliam ได้ให้นี้กับ Michael Palin ไปแล้ว จึงเสนอบท Tuttle ให้กับ De Niro บทนี้ถือว่าออกมาเป็นตัวแย่งซีนในหนังได้เด่นมากๆ (ทีแรกผมก็ไม่คิดว่าจะเป็น De Niro แสดงนะครับ) ตัวละครนี้ที่ถูกทางการตามล่า เพราะเขาอยู่นอกระบบ และสร้างความปั่นป่วนไปทั่ว มันไม่มีหลักฐานในหนังว่า Tuttle เป็นผู้ก่อการร้ายหรือเปล่า แต่ก็น่าจะใช่นะครับ ถ้าไม่ใช่พี่แกแล้วจะเป็นใคร หรือเป็นรัฐเองที่เป็นตัวการวางระเบิด รัฐไม่ต้องการให้ใครอยู่นอกระบบ นั่นคือเหตุให้พวกเขาตามล่า Tuttle ซึ่งหมอนี่ก็ยังกะทาร์ซาน กระโดดโหนสลิง คงไม่น่ามีใครจับพี่แกได้หรอกนะ

Katherine Helmond รับบทเป็นยายของ Lowry นี่เป็นบทที่ผมต้องพูดถึงเลย เธอเป็นตัวแย่งซีนที่โดดเด่นไม่น้อยไปกว่า De Niro โดยเฉพาะการแต่งหน้า ที่ทำเอา The Curious Case of Benjamin Button (2008) ดูเป็นเด็กน้อยไปเลย สมัยก่อนที่ยังไม่มี Visual Effect การจะแต่งหน้าตัวละครให้สาวโคตรๆ และแก่สุดๆในหนังเรื่องเดียวกันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ใช้เวลา 10 ชั่วโมงเพื่อเข้าฉากไม่กี่นาที ช่างที่ทำหน้าที่แต่งหน้าคือภรรยาของผู้กำกับ Maggie Gilliam ผมเปรียบตัวละครนี้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของความจอมปลอม ข้างนอกสดใสข้างในเป็นโพรง เป็นตัวแทนของภาพระบอบสังคมที่อยู่ในหนัง ด้วยการพยายามทำหน้าให้สวยไว้ก่อน คือภาพลักษณ์ที่สวยงามสมบูรณ์แบบ ข้างในเป็นยังไงไม่มีใครรู้ได้ แต่…มันจะอยู่ได้นานแค่ไหนกัน

งานออกแบบฉากต่างๆในหนังโดย Norman Garwood ยึดแนวคิดของ Dystopia (โลกอุดมคติจอมปลอม) ที่มีความมืดหม่น ขยะแขยง โหดร้าย ท่อที่ยั้วเยี้ยเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด แฟชั่นที่เอารองเท้าไปทำเป็นหมวก อาหารที่เหมือนเศษขยะ ไม่รู้ผู้คนใช้ชีวิตอยู่กันได้ยังไง นี่เป็นภาพสะท้อนแนวคิดของโลกอนาคตของผู้กำกับ ต่อเทคโนโลยีของโลก ณ ขณะนั้น แรงบันดาลใจมีส่วนผสมของ Metropolis (1927) ของ Fritz Lang, Dr. Stangelove (1964) และ A Clockwork Orange (1971) ของ Kubrick, Blade Runner (1982) ของ Ridley Scott

สิ่งที่ทุกคนสังเกตได้ คือ ท่อ มีเต็มไปหมดเลย ที่บ้าน ที่ทำงาน สถานที่ต่างๆ จะต้องมี ท่อ ปรากฎอยู่ในรูปแบบใดแบบหนึ่ง นี่เป็นหนังแนวเสียดสีระบบราชการนะครับ ท่อจึงหมายถึงเส้นสาย ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับรัฐที่ขาดจากกันไม่ได้ ไม่มีสถานที่ไหนในหนังที่ไม่มีท่อพวกนี้ ยกเว้นฉากที่เป็นความฝันของ Lowrey ช่วงท้ายๆ ที่นั่นเป็นสถานที่เดียวในหนังที่ไม่มี ท่อ พวกนี้อยู่เลย นั่นเพราะ ไม่มีหน่วยงานรัฐ ราชการใดสามารถสอดส่องเข้าไปควบคุมจิตใจของเขาได้ ตอนจบในบริบทนี้ Lowrey อาจถือว่าเป็นคนบ้า ไร้สติไปแล้ว แต่เขากลายเป็นอิสระ คำพูดของรัฐมนตรีตอนจบคือ “I think he got away from us” นี่คือเขาสามารถหนีจากโลกที่ทุกอย่างถูกควบคุมด้วยรัฐสำเร็จแล้ว

ถ่ายภาพโดย Roger Pratt หนังของ Gilliam หลายๆเรื่องมีการใช้เลนส์ Wide ที่กว้างมากๆ และเลนส์ที่เขาใช้ถ่าย Brazil มีหลายขนาดมากๆ ทั้ง 14mm (Zeiss), 11mm, และ 9.8mm (Kinoptik) ซึ่งเลนส์ 14mm ที่ Gilliam ใช้บ่อยที่สุดในหนังเรื่องนี้ ได้รับฉายาใหม่ว่า The Gilliam (เพราะมีแต่ผู้กำกับ Gilliam ที่เอาเลนส์ชนิดนี้ถ่ายหนัง) เราจะเห็นภาพในหนังจะดูนูนๆ ไม่สมส่วน ก็ให้เข้าใจว่าเพราะเลนส์ Wide นี่นะครับ เหตุผลก็เพื่อให้ความรู้สึกเหมือนเป็นมุมมองผ่านสายตาของคนดู

นอกจากเรื่องเลนส์แล้ว เรายังเห็น Gilliam ใช้กระจกสะท้อนภาพตัวละครหลายฉากในหนัง กระจกเป็นสัญลักษณ์ที่ใช้สะท้อนถึงตัวตน สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจ มีนักวิเคราะห์เปรียบตัวละคร Jill ว่าอาจจะเป็นภาพสะท้อนในจิตใจของ Lowrey เขาจินตนาการถึงเธอ ในความฝันการจะช่วยเหลือเธอออกจากกรงขังได้ต้องสู้กับซามูไร ซึ่งเมื่อเปิดหน้ากากซามูไรออกมา จะพบว่าศัตรูตัวนี้คือตัวของเขาเอง ในโลกความจริง การได้เจอกับผู้หญิงในฝัน มันเหมือนกับการได้ค้นพบสิ่งที่อยู่ในใจของตัวเอง จากช่วงแรกๆของหนังที่ Lowrey ทำทุกอย่างภายใต้กรอบระเบียบของสังคม แต่เมื่อเขาได้เห็นเป้าหมายของตนเองแล้ว เขาจึงทิ้งทุกอย่างเพื่อไขว่คว้าให้ได้ครอบครองเป้าหมายนั้น มันคือการเปลี่ยนและเปิดโลกทัศน์ของตัวเอง ตอนจบรู้สึกว่าชีวิตจริงเขาจะทำไม่สำเร็จนะครับ ที่เราเห็นว่าสำเร็จมันคือฉากในฝัน นี่ก็เท่ากับว่าหนังให้คำตอบว่า เราไม่มีทางเอาตัวรอด หรือหนีพ้นจากการตกอยู่ภายใต้ความครอบงำของรัฐและราชการไปได้

ตัดต่อโดย Julian Doyle ตอนที่ผมเอาหนังเรื่องนี้ไปเปิดให้เพื่อนๆดู ทุกคนจะชอบฉากในความฝันของพระเอกมากๆ มันเป็นภาพที่แสดงถึงความต้องการข้างในจิตใจของมนุษย์เงินเดือนได้ตรงที่สุดเลย ความฝันที่อยากจะโบยบินเป็นอิสระ จากทุ่งหญ้าสีเขียวที่สวยงาม ผุดขึ้นมาเป็นตึกสูงใหญ่ เจ้านายที่เหนี่ยวรั้งไม่ให้เราหนีไปไหน ศัตรูตัวสำคัญที่ขัดขวางเราไว้ก็คือ ‘ตัวเราเอง’ นี่แหละ, ตอนฉากขึ้นสวรรค์นี้กรี๊ดกร๊าดกันเชียว ก็น่ะ … คนที่คิดตามไม่ได้ ผมให้คำแนะนำไม่ถูกเลยละ คงเพราะคุณอาจจะยังเด็กเกินไป หรือไม่เคยเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้เข้ากับตัวเลยไม่สามารถเปรียบเทียบให้เข้ากับตัวเองได้ เพื่อนผมส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่นักดูหนังนะ แต่ก็สามารถเข้าใจอะไรพวกนี้ได้ หรือว่าคนสติดีๆจะดูหนังเรื่องนี้ไม่เข้าใจหว่า?

เพลงประกอบโดย Michael Kamen ชื่อหนัง Brazil มาจากเพลงของ Ary Barroso เมื่อปี 1939 ชื่อ Aquarela do Brasil แปลว่า Watercolor of Brazil ตีมของหนังก็ดัดแปลงมาจากทำนองเพลงนี้ เสียงฮัมและผิวปากก็เช่นกัน

Brazil, where hearts were entertaining June
We stood beneath an amber moon
And softly murmured ‘someday soon’
We kissed, and clung together
Then, tomorrow was another day
The morning found me miles away
With still a million things to say
Now, when twilight dims the sky above
Recalling thrills of our love
There’s one thing that I am certain of
Return I will to old Brazil

ใจความของเพลงนี้ เปรียบ Brazil เป็นดินแดนแห่งความฝัน เป็นสวรรค์ที่มนุษย์แสวงหา (Utopia) เราสามารถมองความหมายของเพลงได้ทั้งเชิงรูปธรรม ว่าเป็นดินแดนที่มีอยู่จริง และในเชิงนามธรรมว่าเป็นความฝัน จินตนาการ ไม่มีอยู่จริงก็ได้ ว่าไปตอนผมดูหนังเรื่องนี้ครั้งแรก และตีความไปว่า Brazil อาจจะคือเป็นชื่อเมืองในหนังหรือเปล่า? ก็ถือว่าใกล้เคียงนะครับ เพราะ Brazil สามารถตีความได้ว่าเป็นสถานที่แห่งหนึ่งจริงๆ

ผมเคยดูหนังเรื่อง City of God (2002) สัญชาติ Brazil ว่าไปก็ก่อนที่ผมจะได้ดูหนังเรื่อง Brazil อีก ทำให้ภาพที่ผมจดจำต่อประเทศ Brazil คือเมืองที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย ความขัดแย้ง คนยิงกันตายบนท้องถนน มาเฟีย ยาเสพติด นี่เป็นประเทศอันตราย ไม่รู้ปัจจุบัน Brazil เปลี่ยนไปมากแค่ไหน แต่เพราะจากหนังเรื่องนี้ทำให้ผมจดจำประเทศนี้คือ Dystopia นรกบนดิน

ในประเทศ Brazil เองก็มีนักวิจารณ์หนังหลายคนหลงผิดคิดคล้ายๆกับผมนี่แหละ เพราะชื่อหนังเป็นแบบนี้เลยคิดว่าหนังต้องการเสียดสีรัฐบาลทหารที่ปกครอง Brazil อยู่ขณะนั้นที่ใกล้จะหมดความเชื่อถือ และกำลังสูญสิ้นอำนาจ

ผมไปอ่านเจอ Trivia หนึ่งน่าสนใจมาก ในตำนานของ Irish พูดถึงเกาะชื่อ Brasil เป็นเกาะล่องหน (phantom island) ที่ว่ากันว่าเกาะแห่งนี้จะถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกตลอดทั้งปี แต่เราจะมองเห็นเกาะนี้ได้ทุกๆ 1 วันในรอบ 7 ปี กระนั้นก็ไม่มีใครสามารถที่จะเดินทางไปถึงนี้ได้ เกาะนี้เลยเปรียบได้กับ Utopia สรวงสวรรค์ที่ไม่มีใครไปถึง

สังคมใน Brazil เราจะเห็นว่า ชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง ไม่มีค่าอะไรเมื่อเทียบกับมวลรวม เราเห็นคนถูกฆ่า ถูกทรมานโดยไม่มีศาลตัดสิน ทุกอย่างถูกพิจารณาเพื่อผลประโยชน์ของคนส่วนมาก กระนั้นถึงคราเมื่อระบบทำงานผิดพลาด จาก Tuttle เป็น Buttle ก็ใช่ว่าทางการจะสนใจ พวกเขาเพิกเฉย มองข้าม ไม่ให้ความสนใจ เพราะถือว่าเป็นความผิดพลาดเล็กน้อย ไม่ส่งผลกระทบต่อคนหมู่มาก กระนั้นอย่างฉากระเบิดในร้านอาหาร ที่พอเกิดระเบิดขึ้นแล้วมีคนเจ็บตายมากมาย แต่พวกพระเอกที่รอดตายมากลับนั่งเฉยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แถมบ่นว่าเสียดังอีก นี่แสดงถึงแนวคิดของผู้คนต่อสังคมยุคนี้ เมื่อรัฐไม่สนใจประชาชน ประชาชนก็ไม่สนใจอะไรกลับเช่นกัน โลกในหนังเรื่องนี้น่ากลัวมากๆนะครับ พวกเขาไม่มีวันเข้าใจอะไรเลยถ้าไม่ได้สัมผัสกับตัวเอง

สังคมในปัจจุบันถือว่าน่ากลัวไม่แพ้กับในหนัง เพราะรัฐพยายามควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างเช่นกัน เพียงแต่เรายังโชคดีที่ประชาชนสามารถมีสิทธิ์มีเสียง ไม่นิ่งนอนใจหรือไม่สนใจแบบในหนัง (ถ้าในเกาหลีเหนือก็ไม่แน่ ประชาชนทำอะไรกับรัฐไม่ได้เลย) และยังมีหลายสิ่งหลายอย่างอีกมากที่รัฐไม่สามารถเข้าไปควบคุม แทรกแซงได้ นี่เป็นเหตุให้เรายังสามารถมองได้ว่า โลกเราในปัจจุบันยังมีอิสระเสรีมาก ถือว่าอยู่ระหว่าง Utopia กับ Dystopia

สิ่งเดียวที่ผมชอบในตัว Terry Gilliam คือเขาสามารถสร้างโลก Sci-Fi ที่อ้างอิงจากแนวคิดบางอย่าง ที่ถ้าสมมติเกิดการเดินผิดเพียงก้าวเดียว โลกจะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาเลือกประเด็นที่สนใจนำมาขยายและสร้างจักรวาลของตัวเองที่ไม่เหมือนใครขึ้นมา โลกในหนังของ Gilliam เต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์ที่ล้ำยุค สุดยอดทั้งงานออกแบบ ฉาก เครื่องแต่งกาย บางทีมันก็ประหลาดล้ำ บางทีมันก็พิลึกไปเลย นี่เป็นรสนิยมส่วนตัวจริงๆที่ ใครชอบคงชอบมาก ใครไม่ชอบก็คงฝืนทนดูไม่ได้

มีคนเปรียบหนัง 3 เรื่องที่สร้างติดๆกันของ Terry Gilliam ว่าเป็น Dreamer Trilogy ประกอบด้วย Time Bandits (1981) เป็นเรื่องราวความฝันของเด็ก, Brazil (1985) เป็นความฝันของชายกลางคน วัยทำงาน, และ The Adventures of Baron Munchausen (1989) เป็นความฝันของผู้สูงอายุ ผมคุ้นๆว่าอาจจะเคยดู Time Bandits แต่ยังไม่เคยดู The Adventures of Baron Munchausen นะครับ แนะนำไว้สำหรับคนที่ชอบหนังสไตล์ของ Gilliam ส่วนเรื่องที่ผมชอบที่สุดของผู้กำกับคนนี้คือ 12 Monkeys

Brazil ได้เข้าชิง Oscar 2 สาขา Best Original Screenplay และ Best Art Direction แต่ไม่ได้รางวัลนะครับ หนังติดอันดับ All-TIME 100 Movies ของนิตยสาร TIME และติดอันดับ 54 Top 100 British films ของ BFI (British Film Institute)

ผมแนะนำหนังเรื่องนี้กับคอหนัง Sci-Fi, ชอบโลกสไตล์ Dystopia โดยเฉพาะคนทำงานราชการและพนักงานกินเงินเดือนทั้งหลายไม่ควรพลาดเลย หนังตลกเสียดสีรุนแรงระดับนี้ไม่แนะนำกับพวกโลกสวยและเด็ก จัดเรต PG-15 แนวคิดบางอย่างก็บ้าบอคอแตก ใช้สติเยอะๆเวลาดูนะครับ

คำโปรย : “โลก Dystopia ใน Brazil ของผู้กำกับ Terry Gilliam มีความมืดหม่น ขยะแขยง โหดร้าย ผู้คนก็มีจิตใจที่น่าเกลียดน่ากลัว นี่เป็นความบันเทิงเฉพาะตัวที่ใช่ว่าทุกคนจะชอบ แต่คนที่ชอบเพราะมันเสียดสีได้ตรงกับชีวิตมากที่สุด”
คุณภาพ : SUPERB
ความชอบ : LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of