Breathless (1960)

Breathless

Breathless (1960) French : Jean-Luc Godard 

(10/12/2016) ยุคสมัยใหม่ของวงการภาพยนตร์ เริ่มต้นจากหนังเรื่องนี้, À bout de souffle ของผู้กำกับชาวฝรั่งเศส Jean-Luc Godard นอกจาก jump-cut อันน่าตื่นตาตื่นใจ หนังยังได้เปิดประตูสู่ French New Wave ยุคสมัยที่มีอิทธิพล พลิกโฉม เปลี่ยนหน้าวงการภาพยนตร์โลกไปโดยสิ้นเชิง

กระนั้นผมกลับมองไม่เห็นความน่าสนใจอื่นใด ในส่วนเนื้อเรื่อง นอกเสียจากคุณเป็นคนวัยรุ่นหนุ่มสาว ชื่นชอบความเท่ห์ แนว เจ๋ง แต่ผมจะเรียกว่า เก๋าเจ๊ง (เป็นคำภาษาจีน แปลว่า ชาติหมา, คำด่า)

ตอนที่ผมตัดสินใจ revisit กลับมาดูหนังเรื่องนี้อีกรอบ เพราะคิดว่า มันอาจมีอะไร ความสวยงามบางอย่างแอบซ่อนอยู่ ที่เมื่อตอนรับชมปีก่อน ยังไม่สามารถมองเห็นได้, แต่หลังจากได้รับชมครั้งนี้ ผมยังคงส่ายหัวเหมือนเดิม แถมรู้สึกว่า มันเป็นเทรนด์แฟชั่นที่เลวร้ายกว่าคิดไว้เสียอีก, กระนั้นนี่ถือเป็นหนังประวัติศาสตร์เรื่องสำคัญ ที่ทำให้ผู้ชม/คนทำหนัง เปิดโลกทัศน์ เปลี่ยนทัศนคติ รูปแบบของภาพยนตร์ไปโดยสิ้นเชิง

ด้วยเหตุนี้ มันทำให้หนังกลายเป็นที่พูดถึง ยกย่องระดับโลก ถึงขนาดติด
– อันดับ 15 นิตยสาร Sight & Sound: Critic’s Poll เมื่อปี 2002
– อันดับ 13 นิตยสาร Sight & Sound: Critic’s Poll เมื่อปี 2012
– อันดับ 11 นิตยสาร Sight & Sound: Director’s Poll เมื่อปี 2012
– อันดับ 65 นิตยสาร Cahiers du cinéma: Top 100 of all time
– อันดับ 75 นิตยสาร Empire: The 100 Best Films Of World Cinema

ตัวหนังจริงๆนั้นต้องบอกว่ามีตำหนิมากมาย คุณภาพไม่ได้เลิศหรู ตามมีตามกิน แถมโปรดักชั่นขณะสร้างก็ยังติดๆขัดๆ อะไรกันคือสาเหตุที่ทำให้หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จ ได้รับการยกย่องสรรเสริญถึงเพียงนี้?

When we talked, I talked about me, you talked about you, when we should have talked about each other.

– Michel to Patricia

ประโยคคำพูดนี้ในหนัง สื่อความหมายของภาพยนตร์ยุคก่อนได้ดีที่สุด ผู้สร้างทำหนังเพื่อตนเอง ผู้ชมดูหนังก็เพื่อความบันเทิง ไม่เคยที่จะสนใจซึ่งกันและกัน (ยกเว้นถ้าเรื่องไหนทำเงินเยอะเป็นพิเศษ ก็จะเข็นสร้างภาคต่อออกมา), ในยุคคลาสสิก ภาพยนตร์ถือว่าเป็นศิลปะ/การสื่อสารทางเดียวของผู้สร้าง เล่าให้ฟัง/บอกให้รู้/เสนอแนะให้คิดทำ ผู้ชมได้เห็นได้ยิน จึงเกิดความเชื่อ/รับรู้/เข้าใจ ในสิ่งที่หนังนำเสนอออกมา โดยไม่มีการสื่อสารกลับ, แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป ยุคสมัยเปลี่ยนผ่าน Jean-Luc Godard เริ่มต้นจากการเป็นนักวิจารณ์ในนิตยสาร Cahiers du cinéma เมื่อเขากลายมาเป็นผู้สร้างภาพยนตร์ จึงได้นำสิ่งที่ตนอยากเห็น อยากทำ สร้างขึ้น นำเสนอ และนี่คือผลลัพท์ที่เหมือนการสื่อสาร พูดคุยกันระหว่าง ผู้สร้างกับผู้ชม, นี่แหละครับคือจุดเริ่มต้นของ French New Wave (La Nouvelle Vague) การเคลื่อนไหว/แนวคิด ของวงการภาพยนตร์ ที่เปลี่ยนโลกไปโดยสิ้นเชิง

จริงๆแค่คิดถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ก็รู้สึกขนลุกแล้วนะครับ แต่แปลกที่ตอนดูหนังไม่ยักกะให้ความรู้สึกตื่นเต้นแบบนี้เลย นี่ก็เหมือน Citizen Kane (1940) ที่ขณะดู ผมก็ไม่ได้ตื่นเต้นอะไร รับชมมาหลายรอบจนเข้าใจแนวคิด ทุกสิ่งอย่าง แต่เพราะเราไมไ่ด้เกิดในยุคสมัยนั้น จึงไม่สามารถชื่นชม หลงใหล คลั้งไคล้ในสิ่งที่หนังเคยทำได้ เมื่อตอนออกฉายครั้งแรก

ก็ขอให้ตระหนักไว้ลึกๆในใจเวลารับชม ว่าความสำคัญของหนังเรื่องนี้คืออะไร เปลี่ยนโลกได้ยังไง แต่จะชอบไม่ชอบไหมนั่นอยู่ที่รสนิยม คุณอาจเห็นความสวยงามบางอย่างแล้วชื่นชอบ แต่ถ้าไม่เข้าใจว่าอิทธิพลของหนังคืออะไร ก็ไม่มีวันเห็นคุณค่า ความยิ่งใหญ่ของหนังเรื่องนี้แน่นอน

จุดเริ่มต้นของหนังเรื่องนี้ เกิดขึ้นขณะที่ François Truffaut (หนึ่งในผู้กำกับชื่อดังยุค French New Wave เพื่อนสนิทของ Godard) ได้อ่านข่าวหนังสือพิมพ์ The News in Brief เรื่องของ Michel Portail (ในหนังใช้ชื่อ Michel Poiccard) กับแฟนสาวนักข่าวชาวอเมริกัน Beverly Lynette ที่ในเดือนพฤศจิกายน 1952 เขาได้ขโมยรถคันหนึ่งเพื่อไปเยี่ยมแม่ที่ป่วย ที่ Le Havre, Seine-Maritime แล้วระหว่างทางดันไปฆ่าตำรวจสายตรวจเสียชีวิต จึงถูกตามล่าไล่และถูกยิงเสียชีวิต, Truffaut ได้เขียน Treatment บทร่างหนังจากหัวข้อข่าวนี้ร่วมกับ Claude Chabrol แต่ไปๆมาๆได้ผลลัพท์ไม่น่าพอใจ จึงล้มเลิกความคิดพัฒนาต่อ Jean-Luc Godard หลังจากได้อ่านบทร่างนี้ เกิดความชื่นชอบ สนใจนำมาพัฒนาต่อ สร้างเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกของเขา

ขณะนั้น François Truffaut ได้สร้างหนังเรื่อง The 400 Blows (1959) ประสบความสำเร็จล้นหลาม กลายเป็นผู้กำกับหน้าใหม่ที่ได้จับตามอง, หลังจากส่งมอบบทร่างหนังให้กับ Godard เขายังช่วยเขียนจดหมายค้ำประกันกับสตูดิโอ เพื่อให้ทุนสนับสนุน เป็นงบประมาณสร้างหนังเรื่องนี้ให้กับเพื่อนสนิทโดยเฉพาะเลย

สำหรับนักแสดงนำ Jean-Paul Belmondo ก่อนหน้านี้เคยเล่นหนังมาหลายเรื่อง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงแต่อย่างใด ซึ่งหลังจากเล่นหนังเรื่องนี้ Belmondo ก็ดังเป็นพลุแตก ไม่ใช่แค่ในฝรั่งเศส แต่ทั่วโลกเลย

Michel Poiccard จิ๊กโก๋หนุ่ม เป็นอันธพาลกระจอก หัวขโมย นิสัยปลิ้นปล้อน วางตัวกร่าง ชอบทำตัวเท่ห์ๆ (ชอบเลียนแบบดาราดัง Humphrey Bogart) ตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่งหัวปักหัวปำ เดินทางมาหาที่ Paris และพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เธอมาครอบครอง

ผมไม่รู้ว่า นี่เป็นการแสดงดีที่สุดของ Belmondo หรือเปล่า แต่เป็นบทบาท ภาพลักษณ์ ที่ทำให้เขาดังพลุแตก เป็นที่จดจำ ในมาดใส่สูทเชยๆ ปากคาบบุหรี่ ทำคางยื่นๆ ชอบเอามือลูบริมฝีปากตัวเอง พูดจากวนๆ ฯ นักวิจารณ์ชื่อดัง Roger Ebert ให้ความเห็นว่า ภาพลักษณ์ของตัวละครนี้ ดูยังไงก็ อัปลักษณ์ (ugly) แต่มันเท่ห์ระเบิด เห็นว่าวัยรุ่นสมัยนั้นจะแต่งตัวเลียนแบบกันเกลื่อนเมืองเลย (สมัยนี้คงไม่มีใครเป็นแบบนั้นแล้วมั้ง)

สำหรับนักแสดงนำหญิง Godard ต้องการนักแสดงที่พอมีชื่อเสียงหน่อย แต่สามารถรับค่าตัวต่ำๆได้ ซึ่งเขาไปได้ Jean Seberg โดยติดต่อผ่านสามีเธอ Francois Moreuil (ที่ได้เล่นเป็นตัวประกอบเล็กๆในหนังด้วย) เธอยมรับค่าตัวเพียง $15,000 เหรียญเท่านั้น (เท่ากับ 1 ใน 6 ของทุนสร้าง $90,000 เหรียญ)

Patricia Franchini หญิงสาวผมสั้น ชาวอเมริกัน มีความน่ารักพิศวง จิตใจหยั่งยากดังความลึกของมหาสมุทร มีมโนภาพที่ไร้ขอบเขต กล้าพูด กล้าทำ กล้าเสี่ยง และมีความเป็นตัวของตนเองสูง

เกร็ด: ภาพวาดหญิงสาวของ Pierre-Auguste Renoir มีชื่อว่า Mlle Irene Cahen D’Anvers เป็นสไตล์ Impressionism

สองตัวละครนำของหนัง นิสัยแย่มากๆนะครับ เห็นแก่ตัว, เอาแต่ใจ, หลงตัวเอง, ไร้ศีลธรรม (นี่คือที่เรียกว่า Anti-Hero) แต่ว่าไปตัวละคร Patricia ชั่วร้ายกว่า Michel มากเลย, คือถ้ามองภายนอก เราสามารถรับรู้ เข้าใจ Michel ได้ทันที เพราะการวางมาด/คำพูด/การแสดงออก มันตรงกับสิ่งที่อยู่ในใจของเขาเปะๆเลย คือในใจอยากทำอะไร ไม่จ่ายแท็กซี่, ขโมยเงิน (เคยมีพูดขอตรงๆด้วย), ขโมยรถ ก็แสดงออกมาตรงๆ ไม่มีลับลมคมใน, ตรงข้ามกับ Patricia ที่มองภายนอก ไม่มีทางรู้เลยว่าคิดอะไร อยากทำอะไร หรือตอนที่เมื่อรู้ว่า Michael เป็นฆาตกร ทำไมถึงปกปิดช่วยเหลือ … แล้วอยู่ดีๆ ไฉนถึงทรยศ, มันเหมือนว่า สิ่งที่แอบซ่อนอยู่ในใจของ Patricia คือสัตว์ประหลาด/ความชั่วร้าย ที่อยู่ภายในจิตใจมนุษย์

ดูจากภาพโปสเตอร์/เสื้อผ้าตัวละคร/ลักษณะคำพูด/การกระทำ/แนวคิด จะเห็นว่า Michael และ Patricia เป็นขั้วตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง นี่กระมังที่ทำให้ Michael หลงใหล ใคร่หลงรักในตัว Patricia เพราะเธอเติมเต็มชีวิตให้กับเขา, ส่วน Patricia มอง Michael เป็นเหมือนเกมจิ๊กซอว์ ทำการทดลองปะติดปะต่อหลายๆแบบ ดูสิว่าเข้ากันเป็นรูปได้ไหม ซึ่งพอต่อเสร็จ ก็ล้างจิ๊กซอว์ เริ่มต้นต่อใหม่ เผื่อว่าจะมีอะไรน่าสนใจกว่านี้

ผมลองคิดหาสาเหตุ ว่าเกิดอะไรขึ้นกับ Michel และ Patricia ทำไมพวกเขาถึงกลายเป็นคนประเภทนั้น, นี่คงเป็นสะท้อนผลกระทบของคนในสังคม ยุคหลังสงครามโลก ที่เหมือนคนไร้จิตวิญญาณ ล่องลอยไปเรื่อย ขาดเป้าหมาย มองไม่คุณค่าของการมีชีวิต นี่จึงทำให้พวกเขามีความคิด/ทำอะไร ที่เหมือนการต่อต้าน ไม่ยอมรับ สร้างโลกของตนเองขึ้นมา สนใจเฉพาะสิ่งที่ต้องการ ปฏิเสธสิ่งอื่นๆ

เกร็ด: Jean Seberg ในชีวิตจริง แต่งงานใหม่ 3 ครั้ง ถูกผู้ชายหลอกสารพัด ไป Hollywood ถูก Blacklisted เพราะสนับสนุน Black Panther movement เสียชีวิต (ว่ากันว่า ฆ่าตัวตาย) ตอนอายุเพียง 40 ปี

เกร็ด2: ในหนัง Jean Seberg เป็นคนพูดประโยค Are you afraid of getting old? I am.

วิธีการทำงานของ Godard ขึ้นชื่อมากเรื่อง ไม่มีบทหนังที่เสร็จสมบูรณ์ก่อนเริ่มถ่ายทำ (แต่จะมีโครงร่างคร่าวๆ ว่าจะถ่ายที่ไหนบ้าง เพื่อมีเตรียมการล่วงหน้า นัดหมายได้ถูก) นักแสดงกว่าจะได้รับบทพูด ก็ตอนก่อนเริ่มถ่ายทำเล็กน้อย เพราะทุกเช้าวันใหม่ Godard ถึงค่อยเริ่มต้นเขียนสิ่งที่จะถ่ายทั้งวัน เหมือนขนมปังสดใหม่หอมกรุ่นเพิ่งออกจากเตา

ร่วมกับตากล้อง Raoul Coutard เห็นว่าทีแรกถูกโปรดิวเซอร์บังคับมา แต่ต่อมากลายเป็นขาประจำของ Godard ในยุค 60s, จุดเด่นของงานภาพ คือการเคลื่อนไหวที่มีความลื่นไหลต่อเนื่องและเป็น Long-Takes ด้วยทุนสร้างที่ต่ำ ทำให้ไม่มีงบประมาณในการจัดแสง จึงใช้แสงธรรมชาติล้วนๆ ทั้งกลางวัน/กลางคืน ข้างใน/ข้างนอก

Raoul Coutard เดินเป็นช่างภาพนักข่าว (photojournalism) ซึ่งต้องใช้ความเร็วในการถ่ายภาพ/ทำงานอย่างมาก ซึ่งพอเปลี่ยนงานมาเป็นตากล้องภาพยนตร์ เขาก็รู้เทคนิคเป็นอย่างดี ทำอย่างไรให้ถ่ายรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

สมัยก่อน ยังไม่มีการประดิษฐ์คิดค้นกล้องมือถือ (Hand-Held) กับหนังที่ต้องอาศัยการเคลื่อนกล้อง ขยับไปมา ด้วยน้ำหนักที่กว่าสิบกิโลกรัม ทำได้ยากยิ่ง แต่หนังเรื่องนี้มีลีลาภาพเคลื่อนภาพเข้าออก หมุนซ้ายขวา ราวกับมีขาเดินไปโน่นนี่เองได้ ฯ วิธีที่ใช้ก็คือให้ Coutard นั่งบนรถเข็นมีล้อ แล้วทีมงานช่วยกันลากไปมา (ไม่ใช่ตั้งกล้องไว้บนรถเข็นแล้วลากนะครับ ถ้าทำแบบนั้นภาพที่ได้จะค่อนข้างสั่น จำเป็นต้องให้คนถือกล้องไว้ตลอด ภาพที่ออกมาจะไม่สั่นมากนัก)

สำหรับแสงธรรมชาติ ถือเป็นความท้าทายอย่างยิ่ง โดยเฉพาะฉากกลางคืน ด้วยเทคนิคที่ Godard และ Coutard คิดค้นขึ้นโดยไม่ต้องติดตั้งแสงเพิ่มเติม คือใช้ฟีล์ม High-Speed (400 ASA) ที่เหมาะสำหรับถ่ายภาพนิ่ง นำมาผสมสารเคมีบางอย่างเพื่อเพิ่มความไวต่อแสง เมื่อใช้กับกล้อง Cameflex (ต้องกล้องประเภทนี้เท่านั้น) จะทำให้ภาพมีความสว่างที่มองเห็นรายละเอียดได้

แต่กล้อง Cameflex มีข้อเสียอย่างหนึ่งคือเสียงดังมาก ทำให้หนังไม่สามารถบันทึกเสียงได้ Sound-On-Film ได้, กับคนที่สังเกตหน่อยคงรู้สึกได้ว่า บางครั้งปากขยับไม่ตรงกับเสียง นั่นคือการอัดเสียงพากย์ทีหลังนะครับ

การถ่ายทำเป็นแบบเรียงลำดับ (Chronologically) ยกเว้นฉากแรกของหนังที่ถ่ายหลังสุดเลย, ใช้เวลาถ่ายทำทั้งหมด 23 วัน ระยะเวลาการทำงานมีตั้งแต่ 15 นาทีถึง 12 ชั่วโมง เพราะบางครั้ง Godard ก็หมดไอเดีย คิดไม่ออกว่าจะให้ตัวละครพูด/ทำอะไร วันนั้นเลยเสียเปล่า, อารมณ์ศิลปินจริงๆ

ตัดต่อโดย Cécile Decugis และ Lila Herman, ในฉบับแรกที่ตัดต่อเสร็จ ได้ความยาวเกือบๆ 2 ชั่วโมง แต่ผู้สร้างบอกว่าหนังยาวไป ให้ตัดออกสัก… ครึ่งชั่วโมง, ถ้าโดยปกติ ผู้กำกับก็มักจะเลือกนำบางฉากไม่สำคัญตัดออกไป แต่ Godard คงไว้ทุกฉาก แล้วใช้กรรไกรเล็มฟีล์ม ส่วนไหนที่ยาวไปก็รวบรัดตัดออก ทีละเล็กละน้อย กลายมาเป็น jump cut จนเหลือเวลาไม่ถึง 90 นาที, การตัดต่อแบบนี้ ทำให้ผู้ชมไม่สามารถรับรู้อารมณ์จากการแสดงของตัวละครได้เลย แต่จะเป็นคำพูด, การตัดต่อ หรือเพลงประกอบ ที่จะใช้เป็นความเข้าใจแทนอารมณ์ของตัวละคร

jump cut ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกกับหนังเรื่องนี้นะครับ ผมคิดว่าจากหนังเรื่อง Man with a Movie Camera (1929) ตั้งแต่ยุคหนังเงียบ แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยมีโอกาสดูหนังเรื่องนั้นแน่ จึงคิดว่า Breathless นี่แหละ คือหนังที่มี jump cut เรื่องแรก, เปรียบเทียบการตัดหนังแบบนี้ เหมือนการหายใจสั้นๆแบบเร็วๆ คล้ายตอนออกกำลังกายขณะเหนื่อยสุดๆ ที่เรามักจะหายใจถี่ๆรัวๆ (จริงๆเวลาออกกำลังกายเหนื่อยๆ เขาแนะนำให้หายใจลึกๆยาวๆนะครับ อย่าหายใจถี่ๆ เพราะจะเหนื่อยเร็วกว่า)

สำหรับชื่อหนัง Breathless, ภาษาฝรั่งเศส À bout de souffle แปลว่า out of breath (หมดลมหายใจ) นี่มีนัยยะถึงตอนจบ ที่ Michael ถูกยิงแล้วเขาออกวิ่งจะหนี ท่าทางสะดีดสะดิ้งไปมา แต่ไม่ไกลหมดแรงล้มลง ขณะใกล้หมดลมยังมีการหายใจเฮือกสุดท้ายพ่นควันบุหรี่ออกมา (นี่เป็นมุกเสียดสีของผู้กำกับนะครับ จะตายแล้วยังพ่นควันพิษออกมาอีก) และพูดประโยคสุดท้าย ‘C’est vraiment dégueulasse.’ แปลว่า เธอมันน่าขยะแขยงเสียจริง

นี่อาจเป็นไปได้ว่า Michael ผู้ตกหลุมรัก Patricia เปรียบเธอดั่งลมหายใจ แต่เมื่อได้รู้จักตัวตนแท้จริง และถูกทรยศหักหลัง ก็พบว่าเธอเหมือนดั่งสัตว์ร้าย จึงขอยอมตาย หมดลมหายใจ

เพลงประกอบโดย Martial Solal, คำนิยามย่อๆ สำหรับงานเพลงในหนังของ Godard คือทำนองป๊อปร่วมสมัย มีทั้งที่แต่งขึ้นใหม่ และนำที่ดังๆมีชื่อเสียงอยู่แล้วมาประกอบ ที่ล้วนเป็นรสนิยม ความชื่นชอบส่วนตัวของผู้กำกับ

สำหรับ Soundtrack แต่งขึ้นใหม่ ที่มีความไพเราะที่สุด ชื่อเพลง New York Herald Tribune เริ่มต้นด้วยเสียงเดี่ยวเปียโนนุ่มๆ พริ้วไหว ราวกับอยู่บนสรวงสวรรค์ จากนั้นประสานเครื่องดนตรีหลายๆชิ้นขึ้นมา

ได้ยิน Mozart: Clarinet concerto in A major, K. 622 นี่เป็นเพลงที่เขาแต่งขึ้นสำหรับให้ Anton Stadler นัก Clarinetist ชาวออสเตรียใช้บรรเลงประกอบการแสดง ถือว่า Concerto นี้คือหนึ่งในผลงานชิ้นสุดท้ายที่ Mozart ประพันธ์ได้เสร็จสมบูรณ์ก่อนจะเสียชีวิต (มีความโดดเด่นเรื่องการขับเล่น ล้อรับระหว่าง Clarinet กับวง Orchestra ได้อย่างลงตัว)

เพลงประกอบของหนังเรื่องนี้ ใช้เพื่อแทนอารมณ์ (Mood) ของตัวละคร, เพราะการตัดต่อที่ฉับไว ทำให้ผู้ชมไม่สามารถรับความรู้สึกใดๆจากตัวละครได้ (นี่เพราะวิธีถ่ายทำด้วยนะครับ การไม่มีบทล่วงหน้า ทำให้นักแสดงไม่สามารถสร้างอารมณ์ต่อเนื่องให้กับตัวละคร ในแต่ละฉากได้) เพลงประกอบจึงมีความสำคัญมากๆ เพราะจะสร้างบรรยากาศ แทนความเข้าใจของตัวละคร ได้ยินแล้วรู้เลยว่า มีอะไรกำลังจะเกิดขึ้น

มีคำพูดเจ๋งๆ ระหว่างสองตัวละครนี้เกิดขึ้นมากมายเลยนะครับ
– Two things are important in life: for men, women; for women, money.
– When the French say a second, they mean five minutes.
– Don’t use the brakes. Cars are made to go, not to stop!
– There’s no need to lie. It’s like poker. The truth is best. The others still think you’re bluffing, so you win.
ฯลฯ

คำพูดคมๆพวกนี้ คือเหตุผลหนึ่งที่ทำให้หนังของ Jean-Luc Godard ได้ใจวัยรุ่นไปเต็มๆ เพราะมันเท่ห์ ตรงใจ แฝงปรัชญาในการใช้ชีวิต แต่ผมสังเกตดู บางประโยคมันมีความเข้าใจที่ผิด! แล้วเราก็หลงเชื่อไปทั้งๆที่ไม่คิด แบบนี้มันน่าหงุดหงิดอย่างมากเลยละครับ

Godard ถือว่าเป็นนักปรัชญาคนหนึ่ง เขาชอบสอดแทรกสิ่งที่คิดลงไปในหนัง สำหรับคำถามที่ผมคิดว่า คำตอบคือความฝันของเขาขณะนั้นเลยละ

Patricia Franchini: What is your greatest ambition in life?
Parvulesco: To become immortal… and then die.

ปัจจุบัน Godard ยังมีชีวิตอยู่นะครับ (ยังไม่ยอมตาย สงสัยจะอยู่ให้อายุครบร้อย) แต่เจ้าตัวกลายเป็นอมตะไปแล้ว

ใจความของหนังเรื่องนี้ คือ ชายหนุ่มหลงรักหญิงสาว และต้องการได้ครอบครองเธอ ฟังดูก็ไม่มีอะไรน่าสนใจเท่าไหร่ แต่เมื่อนำส่วนประกอบอื่นๆติดแปะปะเข้าไป อาทิ ให้พระเอกเป็นจิ๋กโก๋ หัวขโมย ฆ่าตำรวจตาย, นางเอกมีบุคคลิกสุด Chic จิตใจซับซ้อนหยั่งยาก, ใส่คำพูดเท่ห์ๆ แฝงแนวคิด/ปรัชญา, งานถ่ายภาพ long-takes ต่อเนื่องยาวๆ, หรือเพลงป็อปร่วมสมัย ฯ เหล่านี่พอกพูน ทับถมกลบแก่นสาระที่แทบจะไม่มีอะไร ให้ดูเหมือนว่ามีอะไรน่าสนใจ

กระแสความนิยมของหนังเรื่องนี้ ถือว่ามีอิทธิพลต่อภาพยนตร์แนว Anti-Hero แทบทุกเรื่อง เห็นชัดสุดคงเป็น Bonnie and Clyde (1967), Badlands (1973) ที่ตัวละคร การกระทำของพวกเขา มีลักษณะใกล้เคียงกับ Michael และ Patricia (บางทีเรียก Bonnie and Clyde ว่าเป็นภาคต่อของ Michael and Patricia)

ส่วนตัวผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้เลย โดยเฉพาะนิสัย/ความคิด/การกระทำของตัวละครหลักทั้งสอง มันแสดงถึงด้านเห็นแก่ตัวของมนุษย์, กับหนังนำเสนอ Anti-Hero ที่ไม่มีด้านดีอะไร แต่กลับทำให้ผู้ชมรู้สึกสงสารเห็นใจ ให้กำลังใจ แถมผู้ชมกลับจะเป็นยกย่อง เชิดชู เลียนแบบ นำมายึดถือปฏิบัติในชีวิตประจำวันอีก, มันเหมือน เราเห็นรุ่นพี่นักเลงคนหนึ่ง ทำตัวเลวๆ กร่างไปทั่ว แล้วมีคนยกย่องสรรเสริญว่ามีความเท่ห์ ยิ่งใหญ่ เป็น Idol ต้องการเลียนแบบอย่าง … ตรรกะแบบนี้มันใช่เหรอครับ?

แต่ผมก็เข้าใจนะ ว่าหนังมีอิทธิพลอะไร ยิ่งใหญ่ตรงไหน แต่ว่ากันตามคุณภาพ หนังก็ไม่ได้สมบูรณ์แบบขนาดนั้น โดยเฉพาะกับฉากยั่วกันในห้องนอน มันยาวเกินไปจริงๆ (ดูครั้งที่ 2 ก็ยังรู้สึกว่าเวิ่นเว้อเกินกว่าเหตุ, คือตัดย่อฉากอื่นได้ แต่ฉากนี้กลับไม่ยอมตัด) ซึ่งคะแนนด้านนี้ จะให้ตามอิทธิพล/ความสำคัญของหนัง ที่ใครต่อใครยกย่องมันคงไม่ได้อยู่แล้ว ลองคิดว่า ถ้าหนังเรื่องนี้ไม่ได้เปิดประตูสู่ภาพยนตร์ยุคใหม่ คุณภาพจะมองได้แค่หนังดาดๆทั่วไป ไม่สมควรถูกเรียกว่า Masterpiece ด้วยซ้ำ

ผมเรียก Jean-Luc Godard ว่า ‘นักเลงภาพยนตร์’ คือเขารู้ชัดเจนในสิ่งที่ตัวเองสนใจ ทำในสิ่งที่ไม่มีใครคิดมาก่อน แหกคอก นอกกฎระเบียบ นี่ถือเป็นสไตล์เฉพาะตัว (ที่เรียกว่าศิลปิน) คนที่จะเป็นแฟนหนังของ Godard ต้องถือว่าเป็น ‘ไพร่นักเลงภาพยนตร์’ เพราะหนังของเขามีความเฉพาะเจาะกลุ่ม ยากจะเข้าใจแต่ง่ายที่จะหลงใหล ซึ่งพอคลั่งไคล้ก็จะกลายเป็นเหมือนเด็กอาชีวะ ที่มักชอบทำตัวกร่างไปตบตีกับคนอื่น, ถ้าคุณเป็นแฟนเดนตายของ Jean-Luc Godard หรือ Wong Kar-Wai ขอร้องว่าอย่างไปอวดอ้าง ยกตน หรือตบตีกับใครนะครับ คือหนังของนักเลง มันก็เจ๋งสำหรับไพร่นักเลงอย่างคุณแหละ แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีความชื่นชอบเหมือนกัน

แนะนำกับวัยรุ่น ผู้ชื่นชอบหนังแนวพระเอกหล่อเท่ห์ๆ นางเอกน่ารักๆ โรแมนติกแบบแนวๆ, นักเลง/มาเฟียที่ชอบทำตัวกร่างๆ หลงใหลในแนว Anti-Hero, แฟนหนัง Jean-Luc Godard ไม่ควรพลาด

เหมาะอย่างยิ่งกับ นักศึกษา/คนทำงานสายภาพยนตร์ ควรจะศึกษาหนังเรื่องนี้ให้ละเอียดแตกฉาน ตั้งแต่กระบวนการสร้างจนถึงผลลัพท์ และอิทธิพลที่เกิดขึ้นหลังจากหนังฉาย

จัดเรต 13+ กับหลายๆกระทำอันขาดการยั้งคิดของพระเอก

TAGLINE | “Breathless ของ Jean-Luc Godard จะทำให้คุณหยุดหายใจ เพราะขาดอาการหายใจ”
QUALITY | THUMB UP
MY SCORE | WASTE


À bout de souffle

Breathless (1960)

(24/12/2015) ถ้าเราให้คำนิยาม “ภาพยนตร์” ว่าคือการเล่าเรื่องผ่านการเคลื่อนไหว Jean-Luc Godard เป็นผู้กำกับชาวฝรั่งเศสที่ยังมีชีวิตอยู่ อายุก็ 85 แล้ว แต่ยังมีพลังเหลืออีกมาก หนังของ Godard ขึ้นชื่อเรื่อง Long-Take เป็นอย่างมาก หนังที่ถ่ายทำโดยใช้เทคนิค Long-Take นักแสดงต้องจำบท ที่ไม่รู้กี่หน้าต่อกี่หน้า จังหวะ การกระทำ การแสดงต้องเปะๆ และไม่ผิดพลาดเลย ยิ่งฉากไหนที่มี Long-Take ยาวๆ หลุดหัวเราะมาทีต้องเริ่มถ่ายตั้งแต่แรกใหม่ เวลาที่ผมเจอหนังที่ใช้ Long-Take มันจะเหมือนหายใจไม่ออกครับ คือมันสมจริงมากๆ ทำให้เราลุ้นไปกับตัวละคร ผมเรียกว่า Breathtaking

แต่เดี๋ยวก่อน Breathless ไม่ใช่หนัง long-take นะครับ คือตอนถ่ายอาจจะใช้ long-take จริง แต่หนังที่ฉายออกมาใช้การตัดต่อแบบ jump-cut เป็นเทคนิคที่เจ๋งมากๆ ไม่เคยมีหนังเรื่องไหนกล้าทำมาก่อน ฉากกระโดดไป กระโดดมา ทั้งๆที่ดูก็รู้ว่ามันน่าจะเป็น long-take สาเหตุที่หนังต้อง jump-cut เป็นความบังเอิญในความงี่เง่ามากๆ เพราะหนังยาวเกินไป… ผมละอยากให้ไปดูหนัง bollywood เหลือเกิน หนังของชาตินี้ ความยาวหนังขั้นต่ำคือ 2 ชั่วโมง โดยเฉลี่ยผมว่า 2 ชั่วโมงครึ่งด้วยซ้ำ… Breathless ความยาว 1 ชั่วโมง 30 นาที เห็นว่าต้นฉบับจริงก่อนใช้ jump-cut หนังยาว 2 ชั่วโมง producer บอกยาวไป *-*

ผมขอเล่าภาพรวมของหนังก่อนแล้วกัน นี่เป็นเรื่องราวของชายขี้ขโมย กับหญิงเล่นตัว ผมลองมาวิเคราะห์ดูทั้งสองตัวละครเป็นคาแรคเตอร์ที่ anti-hero มาก นี่ก็ไม่เชิงเป็นจุดเริ่มต้นนะ แต่มีหนังที่ได้แรงบันดาลใจจากสองตัวละคร คาแรคเตอร์แบบนี้ คือ Bonnie and Clyde ใครได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วก็คงรู้ว่ามันใกล้เคียงมากๆ ทั้งสองเป็นโจรและฆาตกรชื่อดังมากๆที่มีตัวตนอยู่จริง ใน Breathless เกือบครึ่งเรื่องที่มีฉากอยู่ในห้องนอน ถ้าพูดกันตรงๆนี่เป็นฉากที่ขี้เกียจมากๆ ผมมีปัญหามากตอนดูฉากนี้ เพราะมันทำให้ผมอึดอัดกับตัวละครทั้งสอง ฝ่ายชายก็พยายามโน้มน้าวผู้หญิงให้ทำตามที่เขาขอ ฝ่ายหญิงก็เล่นตัว อ้างโน่นอ้างนี่ เปลี่ยนเรื่อง เดินไปเดินมา ผมไม่ชอบตัวละครคู่นี้เลย มันเสียเวลาและไร้สาระมาก แต่ผมยอมรับนะว่า หนังนำเสนอตัวละครที่สัมผัสได้จริง แฝงรสนิยมของผู้กำกับในบทสนทนา เรื่องราว แนวคิด เหตุและผลของการกระทำ หนังเรื่องนี้แจ้งเกิดให้กับ Jean-Paul Belmondo นักแสดงนำชายของเรื่อง ปู่แกยังมีชีวิตอยู่นะ เล่นหนังของ Godard หลายเรื่องทีเดียว Jean Seberg นักแสดงนำหญิงที่ได้ฉายาว่า Audrey Hepburn แห่่งฝรั่งเศส น่าเสียดายเธอเสียชีวิตเร็วไปหน่อย ตอนอายุ 40 เอง

เดิมทีบทหนังเรื่องนี้เขียนโดย François Truffaut แต่ Truffaut ก็ตัดสินใจ drop เพราะเรื่องขาดความน่าสนใจ เป็น Godard ที่มาเห็นเข้าเลยมาขอบทไปเขียนต่อและกำกับ เห็นว่าวิธีการเขียนบทหนังเรื่องนี้คือ หนังกำหนดสถานที่ถ่ายทำไว้คร่าวๆ ตอนวันถ่าย ช่วงเช้า Godard ก็จะเขียนไอเดียที่จะถ่าย ตอนถ่ายจะพูดถึงไอเดียกว้างๆให้นักแสดงฟัง และปล่อยให้นักแสดงซ้อม เล่นสดตามความคิดของเขาเลย นี่เป็นหนึ่งในวิธีที่หนังสมัยก่อนทำกัน คือจะไม่รอจนบทหนังเสร็จก่อน คิดไป เขียนไป ถ่ายไป พร้อมกันในครั้งเดียว ผมคิดว่า Godard คงมีภาพกว้างๆว่าจะให้หนังเป็นอย่างไร แต่รายละเอียดต่างๆคงคิดขึ้นระหว่างถ่ายหนัง อย่างฉากในห้องนอนที่สุดแสนยาวนั้น ได้ยินว่า Godard โยนไอเดียไป แล้วให้นักแสดงทั้งสองเล่นรับกันเอง โดยไม่ตัดกล้องเลย … นี่แสดงว่านักแสดงต้องเก่งมากๆ คือเขาไม่ได้แค่ท่องจำบท แต่ต้องสวมบทบาทเป็นตัวละครนั้นจริงๆ บทพูดก็ต้องออกมาเองไม่มีบทให้ ถ้าเป็นหนังสมัยนี้ไม่มีทางทำแบบนี้ได้แน่ๆ หนังใช้เวลาถ่ายทำแค่ 23 วันเท่านั้น

ตากล้องเรื่องนี้คือ Raoul Coutard ขาประจำของ François Truffaut กับ Jean-Luc Godard ต้องยอมรับว่างานภาพในหนังเรื่องนี้ มีความคล้ายคลึงกับหนังเรื่อง The 400 Blows ของ Truffaut พอสมควร มีฉากที่ทำการเลื่อนกล้องจากมุมสูงหลายครั้ง แต่ที่แตกต่างที่สุดคงเป็นการถ่ายแบบ Hand-Held ซึ่งจะเคลื่อนที่ตามตัวละครตลอดทั้งเรื่อง บางทีถ่ายแต่ด้านหลังตัวละคร บางทีถ่ายแต่ด้านหน้าตัวละคร วิธีการใช้ Hand-Held เป็นจุดเริ่มต้นของการถ่าย Long-Take นะครับ การใช้ Long-Take ยุคแรกๆ ไม่ได้หวือหวามากมาย ใช้กับการสนทนาที่ยาวนาน จนพอฟีล์มหมด ทุกอย่างจะหยุด เปลี่ยนกล้องเปลี่ยนฟีล์มแล้วถ่ายต่อ ทุกอย่างเคลื่อนไหว ผมไม่แน่ใจเท่าไหร่ คุ้นๆว่าสมัยก่อนฟีล์มถ่ายหนังม้วนหนึ่งมันถ่ายได้ไม่กี่นาทีเท่านั้น ถ้าเห็น Long-Take ไหนยาวเกิน 10 นาที นี่ไม่ธรรมดาเลย ยิ่งถ้าดูไม่ออกเลยว่าไปเปลี่ยนฟีล์มตอนไหนนี่ สุดยอดมากๆๆ

การตัดต่อหนังฉบับแรก โดย Cécile Decugis และ Lila Herman ได้หนังความยาว 2 ชั่วโมง ผมก็ไม่เข้าใจนะครับว่าทำไมหนังยาวไป เอาว่า Godard ต้องตัดให้หนังสั้นกว่านี้ โดยปกติถ้าเป็นผู้กำกับสมัยนี้คงจะเลือกตัดฉากที่มีความสำคัญน้อยออกไป แต่ Godard เขาไม่ทำแบบนั้นครับ เขาคงไว้ทุกฉาก แต่ทำการตัดแบบ jump-cut คือตรงไหนยาวไป ตรงไหนบทพูดมันเวิ่นเว้อ ตัดทุกอย่าง (สมัยนั้นเพราะความที่มันเป็นแผ่นฟีล์ม คำว่าตัด คือตัดฟีล์มจริงๆเลย) มันเลยรู้สึกเหมือนทุกฉากจะมีการกระโดดไปมา แต่เราจะเห็นความต่อเนื่องจากการตัดนั้น เหมือนฟีล์มกระตุก แต่มันคือความจงใจในความไม่ตั้งใจ ตอนหนังออกฉาย มันกลับเป็นความฮิตที่ Godard เองก็คาดไม่ถึง สำหรับคนที่ดูหนังของ Godard มาหลายๆเรื่องแล้ว jump-cut ไม่ถือว่าเป็นสไตล์ของเขาเลยนะครับ ใน Breathless ถือว่าเป็นความบังเอิญจริงๆ หนังสมัยนี้หลายเรื่องที่มีการตัดต่อที่หวือหวา จุดเริ่มต้นก็มาจาก Breathless นี่แหละ

เพลงประกอบ เป็นเปียโนบรรเลงคลอฟังง่ายๆ ไม่มีอะไรหวือหวา แต่งโดย Martial Solal เอาจริงๆใน Breathless มันแทบจะไม่มีเพลงประกอบนะครับ เพลงที่เกิดขึ้นในหนัง เป็นเพลงที่เกิดจากสถานที่ ในฉากนั้นที่มีดนตรีบรรเลงอยู่ เพราะว่า หนังใช้การถ่าย Long-Take เน้นการเล่าเรื่องที่เป็น realistic จะให้อยู่ดีๆเพลงบรรเลงดังขึ้นมามันก็ไม่ได้ ดังนั้นเพลงประกอบหนังเรื่องนี้จะเกิดจาก แผ่นเสียงที่กำลังเล่นอยู่(ในหนัง) เดินผ่านร้านเครื่องดนตรี เสียงเพลงที่เปิดจากวิทยุในรถ

ตอนฉากเปิดเรื่อง ผมขยับลำโพงอยู่สองสามรอบ เพราะสงสัยว่าลำโพงมีปัญหาหรือเปล่า แต่จริงๆหนังใช้การเฟดเสียงเข้า คือ ตอนแรกไม่มีเสียงอะไรเลย จนกระทั่งพระเอกขโมยรถคันแรกสำเร็จจึงเกิดเสียงแรกขึ้น ผมเรียกว่าการเฟดเสียงนะครับ เหมือนตอนเราเปิดเพลงและค่อยๆเลื่อน Volume ขึ้น คิดไม่ถึงเหมือนกันว่าจะมีหนังที่ทำแบบนี้ด้วย

ผมไม่ชอบ Breathless เลยนะครับ และรู้สึก “เสียเวลา” มากที่ดูหนังเรื่องนี้ คือนอกจาก jump-cut แล้ว หนังเรื่องนี้ไม่มีอะไรที่ทำให้ผมชอบเลย ตัวละครชายหญิงที่โดดเด่นมากๆ แต่ผมรู้สึกถึงความไร้สาระ ผู้ชายโคตรเห็นแก่ตัว ผู้หญิงโคตรเอาแต่ใจ หนังมันเล่าเรื่องมาอย่างบริสุทธิ์ ตรงๆเลย ทำให้คนดูไม่สามารถคิดอะไรต่อจากหนังได้ แต่ผมกลับมาคิดนะ ถ้าผมเป็นผู้ชายเจอผู้หญิงแบบนี้ ก็ไม่เอาหรอก ไม่อยากคบด้วยซ้ำ ถ้าผมเป็นผู้หญิงเจอผู้ชายแบบนี้ก็ไม่เอาเหมือนกัน คำพูดที่สื่อถึงสองตัวละครนี้ได้มากที่สุดคือ “Two things are important in life. For men, women. For women, money”

ถ้าไม่ใช่เพราะ jump-cut บอกตามตรงว่าผมคงดูหนังเรื่องนี้ไม่จบแน่ อยากจะปิดทิ้งเพราะฉากในห้องแล้ว มันยาวมากๆ ผมใช้ความอดทนมากในการดูฉากนี้ คือมันรำคาญนะครับ และเนื้อเรื่องมันก็ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นเลย จะมีอีกทีก็ฉากจบ ที่ผมว่าเจ๋งดีนะ มันเหมือนกับพระเอกที่เดินไปสู่ฉากจบ กำลังเต้น คำพูดประโยคสุดท้ายในหนัง ที่เป็นที่พูดถึงกันอย่างมาก บอกเลยว่าผมไม่รู้สึกถึง impact เท่าไหร่ ณ จังหวะนั้น พระเอกมัน “à bout de souffle” (out of breath) พอดี ซึ่ง ณ จุดนี้คือความหมายของชื่อหนัง

ผมแนะนำสำหรับท่านที่อยากดูว่า jump-cut มีลักษณะอย่างไร แต่ถ้าดูเพื่อความบันเทิง อาจจะได้ความรู้สึกขยาดๆ มากกว่าจะรู้สึกทึ่งนะครับ หนังไม่ได้ต้องอาศัยการตีความมากก็เข้าใจ ผมมีความรู้สึกว่าหนังเรื่องนี้มัน Over-Hit แม้แต่ Godard เองก็บอกว่า “ความสำเร็จของหนังเรื่องนี้คือความผิดพลาด” แต่เขาก็ไม่เสียใจที่ได้สร้างหนังเรื่องนี้

คำโปรย : “Breathless ความไม่ตั้งใจในความตั้งใจของ Jean-Luc Godard นอกจาก jump-cut ที่เป็นตำนานแล้ว ที่เหลือคือความน่าสมเพศของตัวละคร กับความเห็นแก่ตัวของฝ่ายชาย และความเอาแก่ใจของฝ่ายหญิง ถ้ามนุษย์ชายหญิงคิดได้แค่นี้ โลกเราคงสวยงามได้แค่แบบในหนังเท่านั้น”
คุณภาพ : THUMB UP
ความชอบ : WASTE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: