Brief Encounter (1945)

Brief Encounter

Brief Encounter (1945) British : David Lean ♥♥♥♥♡

ก่อนที่ David Lean จะได้ชื่อว่าเป็นผู้กำกับที่ทำหนังโคตร Epic อลังการงานสร้างอย่าง The Bridge on the River Kwai (1957) หรือ Lawrence of Arabia (1962) ครั้งหนึ่งเขาเคยสร้างหนังที่ดูเล็กๆ มีฉากไม่มาก ตัวละครไม่เยอะ แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยเทคนิคแพรวพราว

David Lean เริ่มงานสายภาพยนตร์จากการเป็นนักตัดต่อ เขาเคยตัดหนังให้ Powell & Pressburger เรื่อง 49th Parallel (1941) และ One of Our Aircraft Is Missing (1942) ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นผู้กำกับร่วมกับ Noël Coward (ที่ต่อมากลายเป็นนักเขียนบทขาประจำให้กับ Lean) ในหนังเรื่อง In Which We Serve (1942)

Brief Encounter เป็นหนังที่สร้างขึ้นก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะสิ้นสุดลงเพียงเล็กน้อย เรื่องราวไม่ได้เกี่ยวกับสงคราม แนวชวนเชื่อ หรือมีการพูดถึงสงครามแม้แต่น้อย แต่ได้รับการยกย่องว่าเป็น wartime romance ที่มีความเป็นอมตะ เรื่องราวความรักต้องห้าม ที่จบลงด้วยการให้มันเก็บซ่อนในส่วนลึกข้างในจิตใจ เป็นความลับไปตลอดกาล

ดัดแปลงมาจากบทละครสั้นของ Noël Coward ชื่อ Still Life (1936) มีเพียง 1 องก์เท่านั้น ประกอบด้วยนักแสดง 2 คน (Noël Coward กับ Gertrude Lawrence) และ 1 ฉากในห้องรับรอง (refreshment room) ที่สถานีรถไฟแห่งหนึ่ง, ซึ่งเมื่อดัดแปลงเป็นภาพยนตร์แล้ว คงจะมีองค์ประกอบแค่นั้นได้ยังไง จึงมีการใส่สถานที่ที่มีการอ้างถึงจากบทละคร อาทิ บ้านของนางเอก, ห้องของพระเอก, โรงหนัง, ร้านอาหารและ ร้านขายของ ฯ เพิ่มในส่วนของการเล่าเรื่องเข้าไป

ในห้องรับรอง ณ สถานีรถไฟแห่งหนึ่ง Laura Jesson หญิงสาวได้พบกับหมอหนุ่ม Alec Harvey ระหว่างรอรถไฟเข้าเทียบท่า ตกหลุมรักกันทั้งๆที่ทั้งคู่ต่างก็แต่งงานมีลูกแล้ว ในใจรู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้ผิด เป็นไปไม่ได้ ไม่สมควร แต่ก็ยากที่จะฝืนโชคชะตาตัวเอง ความรักมันไม่เข้าใครออกใคร มนุษย์เราง่ายที่จะตกหลุมรัก แต่ยากที่จะต้องทำใจเลิกรา

นำแสดงโดย Celia Johnson รับบท Laura Jesson,เธอรักครอบครัว รักลูก รักสามี ชีวิตที่สุขสงบสันติ เป็นคนธรรมดาสามัญ คำพูดของเธอที่ว่า ‘ฉันไม่เคยคิดมาก่อนว่าความรุนแรงดังกล่าว จะสามารถเกิดได้กับคนธรรมดาสามัญเช่นชั้น’ (I didn’t think such violent things could happen to ordinary people.) ความรุนแรงที่ว่านี้ของเธอคือ การตกหลุมรักชายอื่น นอกใจสามี มีชู้, การแสดงของ Johnson แม้จะยังดูแข็งกระด้างไปบ้าง แต่สีหน้าและท่าทางที่มีความกระด้างใจ รู้ว่าตัวเองผิดจึงเกิดความวิตกกังวล สามารถแสดงให้เห็นได้ว่า ข้างในเธอปั่นป่วนแค่ใดกับสิ่งที่เกิดขึ้นนี้

เกร็ด: หนังสือที่ Laura ยืมหนังสือจาก Boots Lending Library ของร้าน Boots Pharmacies (ก่อตั้งปี 1898 ปัจจุบันยังเปิดให้บริการอยู่) เป็นนิยายของ Kate O’Brien (1897-1974) นักเขียนนิยายและบทละครชาว Irish

Trevor Howard รับบท Dr Alec Harvey ชายผู้ซึ่งมีความต้องการไม่แพ้ Laura เขาตกหลุมรักและพร้อมที่จะเสียสละเพื่อเธอ, ผู้ชายเป็นเพศที่ได้เปรียบเสมอเรื่องความรักนะครับ เพราะมีความกล้าตัดสินใจ กล้าพูด กล้าทำมากกว่าผู้หญิง แต่หนังเรื่องนี้ไม่ได้ทำให้ Alec มีอิทธิพลเหนือเธอ เขายื่นขอเสนอต่อ Laura ที่จะทิ้งลูกทิ้งเมียมาอยู่ด้วยกันและขอให้เธอทำตาม ซึ่งการที่เธอจะทำตามคำขอของเขาไหมนั่นอีกเรื่องหนึ่ง Alec ไม่มีการฝืนบังคับเธอ ถือว่าเป็นสุภาพบุรุษมากๆ

นี่เป็นหนัง debut ของ Trevor Howard จากคำให้สัมภาษณ์ของ David Lean บอกว่า ‘Trevor เป็นคนที่ไม่ sensitive อ่อนไหวเลย เขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังทำอะไรอยู่ตอนถ่ายหนังเรื่องนี้ แต่ไม่น่าเชื่อว่า ต่อมาเขาจะกลับกลายเป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม’

ผมกึ่งๆมองว่านี่เป็นหนัง Feminist นะครับ เพราะเพศที่เป็นผู้ตัดสินใจเลือกคือ Laura เพศหญิงไม่ใช่ Alec เพศชายที่เป็นผู้ยื่นขอเสนอให้เท่านั้น ทั้งการเป็นชู้, เรื่อง Sex และการเลิกรา ฯ ซึ่งหนังให้การตัดสินใจของเธอ เกิดขึ้นอยู่ในกรอบของศีลธรรม ไม่ได้ให้เกิดความขัดแย้ง หรือเห็นต่างจากสังคม (หนัง Feminist ทั่วๆไป มันจะเป็นการตัดสินใจของฝ่ายหญิง เพื่อก้าวข้ามผ่านขอบเขตอะไรบางอย่าง) นี่ผมเลยเรียกว่าเป็นกึ่งๆ Feminist ที่ปลูกฝังค่านิยม ทัศนคติต่อความรักและครอบครัวในทิศทางที่เหมาะสม

สิ่งที่คอยยับยั้งชั่งใจ Laura คือ ‘จิตใต้สำนึก’ (Conscience) ซึ่งมักมีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรม ความเชื่อที่ถูกปลูกฝังมา ระหว่างความสุขของตนเอง กับความสุขของผู้อื่น ในบางครั้งเราก็ต้องเสียสละความสุขส่วนตนเพื่อความสุขของคนอื่น ผู้หญิงมักมีความละเอียดอ่อนในเรื่องพวกนี้มาก ในระดับที่ผู้ชายคาดกันไม่ถึงทีเดียว

ถ่ายภาพโดย Robert Krasker (The Third Man-1949) เราจะได้เห็นมุมกล้องเอียงๆบ่อยครั้ง แสดงถึงความลังเลสงสัย, มีขณะหนึ่งของการถ่ายภาพที่ทรงพลังมาก กล้องค่อยๆเคลื่อนเข้าหา Laura แบบม้วน (หมุนกล้อง) อารมณ์ในขณะนั้นจิตใจของเธอมีความสับสนอลม่าน ลังเลไม่แน่ใจ เมื่อวินาทีได้ยินเสียงรถไฟ เธอจึงรีบวิ่งออกมาเป็นครั้งสุดท้าย (มันเหมือนว่าเธอจะพยายามฆ่าตัวตาย แต่จิตใต้สำนึกห้ามเธอไว้)

ในระหว่างถ่ายทำ คาบเกี่ยววันที่ 8 พฤษภาคม 1945 (วันที่ Germany ยอมแพ้สงคราม) ทีมงานต่างหยุดงานเพื่อร่วมเฉลิมฉลองชัยชนะ เว้นแต่ตากล้อง Robert Krasker ที่ถูกสั่งให้ไปเก็บภาพการเฉลิมฉลองทั่ว London

เกร็ด: สถานีรถไฟที่หนังใช้ถ่ายทำคือ Carnforth Station ทางตะวันออกเฉียงเหนือของ London, เดิมทีจะใช้สถานี London แต่ตอนนั้นมีสภาพเสียหายจากการถูกทิ้งระเบิด ทำให้ทีมงานต้องอพยพหนีไปหาสถานที่ถ่ายทำนอกเมือง, เหตุที่เลือก Carnforth เพราะเป็นสถานีใหญ่ ห่างไกลจากชายฝั่งตะวันออก และสามารถปิดไฟซ่อนตัวขณะเกิดการโจมตีทางอากาศได้

ตัดต่อโดย Jack Harris, หนังใช้การเล่าเรื่องแบบย้อนอดีต (Flashback) เริ่มต้นจาก ณ จุดสิ้นสุด ใช้เสียงบรรยายประกอบภาพที่มาจากความทรงจำ และเพลงประกอบที่เปิดฟังอยู่ขณะนั้น Piano Concerto No. 2 ของ Sergei Rachmaninoff บรรเลงโดย Eileen Joyce, นี่เป็นเพลงโปรดที่ผมชอบที่สุดนะครับ ได้ยินตอนเครดิตขึ้นนี่ตาลุกโพลงเลย ทุกครั้งที่ได้ยินเพลงนี้ในหนัง มันเหมือนว่าเราได้ฟังเพลงไปเรื่อยๆ ไม่มีการย้อนท่อนเดิมซ้ำ ประมาณว่าเหตุการณ์ช่วงนี้ สอดคล้องกับอารมณ์เพลงท่อนนี้ มันกลายเป็นว่าขณะดู ผมสามารถจับอารมณ์ของหนังได้ จากแต่ละท่อนที่บรรเลงขึ้นมา นี่ถือว่าไม่ธรรมดาเลยนะครับ จะเรียกว่าเป็นหนังประกอบเพลงเลยก็ยังได้

หน้าหนังเป็นเรื่องของความรักที่ขัดต่อศีลธรรม ประเพณี แต่ใจความแฝงของหนัง ผมคิดว่าเป็นการสะท้อนภาพของสงครามในมุมของความรัก มองครอบครัวเป็นเหมือนประเทศ และการเป็นชู้เหมือนความขัดแย้งที่กลายเป็นสงคราม เกิดการต่อสู้ แก่งแย่งให้ได้มาครอบครอง, ซึ่งตอนจบเมื่อ Laura และ Alec ตัดสินใจที่จะไม่พบหน้ากันอีก นี่หมายถึง การไม่ทำให้เกิดความขัดแย้งหรือสงคราม ต่างฝ่ายไม่แก่งแย่งชิงดีกัน เรื่องทุกอย่างก็จบ สงครามก็จะไม่เกิด

เราจะเลือกเชื่อใจคนที่เราพบกันมาเพียงชั่วครู่ (Brief Encounter) หรือคนที่อยู่กับเรามาหลายปี หรือเกือบทั้งชีวิต

ด้วยความที่ยุคสมัยเปลี่ยนไปมาก ทำให้ทัศนคติแบบหนังเรื่องนี้ถือว่าเก่า เชย และยิ่งประเด็น Feminist ที่สอนให้ผู้หญิงกล้าพูดกล้าทำกล้าตัดสินใจ ไม่ยึดติดกับกรอบระเบียบของสังคม เรื่องราวแบบนี้ถือว่าตกสมัยไปแล้ว กระนั้นหนังก็ไม่ล้าหลังเลยนะครับ นี่แหละที่เรียกว่า ‘ความคลาสสิก’ มันคือความดีงาม แนวคิดในอุดมคติ ที่เรียกว่าล้าหลังเพราะคนเริ่มคิด ทำแบบนั้นกันไม่ได้แล้ว ผมจินตนาการไม่ออกเลยว่าโลกต่อไปจะเป็นอย่างไร ถ้ามนุษย์ไม่เชื่อในความคลาสสิกอีกต่อไป

ในชีวประวัติของ Billy Wilder บอกว่าเขาได้แรงบันดาลใจหนังเรื่อง The Apartment (1960) มาจากฉากที่ Alec ใช้ห้องของเพื่อน เพื่อจะอยู่กับ Laura สองต่อสอง

หนังถูกแบนในประเทศ Ireland ด้วยสาเหตุเรื่องชู้ นี่ยังถือเป็นประเด็นละเอียดอ่อนในสมัยนั้นนะครับ

เข้าชิง Oscar 3 สาขา ประกอบด้วย Best Director, Best Actress และ Best Writing แต่ไม่ได้สักรางวัล, ฉายในเทศกาลหนังเมือง Cannes ได้รางวัล Grand Prize เทียบสมัยนี้ก็ Palme d’Or นะครับ

แนะนำกับคอหนังคลาสสิก, หนังรางวัล, ชอบแนวโรแมนติกอมตะ, ชื่นชอบผู้กำกับ David Lean และอยากดูผลงานของเขาในยุคแรกๆ, แนะนำอย่างยิ่งกันคนทำงานสายภาพยนตร์ นี่เป็นหนังที่แพรวพราวไปด้วยเทคนิค เรียนรู้เพื่อนำไปปรับประยุกต์ใช้

จัดเรต PG หนังไม่ได้มีฉากที่ดูรุนแรงนัก แต่มีเรื่องชู้ที่ผู้ใหญ่ควรให้คำแนะนำสักหน่อยก็ดี

TAGLINE | “Brief Encounter ของ David Lean มีความอมตะที่สวยงาม กับความรักที่อยู่ในธรรมเนียม”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | LOVE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of