Broken Blossoms (1919)

broken blossoms

Broken Blossoms (1919) hollywood : D. W. Griffith ♥♥♥♡

ถ้าอยากรู้ว่าทำไม Lillian Gish ถึงได้รับการยกย่องว่าเป็น ‘สุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งคนแรก ของวงการภาพยนตร์’ ให้ดูหนังเรื่องนี้, เธอคือแม่ดอกบุปผางามช้อย แต่ถูกเหยียบย่ำช้ำจากคนชิดใกล้ จนชีวิตแทบไม่เหลือคุณค่าอะไร ต้องมองด้วยใจถึงเห็นความงดงาม

นักวิจารณ์ชื่อดัง Roger Ebert ให้ข้อสังเกตว่า นี่อาจเป็นหนังแนวโรแมนติกเรื่องแรกๆของโลก

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากหนังเรื่องนี้ ต่อผู้กำกับ D. W. Griffith ชัดเจนว่าพี่แกเป็นพวก Racist หัวรุนแรงมาก นับจาก The Birth of Nation (1915) นำเสนอ Ku Klux Klan องค์กรต่อต้านเหยียดคนผิวสี ชั่วร้ายน่าจะที่สุดในโลก, พยายามแก้ตัวด้วย Intolerance (1916) นำเสนอความรักสากลที่มีทุกยุคสมัย แต่ก็ไม่วายพ่ายแพ้ต่ออุปสรรคบางอย่าง, ตามมาด้วย Broken Blossoms (1919) คราวนี้ชนชาติเอเชียโดยหยามเหยียดเข้าไปเต็มๆทั้ง จีน อาหรับ (และคนผิวสี) แต่ยังมิเทียบเท่านำคำสอนของพุทธศาสนา พูดบอกเอ่ยออกมาแล้วปรากฎว่าใช้ไม่ได้จริง นี่มันซาตานกลับชาติมาเกิดเลยนี่หว่า!

ทั้งๆที่หนังมีความสวยงามมากๆ แต่เมื่อครุ่นคิดถึงความชั่วร้ายต่างๆที่อยู่ในใจของ D. W. Griffith ผมละไม่ค่อยอยากยกย่องพูดถึงผู้กำกับคนนี้สักเท่าไหร่ จริงอยู่เขาคือผู้ยิ่งใหญ่แห่งวงการภาพยนตร์ Charlie Chaplin ยกย่องว่าคือ ‘บรมครู’ (The Teacher of us All) แต่ใช่ว่าศาสตราจารย์นี้จำต้องมีคุณธรรมเหนือสิ่งอื่นใด ถึงสามารถสั่งสอนศิษยนุศิษย์ให้รู้จักโลกภาพยนตร์นี้ได้

David Wark Griffith (1875 – 1948) ผู้สร้างภาพยนตร์รุ่นบุกเบิก สัญชาติอเมริกา เกิดที่ Oldham County, Kentucky พ่อเป็นนายพันประจำ Confederate Army ในช่วง American Civil War ต่อมาได้รับเลือกตั้งให้เป็น ส.ส. รัฐ Kentucky แต่ด่วนเสียชีวิตไปตอน Griffith อายุ 10 ขวบ ทำให้ครอบครัวต้องตกยากลำบาก ตอนอายุ 14 ตัดสินใจออกจากโรงเรียนเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระที่บ้าน ทำงานเป็นพนักงานขายของ/ร้านขายหนังสือ เป็นนักแสดงในบริษัททัวร์ เริ่มเขียนบทละครกำกับการแสดงเอง ต่อมาได้โอกาสกำกับหนังสั้นเรื่องแรก The Adventures of Dollie (1908), หนัง Hollywood เรื่องแรก In Old California (1910), หนังยาวเรื่องแรก Judith of Bethulia (1914)

ความสำเร็จอันล้นหลามของ The Birth of Nation (1915) ตามมาด้วยความล้มเลวสุดขีดของ Intolerance (1916) ทำให้ Griffith เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ปี 1919 ร่วมกับ Mary Pickford, Charlie Chaplin และ Douglas Fairbanks ก่อตั้ง United Artist เพื่อคานอำนาจระบบสตูดิโอที่เข้ามามีอิทธิพลต่อวงการ Hollywood โดยผลงานเรื่องแรกในบ้านหลังใหม่คือ Broken Blossoms (1919) [จริงๆหนังสร้างกับ Famous Players Lasky แล้ว UA ขอซื้อต่อในราคา $250,000] ตามมาด้วย Way Down East (1920), Orphans of the Storm (1921) ฯ [นี่คือสามเรื่องที่ประสบความสำเร็จสุดของ Griffith ใน UA]

บุปผาช้ำ (ฺBroken Blossoms) ดัดแปลงจากเรื่องสั้นหนึ่งของหนังสือ Limehouse Nights (1916) แต่งโดยนักเขียนสัญชาติอังกฤษ Thomas Burke ชื่อตอน The Chink and the Child เรื่องราวมีพื้นหลังอยู่แถวๆ Chinatown บริเวณ Limehouse ทาง East End ของกรุง London นักวิจารณ์ให้คำอธิบายหนังสือเล่มนี้ว่าเป็น ‘purveyor of melodramatic stories of lust and murder among London’s lower classes.’

Cheng Huan (รับบทโดย Richard Barthelmess) ตัดสินใจออกเดินทางจากประเทศจีนบ้านเกิด เพราะมีความฝัน ‘ต้องการเผยแพร่คำสอนของพุทธสู่ชาวตะวันตก (Anglo-Saxon)’ แต่เมื่อได้อาศัยใช้ชีวิตอย่างยากลำบากในกรุง London ทำให้ละทิ้งอุดมการณ์ทุกสิ่งอย่าง อยู่อย่างเรื่อยเปื่อยไร้ความหมาย จนกระทั่งได้พบกับ ‘broken blossom’ หญิงสาวชื่อ Lucy Burrows (รับบท Lillian Gish) ความงามของเธอช่างเปร่งประกายดั่งดอกบุปผา แต่เพราะอาศัยอยู่กับพ่อที่เป็นนักมวย Battling Burrows (รับบทโดย Donald Crisp) ใช้อารมณ์ความพึงพอใจเป็นที่ตั้ง มีอะไรไม่สบอารมณ์ก็ลงไม้ลงมือ ลงโทษกระทำรุนแรงกับหญิงสาว บอบช้ำทั้งกายและใจอย่างมิอาจคืนสภาพ

Lillian Diana Gish (1893 – 1993) นักแสดงหญิงสัญชาติอเมริกา ได้รับการยกย่องว่าคือ ‘First Lady of American Cinema’ เกิดที่ Springfield, Ohio มีน้องสาว Dorothy Gish ที่ก็กลายเป็นนักแสดงเหมือนกัน พ่อเป็นคนขี้เมาที่ชอบทุบตีทำร้ายแม่และพวกเธอ สาวๆจึงตัดสินใจพากันหนีไปอยู่กับลุงป้า ทำงานขายขนมและป๊อปคอร์นให้กับโรงละคร Majestic Theater เป็นเหตุให้สองพี่น้องมีความสนใจในการแสดงตั้งแต่เด็ก, ต่อมาครอบครัวย้ายไป New York มีเพื่อนข้างบ้านคือ Gladys Smith นักแสดงเด็กที่เคยเล่นหนังกับ D. W. Griffith (ต่อมาใช้ชื่อการแสดงคือ Mary Pickford) ฝากฝังแนะนำให้รู้จัก ทำให้มีโอกาสได้แสดงหนังสั้นเรื่องแรก An Unseen Enemy (1912) [กำกับโดย D. W. Griffith]

Gish คือผู้หญิงตัวเล็กๆ (เล็กมากกก) แต่มีความหลงใหลเชื่อมั่นในศิลปะการแสดงที่ยิ่งใหญ่กว่าตัว (มากๆๆ) ด้วยอุดมการณ์ทุ่มเททั้งกายใจระดับหมกมุ่น ถึงขนาดว่า ฉากไคลน์แม็กซ์ในหนังเรื่อง Way Down East (1920) มือข้างหนึ่งของเธอต้องสัมผัสน้ำเย็นเชี่ยวกรากในฤดูหนาวตลอดเวลา ก็ฝืนทนปล่อยไว้อย่างนั้นหลายชั่วโมงจนถ่ายเสร็จ (ต่อมามือขยับไม่ได้ เส้นประสาทเสียหาย), หรือหนังเรื่อง La Bohème (1926) ของผู้กำกับ King Vidor กับฉากที่ตัวละครกำลังจะตาย เธออดข้าวอดน้ำ 3 วันติดเพื่อเตรียมการแสดงนี้ให้สมจริง

รับบท Lucy Burrows หญิงสาวตัวเล็กกระจิดริด ผู้เป็นที่รองรับมือตีนของพ่อที่ไม่สามารถควบคุมอารมณ์โกรธของตนเองได้ เธอมีความหวาดกลัวจนตัวสั่นไม่สามารถคิดทำอะไร แม้แต่ยิ้มก็ยังไม่มีเรี่ยวแรงเลย, กระทั่งได้พบกับ Cheng Huan ผู้ชายคนแรกที่ทะนุถนอมเธอด้วยความรักเอ็นดูบริสุทธิ์ จับแต่งองค์ทรงเครื่องจนกลายเป็นบุษบา ดอกบุปผาที่งามช้อยตราตรึงเสียเหลือเกิน แต่ความเป็นสุขนั้นหาได้ยั่งยืนมั่นคงสืบไปไม่

มีฉากหนึ่งของหนังที่นักวิจารณ์ Richard Schickel ตั้งชื่อว่า ‘closet scene’

“It is heartbreaking – yet for the most part quite delicately controlled by the actress. Barthelmess reports that her hysteria was induced by Griffith’s taunting of her. Gish, on her part, claims that she improvised the child’s tortured movements on the spot and that when she finished the scene there was a hush on stage, broken finally by Griffith’s exclamation, ‘My God, why didn’t you warn me you were going to do that?'”

ด้วยความหวาดกลัวสุดขีด เธอหนีเข้าไปในห้องเสื้อผ้าล็อกกลอนประตู แต่ความเกรี้ยวกราดโกรธาของพ่อที่หยุดไม่ได้พยายามพังประตูเข้าไป, หญิงสาวด้วยความหวาดกลัวสุดขีด หมดสิ้นทุกทางออก เธอกรีดร้องลั่นสุดแรงเกิด หมุนห้วไปมาซ้ายขวา เดินหมุนวนรอบด้วยสีหน้าท่าทางกระส่ำกระส่าย นับครั้งไม่ถ้วนจนเริ่มตาลาย ผู้ชมเกิดอาการปั่นป่วนในท้องไส้ ฉากนี้ราวกับการดิ้นรนเอาตัวรอดของนกในกรง เมื่อสัมผัสถึงอันตรายกำลังย่างกราย ทั้งๆที่รู้ว่าไร้ซึ่งหนทางออก แต่ยังกรีดกรายกระพือปีกบินไปมา, แม้จะเห็นแค่ภาพแต่การแสดงของ Lish มีความทรงพลังเหลือเกิน ผมถือว่าฉากนี้น่าจะคือ การแสดงอันยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่ที่สุดของ Lillian Gish เลยละ

เกร็ด: ขณะถ่ายหนังเรื่องนี้ Gish ติดไข้หวัดสเปน (Spanish Flu) โรคหวัดใหญ่ที่ระบาดหนักรุนแรงในช่วงปี 1918 – 1919 ที่คาดว่ามีผู้เสียชีวิตประมาณ 50 – 100 ล้านคน (มากกว่าการเสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 1 เสียอีก) โชคดีที่เธอหายป่วยรอดชีวิตมาได้

Richard Semler ‘Dick’ Barthelmess (1895 – 1963) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน ที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคหนังเงียบ กับ 2 ผลงานที่ได้ประกบกับ Lillian Gish คือ Broken Blossoms (1919) กับ Way Down East (1920) หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Academy of Motion Picture Arts and Sciences (ผู้จัดงาน Oscar) และเคยเข้าชิง Oscar: Best Actor สองครั้งจาก The Patent Leather Kid (1927) กับ The Noose (1928) [ทั้งสองเรื่องเป็นหนังเงียบนะครับ]

ความหล่อเหลาของ Barthelmess เห็นว่ามีแฟนคลับสาวๆรุมตอมติดในยุคสมัยนั้น และจากความสำเร็จในหนังหลายๆเรื่องทำให้กลายเป็นหนึ่งในนักแสดงค่าตัวสูงสุดของ Hollywood แต่พอถึงยุคหนังพูดก็ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่ คงเพราะอายุเริ่มมากขึ้นด้วย ไม่ช้าก็ค่อยๆถอยออกจากวงการ

ความ Racist แรกของหนังคือนักแสดง แต่จุดนี้ผมพอให้อภัยนะ เพราะสมัยนั้นจะไปหานักแสดงสัญชาติจีนแท้ๆมาจากที่ไหนให้รับบท (เห็นว่าใน Hollywood ยุคหนังเงียบมีเพียง Sessue Hayakawa นักแสดงสัญชาติเอเชียคนแรกเท่านั้นที่เคยได้รับบทนำ) การเลือก Barthelmess ถือว่าไม่เลวร้ายเท่าไหร่ พอจะยอมรับได้ เพราะผู้ชมสมัยนี้คงมีหลายคนอาจไม่ทันรู้ตัวว่านี่เป็นตัวละครสัญชาติจีน (คิดว่าเป็นลูกครึ่งไม่ก็อเมริกัน)

Cheng Huan หรือ The Yellow Man นักบวชนับถือพุทธ มีความตั้งใจอุดมการณ์เผยแพร่ศาสนาสู่ยุโรป (พื้นหลังของเรื่องราวถือว่าอยู่ London) แต่พอไปถึงก็มิอาจอดทนต่อกิเลสสิ่งยั่วเย้า ลุ่มหลงใหลมัวเมายึดติด ไม่สามารถนำพาตัวเองออกจากวังวนแห่งทุกข์นี้ได้, การได้พบกับ Lucy Burrows ความงามของเธอประหนึ่งแสงสว่าง หนทางหลุดพ้นเอาตัวรอดของเขา จึงทะนุถนอมปกป้องดูแลรักษาอย่างดี

นี่เป็นตัวละครที่นำความอัปยศสู่พุทธศาสนาโดยสิ้นเชิง แต่เราควรมองที่ตัวบุคคลไม่ใช่หลักการแนวคิดคำสอนของศาสนานะครับ เพราะความลุ่มหลงใหลในกิเลส ต้องถือว่า Cheng Huan เข้าใจหลักศาสนาแค่เพียงเปลือกนอก รับรู้ว่าคืออะไรแต่ไม่สามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริง, ซึ่งนี่ผมมองว่าชาวอเมริกันทั้งหลาย เมื่อเห็นการนำเสนอเรื่องราวลักษณะนี้จะหัวเราะเยาะออกมา พูดดีมีหลักการแต่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงแล้วจะมีประโยชน์อะไร? นี่คือความแตกต่างทางปรัชญาระหว่างตะวันตกกับตะวันออก เมื่อใดที่ชาวตะวันตกพยายามทำความเข้าใจแนวคิดทางฝั่งเราก็มักเป็นรูปแบบนี้ ดูถูกเหยียดหยามไม่ยอมรับคิดว่านำไปใช้ไม่ได้ เข้าใจแค่ผิวเผินแบบตัวละครนี้ … คิดไปก็ละเหี่ยใจไป

ผมไปอ่านเจอว่าสิ่งที่หนังต้องการหยามเหยียดต่อต้านคือ ประเทศจีน เพราะขณะนั้นเป็นช่วงเวลา anti-Chinese โดยคำเรียก Yellow Peril คนอเมริกันจะเข้าใจว่าหมายถึงชาวจีน เพราะความหวาดกลัวต่อการชาวชาติตะวันออก (โดยเฉพาะจีน) ที่กำลังแพร่ขยายอำนาจอิทธิพลสู่ชาติอเมริกา (เป็นความกลัวที่ก็ไม่รู้กลัวอะไร คล้ายๆกับช่วงสงครามเย็น) ตัวละครนี้ที่หนังนำเสนอออกมาจึงคือ คนจีนไร้ค่า วันๆเอาแต่ลุ่มหลงมัวเมากับกิเลสความชั่วร้ายทั้งมวลรวม

การแสดงของ Barthelmess ไม่ได้มีดีแค่ความหล่อเหลาจริงๆ สายตาที่ล่องลอยราวกับคนไร้วิญญาณ ตรงกับช่วงเวลาเมื่ออุดมการณ์ที่เคยมีมา สิ้นสูญสลายไปกับความจริงของโลก, ขณะพบกับ Lucy Burrows สายตาเปลี่ยนไปเป็นลุ่มหลงใหลในความงาม ต้องการที่จะครอบครองไม่ใช่เรือนร่างแต่จิตวิญญาณ ถือเป็นความรักบริสุทธิ์โดยแท้, วินาทีโกรธเกรี้ยวกราด ภายนอกดูนิ่งสงบเหมือนผิวน้ำแต่ภายใต้ดั่งคลื่นทะเลคลั่ง และความเสียใจต่อการจากไปของหญิงสาว ไม่เหลืออะไรบนโลกนี้อีกแล้วที่ควรค่าแก่การมีชีวิตอยู่

Donald Crisp (1882 – 1974) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติอังกฤษ เกิดที่ Bow, London เข้าเรียน University of Oxford จบแล้วสมัครเป็นทหาร หมดหน้าที่ตัดสินใจข้ามน้ำข้ามทะเลมาอยู่อเมริกา ระหว่างล่องเรือขึ้นร้องเพลงจนมีแมวมองติดต่อ กลายเป็นนักแสดง/นักเขียนบท/ผู้กำกับละครเวที เคยร่วมงานกับ George M. Cohan หลายครั้ง ต่อมากลายรู้จัก D. W. Griffith แสดงภาพยนตร์หลายเรื่องตั้งแต่หนังเงียบ จนกระทั่งหนังพูด, มีผลงานดังทั้งนำแสดงและกำกับ อาทิ กำกับ The Navigator (1924) ของ Buster Keaton, Don Q, กำกับ Son of Zorro (1925) ของ Douglas Fairbanks, Mutiny on the Bounty (1935), Wuthering Heights (1939), How Green Was My Valley (1942) ฯ เรื่องหลังสุดคว้ารางวัล Oscar: Best Supporting Actor

รับบท Battling Burrows พ่อเป็นนักมวย ติดเหล้า ชอบใช้กำลัง ก็ไม่รู้เพราะความเจ็บปวดที่ได้รับจากการต่อสู้บนเวทีหรือกระไร ถึงทำให้ต้องมาลงกับครอบครัว โดยเฉพาะลูกสาวคนโต Lucy Burrows ด้วยความที่ตัวเล็กไร้ซึ่งเรี่ยวแรงตอบโต้ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเขาได้ประโยชน์อะไรจากการลงมือลงไม้กับลูกที่อ่อนแอกว่า (คงเป็นการแสดงอำนาจบาดใหญ่ วางตนเหนือผู้อื่น)

หนังไม่ทำให้ตัวละครนี้น่าเห็นใจแม้แต่น้อย เพราะไม่ได้นำเสนอที่มาที่ไป หรืออีกด้านหนึ่งมุมดีๆของตัวละคร ถือได้ว่าเป็นผู้ร้ายเลวสุดขีด หรือตัวแทนความชั่วมวลรวมที่เก็บสะสมอยู่บนโลกใบนี้, มีคนวิเคราะห์ว่าตัวละครนี้อาจมีนัยยะถึงคำเตือนต่อการกระทำบางอย่าง

“We may believe there are no Battling Burrows, striking the helpless with brutal whip — but do we not ourselves use the whip of unkind words and deeds? So, perhaps, Battling may even carry a message of warning.”

ต้องยกย่องการแสดงของ Crisp ไม่เพียงรูปร่างบึกบึนกำยำใหญ่โตกล้ามเป็นมัดๆเหมาะกับทรงนักมวย หรือคิ้วที่วาดเป็นเส้นตรงหนาเตอะ ภาพลักษณ์ของคนบ้าพลังไร้สมอง (ตรงข้ามกับคิ้วของ Cheng Huan ที่แสนบาง) แต่ยังการแสดงออก ที่ทำให้ผู้ชมรับรู้ถึงโทสะอันเกรี้ยวกราด ทำตาพองโต หายใจถี่หนักๆ อวดเบ่งกล้าม วางท่าใหญ่โต แสดงออกทำทุกสิ่งอย่างด้วยอารมณ์ไม่ใช่สมอง ใช้กำลังตัดสินทุกปัญหา

ผลลัพท์สุดท้ายของตัวละครนี้คงสาสมใจกับผู้ชมหลายคน แต่ไม่เลยสำหรับผมเพราะนี่คือทางออกสิ้นคิด อย่างน้อยสุดควรที่จะถูกจับเข้าคุกตัดสินแขวนคอตามคำร้องพูดของ Lucy Burrows แต่การจบชีวิตแบบนี้คือศาลเตี้ย มันทำให้ผมเกิดคำถามว่า ชายคนนี้เกิดขึ้นมาทำไม แค่เป็นตัวร้ายโฉดชั่วไร้มิติเท่านั้นเหรอ?

ถ่ายภาพโดย G.W. Bitzer หรือ Billy Bitzer ตากล้องขาประจำของ D. W. Griffith ที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่ In Old California (1910) ตามมาถึง The Birth of Nation (1915), Intolerance (1916) ฯ

หนังทั้งเรื่องมีการสร้างฉากขนาดใหญ่ขึ้นมา แล้วทำการควบคุมทุกสิ่งอย่างด้วยแสงไฟ (กลางวัน/กลางคืน) หมอกควัน ฯ ฉากภายนอกแทบดูไม่ออกว่าถ่ายทำในสตูดิโอทั้งหมด, แม้หนังจะมีสเกลที่เล็ก เหมือนจะไม่กี่ฉาก แต่เห็นว่าทุนสร้างมากกว่า The Birth of Nation (1915) อีกนะครับ [สงสัยค่าแรงค่าของเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าทีเดียว]

หนังไม่ได้มีแค่ 1 Shot 1 Scene เหมือนก่อน แต่น่าจะเป็นครั้งแรกๆที่เริ่มต้น Establish Shot คือให้เห็นภาพมุมกว้าง จากนั้นตัดต่อเปลี่ยนระดับมุมกล้อง ให้เห็นรายละเอียดส่วนที่เจาะจงมากขึ้น

ช็อต Close-Up ใบหน้าของ Lillian Gish จะมีลักษณะถ่ายมุมก้มลงมาเล็กน้อยเหนือระดับสายตา เห็นว่า Griffith เป็นผู้สร้างเทคนิคนี้เพื่อใช้กับใบหน้าของ Gish โดยเฉพาะ ถือเป็นมุมที่ถ่ายภาพออกมาแล้วดูดีสวยสง่าเด่นเป็นที่สุด ‘Shoot from above for an angel; shoot from below for a devil.’

ตัดต่อโดย James Smith แม้จะไม่ได้บ้าคลั่งเท่ากับ Intolerance (1916) แต่ช่วงท้ายการตัดสลับระหว่าง Battling Burrows กับ Cheng Huan ทำให้ผู้ชมคลั่งมาก ด้วยจังหวะความเร็วที่สร้างความลุ้นระทึกให้กับเรื่องราว เกิดความเป็นห่วงเป็นกำลังใจ ทันไหม ขอเถอะให้ทันที! แม้ผลลัพท์อาจไม่เป็นดั่งใจที่ใครๆต้องการ แต่ก็ได้สร้างอีกอารมณ์ความเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัสให้กับผู้ชมแทน (นี่น่าจะเป็นอารมณ์ใหม่โดยสิ้นเชิงของยุคสมัยนั้นนะครับ)

Title Card ในหนังของ Griffith เต็มไปด้วยตัวอักษร นอกจากบทสนทนาแล้ว คำพูดบรรยายมีลักษณะเหมือนการเกริ่นพรรณา กำหนดที่ตั้งพื้นหลังของเรื่องราว จะถือว่าเป็นซีนหนึ่ง ภาพประกอบหนังที่มีความสำคัญไม่ต่างกับภาพ (แต่กับผู้ชมที่อ่านภาษาอังกฤษไม่ค่อยออก คงรำคาญใจเพราะไม่รู้จะสาธยายอะไรยาวเหยียด)

หนังเรื่องนี้คือโศกนาฎกรรมของชีวิต ที่เต็มไปด้วยความหลงใหลยึดติด ต้องการเป็นใหญ่ครอบครองทุกสิ่งอย่าง โดยหาได้ตระหนักรับรู้ว่าสิ่งพวกนั้นเป็นเพียงภาพเงามายาลวงตา ที่หลอกล่อชี้ชักนำพาให้พบกับจุดจบที่สิ้นหวังไร้การเยียวยา
– Cheng Huan ถึงเป็นนักบวชแต่ไม่สามารถละกิเลส จมหลงใหลมัวเมาอยู่ในโลก พยายามหาทางออกแต่ก็สิ้นหวัง พบเจอแสงสว่างแต่ก็สูญหายไป เพราะนั่นหาใช่หนทางที่ถูกต้องแท้จริงไม่
– Lucy Burrows ทั้งชีวิตราวกับตกอยู่ในนรก เมื่อครั้งได้พบแสงสว่างก็มีความปรารถนารอยยิ้ม แต่คงเพราะกรรมเก่าทำให้ต้องจมปลัก กลับไปชดใช้กรรมของตนเอง
– Battling Burrows ในบ้านและบนเวทีมวย อวดอ้างวางอำนาจบาดใหญ่ให้ผู้อื่นยำเกรง แต่ชีวิตจริงกลับเป็นเหมือนขี้แพ้ชวนตี ไม่ได้มีฤทธิ์เดชเดชาที่จะไปต่อกรต่อรองกับใครได้

ในโลกของ Broken Blossoms เต็มไปด้วยสิ่งแตกหัก โดยเฉพาะจิตใจของตัวละคร ไม่สามารถแก้ไขซ่อมแซม หรือย้อนเวลาหวนกลับคืนสู่ตอนที่มันยังไม่พังทลายได้ ดั่งแจกันที่ถูกทุบเห็นเป็นรอยร้าว แต่ยังมีสภาพพอใช้งานได้อีกสักพักถ้าไม่ได้รับการกระแทกกระทั้นที่รุนแรงกว่านี้ ซึ่งเมื่อช่วงเวลานั้นมาถึง แจกันที่แตกละเอียดก็ไม่หลงเหลือคุณค่าอะไร ก็คือชีวิตสูญสิ้นไร้จิตวิญญาณ อยู่ต่อก็เหมือนคนตาย มิสู้สิ้นลมจากไปเสียเลยยังจะดีกว่า

ผมไม่ชอบตอนจบเลยนะครับ Cheng Huan ก่อนจะฆ่าตัวตาย ไหว้พระ จุดธูป สวดมนต์ นี่มันอะไรกัน! คนจะฆ่าตัวตาย ทำแบบนี้มันเหมือนเอาศาสนาเป็นข้ออ้างสำหรับการฆ่าตัวตาย เพราะฉันหาทางออกไม่พบและแสงสว่างสุดท้ายของชีวิตก็ดับสิ้นลงแล้ว จะมีประโยชน์อะไรสำหรับการมีชีวิต, ฝรั่งตีความศาสนาแบบนี้ เป็นการสะท้อนความคิดความเข้าใจของพวกเขา มองศรัทธาที่คงคล้ายๆกับศาสนาตนเอง แต่พุทธเราไม่ได้สอนแบบนี้นะครับ การกระทำนี้เลยทำให้ Cheng Huan มุ่งสู่นรกโดยทันที (ฝรั่งจะมองว่า ฉากนี้คู่พระนางคงได้ครองคู่กันบนสวรรค์)

ด้วยทุนสร้าง $88,000 เหรียญ UA ซื้อมาในราคา $250,000 หนังทำเงินได้ $600,000 เหรียญ ยังได้กำไรอยู่เยอะ, รอบปฐมทัศน์ฉายที่ George M. Cohan Theatre เมือง New York City จากคำบอกเล่าของ Gish มีการประดับตกแต่งด้วยดอกไม้ ตะเกียง ให้เหมือนกับอยู่ในประเทศจีน มีการกระจายเสียง นักข่าวมากมายเต็มไปหมด คงเพราะหนังเป็นที่สนใจของผู้ชม/นักวิจารณ์มาก ส่วนใหญ่คาดหวังคงมีความซับซ้อนลึกล้ำแบบ Intolerance (1916) แต่พอหนังจบอึ่งทึ่งประหลาดใจในความเรียบง่ายแต่สวยงาม ทุกคนพูดไม่หยุดกับรอยยิ้มของ Gish

กับหนังเรื่องอื่น Gish ยิ้มเป็นธรรมชาติมากๆนะครับ ชวนให้หนุ่มๆใจละลายได้เลย แค่บทบาทในเรื่องนี้ทำให้เธอยิ้มยากเท่านั้น มันเลยเป็นภาพความทรงจำที่มีคุณค่ามากๆ กับการได้เห็น Lillian Gish ยิ้มออกมาจากใจ

ส่วนตัวก้ำกึ่งระหว่างชอบไม่ชอบ คือประทับใจการแสดงของ Lillian Gish อย่างเป็นที่สุด แต่ไม่ชอบในการหยามเหยียดที่รุนแรงร้าวใจ รับชมหนังของ D. W. Griffith มาหลายเรื่อง ก็คงมีแต่ Broken Blossoms ที่ขอฝืนใจชอบ แต่นอกนั้นคงไม่แน่ๆ สันดานบางอย่างของมนุษย์ ให้ตายคงไม่มีวันเปลี่ยนได้แน่ๆ

แนะนำกับคอหนังรักโรแมนติก โศกนาฎกรรม ชื่นชอบหนังเงียบ, แฟนๆ Lillian Gish, Richard Barthelmess และผู้กำกับ D. W. Griffith ไม่ควรพลาด

จัดเรต 15+ กับวิธีการนำเสนอ และพฤติกรรมของพ่อ ที่ต่างสะท้อนความรุนแรงออกมา

TAGLINE | “D. W. Griffith ได้ทำให้ดอกบุปผาช้ำ แต่ Lillian Gish กลับทำให้ Broken Blossoms งามเป็นสง่า”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of