Brooklyn (2015)

Brooklyn

Brooklyn (2015) Irish : John Crowley ♥♥♥♡

Saoirse Ronan รับบทหญิงสาวเชื้อสาย Irish ตัดสินใจอพยพสู่อเมริกา ปักหลักอยู่ Brooklyn เรียน-ทำงาน-ใช้ชีวิต ตกหลุมรักแต่งงานกับแฟนหนุ่มเชื้อสายอิตาเลี่ยน แต่แล้วเมื่อที่บ้านเกิดเหตุโศกนาฎกรรมคาดไม่ถึง แม่และใครๆต่างพยายามชักจูงจมูกขอให้หวนกลับบ้าน สุดท้ายแล้วเธอจะตัดสินใจเลือกอย่างไร

Brooklyn เป็นภาพยนตร์ที่นักวิจารณ์ ‘อเมริกัน’ ต่างสรรเสริญแซ่ซ้องสดุดี มีความสวยงามซาบซึ้งกินใจ และการแสดงของ Saoirse Ronan คู่ควรค่ากับการเข้าชิง Oscar: Best Actress อย่างยิ่ง (พ่ายให้กับ Brie Larson จากเรื่อง Room) แต่ผมรู้สึกว่าหนังมีความเป็นอเมริกันนิยมมากเกินจนเลี่ยน ทั้งๆที่ทีมงาน/นักแสดงก็แทบไม่มีชาวอเมริกันแท้ๆสักคน กลับเหมือนยกย่องเชิดชู ปลูกฝังค่านิยมแนวคิด นี่ถ้าสร้างขึ้นในช่วงสงครามโลก ผมอาจเรียกว่าชวนเชื่อ ‘Propaganda’ เสียด้วยซ้ำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนจบ เหมือนว่านางเอกจริงๆแล้วไม่ได้มีสิทธิ์เลือกอะไรทั้งนั้น การตัดสินใจบางอย่างตั้งแต่ตอนกลางเรื่อง ได้ส่งผลชี้ชะตากรรมให้เกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในนิยายเห็นว่าเธอจะมีความรั้งโลเลใจที่รุนแรงกว่านั้น เพราะถึงขนาดว่าลักลอบมีชู้ร่วมรักกับ Jim Farrell ไม่เปิดอ่านจดหมายด้วยความสำนึกผิด แต่หนังหลีกเลี่ยงไม่นำเสนอประเด็นนี้ ผลลัพท์เลยกลายเป็น ตัวละครนิสัยดีงามเว่อ โลกสวยจนเลี่ยน และเป้าหมายปลายทางขอเลือกมีอนาคตกับประเทศอเมริกา

ดัดแปลงจากนิยายเรื่อง Brooklyn (2009) แต่งโดย Colm Tóibín (เกิดปี 1955) นักเขียนสัญชาติ Irish เกิดที่ Enniscorthy, County Wexford, ได้แรงบันดาลใจจากความทรงจำวัยเด็กของตนเอง จากการฟังเสียงซุบซิบสนทนาของแม่หม้ายข้างบ้าน ว่าลูกสาวของเธอได้ออกเดินทางไปแสวงโชคยัง Brooklyn, ประเทศสหรัฐอเมริกา

เมื่อปี 2000, Tóibín เขียนเป็นเรื่องสั้นนี้ขึ้นจากความทรงจำ ไม่ได้นำไปตีพิมพ์ที่ไหน แต่พอตัวเขาย้ายไปพักอาศัยอยู่อเมริกาช่วงเวลาสั้นๆ ทำให้เกิดแรงบันดาลใจพัฒนาต่อยอดกลายเป็นนิยายขนาดยาว และเลือกนำอิทธิพลแนวคิดจากผลงานวรรณกรรมของ Jane Austen ดำเนินเรื่องโดยใช้วิธีการสำรวจจิตวิทยาของตัวละคร มุมมอง แนวคิด ความรู้สึก ที่มีต่อตนเอง คนรอบข้าง สังคม และประเทศชาติ

Tóibín เป็นนักเขียนที่เปิดเผยตนเองว่าเป็นเกย์ ด้วยเหตุนี้กระมังเลยสามารถเล่าเรื่องตัวละครนำเพศหญิง ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้อย่างสมจริง (ตอนผมดูหนัง ก็ครุ่นคิดว่าต้นฉบับนิยายผู้แต่งน่าจะเป็นหญิง พอรู้ว่าเป็นผู้ชายรู้สึกแปลกๆ แต่ทราบว่าเป็นเกย์ก็…โอเค)

John Crowley (เกิดปี 1969) ผู้กำกับสัญชาติ Irish เกิดที่ Crok, Ireland โตขึ้นเข้าเรียน University College Cork ปริญญาตรีสาขาภาษาอังกฤษ และโทสาขาปรัชญา จบออกมากำกับละครเวทีอยู่ที่ Dublin ไต่เต้าจนถึง West End กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Intermission (2003), ตามด้วย Boy A (2007), โด่งดังเป็นที่รู้จักกับ Brooklyn (2015) ฯ

ดัดแปลงบทภาพยนตร์โดย Nick Hornby นักเขียนนิยายสัญชาติอังกฤษ ที่เคยดัดแปลงบทภาพยนตร์เรื่อง An Education (2009), Wild (2014) ฯ

พื้นหลังปี 1951, หญิงสาว Eilis Lacey (รับบทโดย Saoirse Ronan) อาศัยอยู่กับแม่และพี่สาว Rose ที่ Enniscorthy, County Wexford ทั้งๆเป็นคนเฉลียวฉลาด แต่กลับไร้อนาคตหนทาง ตัดสินใจเดินทางสู่อเมริกาโดยคำชักชวนของบาทหลวง Father Flood (รับบทโดย Jim Broadbent) เพื่อเปิดโลกทัศน์ พบเจอ เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ เมื่อมาถึง Brooklyn การปรับตัวแรกๆเป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่ไม่นานโดยไม่รู้ตัวก็สามารถเอาตัวรอดได้ พบเจอชายหนุ่มเชื้อสายอิตาเลี่ยน Tony Fiorello (รับบทโดย Emory Cohen) ค่อยๆตกหลุมรักจนตัดสินใจแต่งงาน แต่เมื่อพี่สาว Rose พลันด่วนเสียชีวิตจากไป Eilis เลยตัดสินใจเดินทางกลับบ้าน

Saoirse Una Ronan (เกิดปี 1994) นักแสดงหญิงสัญชาติ Irish-American เกิดที่ The Bronx, New York, ทั้งพ่อ-แม่ ต่างเป็นนักแสดงละครเวที ทำให้ตั้งแต่เด็กมีความสนใจด้านนี้ เคยมาคัดเลือกในบท Luna Lovegood แฟนไชร์ Harry Potter เห็นว่าเข้ารอบลึกๆทีเดียว, แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก I Could Never Be Your Woman (2007), โด่งดังพลุแตกกับ Atonement (2007) เข้าชิง Oscar: Best Supporting Actress, ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ The Lovely Bones (2009), Hanna (2011), The Grand Budapest Hotel (2014), Brooklyn (2015), Lady Bird (2017 ฯ

รับบท Eilis Lacey หญิงสาวที่มีความน่ารัก สุภาพ เรียบร้อย เฉลียวฉลาด ตั้งมั่นตนเองให้อยู่ในกฎกรอบระเบียบ แทบจะดีงามแท้ไร้ที่ติด การได้ออกเดินทางเปิดโลกทัศน์ตัวเอง ทำให้เรียนรู้สิ่งต่างๆในมุมมองใหม่ ค่อยๆเปิดใจยอมรับตกหลุมรัก New York City และหนุ่มเชื้อสายอิตาเลี่ยน แต่เมื่อต้องเดินทางกลับบ้าน ถึงแล้วเกิดความรู้สึกหวนระลึก ‘Nostalgia’ สุขกายสุขใจไม่มีที่ไหนเสมอเหมือน ทุกคนเปลี่ยนไปในทางไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กระนั้นเมื่อถึงจุดๆหนึ่งเธอจึงพบว่านั่นเป็นเพียงภาพลวงตา ล่อลวงหลอกให้มาจมปลักติดกับก็เท่านั้น

เพราะความที่ Ronan มีคน Irish แท้ๆ (พ่อ-แม่เกิดที่ Dublin ต่างอพยพสู่ New York เพื่อไขว่คว้าความสำเร็จจากการเป็นนักแสดง) สมัยเด็กไปๆกลับๆอเมริกา-ไอร์แลนด์ จนเหมือนบ้านหลังที่สอง แถมในชีวิตประจำวัดพูดติดสำเนียง Dublin (แต่เห็นว่าที่ตัวละครพูดคือสำเนียง Wexford เพราะตัวละครมีพื้นหลัง Enniscorthy) ตบปากรับคำแสดงนำแทบจะโดยทันที เพราะความต้องการอย่างเล่นหนัง Irish แต่ทีมงานยอมเริ่มถ่ายทำถอยไปประมาณปีหนึ่ง เพราะ Ronan ตอนนั้นยังดูเด็กเกินไปนิด (แต่ปีนึงก็ไม่ได้ดูมีวัยขึ้นสักเท่าไหร่นะ แค่เหมือนอ้วนขึ้นนิดนึง)

“I felt like I can’t mess this up, because all of Ireland will be watching. I felt a huge responsibility to the country to really capture what the story was.”

นี่เป็นการแสดงที่ลบภาพ Briony จาก Atonement (2007) ไปโดยสิ้นเชิง แถมมีลักษณะตรงกันข้าม สุภาพ อ่อนหวาน จริงใจ ผ่องใสบริสุทธิ์ ดวงตาเปล่งประกาย มุ่งมั่นทะเยอทะยาน มีความเป็นธรรมชาติสูงมากๆ น่าจะสะท้อนตัวตนจริงๆของเธอออกมาด้วย

เกร็ด: ตอนที่ชื่อของ Ronan ได้รับการประกาศเข้าชิง Golden Globe: Best Actress ขณะนั้นกำลังอยู่ในร้านทำเล็บที่ Dublin ด้วยความดีใจอย่างยิ่ง ซื้อเปิดขวดแชมเปญเลี้ยงฉลองร่วมกับทุกคนในร้านนั้น

เสื้อผ้าหน้าผม Costume ในหนังค่อนข้างโดดเด่นทีเดียว ล้วนเป็นแฟชั่นนิยมของทศวรรษ 50s มีแทบครบทุกลายทุกเฉดสี น้ำเงิน เขียว เหลือง แดง, ชุดลาย แถบ ดอก ลูกไม้ สูท ฯ ออกแบบโดย Odile Dicks-Mireaux ที่มีผลงานเด่น An Education (2009)

เห็นว่า Ronan ชื่นชอบชุดว่ายน้ำสีเขียวมากๆ ขอเก็บไว้เป็นที่ระลึกส่วนตัว, ส่วนผู้ออกแบบบอกชื่นชอบชุดสีเหลือง, ขณะที่ผมชอบชุดนี้มากกว่า กระโปรงลายดอกสะท้อนถึงชีวิตที่ได้พบเจอความสวยงาม เห็นใส่สองครั้ง ตอนไปเที่ยว Coney Island และหวนกลับมาพบเจอ Tony

สำหรับรองเท้าแดง ถ้าใครเคยรับชม The Red Shoes (1948) น่าจะพอเข้าใจนัยยะนี้ได้ คือความเพ้อใฝ่ฝันไขว่คว้าให้ถึงความสำเร็จ

สำหรับสองหนุ่มคนรักของ Eilis ประกอบด้วย
– Anthony ‘Tony’ Fiorello (รับบทโดย Emory Cohen) ชายหนุ่มหน้าใสเชื้อสายอิตาเลี่ยน ทำงานรับซ่อมท่อปะปา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแย้ม น่ารักน่าเอ็นดู ร่าเริงสดใส ไม่ค่อยพูดจา ชอบฟังคำหวานๆของ Eilis เสียมากกว่า ซึ่งนั่นคงเป็นสิ่งทำให้เธอตกหลุมรัก เพราะก็เหมือนประเทศอเมริกา ไม่เคยพูดบอกกล่าวให้ใครทำอะไร ก็มีแต่ตัวเราเองจะเลือกหนทางเดินของชีวิตเอง
– Jim Farrell (รับบทโดย Domhnall Gleeson) คงเคยเป็นเพื่อนกันมานาน แต่เหมือนว่าก่อนหน้าเธอจะไปอเมริกากำลังตกหลุมรักใครคนอื่นอยู่ เมื่อหญิงสาวได้หวนกลับ มีโอกาสรับฟังคำบอกเล่าเปิดโลกทัศน์ตนเอง ทำให้กลายเป็นคนใหม่ ชอบพูดพร่ำทำเพลงเรื่อยเปื่อย เพ้อฝันจินตนาการ นี่คงเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งที่ก็ทำให้ Eilis หลงใหล แต่เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็พยายามชี้ชักนำ ฉุดเหนี่ยวรั้งเธอไว้ไม่ยินยอมให้จากไป

ทั้งสองตัวละครเราสามารถมองในเชิงสัญลักษณ์ ได้คือคนหนึ่งแทนด้วยอเมริกัน/หัวก้าวหน้า อีกคนคือไอร์แลนด์/สำนึกรักบ้านเกิด การเลือกใครสักคนของ Eilis สะท้อนชีวิตและอนาคตที่ตัวเธอกำลังจะเลือกเดินทางด้วยตนเอง

ถ่ายภาพโดย Yves Bélanger ตากล้องสัญชาติ Canadian ผลงานเด่นอาทิ Dallas Buyers Club (2013), Wild (2014), Brooklyn (2015) ฯ

ส่วนใหญ่ของหนังถ่ายทำด้วยกล้อง Hand-Held ถือด้วยมือ ภาพสั่นสะเทือนเล็กๆ ให้สัมผัสของความสมจริงจับต้องได้ และสะท้อนความหวาดหวั่นสั่นกลัวของตัวละครออกมาด้วย

สถานที่ถ่ายทำ อาทิ Enniscorthy, Wexford, Dublin ประเทศ Ireland แต่ด้วยทุนสร้างที่จำกัดจึงไม่สามารถสร้าง Brooklyn ขึ้นมาจริงๆได้ เลยใช้แทนด้วยเมือง Montreal, Quebec เว้นแค่ Coney Island ถ่ายทำยังสถานที่จริง

โดดเด่นอย่างยิ่งกับการใช้แสง ซึ่งมีสัมผัสของทั้งสามช่วงที่แตกต่างออกไปเล็กน้อย
– ก่อนเริ่มต้นออกเดินทาง งานภาพจะอัดแน่นเต็มเฟรม เน้นใช้โทนสีเขียวหม่นๆ
– ขณะที่ Eilis อาศัยอยู่อเมริกา งานภาพจะมีสีสันสว่างสดใส สอดคล้องเข้ากับเทรนด์แฟชั่นของยุคสมัย
– และเมื่อ Eilis หวนกลับมา Enniscorthy งานภาพมีสัมผัสคล้ายช่วงแรก แต่มีความสว่างกว่า สดใสกว้างกว่า เป็นอิสระมากกว่า

นี่เป็นการสะท้อนโลกทัศนคติ และมุมมองชีวิตของ Eilis ที่เปลี่ยนแปลงไป เริ่มต้นจากไปและหวนกลับมาสู่ Enniscorthy ก็ไม่ได้มีอะไรแตกต่างจากเดิมมาก เว้นเสียแต่ตัวเธอเอง

ในฉาก Close-Up ใบหน้าของตัวละคร หลายครั้งมีการนำตะเกียงที่มีประกายแสง สะท้อนเข้าไปในดวงตา ไม่ใช่แค่หลอดไฟดวงกลมๆ นี่จะทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างสวยงามปรากฎอยู่ในนั้น, อย่างช็อตนี้ในอ้อมอกของคนรัก เห็นแสงในดวงตาลากยาวๆ ดูเหมือนเส้นแห่งน้ำตาที่กำลังค่อยๆไหลริน (กำลังจะแยกจาก)

ความแตกต่างของ Brooklyn กับ Enniscorthy ถูกนำเสนอในรูปแบบตรงกันข้ามแทบทุกสิ่งอย่าง (ทิศทางการถ่ายภาพก็จะตรงกันข้ามด้วย) อาทิ
– ไปเที่ยวชายหาด, Brooklyn ผู้คนเต็มไปหมด ขณะที่ Enniscorthy โล่งโจ้งไม่มีใครสักคน
– การจีบกัน, Tony พูดน้อยชอบฟังมากกว่า ขณะที่ Jim เอาแต่พูดน้ำไหลไฟดับ (มักพูดถึงตนเอง ครอบครัว)
– พบเจอครอบครัว, บ้านของ Tony อยู่ในห้อง อัดแน่นด้วยพี่น้องรอบโต๊ะอาหาร ขณะที่บ้านของ Jim อยู่ในชนบทกว้างใหญ่ภายนอก มีเพียงพ่อแม่เท่านั้น
ฯลฯ

เกร็ด: ฉากนี้ถ่ายทำที่ Curracloe Strand สถานที่เดียวกับ Saving Private Ryan (1998) ฉากยกพลขึ้นบกวัน D-Day

อีกสิ่งหนึ่งที่พบเห็นบ่อยคือการปรับระดับโฟกัส, ฉากช่วยท้ายตอนที่ Eilis ขึ้นเรือกลับอเมริกา มีหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังเดินทางไปครั้งแรก (สะท้อนกับตอนต้นที่ Eilis ออกเดินทางไปครั้งแรก) ใช้การปรับระดับโฟกัสไปมาระหว่างทั้งสอง เพื่อเป็นการสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้น ราวกับวัฏจักรของชีวิต

ตัดต่อโดย Jake Roberts สัญชาติอังกฤษ โด่งดังได้เข้าชิง Oscar: Best Edited เรื่อง Hell or High Water (2016)

หนังทั้งเรื่องใช้มุมมองของ Eilis Lacey ในการดำเนินเรื่อง รวมถึงเสียงบรรยายจากจดหมาย ราวกับเป็นบันทึกการเดินทางของชีวิต (Journal) แต่ก็จะมีตัดภาพไปให้เห็นเหตุการณ์สำคัญๆที่ Enniscorthy อยู่สองสามครั้ง เช่นกันกับตอนเธอกลับมาบ้านเกิด มีตัดย้อนมา Brooklyn เห็นอยู่ครั้งหนึ่ง

เวลาเป็นสิ่งมิอาจจับต้องได้ในหนัง ก็ไม่รู้ผ่านไปกี่วันเดือนปี หนุ่มสาวคบกันนานเท่าไหร่ แต่ก็จะมีพูดบอกบ้างเช่นว่า คริสต์มาส หนึ่งปีผ่านไป สัปดาห์นี้ แต่หาใช่สาระสำคัญอะไรต่อเรื่องราวนัก

มีการตัดต่อขณะหนึ่งช่วงประมาณกลางเรื่อง เมื่อพี่สาว Rose เสียชีวิต Eilis กำลังนอนครุ่นคิดจินตนาการเห็นภาพแม่กำลังเข้าร่วมงานศพ ใช้เทคนิค Cross-Cutting ซ้อนทับใบหน้าของ Eilis กับแม่ ได้อย่างกึ่งกลางพอดิบพอดี, เหมือนว่าฉากนี้จริงๆแล้วจะต้องมีภาพ Eilis ออกเดินล่องลอยเรื่อยเปื่อยไปตามชนบท หน้าผา ริมทะเล เพื่อเป็นการตั้งคำถามกับตนเองว่าออกเดินทางไกลมาถึงนี่เพื่ออะไร แต่ถูกตัดออกเพราะทำให้หนังสูญเสียความต่อเนื่อง

เพลงประกอบโดย Michael Brook นักกีตาร์/แต่งเพลง สัญชาติ Canadian ผลงานภาพยนตร์เด่นๆ อาทิ Heat (1995), Mission: Impossible 2 (2000), An Inconvenient Truth (2006), Into the Wild (2007) ฯ

สัมผัสของบทเพลงมีความนุ่มนวล เนิบนาบ เรียบง่าย ใช้เครื่องดนตรีไม่เยอะ แต่อิ่มเอ่อล้นด้วยความสุขเอ่อล้น ราวกับโลกในความฝัน ชีวิตที่ก็โดยไม่รู้ตัวหรอก พบเจอสิ่งที่ค้นหาไม่ไกลแค่เอื้อมมือ

Packing For The Voyage บทเพลงที่เป็นตัวแทนของ Eilis ใช้ไวโอลินเป็นหลัก (บรรเลงโดย Julie Rogers ภรรยาของ Brook เอง) สะท้อนถึงความโหยหาความสุข สถานที่ ชีวิตที่จะเป็นตัวของตนเอง

บทเพลงภาษา Irish ในช่วงเทศกาลคริสต์มาส Casadh an tSúgáin (แปลว่า The Twisting of the Hayrope) ขับร้องโดย Iarla Ó Lionáird จากวง The Gloaming ผมขี้เกียจจับใจความสำคัญ เลยเอาเนื้อร้องแปลวภาษาอังกฤษมาให้อ่าน เพื่อใครชื่นชอบสนใจ

Verse:
A lovely girl met me in the loneliness of the beach.
At the bend of the green wood one hour before the day.
This was the answer she gave me quietly and gently:
“The world is asleep, let us move the white rug!”

Refrain:
And if you are with me be with me, oh love of my heart,
And if you are with me be with me in front of the house,
If you are with me, and if every inch of your heart is mine,
It’s my great sorrow that you are not mine on Sunday!

Brooklyn คือเรื่องราวของการออกเดินทางค้นหาตัวตนเองของหญิงสาว ระหว่างไขว่คว้าเติมเต็มความฝัน หรือเมื่อถึงจุดๆหนึ่ง เลือกหวนกลับคืนสู่ถิ่นฐาน สำนึกรักบ้านเกิด

แซว: โดยไม่รู้ตัว ผมรู้สึกว่า Lady Bird (2017) คือภาคต้น และ Brooklyn (2015) คือภาคต่อ [แอบลุ้นจะมีอีกเรื่องปิดไตรภาค ‘นก การเดินทาง ความฝัน’ ของ Saoirse Ronan หรือเปล่านะ]

ผมเคยพูดถึงไปครั้งหนึ่งใน Lady Bird มนุษย์เรามักมีสองประเภทเสมอ
– คนที่ก้าวไปข้างหน้าตลอดเวลา ไม่เคยคิดหันย้อนกลับมองดูอดีตของตนเอง
– คนย่ำอยู่กับที่ คิดสำนึกรักบ้านเกิด เมื่อถึงจุดๆหนึ่งก็มักหวนย้อนคืนกลับมา

แนวทางของ Brooklyn พยายามจะนำเสนอทั้งสองสิ่งนี้ควบคู่ขนานกันไป ก็ถือว่าทำสำเร็จได้ระดับหนึ่ง แต่มันมีบางสิ่งอย่างเกิดขึ้นกลางเรื่องที่ผูกขาดชี้ชะตากรรมตอนจบไว้ ทำให้ใครๆสามารถคาดเดาได้ ไม่มีทางได้ผลลัพท์เป็นอย่างอื่น, ระหว่างรับชมผมก็ครุ่นคิดนะ ตัวละครดีเว่อขนาดนี้ จะกล้าตระบัดสัตย์ผิดสัญญาที่เคยให้ไว้หรือเปล่า เพราะถ้าเธอทำเช่นนั้น ชีวิตก็จะจมปลักอยู่กับที่โคลนตมแบบไม่มีวันโงหัวกลับขึ้นมาได้เลยละ ซึ่งพอถึงตอนจบอย่างน้อยตัวละครสามารถรักษาจิตวิญญาณความต้องการของตนเองได้ แต่ก็มองอีกมุมหนึ่งเห็นถึง ‘การไร้ซึ่งอนาคตในประเทศ Ireland’

ก็ไม่เชิงว่านิยาย/หนังเรื่องนี้ สร้างขึ้นในเชิงดูถูกต่อต้านชาว Irish แต่ประการใด เพราะผู้แต่งก็คน Ireland ถ้ามองในมุมมองพวกเขาคงรู้สึกเศร้าเสียดาย เพราะการกระทำตัวเองแท้ๆที่ผลักดันลูกหลานให้ต้องออกแสวงหาความสำเร็จต่างแดน เป็นการสะท้อนตัวตน ค่านิยม แนะนำ ไม่ใช่ว่าเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงควรเกิดขึ้นได้แล้วหรอกหรือ (แต่ผมก็ไม่รู้มันจะมีอะไรเกิดขึ้นเปลี่ยนแปลงไปบ้างนะครับ คงต้องคนในประเทศนี้จริงๆถึงจะตอบได้)

ผู้กำกับ John Crowley ก็เป็นอีกหนึ่งสัญชาติ Irish สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้คงต้องการสะท้อนแนวคิดเดียวกันกับผู้เขียน ตั้งคำถามต่อชาวเรา หลงใหลเทิดทูนในความเป็นอเมริกันมากเกินไปหรือเปล่า และยังจะเวียนวนวัฎจักรนี้ต่อไปอีกนานแค่ไหน

แต่ในมุมมองของต่างชาติอย่างเราๆ ไม่ใช่ทั้ง Irish, Italian หรืออเมริกัน คนส่วนใหญ่ไม่ครุ่นคิดเข้าใจหนังในมุมมองของพวกเขาหรอกนะครับ ตรงกันข้ามเหมือนว่าเป็นการยกย่องส่งเสริม เชิดชูประเทศอเมริกามากเกินไปเสียด้วยซ้ำ ว่าคือสถานที่แห่งความหวัง เพ้อฝัน American Dream อยากประสบความสำเร็จ มีชีวิต/ตัวตนของตนเอง หาไม่ได้จากบ้านเกิด ก็เดินทางสู่ประเทศเราสิ เสรีมีครบทุกสิ่งอย่าง

นั่นแหละครับคือสิ่งที่ทำให้ผมไม่ค่อยชอบหนังเรื่องนี้เท่าที่ควร เพราะใจความเป็น ‘อเมริกัน’ มันฝังรากลึกลงในส่วนจิตวิญญาณ มากกว่าเรื่องราว Irish ที่เพียงแค่ฉาบหน้าเนื้อหนังตัวละครเท่านั้น, ถึงพวกเขาจะมีการแบ่งพรรคพวก ‘ฉันคือชาว Irish ที่อาศัยอยู่ในอเมริกา’ แต่คำถามคือ คุณมาทำไมยังประเทศแห่งนี้ ไม่ใช่เพราะขวนขวายใขว่คว้าโอกาส อยากเป็น ‘อเมริกันชน’ ไม่ใช่หรอกหรือ

ความพยายามที่จะสร้างถิ่นฐานบ้านเกิดในต่างแดน อาทิ Chinatown, พาหุรัด ฯ มองมุมหนึ่งคือการแบ่งแยกกีดกัน ไม่ยินยอมรับวัฒนธรรมของเจ้าบ้าน อีกมุมหนึ่งตรงกันข้ามเพื่อให้เกิดความหวนระลึกโหยหา ‘เหมือนอยู่ที่บ้าน’ ทั้งยังสามารถพูดคุยพึ่งพากันและกันได้

ในมุมของผมก็รู้สึกว่ามันจำเป็นที่ต้องมีนะ แต่ไม่ใช่ประเภทเฉพาะพวกฉันไม่เอาคนอื่น ซึ่งการให้ตัวละคร Tony มีเชื้อสายอิตาเลี่ยน สื่อถึงการเปิดกว้างในโลกทัศน์ความคิดนี้ ยินยอมรับคนนอกให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในสังคมของเราได้ ไม่ใช่เอาแต่ปิดกั้นเฉพาะพวกของตัวเอง ถ้าเช่นนั้นเมื่อไหร่ชุมชนของเราจะได้รับการยอมรับเปิดออกกว้างเสียที

หนังออกฉายในเทศกาล Sundance Film Festival ต้นปี 2015 เพื่อหาผู้จัดจำหน่าย ซึ่งเสียงตอบรับดีล้นหลามทำให้เกิดสงครามแก่งแย่งชิงอย่างดุเดือด  The Weinstein Company, Focus Features ลงเอยที่ Fox Searchlight Pictures ชนะมาที่ $9 ล้านเหรียญ สูงสุดของเทศกาลขณะนั้นเลย

ด้วยทุนสร้าง $11 ล้านเหรียญ ทำเงินในอเมริกา $38.3 ล้านเหรียญ รวมรายรับทั่วโลก $62.1 ล้านเหรียญ, เข้าชิง Oscar 3 สาขา ไม่ได้สักรางวัล
– Best Motion Picture of the Year
– Best Actress (Saoirse Ronan)
– Best Writing, Adapted Screenplay

ส่วนตัวแค่ชื่นชอบหนังเรื่องนี้ หลงใหลคลั่งไคล้กับการแสดงของ Saoirse Ronan แต่อย่างอื่นก็กลางๆ และไม่ค่อยประทับใจตอนจบเสียเท่าไหร่ อยากให้มันคลุมเครือกว่านี้ น่าจะได้หนังที่มีความทรงพลังยิ่งกว่า

ใครชื่นชอบภาพยนตร์แนว Irish อยากได้สัมผัสบรรยากาศคล้ายหนังเรื่องนี้ แนะนำอย่างยิ่งเลยกับ The Quiet Man (1952) ของผู้กำกับ John Ford นั่นคือ Masterpiece เลยนะ

แนะนำกับผู้หลงใหลวัฒนธรรม Irish, ภาพถ่ายสวยๆ, Designer เสื้อผ้าแฟชั่นในทศวรรษ 50s, แฟนๆนักแสดง Saoirse Ronan ไม่ควรพลาด

จัดเรต PG แรงสุดก็แค่ตอนกลางเรื่อง นอกนั้นอ่อนหวาน นุ่มนวล ไร้พิษภัย

TAGLINE | “Brooklyn ถ้าไม่ติดว่าขายฝันอเมริกันมากเกินไป Saoirse Ronan คงได้เจิดจรัสเป็นดาวค้างฟ้าไปแล้ว”
QUALITY | SUPERB
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of