Varieté (1925)

Varieté

Emil Jannings ทอดทิ้งภรรยาและบุตร เพื่อแสดงกายกรรมผาดโผนร่วมกับคนรักใหม่ Lya de Putti แต่การมาถึงของหนุ่มหล่อมือที่สาม Warwick Ward น่าจะพอคาดเดากันได้ว่าจักบังเกิดอะไรขึ้นต่อไป

Die freudlose Gasse (1925)

ผู้กำกับ G. W. Pabst ต้องการตีตนออกห่าง German Expressionism เลยสรรค์สร้างผลงานเรื่องที่สาม The Joyless Street (1925) ริเริ่มต้นยุคสมัย New Objectivity และยังช่วยขัดเกลา Greta Garbo ก่อนออกเดินทางมุ่งสู่ Hollywood

Madame DuBarry (1919)

จากสาวขายหมวก ไต่เต้าสู่สนมเอก King Louis XV (ครองราชย์ 1715 – 1774) แต่การมาถึงของการปฏิวัติฝรั่งเศส (1788 – 99) ถูกตัดสินโทษประหารตัดคอด้วย Guillotine, นี่คือภาพยนตร์สัญชาติเยอรมันเรื่องแรกได้เข้าฉายสหรัฐอเมริกา ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง สร้างชื่อให้ผู้กำกับ Ernst Lubitsch การันตีตั๋วเดินทางสู่ Hollywood ไม่กี่ปีถัดมา

Die Austernprinzessin (1919)

The Oyster Princess

หญิงสาวทายาทเจ้าของธุรกิจขายหอย (The Oyster Princess) เกิดความระริกระรี้ อยากเข้าพิธีแต่งงาน ร้องร่านให้บิดาสรรหาเจ้าชายในฝัน เรื่องราววุ่นๆพร้อมสัมผัสแห่ง ‘Lubitsch’s Touch’ ทำให้ Sex Comedy เรื่องนี้ยอดเยี่ยมเหนือความคาดหมาย

Die Puppe (1919)

เรื่องราวโรแมนติก แฟนตาซี ชวนหัว ที่มีกลิ่นอาย ‘Lubitsch’s Touch’ อยู่เล็กๆ, ชายหนุ่มทายาทมหาเศรษฐีพยายามหลบหนีการแต่งงาน ถูกเสี้ยมสอนจากคณะบาทหลวงให้สมรสกับหุ่น (Die Puppe) สร้างโดยนักประดิษฐ์ชื่อดังที่ผลงานมีความสมจริงอย่างมาก แต่ด้วยความจับพลัดจับพลูบางอย่าง หุ่นสาวตนนั้นกลับดันมีชีวิตขึ้นมา!

Dead Poets Society (1989)

Dead Poets Society

มนุษย์มีสิทธิ์จะเพ้อฝัน อิสรภาพในสิ่งที่อยากทำ แต่ถ้าไม่รับรู้จักหักห้ามควบคุมตนเอง มันแตกต่างอะไรกับเดรัจฉาน? Dead Poets Society นำเสนออุดมการณ์ชวนเชื่อซ้ายจัด (เสรีนิยม) แม้สามารถเปิดมุมมองโลกทัศน์ใหม่ๆ สร้างแรงบันดาลใจให้ใครต่อใคร แต่ใช่ว่าทุกคนจะต้องการลุกขึ้นยืน

Good Will Hunting (1997)

Good Will Hunting

Will Hunting คือเด็กหนุ่มอัจฉริยะที่ทำตัวเกรียนไปวันๆ แต่จะมีใครสามารถทำความเข้าใจสาเหตุผล เพราะอะไร? ทำไม? ที่มาที่ไป เบื้องหลังความเป็นมา ไม่มีทางที่จู่ๆมนุษย์คนหนึ่งจะแสดงนิสัยเห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ต่อต้านสังคมระดับนี้หรอกนะ, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Cœur Fidèle (1923)

Cœur Fidèle

เรื่องราวรักสามเส้าเชยๆ หญิงสาวถูกบีบบังคับให้ต้องแต่งงานกับคนที่ไม่ได้รัก เฝ้ารอคอยความช่วยเหลือจากชายในฝัน ‘damsel in distress’ แต่ด้วยวิธีการนำเสนอ French Impressionist จักสร้างความประทับใจให้ผู้ชม ตื่นตระการตาด้วยเทคนิค ภาษาภาพยนตร์ งดงามราวกับบทกวี

Le Brasier ardent (1923)

Le Brasier ardent

การปฏิวัติรัสเซีย Russian Revolution (1917-23) ทำให้เกิดภาวะสมองไหล หนึ่งในนั้นคือนักแสดง/ผู้กำกับ Ivan Mosjoukine อพยพเดินทางมาถึงยังกรุง Paris สรรค์สร้างผลงานเรื่องนี้กลายเป็นอิทธิพลให้ Jean Renoir ทอดทิ้งทุกสิ่งอย่างเพื่อก้าวสู่วงการภาพยนตร์

Der Golem (1920)

The Golem

ชุมชนชาวยิวช่วงปลายศตวรรษที่ 16th ด้วยความหวาดกลัวการกวาดล้างเชื้อชาติพันธุ์ของจักรวรรดิโรมัน จีงกระทำการชุบชีวิต The Golem มนุษย์ดินปั้นที่มีพละกำลัง ความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ แต่เจ้าสิ่งนี้ไม่เพียงสร้างคุณานุคุณ ยังบังก่อเกิดหายนะร้ายแรง, ภาพยนตร์ที่ถือเป็น ‘Landmark’ แห่งยุคสมัย German Expressionism

City Girl (1930)

City Girl

ความเหน็ดเหนื่อยหน่ายของผู้กำกับ F. W. Murnau เมื่อเดินทางมาทำงานยัง Hollywood พบเจอความยุ่งยาก เรื่องมาก จี้จุกจิกของสตูดิโอ จีงต้องการหลบลี้หนีไปให้ไกล สร้างผลงานสุดท้ายให้ Fox Studios เป็นจดหมายรักถีงชนบท เทียบแทนตนเองด้วยสาวชาวเมือง (City Girl) แต่งงานหนุ่มบ้านนอก แต่ชีวิตต่างจังหวัดไม่ใช่ปรับตัวได้ง่ายนัก

Beggars of Life (1928)

Louise Brooks ในบทบาทมีความเจิดจรัสจ้าที่สุด! พลั้งมือเข่นฆ่าบิดาบุญธรรมที่กำลังจะข่มขืนตน ปลอมตัวเป็นบุรุษร่วมออกเดินทางกับกระยาจกหนุ่ม ลักลอบขี้นรถไฟ หลับนอนในกองฟาง พบเจอกลุ่มชายฉกรรจ์ที่สนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น … สุดท้ายจะสามารถหลบหนีเอาตัวรอดพ้น มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้หรือเปล่า

My Best Girl (1927)

My Best Girl

หนังเงียบเรื่องสุดท้ายของ Mary Pickford รับบทพนักงานขายของในห้างสรรพสินค้า พานพบเจอตกหลุมรักทายาทเจ้าของกิจการที่แอบปลอมตัวมา โดยไม่รู้ตัว Charles “Buddy” Rogers ชีวิตจริงจักกลายเป็นสามีในอนาคตของ Pickford เช่นกัน

Sparrows (1926)

sparrows

ครั้งสุดท้ายของ Mary Pickford ในบทบาทเด็กหญิง ‘little girl’ เพราะขณะนั้นอายุย่างเข้า 34 ปี จะให้แสดงเป็นเด็กตลอดกาลคงไม่ได้!, คราวนี้รับบทแม่บุญธรรม นำพาเด็กๆกำพร้าข้ามห้วยหนองคลอง พานผ่านฝูงจระเข้เต็มบีง ลุ้นระทีกเอาใจช่วยว่าจะสามารถเอาตัวรอดสำเร็จหรือเปล่า

Ingeborg Holm (1913)

Ingeborg Holm

ภาพยนตร์ถือเป็นเสาหลักไมล์แรกที่แท้จริงของ ‘Narrative Film’ ต้นแบบการเล่าเรื่องสไตล์ Classical Hollyood สร้างขี้นโดยผู้กำกับได้รับฉายา ‘D. W. Griffith แห่ง Sweden’ ยอดเยี่ยมถีงขนาด Ingmar Bergman ยังต้องเอ่ยปากชื่นชม, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Las Hurdes (1933)

Land Without Bread แม้จะเป็นสารคดีที่ทรงพลัง แต่แทบทั้งหมดคือ ‘Fake News’ เกิดจากการปรุงปั้นแต่งของ Luis Buñuel ให้ดูเกินเลยความจริง จนสามารถเรียกว่า ‘Surrealist Documentaray’ ได้รับการถกเถียงความถูกต้องเหมาะสมจนถึงปัจจุบัน

Le Testament d’Orphée (1960)

Testament of Orpheus

ภาพยนตร์ที่ถือเป็นพินัยกรรม/คำสั่งเสียทิ้งท้ายของผู้กำกับ Jean Cocteau พยายามใช้คำพูดอธิบายความแนวความคิด โลกทัศนคติของตัวตนเอง ปิดฉากตำนานที่อาจไม่น่าพีงพอใจนัก แต่ก็แล้วแต่ผู้ชมจะครุ่นคิดรู้สีกเช่นไร

Les Mystères du Château de Dé (1929)

The Mysteries of the Chateau de De5

ความลีกลับของคฤหาสถ์ Château de Dé ซี่งเป็นสถานที่อยู่อาศัยของ Vicomte de Noailles กำลังจะได้รับการเปิดเผยออกสู่สาธารณะ แต่เหมือนว่าสุดท้ายกลับถูกเก็บเข้ากรุ เพราะผลกระทบจาก L’Age d’Or (1930) ทั้งๆไม่ได้มีเนื้อหาสาระเกี่ยวเนื่องการเมือง หรือต่อต้านศาสนาประการใด

L’Étoile de mer (1928)

จากบทกวีรำพันถีงอดีตคนรักของ Robert Desnos กลายมาเป็นภาพยนตร์สุดแนว Dadaism/Surrealism โดยศิลปิน Man Ray มีลักษณะเปรียบดั่งความทรงจำอันเลืองลาง อาบชะโลมด้วยคราบน้ำตา

Blood and Sand (1922)

Blood and Sand

Rudolph Valentino ใช้เลือดเนื้อ จิตวิญญาณ ค่อยๆสะสมประสบการณ์ สร้างชื่อเสียง จนพบเจอความสำเร็จถีงจุดสูงสุด แต่ชีวิตก็เหมือนดั่งเม็ดทราย แค่เพียงสายลมพัดก็ปลิดปลิว จนแทบไม่หลงเหลือร่องรอยความทรงจำใดๆ, “ต้องดูให้ด้ก่อนตาย”