
เส้นทางสู่เกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ มักแลกมาด้วยหายนะอันเลวร้าย การเสียสละของทหารหาญมากมาย สูญเสียเลือดเนื้อ ชีวิต และจิตวิญญาณ มันคุ้มค่ากันแล้วใช่ไหม?
R-Rated, Rated R, Restricted to 18 years and over, เรต R, แนะนำกับคนอายุ 18 ปีขึ้นไป

เส้นทางสู่เกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ มักแลกมาด้วยหายนะอันเลวร้าย การเสียสละของทหารหาญมากมาย สูญเสียเลือดเนื้อ ชีวิต และจิตวิญญาณ มันคุ้มค่ากันแล้วใช่ไหม?

หลงเข้าไปในเขาวงกต พบเจอสัตว์อสูรจากเทพนิยาย เผชิญหน้าบททดสอบอันท้าทาย แต่ยังเทียบไม่ได้กับความเหี้ยมโหดร้ายของระบอบเผด็จการ Francoist Spain

หลังจากโปรดิวเซอร์แทรกแซง Mimic (1997) และบิดาถูกลักพาตัวเรียกค่าไถ่ เป็นเหตุให้ผู้กำกับ Guillermo del Toro จำต้องหวนกลับหารากเหง้า สรรค์สร้างภาพยนตร์ภาษา Spanish เพื่อระบายอารมณ์อัดอั้น ฉันทำผิดอะไรถึงโดนกลั่นแกล้งสารพัด เคียดแค้นฝังหุ่นตราบจนวันตาย!

ไม่ใช่แค่แมลงสาปสายพันธ์ Judas Breed ที่วิวัฒนาการด้วยการลอกเลียนแบบ (Mimic) ความสามารถของผู้ล่า แต่ยังผู้กำกับ Guillermo del Toro สรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่อทำการเคารพคารวะบรรดาโคตรหนัง Horror

ศิลปินสาวตาบอด (รับบทโดย Shima Iwashita) ออกเดินทางไปทำการแสดงทั่วญี่ปุ่น พานผ่านช่วงเวลาสุข-ทุกข์ ระทมขมขื่น แต่การได้พบเจอชายคนหนึ่งที่ไม่เคยเรียกร้องอะไร กลายเป็นความอิ่มอุ่น ชุ่มชื่นหฤทัย

ย้อนเวลากลับไปยุคสมัยญี่ปุ่นโบราณ (Ancient Japan) หมอผี/คนทรง Himiko (รับบทโดย Shima Iwashita) มีความสามารถได้ยินพระวจนะของเทพสุริยัน (Sun God) มักจะทำนายทายทัก กำหนดทิศทางอาณาจักร แต่เธอมีพลังพิเศษนั้นจริงๆนะหรือ?

ในขณะที่ Silence (2016) ของผู้กำกับ Martin Scorsese นำเสนอผ่านมุมมองคนนอก เต็มไปด้วยสัญญะศาสนา ความเชื่อศรัทธาส่วนบุคคล, ฉบับของผู้กำกับ Masahiro Shinoda มุ่งเน้นฉายภาพการใช้อำนาจรัฐ กดขี่ข่มเหงประชาชนครุ่นคิดเห็นแตกต่าง ซึ่งสามารถสะท้อนสภาพสังคม-การเมืองญี่ปุ่นปัจจุบัน(นั้น)

ในยุคสมัย Edo Period (1600-1868) มีกระแสนิยมบทละครเกี่ยวกับคู่รักร่วมกันกระทำอัตวินิบาต (心中, Shinjū แปลว่า Double Suicide) นี่ไม่ใช่แค่เครื่องพิสูจน์ความรักนิรันดร์ แต่ยังคือการสำแดงความหัวขบถ ต่อต้านขนบวิถี ประเพณีวัฒนธรรม สังคมและการเมืองอย่างถึงที่สุด

ชื่อหนังแอบบอกใบ้ว่า ซามูไร (รับบทโดย Tetsurō Tamba) จักถูกลอบสังหาร แต่เพราะเหตุใด? ทำไม? เพื่ออะไร? มันช่างมีความสลับซับซ้อนซ่อนเงื่อน แถมผู้กำกับ Masahiro Shinoda พยายามนำเสนอจากหลากหลายมุมมอง เพื่อให้อดีตกลายเป็นภาพสะท้อนปัจจุบัน

ยากูซ่าเพิ่งได้รับการปล่อยตัว พบเจอหญิงสาวสวยชื่นชอบการพนัน โหยหาความตื่นเต้นเร้าใจ แววตาลุกโพลงเมื่อเห็นเขาฆ่าคนตาย แต่ดอกไม้เบ่งบาน ไม่นานก็แห้งเหี่ยวเฉา

เปรียบดั่งประติมากรรมแกะสลัก Venus de Milo แม้สูญเสียแขนสองข้าง แต่ยังมีความงามสมบูรณ์แบบ! What Made Her Do It? (1930) คือโคตรหนังเงียบที่หลายๆฉากสูญหาย แต่ยังมีความทรงพลังตราตรึง แรงระเบิดจากการถูกกดขี่ข่มเหง แผดเผาทำลายทุกสิ่งอย่างราบเรียบหน้ากลอง

White Heat มีอยู่สองความหมาย อุณหภูมิร้อนมากๆจนแผ่แสงสีขาวออกมา, หรือการแสดงออกทางอารมณ์อย่างรุนแรง คลุ้มบ้าคลั่ง ซึ่งสามารถสื่อถึงพฤติกรรมตัวละครของ James Cagney อาชญากรโรคจิต (Psychopath) ผู้มีความอำมหิต ไม่เคยไว้ใจใครนอกจากมารดา

หนังทุนต่ำเกรดบี ไม่มีนักแสดงชื่อดัง เรื่องราวอาจงั้นๆ แต่ลีลานำเสนอของผู้กำกับ Robert Aldrich มีความดิบ-เถื่อน บ้าระห่ำ (Hard-Boiled) ชักชวนตั้งคำถาม อะไรอยู่ในกระเป๋า? (MacGuffin) มันช่างลุ่มร้อน มอดไหม้ สร้างหวาดระแวงต่อการมาถึงของวันสิ้นโลก (Apocalyptic)

นี่คือหนังเกรดบีมาสเตอร์พีซ มันอาจไม่ได้มีความลงตัวกลมกล่อม แต่วิสัยทัศน์อันบ้าคลั่งของผู้กำกับ Joseph H. Lewis มอบความบันเทิงสุดระห่ำ ดิบๆ เถื่อนๆ ราคาถูก (สไตล์ Pulp Noir) เต็มไปด้วยสัญญะทางเพศ ปืน และความรุนแรง

อาจเป็นผลงานมาสเตอร์พีซของผู้กำกับ Orson Welles ถ้าไม่ถูกแทรกแซงโดยสตูดิโอ! จากต้นฉบับ 155 นาที ถูกหั่นเหลือ 88 นาที, ตั้งใจจะไม่ใช้ช็อตโคลสอัพ แต่ถูกบังคับให้ถ่ายซ่อม, ยัดเยียดฉากร้องเพลงของ Rita Hayworth ที่ไม่มีความจำเป็นเลยสักนิด!

ผู้กำกับวัยกลางคน Antonio Banderas ล้มป่วยสารพัดโรค จนหมดเรี่ยวแรงกาย-ใจ ไม่สามารถครุ่นคิดสร้างผลงานเรื่องใหม่ (อาการของ Writer’s Block หรือ Director’s Block) กระทั่งมีโอกาสรื้อฟื้นความสัมพันธ์กับเพื่อนเก่า คนรักเก่า หวนระลึกความทรงจำเก่าๆ จึงก่อบังเกิดแรงบันดาลใจใหม่ๆขึ้นอีกครั้ง

Antonio Banderas รับบทศัลยแพทย์ตกแต่ง (Plastic Surgeon) ประสบความสำเร็จในการสร้างผิวหนังเทียม (Artificial Skin) แต่การจะทดลองปลูกถ่ายให้มนุษย์ต้องผ่านกระบวนการยุ่งยากวุ่นวาย เขาจึงลักพาตัวชายหนุ่มคนหนึ่งมาทำการ…

ผู้กำกับภาพยนตร์ประสบอุบัติทางรถยนต์ สูญเสียคนรักพร้อมๆกับการมองเห็น แม้ทำให้ชีวิตเขาจมปลักอยู่ในความมืดมิด แต่ยังคงพยายามรังสรรค์งานเขียน พัฒนาบทหนัง ไม่มีใครสามารถทำลายแสงสีสันภายในจิตใจ

บทเรียนจากประสบการณ์ชีวิตผู้กำกับ Pedro Almodóvar ผสมเข้ากับประวัติศาสตร์ประเทศ Spain ตั้งแต่ยุคสมัยผู้นำเผด็จการ Francisco Franco จนการมาถึงของกลุ่มเคลื่อนไหว La Movida Madrileña

ครั้งแรกของผู้กำกับ Pedro Almodóvar สร้างเรื่องราวที่ตอบสนองตัณหา กามารมณ์ มีความเป็นส่วนตัว รักสามเส้า (ชาย-ชาย-ชาย) และทำการ ‘Normalize’ หญิงข้ามเพศ (Transgender) ให้เหมือนคนปกติทั่วไป