Center Stage

Center Stage (1991) Hong Kong : Stanley Kwan ♥♥♥♥

ภาพยนตร์ชีวประวัติกึ่งสารคดีนักแสดงหนังเงียบที่กลายเป็นตำนาน หยวนหลิงอวี้ (Ruan Lingyu) รับบทโดยจางม่านอวี้ (คว้ารางวัล Best Actress จากเทศกาลหนังเมือง Berlin) ไม่เพียงพยายามสร้างฉากจากภาพยนตร์ที่สูญหาย (Lost Film) ยังชักชวนให้ผู้ชมครุ่นคิดตั้งคำถาม โศกนาฎกรรมบังเกิดขึ้นกับเธอเพราะอะไร?

อีกหนึ่ง Masterpiece แห่งวงการภาพยนตร์จีน! นำเสนอด้วยวิธีการที่โคตรแปลกประหลาด ทำการผสมผสานสิ่งต่างๆเหล่านี้เข้าด้วยกัน

  1. สัมภาษณ์บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ขณะนั้น รวมถึงพูดคุยกับทีมงาน นักแสดง ผู้กำกับ และเบื้องหลังการถ่ายทำ
  2. เรื่องราวในภาพยนตร์ จางม่านอวี้แสดงเป็นหยวนหลิงอวี้
  3. ภาพนิ่งและฟุตเทจหนังเงียบที่ยังหลงเหลือของหยวนหลิงอวี้

มองผิวเผินมีลักษณะชีวประวัติกึ่งสารคดี (Biography & Semi-Documentary) แต่ไคลน์แม็กซ์ของหนังมันเล่นช็อตต่อช็อต ฉากต่อฉาก จางม่านอวี้สวมบทบาทหยวนหลิงอวี้นอนเป็นศพ → ผู้กำกับสั่งคัทเธอก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมา → ภาพการเสียชีวิตของหยวนหลิงอวี้จากหน้าหนังสือพิมพ์, ต้องบอกเลยว่าแปลกประหลาด แต่โคตรสร้างสรรค์ ช่วงแรกๆอาจไม่มักคุ้นชิน แต่เมื่อเริ่มปรับตัว เข้าใจเหตุผลการนำเสนอ ก็น่าจะตระหนักได้ว่านี่คือผลงาน Masterpiece

ผมมีความประทับใจการแสดงของหยวนหลิงอวี้ ตั้งแต่เคยรับชม The Goddess (1934) จริงๆก็รู้จัก Center Stage (1991) มาตั้งแต่ครั้งนั้น จนกระทั่งเมื่อไม่กี่วันก่อนเพิ่งเขียนถึงภาพยนตร์ Rouge (1987) ของผู้กำกับกวนจินเผิง แล้วเพิ่งค้นพบว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการบูรณะแล้วเสร็จสิ้น! เลยอดใจไม่ไหวต้องรีบสรรหามารับชม

แม้ว่า Rouge (1987) ยังขาดความกลมกล่อม หลายๆฉากรู้สึกกระอักกระอ่วนใจอยู่บ้าง แต่ก็ต้องชมวิสัยทัศน์ผู้กำกับกวนจินเผิง คาคลั่งไปด้วยแนวคิดสร้างสรรค์! ซึ่งผลงานลำดับต่อมา Center Stage (1991) ใครๆต่างถือว่าคือจุดสูงสุดในอาชีพการงาน มีความละเมียด ละเอียด ละมุ่นไม และเต็มไปด้วยรายละเอียด mise-en-scène ประณีตบรรจง งดงามระดับวิจิตรศิลป์


ก่อนอื่นต้องกล่าวถึง หยวนหลิงอวี้, 阮玲玉 ชื่อเดิม หยวนเฟิ่งเกิน, 阮鳳根 (1910-35) นักแสดงชาวจีน เกิดที่เซี่ยงไฮ้ ในครอบครัวชนชั้นทำงาน (Working Class) บิดาเสียชีวิตตั้งแต่ยังเด็ก มารดาทำงานเป็นสาวใช้ เมื่ออายุ 16 ปี เข้าตาแมวมองจับเซ็นสัญญา Mingxing Film Company แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก A Married Couple in Name Only (1926) [สูญหายไปแล้ว]

ต่อมาย้ายสู่ Da Zhonghua Baihe Company เริ่มมีชื่อเสียงจาก Spring Dream of an Old Capital (1930) [สูญหายไปแล้ว] แล้วเซ็นสัญญา Lianhua Film Company เมื่อปี 1930 มีผลงานอาทิ Love and Duty (1931), A Spray of Plum Blossoms (1931), จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญเกิดจากการร่วมงานผู้กำกับฝั่งขวา (Leftist) ทำให้กลายเป็นดาวดาราค้างฟ้า Three Modern Women (1932), Little Toys (1933), The Goddess (1934), New Women (1935), National Customs (1935) ฯลฯ

เมื่อตอนอายุ 16 หยวนหลิงอวี้รับรู้จักกับจางต๋าหมิน, 张达民 บุตรชายของครอบครัวที่มารดาเคยทำงานเป็นแม่บ้าน แม้ไม่ได้แต่งงาน แต่ก็ยังรับเลี้ยงบุตรสาวบุญธรรม หนานหนาน, 囡囡 อาจเพราะความสำเร็จในวงการภาพยนตร์ สร้างปมด้อยให้เขา (ยุคสมัยนั้นคนจีนยังมีแนวคิด บุรุษคือช้างเท้าหน้า) เลยหันไปพึ่งพาสุรา นารี ติดการพนัน เลยถูกบอกเลิกราเมื่อปี 1933

ต่อมาคบหากับถังจี้ชาน, 唐季珊 นักธุรกิจค้าชา แต่เพราะเขาแต่งงานมีภรรยาอยู่แล้ว เลยถูกจางต๋าหมินฟ้องร้องเรียกค่าเสียหาย หยวนหลิงอวี้จึงตกเป็นเป้าหมายโจมตีของหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ความเครียดจากการถูกฟ้องร้อง คุกคามจากสื่อ และปัญหาส่วนตัว ทำให้เธอตัดสินใจรับประทานยานอนหลับเกินขนาด (Barbiturates) เสียชีวิตเวลาประมาณเที่ยงคืนเข้าสู่วันที่ 8 มีนาคม ค.ศ. 1935 สิริอายุเพียง 24 ปี มีผลงานภาพยนตร์ทั้งหมด 29เรื่อง … หนังสือพิมพ์ New York Times กล่าวว่าพิธีศพของหยวนหลิงอวี้เป็น “the most spectacular funeral of the century” ประมาณผู้เข้าร่วมกว่า 100,000+ คน

หยวนหลิงอวี้ เขียนจดหมายลาตายสองฉบับ ส่งให้สื่อและถังจี้ชาน อธิบายเหตุผลของการกระทำอัตวินิบาต ทั้งสองฉบับได้รับการเผยแพร่ทางหนังสือพิมพ์ (ในหนังจะมีเสียงอ่านตอนช่วงท้าย) สามารถหาฉบับเต็มๆได้ที่ Wikipedia

แม้เรื่องราวชีวิตของหยวนหลิงอวี้จะจบสิ้นลงไป ณ จุดสูงสุดกลายเป็นดาวดาราค้างฟ้า แต่จางต๋าหมินยังคงหากินกับความตายอดีตคนรัก เซ็นสัญญารับบทเป็นตัวเองในภาพยนตร์ Tears of Love (1935) แม้ถูกสังคมต่อต้านอย่างรุนแรง ก็แค่เปลี่ยนชื่อมาเป็น Who’s to Blame? (1937) ตามต่อด้วย Wife of a Friend (1938) ทั้งสองเรื่องล้วนไม่ประสบความสำเร็จ ฟีล์มได้สูญหายไปแล้ว ก่อนที่เขาจะล้มป่วยเสียชีวิตเมื่อปี 1938 ไม่มีเงินติดตัวสักแดง!

เกร็ด: ทั้งฟีล์มหนังและหลุมฝังศพของหยวนหลิงอวี้ ได้ถูกทุบทำลายจนแทบหมดสิ้นในช่วงการปฏิวัติทางวัฒนธรรม (1966-76) ที่ยังหลงเหลือ/ค้นพบเจอในปัจจุบัน ส่วนใหญ่มาจากฉบับนำออกฉายต่างประเทศแทบทั้งนั้น

เรื่องราวชีวิตของหยวนหลิงอวี้ได้รับการดัดแปลงสร้างเป็นภาพยนตร์/ซีรีย์ จนถึงปัจจุบันประกอบด้วย

  • ฉบับซีรีย์ Ruan Lingyu/The Stardust Memories (1985) ความยาว 20 ตอน นำแสดงโดยหวงซิ่งซิ่ว (เจ้าของฉายาหนึ่งในเจ็ดนางฟ้าของสถานีโทรทัศน์ TVB)
  • ฉบับภาพยนตร์ Center Stage (1991) กำกับโดยกวนจินเผิง, นำแสดงโดยจางม่านอวี้
  • ฉบับซีรีย์ Ruan Lingyu (2005) ความยาว 30 ตอน นำแสดงโดยอู๋เชี่ยนเหลียน

กวนจินเผิง, 关锦鹏 (เกิดปี 1957) ผู้กำกับ/โปรดิวเซอร์ชาวฮ่องกง, ตั้งแต่เด็กมีความสนใจด้านวรรณกรรม งานศิลปะ และการแสดงละครเวที สำเร็จการศึกษาด้านการสื่อสารมวลชน Hong Kong Baptist College, แล้วเข้าทำงานยังสถานีโทรทัศน์ TVB เริ่มจากนักเขียน แล้วมีโอกาสเป็นผู้ช่วยผู้กำกับหยูหยานไท่ (Ronny Yu), สวีอันฮัว (Ann Hui) อาทิ The Savior (1980), The Story of Woo Viet (1981), Boat People (1982) ฯ แล้วกำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Women (1985), ผลงานส่วนใหญ่มักเป็นหนังโรแมนติก เกี่ยวกับหญิงสาวที่ต้องต่อสู้ดิ้นรนในเรื่องความรัก อาทิ Rouge (1987), Center Stage (1992), Hold You Tight (1998), Lan Yu (2001) ฯ

เกร็ด: กวนจินเผิง คือผู้กำกับชาวเอเชียไม่กี่คนที่เปิดเผยรสนิยมทางเพศว่าเป็นเกย์ ผ่านสารคดีเรื่อง Yang ± Yin: Gender in Chinese Cinema (1996) และสรรค์สร้างผลงาน Lan Yu (2001) นำเสนอเรื่องราวชายรักชาย

หลังเสร็จจาก Rouge (1987) ผู้กำกับกวนจินเผิง มีความตั้งใจจะสรรค์สร้างภาพยนตร์ชีวประวัติหยวนหลิงอวี้ พูดคุยกับนักเขียน Chiu Kang-Chien, 邱剛健 ที่ร่วมงานกันมาตั้งแต่ Love Unto Waste (1986) ใช้เวลาศึกษาหาข้อมูล เตรียมงานสร้างกว่าสองปี … ระหว่างนั้นกวนจินเผิงก็แวบไปกำกับ Full Moon in New York (1990)

ในตอนแรกครุ่นคิดจะนำเสนอในเชิงกึ่งๆสารคดี ออกเดินทางไปสัมภาษณ์หลายๆบุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ อาทิ ผู้กำกับซุนหยู, นักแสดงหลี่ลี่ลี่, เฉินหยานหยาน ฯลฯ

แต่หลังจากสะสมข้อมูลได้มากพอสมควร ผู้กำกับกวนจินเผิงก็เริ่มหวนกลับมาครุ่นคิด มันมีประโยชน์อะไรจะสรรค์สร้างเรื่องราวชีวิตหยวนหลิงอวี้ ซ้ำแล้วซ้ำอีก? (ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งมีซีรีย์ฉายโทรทัศน์ The Stardust Memories (1985)) ทบทวนถึงช่วงเวลาสองปีที่ผ่านมา รายละเอียดเล็กๆน้อยที่ค้นคว้ามาได้มีลักษณะคล้ายจิ๊กซอว์ ทำไมไม่นำเสนอภาพยนตร์ที่ชักชวนให้ผู้ชมร่วมปะติดปะต่อ มองหาสาเหตุผล เพราะอะไร? ทำไม? หยวนหลิงอวี้ถึงตัดสินใจกระทำอัตวินิบาต?

After collecting data, I told the screenwriter that I was not going to make a biography. What’s the point of filming Ruan Lingyu’s life again? I would like to think whether it can be like a jigsaw puzzle, and whether there is an opportunity for me to see the contributions they made to Chinese films in the 1930s, whether on stage or behind the scenes. I’m going to slowly put together a good puzzle piece by piece.

กวนจินเผิง

ในตอนแรกนั้นผู้กำกับกวนจินเผิง หมั้นหมายเหมยเยี่ยนฟางที่ร่วมงาน Rouge (1987) ตั้งใจเป็นโปรเจคส่งให้กลายเป็นดาวดาราค้างฟ้า แต่หลังเหตุการณ์ประท้วงที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน ค.ศ. 1989 เธอออกมาแสดงคิดเห็นต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์จีน จึงถูกแบนห้ามเข้าประเทศ เลยไม่สามารถเดินทางถ่ายทำยังเซี่ยงไฮ้ จำต้องขอถอนตัวออกไป

แล้วพอติดต่อจางม่านอวี้ที่ไม่เคยรู้จัก/รับชมผลงานของหยวนหลิงอวี้ พอโน้มน้าวจนยินยอมตอบตกลง ก็เริ่มถ่ายทำตั้งแต่เธอเริ่มศึกษาภาพยนตร์ที่ทีมงานหามาให้ชม พูดคุยสนทนาโต๊ะกลม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ค่อยๆรับรู้จักเธอไปพร้อมๆการถ่ายทำ … และมีเรื่องเล่าหลอนๆว่าใครบางคนพบเห็นวิญญาณของหยวนหลิงอวี้ในกองถ่ายด้วยนะ!

Is it alright to let Anita Mui and Ruan Lingyu talk in the movie? I called the screenwriter Chiu Kang-Chien right away, he said yes, it’s something to think about, but it’s past 3 o’clock, please let me sleep.

Later, because of personal reasons, Anita Mui did not go to Shanghai to film, so we replaced Maggie Cheung. With this format, I don’t think Anita Mui is important anymore. At that time, it was very clear that an actress and a group of film workers in the early 1990s went to Shanghai to trace the golden age of Chinese cinema in the 1930s.

เกร็ด: ชื่อหนังภาษาจีน 阮玲玉 เรียกตรงๆถึงหยวนหลิงอวี้ (Ruan Lingyu) แต่ฉบับนำออกฉายต่างประเทศเปลี่ยนเป็น Center Stage บ้างก็ใช้ The Actress (ผมชอบ The Actress มากกว่านะ สื่อตรงๆถึงความเป็นนักแสดง! ส่วน Center Stage มันคืออะไรกัน??)


จางม่านอวี้, 張曼玉 (เกิดปี 1964) นักแสดงหญิงชาวจีน เกิดที่ฮ่องกง บิดา-มารดาเป็นคนเซี่ยงไฮ้ (คงอพยพมาตอนสงครามกลางเมืองจีน) ตอนเธออายุ 8 ขวบ ติดตามครอบครัวย้ายไป Bromley, London ประเทศอังกฤษ ก่อนหวนกลับมาฮ่องกงตอนอายุ 18 ตั้งใจแค่มาท่องเที่ยววันหยุด กลับเข้าตาแมวมอง ได้ทำงานโมเดลลิ่ง ตัดสินใจเข้าประกวด Miss Hong Kong คว้ารางวัลที่สองและขวัญใจช่างภาพ ติดตามด้วย Miss World สามารถผ่านเข้ารอบก่อนรองชนะเลิศ, เซ็นสัญญาสถานี TVB เคยเป็นพิธีกรรายการโทรทัศน์, แจ้งเกิดภาพยนตร์ Police Story (1985), ร่วมงานขาประจำผู้กำกับหว่องกาไว As Tears Go By (1988), Days of Being Wild (1990), Ashes of Time (1994), In the Mood for Love (2000), 2046 (2004), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Full Moon in New York (1989), Center Stage (1991), New Dragon Gate Inn (1992), Irma Vep (1996), Comrades: Almost a Love Story (1996), Hero (2002), Clean (2004) ฯลฯ

รับบทหยวนหลิงอวี้ นักแสดงสาวพราวเสน่ห์ แม้ภายนอกดูสวยเริด เชิดหยิ่ง ทำตัวหัวสูงส่ง แต่ก็พร้อมทุ่มเทให้ทุกการแสดง ยินยอมปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ ขอเล่นทุกบทบาทที่สะท้อนเข้ากับชีวิตตนเอง ทั้งยังเป็นราชินีบนฟลอร์ (Dancing Queen) ใช้ชีวิตตอบสนองความต้องการหัวใจ เลิกราแฟนหนุ่ม กลายเป็นชู้รักชายอื่น สิ่งที่ฉันทำมันไม่ได้หนักหัวใคร แต่ทำไมสังคมกลับติฉินนินทา ตำหนิต่อว่าร้าย สร้างความเดือดร้อนให้ทุกคนรอบข้าง หลงเหลือวิธีเดียวสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของจิตใจ

ตัวตนจริงๆของจางม่านอวี้ เป็นคนสนุกสนานร่าเริง เต็มที่สุดเหวี่ยงกับชีวิต ว่าไปไม่ค่อยแตกต่างจากหยวนหลิงอวี้ (ก็อย่างที่พบเห็นในเบื้องหลัง ทั้งรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ช่างดูบริสุทธิ์จากภายใน) แม้ภาพลักษณ์เหมือนบ้างไม่เหมือนบางมุม แต่เรื่องการแสดงไม่เป็นสองรองใคร แค่หนังเงียบเรื่องแรก(ที่จางม่านอวี้แสดง ‘film within film’) ก็สร้างความตะลึงงัน อ้าปากค้าง ดึงดูดผู้ชมจนไม่สามารถเบี่ยงเบนไปไหน

เกร็ด: คนที่ฟังภาษาจีนออก น่าจะสังเกตได้ว่าจางม่านอวี้พูดกวางตุ้ง (Cantonese), แมนดาริน (Mandarin), และสำเนียง Shanghainese อย่างคล่องแคล่วชัดเจน (เธอยังสามารถพูดอังกฤษ และฝรั่งเศส ได้ด้วยนะครับ)

ไฮไลท์ของจางม่านอวี้นั้นมีนับครั้งไม่ถ้วน หลายคนน่าจะชื่นชอบงานเลี้ยงปาร์ตี้ส่งท้าย (น่าจะได้แรงบันดาลใจจาก Veronika Voss (1982)) ภายนอก’เล่นละคร’ทำตัวเหมือนปกติ แต่จิตใจกำลังครุ่นคิดวางแผนฆ่าตัวตาย แต่ผมคลั่งไคล้ฉากการแสดงในโรงพยาบาล “I want to live!” ผู้กำกับต้องสั่งคัทสามครั้ง พอถ่ายทำเสร็จเธอถึงกับร้องไห้คลุมโปง แทบไม่สามารถแบ่งแยกแยะระหว่างการแสดง-ชีวิตจริง (ผสมผสานคลุกเคล้าเข้ากับลีลาการนำเสนอของหนังได้อย่างสมบูรณ์แบบ!)

เห็นว่าจริงๆแล้วจางม่านอวี้ไม่ได้ชื่นชอบการแสดงสักเท่าไหร่ (รีไทร์หลังภาพยนตร์ Clean (2004)) แต่เพราะโชคชะตานำพา และ Center Stage (1991) คือผลงานที่ทำให้เธอกลายเป็นดาวดาราค้างฟ้า โด่งดังระดับนานาชาติ จากการคว้ารางวัล Silver Berlin Bear: Best Actress


ถ่ายภาพโดย Poon Hang-Sang, 潘恆生 ผู้กำกับ/ตากล้อง ร่ำเรียนภาพยนตร์จาก Hong Kong Baptist University จบออกมาเข้าร่วม Radio & Television Hong Kong ทำงานเป็นคนจัดแสง ช่างภาพ ภาพยนตร์เรื่องแรก Home Coming (1984), ผลงานเด่นๆ อาทิ The Island (1985), Peking Opera Blues (1986), A Chinese Ghost Story (1987), Center Stage (1991), Kung Fu Hustle (2004), Fearless (2006), Ip Man 2 (2010) ฯลฯ

ผมได้รับชมฉบับบูรณะของหนัง ต้องบอกเลยว่าคุณภาพยอดเยี่ยมไร้ตำหนิ การถ่ายภาพเต็มไปด้วยลูกเล่นลีลา อาจมีความเชื่องช้าน่าหลับสำหรับคอหนังรุ่นใหม่ แต่ทุกช็อตฉากล้วนมีนัยยะซุกซ่อนเร้น เต็มไปด้วยรายละเอียด mise-en-scène สัมผัสถึงความละเมียด ละมุ่นไม ประณีตบรรจง งดงามระดับวิจิตรศิลป์

สิ่งที่ผู้ชมสามารถสังเกตเห็น แบ่งแยกแยะได้อย่างชัดเจนก็คือสีสันของหนัง

  • ส่วนของภาพยนตร์ (จางม่านอวี้แสดงเป็นหยวนหลิงอวี้) จะเต็มไปด้วยแสงสีสัน ลวดลาย แต่มักปกคลุมด้วยความมืดมิด (โทนของภาพจะออกเข้มๆ ‘Low Key’ เพื่อสะท้อนเรื่องราวอันมืดหม่น นำไปสู่โศกนาฎกรรม)
  • บทสัมภาษณ์ การพูดคุยสนทนา หรือแม้แต่ฟุตเทจจากฟีล์มหนังเงียบ จะถูกทำให้ออกโทนน้ำตาล (ซีเปีย) เพื่อให้ผู้ชมสัมผัสถึงความเก่าแก่ โบร่ำราณ ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของเรื่องราว
  • แต่จะมีช่วงต้น-ช่วงท้าย บทสัมภาษณ์จางม่านอวี้และเบื้องหลังฉากงานศพหยวนหลิงอวี้ กลับเป็นภาพสีทั้งหมด (ไม่มีการแบ่งแยกด้วยสีซีเปีย) เพื่อทำการซ้อนทับระหว่างอดีต-ปัจจุบัน ชีวิตจริง-การแสดงภาพยนตร์ สำหรับพวกเธอทั้งสองล้วนคือสิ่งหนึ่งเดียวกัน

สิ่งน่าอัศจรรย์สุดของ Center Stage (1991) คือความพยายามสร้าง (re-create) ฟุตเทจภาพยนตร์ที่สูญหาย (Lost Film) จากรายละเอียดเล็กๆน้อยๆที่ยังหลงเหลืออยู่ (บางเรื่องมีแค่ภาพนิ่ง/บทหนัง ก็นำมาตีความ ขยับขยายต่อ และต้องนำเสนอให้สอดคล้องเรื่องราวหลักของหนังด้วยนะ) และจะมีข้อความขึ้นปรากฎ ให้ผู้ชมลุ้นระลึกว่าเรายังสามารถหารับชมผลงานเรื่องนั้นๆได้หรือไม่ … ทุกครั้งที่ขึ้นว่า Lost Film ผมจะรู้สึกเศร้าโศก เสียดายตำนานที่สูญหาย

เอาจริงๆหนังจะสร้างฉากขึ้นใหม่ ถ่ายทำอยู่ฮ่องกงเลยก็ยังได้ แต่กลับเลือกใช้สถานที่ที่เคยเป็นที่ตั้งสตูดิโอ Lianhua Film Company, เซี่ยงไฮ้ (ช่วงท้ายของหนังจะมีนำเสนอภาพปรับหักพังของสตูดิโอ) ก่อนนำมาบูรณะซ่อมแซมจนมีสภาพเหมือนใหม่ … ด้วยเหตุนี้กระมังเลยมีคนพบเห็นวิญญาณของหยวนหลิงอวี้ ปรากฎตัวในกองถ่ายอยู่บ่อยครั้ง

ในส่วนของงานออกแบบ (Art Director) และเครื่องแต่งกาย (Costume Design) กลับมาใช้บริการ Piu Yeuk-Muk, 影視作品 รู้จักกันมาตั้งแต่ในกองถ่าย Boat People (1982) มีผลงานร่วมกันตั้งแต่ Rouge (1988), Full Moon in New York (1989), Centre Stage (1992), และยังออกแบบเครื่องแต่งกาย Lust, Caution (2007)

Piu Yeuk-Muk เป็นคนที่มีความสนใจด้านประวัติศาสตร์ เก่งในเรื่องค้นคว้าหาข้อมูล ติดตามหาเอกสารเก่าๆที่สูญหาย ค้นพบความนิยมของยุคสมัยนั้น 30s ได้รับอิทธิพลอย่างมากจากสไตล์ Art Nouveau (1883–1914) ผสมๆกับ Art Deco (1910-49) … เซี่ยงไฮ้ยุคสมัยนั้นคือเมืองท่าของประเทศจีน สำหรับติดต่อสานสัมพันธ์กับชาติตะวันตก เลยไม่แปลกที่จะได้รับอิทธิพลในหลายๆด้าน

รายละเอียดที่สังเกตได้ง่ายๆก็คือลวดลายฝาผนัง (Wallpaper) และชุดกี่เพ้า (Cheongsam) มีลักษณะเรขาคณิต รูปดอกไม้ หรือลวดลายอะไรบางอย่างที่นำมาเรียงต่อกันซ้ำๆจนกลายเป็นแบบแผน (Pattern) ดูละลายลายตา

อารัมบทเริ่มต้นด้วยการร้อยเรียงภาพนิ่ง หลายๆผลงานการแสดงของหยวนหลิงอวี้ ทั้งที่ยังพอมีฟีล์มหลงเหลือและสูญหายไปแล้ว (Lost Film) ผมเพิ่งมาสังเกตตอนหวนกลับมาวนๆดูอีกรอบ แทบทั้งหมดล้วนถูกนำไปอ้างอิงถึงในเรื่องราว หรือทำการสร้างฉากนั้นๆขึ้นมาใหม่ (re-create) ให้ภาพนิ่งเหล่านี้ราวกับมีชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง

ผมคงไม่จำเป็นต้องอธิบายความหมายของภาพนี้ แต่ให้ข้อสังเกตว่าปรากฎขึ้นพอดิบพอดีขณะที่ผู้กำกับกวนจินเผิงกำลังกล่าวถึงการกระทำอัตวินิบาตของหยวนหลิงอวี้ นี่สะท้อนถึงมุมมองคิดเห็น(ของผกก.กวนจินเผิง)ต่อการเสียชีวิต(ของหยวนหลิงอวี้) มีอะไรบางสิ่งอย่างกักเธอไว้ภายในกรงขัง สูญเสียอิสรภาพในการครุ่นคิด ไร้หนทางออกในการดำเนินชีวิตต่อไป

ผู้กำกับกวนจินเผิงสอบถามจางม่านอวี้ ถึงสิ่งที่อยากให้ผู้ชมจดจำตนเองในทศวรรษถัดไป? เอาจริงๆผมแอบขนลุกเลยนะ เพราะปัจจุบันมันก็ผ่านมาหลายทศวรรษ ความครุ่นคิดเห็นเมื่อตอนได้กลายเป็นจริงทั้งหมดแล้ว ผู้ชมจดจำเธอในมุมที่เจิดจรัส เปร่งประกาย นักแสดงชาวจีนที่ประสบความสำเร็จ ชื่อเสียงโด่งดังระดับโลก และเมื่อถึงจุดสูงสุดนั้นก็รีไทร์ออกจากวงการ กลายเป็นตำนานจบบริบูรณ์ ละม้ายคล้ายหยวนหลิงอวี้ ในทิศทางแตกต่างตรงกันข้าม!

มันเหมือนเป็นสันชาติญาณของผู้กำกับที่มีรสนิยมรักร่วมเพศ จะต้องมีฉากขายเซอร์ (นี่ก็ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา) เป็นการเริ่มต้นที่ทำให้บรรดาเก้งกวางน้ำลายไหลเยิ้ม กับฉากหนุ่มๆในห้องอาบน้ำ/ซาวน่า ถอดเสื้อผ้า เปลือยหน้าอก

การสนทนาของคนหนุ่มๆแก่ๆ สมาชิกสตูดิโอ Lianhua Film Company ถือว่าล้อกับไดเรคชั่นของหนังที่จะมีการพูดคุยล้อมวงระหว่างผู้กำกับ/ทีมงาน แสดงความคิดเห็นถึงสิ่งต่างๆเกี่ยวกับหยวนหลิงอวี้ … ฉากลักษณะนี้พบเห็นบ่อยครั้งทั้งในอดีต-ปัจจุบัน

ผู้กำกับกวนจินเผิงพยายามผสมผสานสองแนวคิดที่มีความคู่ขนานเข้าด้วยกัน

  • (ยุคสมัยปัจจุบัน, โลกความจริง) กองถ่ายหนังเดินทางสู่เซี่ยงไฮ้ เพื่อถ่ายทำภาพยนตร์ชีวประวัติหยวนหลิงอวี้
  • (ยุคสมัยอดีต, เรื่องราวในภาพยนตร์) สตูดิโอ Lianhua Film Company ถ่ายทำภาพยนตร์โดยมีนักแสดงนำหยวนหลิงอวี้

Dream of the Ancient Capital (1930) [สูญหายไปแล้ว] แม้ไม่รับรู้เรื่องราว แต่แค่ชื่อหนังก็บอกใบ้อะไรหลายๆอย่าง นอกจากความเพ้อฝันของหยวนหลิงอวี้ในการเป็นนักแสดง ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงโด่งดัง! ยังสามารถสื่อถึงผู้กำกับกวนจินเผิง กำลังเพ้อฝันถึงอดีต เมืองหลวงแห่งภาพยนตร์ของประเทศจีน (สมัยก่อนก็คือนครเซี่ยงไฮ้นี้แหละ) และเธอคนนี้ที่คือตำนานเหนือกาลเวลา

ภาพสะท้อนกระจก ก็คือหยวนหลิงอวี้ในบทบาทการเป็นนักแสดง ที่ต้องปรับเปลี่ยนแปลงไปตามเรื่องราว ภาพยนตร์เรื่องต่างๆไม่ซ้ำแบบใคร, ส่วนลวดลายฝาผนัง (Wallpaper) ที่ละลานตา ดูราวกับว่านี่คือดินแดนแห่งความเพ้อฝัน สะกดจิตวิญญาณผู้ชมให้ลุ่มหลงใหลในโลกมายา

หยวนหลิงอวี้ไม่เคยมีประสบการณ์แต่งงาน คลอดบุตร (เลยรับเลี้ยงบุตรบุญธรรมหนานหนาน เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ดังกล่าว) เมื่อต้องรับบทมารดาในภาพยนตร์ จึงต้องพูดคุยสอบถามเพื่อนนักแสดง แล้วทำการซักซ้อม จินตนาการว่ากำลังโอบอุ้มทารก ลงไปกลิ้งเกลือกบนพื้นหิมะในภาพยนตร์ Wild Flowers by the Road (1930) [สูญหายไปแล้ว] … นี่เป็นฉากที่นำเสนอกระบวนการ วิธีการที่หยวนหลิงอวี้สวมบทบาทเป็นตัวละคร เทียบกับยุคสมัยปัจจุบันเรียกว่า Method Acting ก็ถือว่าใกล้เคียง

ซีนเล็กๆเมื่อตอนหยวนหลิงอวี้เดินทางกลับบ้าน แทนที่จะเร่งรีบเข้าไปภายใน กลับแอบจับจ้องมองมารดาและบุตรสาวบุญธรรมหนานหนาน หลบอยู่ภายนอกหน้าต่าง แฝงนัยยะถึงชีวิตครอบครัวที่เธอไม่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วม เป็นส่วนหนึ่ง แม้เคยแสดงบทบาทมารดา แต่ชีวิตจริงกลับไม่เคยพานผ่านประสบการณ์เหล่านั้นสักครั้ง!

นี่อาจคือสาเหตุผลหนึ่งที่หยวนหลิงอวี้สามารถกระทำอัตวินิบาต โดยไร้ซึ่งความรู้สึก สามัญสำนึก ผิด-ชอบ-ชั่ว-ดีประการใด เพราะไม่เคยพานผ่านประสบการณ์เป็นมารดา คลอดบุตร ทนทุกข์ทรมานระหว่างเจ็บครรภ์ มีเพียงแต่เคยแสดงภาพยนตร์ เล่นละครตบตา เลยไม่สามารถตระหนักรับรู้ถึงคุณค่าของชีวิต

หลอดไฟขาดระหว่างกำลังรับประทานอาหาร สามารถสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างหยวนหลิงอวี้ กับจางต๋าหมิน ที่ใกล้ถึงจุดจบเต็มทน แม้แต่มารดา(ของหยวนหลิงอวี้)ก็เริ่มแสดงอาการไม่พึงพอใจต่อพฤติกรรมอีกฝั่งฝ่าย แทบไม่เคยกลับบ้านมาดูแลตนเองและบุตรสาว เอาแต่เที่ยวเตร่สำเมเทเมา เกี้ยวพาราสีหญิงอื่น พึ่งพาไม่ได้เลยสักอย่าง!

แต่ทันทีที่มารดาทำการเปลี่ยนหลอดไฟ จางต๋าหมินก็กลับบ้านพอดิบดี! ซึ่งหนังก็พยายามบอกใบ้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ผ่านภาษาภาพยนตร์ต่อไปนี้

ภาพแรกตรงบันไดหยวนหลิงอวี้เดินลงมาจากเบี้ยงบน หยุดยืนตำแหน่งสูงกว่า (แสดงถึงอิทธิพลของเธอที่มีต่อเขา) จากนั้นเป็นคนมอบของขวัญคือแหวน (สัญลักษณ์ของการแต่งงาน แต่โดยปกติควรจะเป็นฝ่ายชายมอบให้ฝ่ายหญิงไม่ใช่เหรอ?) สวมใส่ไม่เข้าสักนิ้ว (สื่อถึงบุคคลที่ไม่เหมาะกับการแต่งงาน)

ส่วนอีกภาพทั้งสองพากันขึ้นมายังห้องนอน พบเห็นภาพสะท้อนในกระจกที่มีเส้นบางๆเหมือนกรงขัง และจางต๋าหมินโอบกอดจากด้านหลัง จะมองว่าเป็นสัญลักษณ์ช้างเท้าหลัง หรือบุคคลผู้สนเพียงผลประโยชน์ พร้อมทรยศ/แทงข้างหลังแฟนสาวได้ทุกเมื่อ

วินาทีที่ถ่ายภาพช็อตนี้ พอดิบดีกับใครบางคนชูตลูกบาสเกตบอลลงห่วง! ซึ่งสามารถสื่อถึงเกมการแข่งขันแก่งแย่งชิงความเป็นหนึ่ง (ในวงการภาพยนตร์) แต่พวกเขาก็ถูกขัดจังหวะจากใครสักคน นำข่าวสารการรุกรานจากญี่ปุ่น ทำให้เกิดการชุมนุมประท้วงต่อต้าน เรียกร้องให้มีการแบนสินค้าจากต่างประเทศ (แต่ยังคงอีกสักพักกว่าการมาถึงของ Second Sino-Japanese War (1937–1945))

ภาพวาดตึกระฟ้า เมืองแห่งอนาคตบนผนังกำแพง สามารถสื่อถึงอิทธิพลจากสังคม/โลกภายนอก ที่ส่งผลกระทบต่อวงการภาพยนตร์ (เพราะหนังไม่ได้มีทุนมากมาย เลยใช้ภาพวาดนี้แทน CGI ถ่ายทำเพียงใน Lianhua Film Company แทบจะไม่มีฉากทิวทัศน์ภายนอกสักเท่าไหร่

การออกแบบผับบาร์แห่งนี้ มีความเป็น Art Deco ดูหรูหรา สง่างาม ด้วยลักษณะที่เรียบง่าย เทียบกับหญิงสาวก็คือลูกคุณหนู ไฮโซ บทเพลงที่บรรเลงก็เป็นสไตล์ Western เหมาะสำหรับ ‘dancing queen’ อย่างหยวนหลิงอวี้ พบเห็นฉากนี้ทีไรต้องลุกขึ้นมาโยกเต้น โอ้ลัลล้า ปลดปล่อยตนเอง ไม่ยี่หร่าอะไรครั้งนั้น

ครั้งแรกมากับเพื่อนร่วมงาน (Lianhua Film Company) จับพลัดจับพลูพบเจอจางต๋าหมิน (มากับหญิงสาวที่กำลังขายขนมจีบ) ปรากฎว่าไฟดับถึงสองครั้งครา (ครั้งแรกไฟตก ครั้งหลังญี่ปุ่นบุก) สะท้อนความสัมพันธ์ใกล้ถึงจุดจบกับชายคนรัก … ราวกับจะบอกว่านี่คือสัญญาณเตือนครั้งที่สองแล้วนะ!

ครั้งสองมากับถังจี้ชาน อีกฝั่งฝ่ายพยายามเกี้ยวพาราสี แต่หยวนหลิงอวี้ยังไม่ได้บอกเลิกรากับจางต๋าหมิน ความสัมพันธ์ของทั้งคู่เลยยังต้องปกปิด ไม่มีการโยกเต้นบนเวทีประการใด

และครั้งสุดท้ายหลังงานเลี้ยงอำลา (ก่อนค่ำคืนแห่งการฆ่าตัวตาย) หยวนหลิงอวี้ทำการปลดปล่อยตนเองด้วยท่าทางโยกเต้นอย่างเต็มที่สุดเหวี่ยง ปล่อยให้ถังจี้ซานทรุดล้มลงลุกขึ้นมาด้วยตนเอง ไม่ยี่หร่าอะไรใครอีกต่อไป

ระหว่างที่หยวนหลิงอวี้หลบหนีญี่ปุ่นมายังยังเกาะฮ่องกง อาศัยอยู่ห้องพักเดียวกับจางต๋าหมิน แต่ความสัมพันธ์ของทั้งสองมาถึงจุดแตกหัก ต่างฝ่ายต่างไม่ใคร่สนใจอะไรกันและกัน มุมกล้องปรับโฟกัสเบลอ-ชัด หรือสภาพแวดล้อมภายในห้องนี้แสงไฟก็กระพริบติดๆดับๆ (จากใบพัดลมที่บดบังแสงไฟจากบนเพดาน)

กระทั่งตอนหยวนหลิงอวี้ปฏิเสธจุมพิตจางต๋าหมิน เขาเดินมายังหน้ากระจกเงา พ่นไอร้อนออกจากปากทำให้เห็นภาพ(ในกระจก)เบลอๆบริเวณริมฝีปาก สื่อถึงความสัมพันธ์อันเลือนลาง ไม่สามารถพูดคุยสื่อสาร แสดงความรักต่อกันได้อีกต่อไป

ตั้งแต่ที่จางม่านอวี้ให้ข้อสังเกตลีลาการแสดง เอกลักษณ์เฉพาะตัวของหยวนหลิงอวี้ ชอบที่จะแหงนหน้าเหม่อมองท้องฟ้า หนังก็พยายามแทรกใส่หลายๆฉากที่ตัวละครแสดงออกลักษณะดังกล่าว อย่างช็อตนี้หลังกลับจากฮ่องกง สภาพจิตใจคงรู้สึกหมดสิ้นหวังกับจางต๋าหมิน ในค่ำคืนที่มืดมิด แสงสีน้ำเงินหนาวเหน็บ ทำให้เธอแหงนเงยหน้ามองฟากฟ้ายามค่ำคืน ครุ่นคิดทบทวนฉันควรทำอะไรต่อไปดี?

สิ่งที่หยวนหลิงอวี้กระทำฉากต่อมาก็คือ ต่อรองร้องขอผู้กำกับผู่หยวนชาง ให้เลือกตนเองเป็นหนึ่งในสามนักแสดงนำ Three Modern Women (1933) รับบทบาทหญิงสาวรุ่นใหม่ นักปฏิวัติ ชนชั้นแรงงาน! ตอนแรกก็ได้รับการบอกปัดเพราะเธอมีภาพจำที่แตกต่างตรงกันข้าม (มุมกล้องถ่ายจากด้านนอกเข้ามาตรงระเบียงสำนักงาน ยืนตำแหน่งประตู-หน้าต่าง) แต่หญิงสาวจู่ๆถอดเสื้อคลุม ลบรอยลิปสติก ปัดๆทรงผม (มุมกล้องถ่ายออกจากระเบียง พบเห็นทิวทัศน์/ภาพวาดตึกระฟ้าด้านหลัง) เรียกว่ายินยอมปฏิวัติ/ปรับเปลี่ยนแปลงตนเอง พร้อมทุ่มเทให้ทุกบทบาทภาพยนตร์ … นี่ถือเป็นครั้งแรกที่หยวนหลิงอวี้ร่วมงานผู้กำกับฝั่งขวา (Leftist Director) อันจะการันตีความเป็นอมตะ เจิดจรัสค้างฟ้า!

การถ่ายทำ Three Modern Women (1933) ในฉากที่หยวนหลิงอวี้และนักแสดงชายก้าวเดินไปข้างหน้าพร้อมกัน ขณะที่กล้องถ่ายจากด้านข้าง ราวกับกำลังจับจ้องมองชีวิตของพวกเขา ดำเนินพานผ่านเหตุการณ์ต่างๆ … สะท้อนถึงความสัมพันธ์ระหว่างหยวนหลิงอวี้กับจางต๋าหมิน ขณะที่เธอได้รับคำชมจากผู้กำกับ เขากลับถูกตำหนิให้ปรับปรุงแก้ไข (ตัวละครนี้เป็นเพลย์บอย เหมือนพยายามเกี้ยวพาราสีหญิงสาว แต่ก็ไม่สามารถยินยอมรับสภาพความเป็นจริงที่พบเห็นขณะนี้)

ขณะเดียวกันชู้รักคนใหม่ถังจี้ชาน ก็เดินทางมาเยี่ยมเยียน มอบกำลังใจ อยู่ฟากฝั่งข้างหลังกล้อง เคลื่อนดำเนินติดตามไป(พร้อมๆการจุดบุหรี่ = รู้สึกพึงพอใจที่ได้พบเห็น) สื่อถึงความสัมพันธ์คู่ขนาน พบรักในชีวิตจริงของหยวนหลิงอวี้

แซว: ทีแรกผมนึกว่าไปถ่ายทำยังท่าเรือจริงๆ แต่พอเห็นความแตกต่างของภาพพื้นหลัง ก็ต้องชมโคตรแนบเนียนสุดๆ

ความสำเร็จของ Three Modern Women (1933) แทนที่จะเป็นแรงผลักดันให้หยวนหลิงอวี้ แต่กลับทำให้เธอเกิดความสับสนในตนเอง สังเกตจากฉากนี้หลังการถ่ายรูปหมู่ เธอยืนอยู่ตรงกึ่งกลางบันได

  • ด้านล่างคือชู้รักคนใหม่ถังจี้ชาน พร้อมทำทุกสิ่งอย่างเพื่อแก้ไขข้อเรียกร้องเห็นแก่ตัวของจางต๋าหมิน
  • ขณะที่เพื่อนนักแสดง ผู้กำกับ ต่างเดินแซงหน้าขึ้นชั้นบน นำเสนอผลงานเรื่องใหม่ ชักชวนให้เธอติดตามขึ้นไป

จนจบฉากนี้ หยวนหลิงอวี้ก็ไม่สามารถตัดสินใจเลือกเดินขึ้นชั้นบนหรือลงมาชั้นล่าง (ขึ้นบันได=กลายเป็นนักแสดงเจิดจรัส, ลงชั้นล่างคือเลือกชีวิตสุขสบาย เคียงข้างชายคนรักใหม่) มากสุดก็เพียงถอยหลัง 1-2 ก้าว แล้วเดินกลับขึ้นมา 1-2 ขั้น ยังไม่สามารถหาข้อสรุปความต้องการของตนเอง อยากจะทุ่มเทให้ความรัก? หรือกับการแสดงภาพยนตร์?

Night in the City (1933) [สูญหายไปแล้ว] จะมีฉากที่หยวนหลิงอวี้ต้องแสดงความเศร้าโศกเสียใจต่อการสูญเสียบิดา นั่นคือสิ่งที่ในชีวิตจริงของเธอ (สูญเสียบิดาตั้งแต่ยังเด็ก) เก็บซ่อนไว้เบื้องลึก ไม่ต้องการเปิดเผยออกมา แต่อาชีพนักแสดงย่อมมีโอกาสพบเจอฉากลักษณะนี้ จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะถ่ายทอดความรู้สึกดังกล่าวออกมา (ชีวิตจริงซ้อนทับการแสดง) … ซึ่งความรู้สึกสูญเสียบิดาครั้งนี้ สามารถสะท้อนถึงการเลิกราจาก(สูญเสียชายคนรัก)จางต๋าหมินได้เช่นเดียวกัน

Little Toys (1933) ก็จะมีฉากคล้ายๆกัน สลับเป็นมารดา (หยวนหลิงอวี้) กำลังจะสูญเสียบุตรสาว (หลี่ลี่ลี่) แต่ผู้กำกับ (ซุนหยู) ยังรู้สึกว่าการแสดงของหลี่ลี่ลี่ยังไม่ใช่สิ่งที่ต้องการ (สังเกตว่าใบหน้าของเขาขณะเดินเข้ามาให้แนะนำ ปกคลุมอยู่ในความมืดมิด) ขอเวลาไปขบครุ่นคิด แต่เป็นหยวนหลิงอวี้ให้คำแนะนำอะไรบางอย่าง ฉากนี้จึงสามารถผ่านไปได้ด้วยดี … ด้วยการให้หลี่ลี่ลี่ไม่แสดงปฏิกิริยาใกล้ตายออกมาอย่างเว่อวังอลังการ ‘Over-Acting’ แนะนำให้พยายามทำตัวเข้มแข็งแกร่ง ปกปิดซ่อนเร้นความเจ็บปวด ซึ่งนั่นคือสิ่งที่หยวนหลิงอวี้แสดงออกมาขณะเตรียมการฆ่าตัวตาย ไม่เคยเปิดเผยความอ่อนแอให้ใครเห็น เก็บกดดันความรู้สึกทั้งหมดไว้ภายใน

ผมละแอบงงๆกับสมัยนั้นจริงๆนะ หยวนหลิงอวี้ไม่ได้แต่งงานกับจางต๋าหมินไม่ใช่เหรอ? ทำไมตอนเลิกราถึงต้องให้ทนายมาเป็นพยาน แถมยังมีการจ่ายค่าเสียหาย/ค่าเลี้ยงดูอีกต่างหาก??? หลังจากเซ็นชื่อเสร็จสิ้น หนังตัดมาภาพช็อตนี้ที่ฝ่ายชาย(จางต๋าหมิน)กำลังเดินเรื่อยเปื่อยยามพลบค่ำ อยู่บริเวณรางรถไฟ บริเวณจุดเชื่อมต่อ สื่อนัยยะตรงๆถึงทางแยกจาก

หลังเลิกรากับจางต๋าหมิน หยวนหลิงอวี้ตัดสินใจย้ายออกจากบ้านหลังเก่า ทำลาย/ขายทิ้งทุกสิ่งอย่างที่เขาเคยเป็น เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการเริ่มต้นใหม่ แต่บ้านหลังนี้ที่อยู่ใจกลางเมือง ไม่รู้ทำไมผมรู้สึกเหมือนกรงนก บานประตู/หน้าต่างแลดูเหมือนกรงขัง ลวดลายฝาผนังก็มีความเป็นนามธรรม (Abstract) ดอกไม้ ใบหญ้า ดูเหมือนสวนป่า (ที่อยู่อาศัยของสรรพสัตว์) แถมเพื่อนบ้านตรงข้ามก็ชอบทำท่าทางซุบซิบ ส่งเสียงจิบๆ สอดรู้สอดเห็นเรื่องของผู้อื่นไปทั่ว

ผมเพิ่งมารับรู้จากฉากนี้ว่านักแสดงจีนคนแรกที่กระทำอัตวินิบาต แต่คืออ้ายเฉีย, 艾霞 (1912-34) นักแสดง/นักเขียนจากสตูดิโอคู่แข่ง Mingxing Film Company เพราะถูกสื่อโจมตีในเรื่องส่วนตัว รักๆใคร่ๆ ไม่ใช่ต้นแบบอย่างที่ดีต่อสังคม (ว่าไปก็แทบไม่แตกต่างจากหยวนหลิงอวี้) เลยตัดสินใจเสพฝิ่นเกินขนาด เสียชีวิตตอนอายุเพียง 21 ปีเท่านั้น!

อ้ายเฉียมีความสนิทสนมกับไช่ฉู่เชิง(เมื่อตอนยังอยู่ Mingxing Film Company) บ้างว่าทั้งสองเคยมีสัมพันธ์โรแมนติก ซึ่งหลังจากทราบข่าวคราวดังกล่าวเลยพัฒนาบทหนัง New Woman (1935) เพื่ออุทิศให้กับเธอ นำแสดงโดยหยวนหลิงอวี้ … ใครจะไปคาดคิดว่าทั้งสองเลือกโชคชะตาเดียวกัน!

ไดเรคชั่นฉากนี้ที่ไช่ฉู่เชิง (เหลียงเจียฮุย) เล่าถึงความตายของอ้ายเฉีย มีลำดับการนำเสนอน่าสนใจทีเดียว

  • เริ่มต้นถ่ายจากภายนอกห้อง พบเห็นไช่ฉู่เชิงเดินผ่านหน้าต่างที่มีกรงเหล็ก(=กรงขัง) มายังประตูทางออกตรงระเบียง
    • นี่เป็นช่วงที่ไช่ฉู่เชิงระบายความเกรี้ยวกราด อ้ายเฉียไม่ได้ฆ่าตัวตาย แต่เป็นบรรดาสื่อ/หนังสือพิมพ์ที่เข่นฆ่าเธอให้ตกตาย
  • จากนั้นถ่ายออกมาจากภายในห้อง พบเห็นทิวทัศน์ ภาพวาดตึกระฟ้า สะพานสูงใหญ่ แล้วไช่ฉู่เชิงก้าวเดินออกมา
    • ไช่ฉู่เชิงหวนระลึกถึงความทรงจำต่ออ้ายเฉีย เป็นนักแสดง/นักเขียน หัวก้าวหน้า (Leftist)
  • และติดตามด้วยหยวนหลิงอวี้ ถามคำถามจี้แทงใจดำไช่ฉู่เชิง (ว่าอ้ายเฉียเคยตกต่ำจนกลายเป็นโสเภณีจริงหรือเปล่า?) นั่นทำให้เขาต้องทรุดนั่งยองๆลงกับพื้น

การนั่งยองๆของไช่ฉู่เชิง คือสัญลักษณ์แทนความรู้สึกอ่อนแอ ท้อแท้ สภาพจิตใจกำลังตกต่ำ (มันจะพอดิบพอดีกับที่เขาพูดว่า มนุษย์เราย่อมมีด้านอ่อนแอในชีวิต) ซึ่งฉากต่อมาหยวนหลิงอวี้ ขอนั่งยองๆอยู่เคียงข้าง เพื่อต้องการสื่อว่าฉันก็ไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่ใครต่อใครพบเห็น ซึ่งภาพสะพานที่อยู่ด้านหน้าพวกเขา กลายเป็นสิ่งเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างกัน

ผมไม่ค่อยแน่ในความสัมพันธ์ระหว่างไช่ฉู่เชิงกับหยวนหลิงอวี้ ว่ามีข่าวลือหรือหนังประดิษฐ์ครุ่นคิดขึ้น แต่เพื่อจุดประสงค์ล้อกับความสัมพันธ์ระหว่างไช่ฉู่เชิงกับอ้ายเฉีย ใครคบหาชายคนนี้ย่อมประสบโศกนาฎกรรม (หมอนี่มันตัวซวยนี่หว่า!)

หลังจากเสียเวลาค้นหาอยู่สักพัก เพราะผมคุ้นว่านี่น่าจะคือภาพวาดของ Van Gogh ก็ค้นพบเจอ Oleanders (1888) ด้วยความเข้าใจว่าดอกยี่โถ คือสัญลักษณ์ของชีวิต (life-affirming) ความสนุกสนานร่าเริง (Joyous) เพราะมันเบิกบานตลอดทั้งปี แต่ในความเป็นจริงกลับมีพิษร้ายแรง เผลอรับประทานเข้าไปอาจถึงตาย (แต่ถ้าในปริมาณเหมาะสมก็สามารถใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคได้หลายอย่าง)

เกร็ด: Van Gogh คือจิตรกรที่ตัดสินใจปลิดชีพตนเอง ล้อกับเรื่องราวของหนังได้เป็นอย่างดี

ภาพวาดนี้พบเห็นในห้องนอนของหยวนหลิงอวี้ ระหว่างที่จางต๋าหมินบุกเข้ามาเยี่ยมเยียน อ้างว่าต้องการเที่ยวชมบ้าน แต่จุดประสงค์แท้จริงกลับต้องการขอเงิน (อ้างว่าไปทำธุรกิจ แต่เชื่อเถอะว่าคงไปเล่นการพนันหมดตัว) สถานการณ์ดังกล่าวสอดคล้องกับภาพวาดนี้เป็นอย่างดี ภายนอกดูสวยงาม แต่แท้จริงเต็มไปด้วยพิษภัยร้ายแรง และอาจถึงแก่ความตาย!

นี่คือปฏิกิริยาของหยวนหลิงอวี้ หลังจากถูกจางต๋าหมิน จองเวรจองกรรมไม่ยอมเลิกรา อยากจะบวชเป็นแม่ชี แล้วปล่อยละวางจากทุกสิ่งอย่าง แต่เธอกลับร่ำร้องไห้ออกมา ไม่สามารถหยุดยั้งหักห้ามตนเองแม้หลังจากผู้กำกับสั่งคัท! … ภาพยนตร์เรื่อง A Sea of Fragrant Snow (1934) [สูญหายไปแล้ว]

ผมเคยรับชมผลงานของหยวนหลิงอวี้อยู่สองสามเรื่อง เลยมีความรู้สึกเฝ้ารอคอย อยากพบเห็นโดยเฉพาะ The Goddess (1934) ซึ่งหนังไม่ใช่แค่ทำการสร้างฉากนี้ขึ้นใหม่ (re-create) แล้วเปรียบเทียบฟุตเทจจากแผ่นฟีล์ม แต่ก่อนหน้านี้ยังอารัมบทในห้องนอนระหว่างหยวนหลิงอวี้ กับถังจี้ชาน แถมมีโคมไฟเหนือศีรษะ ท่านั่งบนโต๊ะ ไขว้แขน พ่นควันบุหรี่ และตั้งคำถามถ้าฉันและภรรยาของคุณเป็นโสเภณีจะเลือกใคร? (เรื่องราวของฉากนี้คือหญิงสาวขายตัวเพื่อนำมาเงินมาเลี้ยงดูแลบุตร)

พอพบเห็นฉากนี้ซ้ำๆ 3-4 ครั้ง (ถ้านับตอนเทคสองด้วยนะ) ทำให้ผมเกิดความพึงพอใจอย่างยิ่งยวด! เพราะถือเป็นฉากสำคัญสุดๆของหนัง ถ้าทำออกมาไม่ดีก็จบเห่ แต่ต้องชมเลยว่าเกินความคาดหมายมากๆ แถมปรากฎขึ้นในช่วงเวลาที่สภาพจิตใจของหยวนหลิงอวี้เริ่มตกต่ำลงเรื่อยๆ (ล้อกับคำถามจี้แทงใจดำไช่ฉู่เชิง ว่าอ้ายเฉียเคยตกต่ำจนกลายเป็นโสเภณีจริง? เพราะบทบาทใน The Goddess (1934) หยวนหลิงอวี้กำลังเล่นเป็นโสเภณี!)

ขณะที่ฉากทรงพลังสุดของหนัง มาจากระหว่างทำการแสดง New Women (1935) ฉากในโรงพยาบาลคือความต้องการมีชีวิต “I want to live!” เริ่มตั้งแต่อ้ายเฉีย ที่ผู้กำกับไช่ฉู่เชิงสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้เพื่ออุทิศให้กับเธอ และหยวนหลิงอวี้ สะท้อนความรู้สึกเก็บกดอัดอั้น ชีวิตที่ไม่เคยสมหวังในเรื่องใดๆ ทุกสิ่งอย่างเลยพลั่งพลูออกมาในครานี้

และความซับซ้อนของฉากนี้แตกต่างจาก The Goddess (1934) แทนที่จะเปรียบเทียบเหตุการณ์ในชีวิตประจำวันของหยวนหลิงอวี้ กลับเปลี่ยนมาเป็นเบื้องหลังถ่ายทำของจางม่านอวี้ พบเห็นเธอกำลังคลุมโปงร่ำร้องไห้อยู่ใต้ผ้าห่ม ทำเป็นว่ากำลังอินกับบทบาท … จริงไม่จริงก็ถามใจผู้ชมเองว่าอยากจะเชื่อแบบไหน

ถ้าไม่ใช่บทบาทการแสดง หยวนหลิงอวี้แทบไม่เคยแสดงความอ่อนแอใดๆออกมา แต่หลังจากอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ถูกจางต๋าหมินยื่นฟ้องร้อง ข้อหาคบชู้ อาศัยอยู่กับถังจี้ชาน นั่นคงสร้างความเจ็บปวดรวดร้าวลึก ถึงขนาดมิอาจควบคุมตนเอง ร่ำร้องไห้ออกมาลั่นบ้าน ถือว่าสภาพจิตใจตกต่ำถึงขีดสุด!

หยวนหลิงอวี้พยายามจะต่อรองกับจางต๋าหมิน แต่ฝ่ายชายกลับเต็มไปด้วยความมักมาก เห็นแก่ตัว ปากอ้างว่ายังรัก แต่จิตใจกลับสนเพียงเงินๆทองๆ โหยหาความสุขสบาย ไม่ต้องการอาศัยอยู่ห้องเช่าโกโรโกโสแบบนี้ (ที่เปิดประตูก็เจอห้องน้ำ)

ผมมองการทุบกระจกแตกของจางต๋าหมิน ไม่ได้ต้องสื่อถึงจิตใจอันแตกสลาย แต่คือความต้องการทำลายทุกสิ่งอย่างของหยวนหลิงอวี้ เพื่อให้ได้เธอกลับมาครอบครอง เป็นเจ้าของ เรียกว่าสนเพียงกระทำสิ่งตอบสนองตัวตนเองเท่านั้นแหละ!

หยวนหลิงอวี้เลือกที่จะเดินออกประตูหน้า ฝ่าฝูงชน พร้อมอดรนทนต่อส่งเสียงซุบซิบนินทา แต่เมื่อใครคนหนึ่งด่าพ่อล่อแม่ หันหลังกลับไปเผชิญหน้า ก็ทำหน้าจ๋อยเหมือน ‘หมาเห่าใบตองแห้ง’ มันแน่ไม่จริงนี่หว่า

ซึ่งระหว่างการเดินฝ่าฝูงชน จะมีขณะหนึ่งที่ใบหน้าของหยวนหลิงอวี้จะถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด นั่นก็สะท้อนสภาพจิตใจของเธอ มิอาจอดรนทนต่อเสียงเห่าหอนของหมูหมากาไก่ เก็บเอามาครุ่นคิดมาก พยายามเผชิญหน้าแล้วก็มิอาจต่อต้านทาน ไม่รู้จะหาหนทางแก้ปัญหาอะไรอีกต่อไป

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว หยวนหลิงอวี้นัดพบเจอไช่ฉู่เชิงยังร้านอาหารแห่งหนึ่ง ยื่นข้อเสนอให้หลบหนีจากสถานที่แห่งนี้ไปด้วยกัน ระหว่างนั้นเธอหยิบยาสูบจากมวนบุหรี่นำมาเคี้ยวใส่ปาก (เหมือนสมัยนั้นผู้หญิงที่สูบบุหรี่มักถูกมองว่าเป็นคนนิสัยไม่ดี กร้านโลก และอาจทำลายภาพลักษณ์ของหยวนหลิงอวี้ด้วยกระมัง)

โดยปกติแล้วการสูบบุหรี่คือสัญลักษณ์ของ Sex ได้รับความพึงพอใจ ระบายความอึดอัดอั้น สนองความพึงพอใจส่วนบุคคล, ในบริบทของหนังนี้เริ่มต้นคือการอ่อยเหยื่อของหยวนหลิงอวี้ พยายามชักชวนไช่ฉู่เชิงให้หลบหนีไปด้วยกัน แต่ถ้ามองสภาพจิตใจของหญิงสาวขณะนั้น ยาสูบอาจเป็นสิ่งที่ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดในสถานการณ์ขณะนั้น

หยวนหลิงอวี้ได้รับชักชวนเข้าร่วมงานเลี้ยงขอบคุณโปรดิวเซอร์ชาวต่างชาติ ที่นำเข้าเครื่องบันทึกเสียงสำหรับหนังพูด (Talkie) แต่สำหรับเธอตั้งใจให้เป็นคืองานเลี้ยงอำลา (น่าจะได้แรงบันดาลใจจาก Veronika Voss (1991)) พอเริ่มมึนเมาก็เดินไปรอบห้อง จุมพิตแก้มซ้าย-ขวาบุรุษทุกคน และสตรีบางคน เพื่อเป็นการขอบคุณต่อทุกสิ่งอย่าง

ซึ่งระหว่างการจุมพิต 3-4 บุคคลสำคัญๆในชีวิตของหยวนหลิงอวี้ จะมีการแทรกภาพระหว่างงานศพ ที่คนเหล่านั้นจักกล่าวคำร่ำลา หรือแสดงอาการเศร้าโศกเสียใจต่อการจากไปของเธอผู้เป็นที่รักยิ่ง … การตัดต่อในช่วงนี้ถือว่าเป็นการลำดับ หยวนหลิงอวี้ขณะยังมีชีวิต=สิ้นลมหายใจ (ถือว่าตกตายไปตั้งแต่ตอนนี้แล้วละ)

หยวนหลิงอวี้ไม่เพียงจุมพิตไช่ฉู่เชิงยาวนานที่สุด แต่ยังพบเห็นภาพสะท้อนในกระจก (ฝั่งซ้ายมือของภาพ) เพื่อสื่อถึงความรู้สึกภายในที่มีให้มากกว่าคนอื่น … หลายๆฉากก็แอบบอกใบ้ความสัมพันธ์อันลึกซึ้งของทั้งคู่อยู่แล้วนะครับ แต่มันจะเกินเลยเถิดถึงเพศสัมพันธ์ไหม ไม่มีใครตอบได้นอกจากพวกเขาเอง

ซึ่งในงานศพไช่ฉู่เชิงกลับแค่แอบอยู่ด้านหลังผู้คน ไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมแบบบุคคลสำคัญอื่นๆที่กล่าวสุนทรพจน์เคียงข้างเรือนร่างของหยวนหลิงอวี้ ซึ่งเขาก็จะก้มศีรษะ ใบหน้าปกคลุมด้วยความมืดมิด ก่อนเป็นลมล้มพับหมดสติ มิอาจทำใจจากการสูญเสียครั้งที่สอง (อ้ายเฉีย+หยวนหลิงอวี้)

ค่ำคืนแห่งความตายของหยวนหลิงอวี้ จะเต็มไปด้วยกระจกที่บางครั้งเห็นแล้วโคตรหลอน เพราะมันสะท้อนร่างกาย-จิตวิญญาณ เดินเวียนวนไปวนมารอบบ้าน ร่ำลาครอบครัวครั้งสุดท้าย และช็อตที่เธอกำลังรับประทานยานอนหลับ จะพบเห็นดอกไม้ใส่แจกัน (ผมไม่แน่ใจว่าดอกอะไร แต่มันควรจะล้อกับภาพวาด Van Gogh: Oleanders ดอกยี่โถที่ผมเคยอธิบายไป)

ชุดของหยวนหลิงอวี้มองไกลๆเหมือนช่อดอกไม้ม้วนๆ แต่เมื่อมองใกล้ๆจะเห็นเป็นวงกลมหมุนๆ สื่อถึงวังวน ความสับสนในชีวิต เต็มไปด้วยความหมกมุ่นยึดติด จนไม่สามารถดิ้นหลุดพ้นจากโชคชะตากรรม

หนังไม่ได้พยายามสร้างใหม่ให้เหมือนเปะๆ ใครชอบจับผิดก็น่าจะสังเกตได้ไม่ยาก ซึ่งความตั้งใจของผู้กำกับกวนจินเผิง เมื่อถ่ายทำทางฝั่งจางม่านอวี้เสร็จสิ้น จะพบเห็นเธอลืมตาหายใจ คนส่วนใหญ่อาจตีความแค่การนำเสนอเบื้องหลัง vs. ภาพยนตร์ vs. ภาพถ่ายจากหนังสือพิมพ์ แต่ผมมองไกลไปถึงความเป็นอมตะของหยวนหลิงอวี้ (และจางม่านอวี้) แม้ชีวิตจริงลาจากโลกนี้ไป แต่พวกเธอก็ราวกับยังมีชีวิต/ลมหายใจ โลดแล่นบนแผ่นฟีล์ม … ชั่วนิรันดร์

ตัดต่อโดย Peter Cheung, 張耀宗 ขาประจำผลงานของบรูซ ลี และเฉินหลง อาทิ Fist of Fury (1972), The Way of the Dragon (1972), Enter the Dragon (1973), Zu: Warriors from the Magic Mountain (1983), Project A (1983), Long Arm of the Law (1984), Mr. Vampire (1985), Police Story (1985), Rouge (1987), Center Stage (1991), The Legend (1993), The Legend of Drunken Master (1994), Crime Story (1994) ฯลฯ

ฉบับตัดต่อแรกสุดของหนังความยาว 118 นาที (ผมไม่เคยดูฉบับนี้นะ แต่คาดว่าคงไม่มีพวกบทสัมภาษณ์ และเบื้องหลังถ่ายทำ) ต่อมามีการทำ Director’s Cut ความยาว 147 นาที (น่าจะมีแค่บทสัมภาษณ์ของจางม่านอวี้ และเบื้องหลังการถ่ายทำ) และระหว่างการบูรณะ มีการค้นพบฟุตเทจเพิ่มเติม Extended Version นำมาผสมรวมจนกลายเป็น 154 นาที (คงเพิ่มเติมในส่วนบทสัมภาษณ์นักแสดง/ทีมงานคนอื่นๆ ไม่ใช่แค่จางม่านอวี้แต่เพียงผู้เดียว)

  • Original Cut ความยาว 118 นาที (1 ชั่วโมง 58 นาที)
  • Director’s Cut ความยาว 147 นาที (2 ชั่วโมง 27 นาที)
  • Extended Version (4K Restoration) ความยาว 154 นาที (2 ชั่วโมง 27 นาที)

ผมขอยึดตามฉบับที่ได้รับชม Extended Version, หนังดำเนินเรื่องผ่านกองถ่ายภาพยนตร์จากฮ่องกง เดินทางสู่นครเซี่ยงไฮ้เพื่อเตรียมงานสร้าง ถ่ายทำหนังชีวประวัติหยวนหลิงอวี้ ซึ่งจะมีการตัดสลับไปมาระหว่าง

  • พูดคุยกับทีมงาน ผู้กำกับกวนจินเผิง นักแสดง (จางม่านอวี้, หลิวเจียหลิง, เหลียงเจียฮุย ฯ) สัมภาษณ์บุคคลที่ยังมีชีวิตอยู่ขณะนั้น (ผู้กำกับซุนหยู, นักแสดงหลี่ลี่ลี่, เฉินหยานหยาน ฯ) รวมถึงเบื้องหลังการถ่ายทำ
  • เรื่องราวในภาพยนตร์ จางม่านอวี้แสดงเป็นหยวนหลิงอวี้ ระหว่างเซ็นสัญญาอยู่กับสตูดิโอ Lianhua Film Company (1930-35)
  • ภาพนิ่งและฟุตเทจหนังเงียบที่ยังหลงเหลือของหยวนหลิงอวี้
    • Dream of the Ancient Capital, 故都春夢 (1930) กำกับโดยซุนหยู ฟีล์มสูญหายไปแล้ว
    • Wild Flowers by the Road, 野草閒花 (1930) กำกับโดยซุนหยู ฟีล์มสูญหายไปแล้ว
    • The Peach Girl หรือ Peach Blossom Weeps Tears of Blood, 桃花泣血記 (1931) กำกับโดยผู่หยวนชาง
    • Three Modern Women, 三个摩登女性 (1933) กำกับโดยผู่หยวนชาง ฟีล์มสูญหายไปแล้ว
    • Night in the City, 城市之夜 (1933) กำกับโดยเฟยมู่ ฟีล์มสูญหายไปแล้ว
    • Little Toys (1933) กำกับโดยซุนหยู
    • The Goddess, 神女 (1934) กำกับโดยอู๋หย่งกัง
    • A Sea of Fragrant Snow, 香雪海 (1934) กำกับโดยเฟยมู่ ฟีล์มสูญหายไปแล้ว
    • New Women, 新女性 (1935) กำกับโดยไช่ฉู่เชิง

เรื่องราวของหนังสามารถแบ่งเป็น 4 ช่วงเวลา

  • แนะนำนักแสดง/ตัวละคร ยุคแรกๆของหยวนหลิงอวี้กับ Lianhua Film Company
    • บทสัมภาษณ์จางม่านอวี้, ผู้กำกับกวนจินเผิง
    • หยวนหลิงอวี้ กับผลงานในยุคแรกๆที่ Lianhua Film Company (1930-31)
    • ความสัมพันธ์ระหว่างหยวนหลิงอวี้กับครอบครัว และจางต๋าหมิน
  • ยุคที่สองร่วมงานผู้กำกับฝั่งขวา (Leftist Director)
    • บทสัมภาษณ์ผู้กำกับซุนหยู
    • หยวนหลิงอวี้เลิกรากับจางต๋าหมิน คบชู้กับถังจี้ชาน ย้ายครอบครัวไปอยู่บ้านใหม่
    • หยวนหลิงอวี้ต้องการลบล้างภาพลักษณ์เดิมของตนเอง เริ่มต้นใหม่กับผลงาน Three Modern Women (1933)
  • ช่วงเวลาแห่งความขัดแย้ง
    • การถกเถียงสาเหตุผลของโศกนาฎกรรม
    • จางต๋าหมิน พยายามเรียกร้องโน่นนี่นั่น ต้องการคืนดีกับอดีตคนรัก พอไม่สมหวังก็ตัดสินใจฟ้องร้องค่าเสียหาย
    • กลายเป็นเรื่องอื้อฉาวลงข่าวหนังสือพิมพ์ สร้างปัญหาให้ทุกคนรอบข้าง
    • หยวนหลินอวี้กว่าจะแสดงฉากในโรงพยาบาล “I want to live” ทำให้เธอไม่สามารถแยะแยะชีวิตจริง-การแสดงได้อีกต่อไป
  • การตัดสินใจของหยวนหลิงอวี้
    • งานเลี้ยงต้อนรับโปรดิวเซอร์จากต่างประเทศ แต่กลับเป็นการกล่าวคำร่ำลาของหยวนหลิงอวี้
    • ค่ำคืนสุดท้ายของหยวนหลิงอวี้ พร้อมเสียงอ่านจดหมายลาตาย
    • พิธีศพจากการแสดง vs. เบื้องหลังถ่ายทำ vs. ภาพถ่ายจากหน้าหนังสือพิมพ์

วิธีการดำเนินเรื่องแบบ ‘non-narrative’ ด้วยการตัดสลับไปมาระหว่าง บทสัมภาษณ์/เบื้องหลัง vs. การแสดงภาพยนตร์ vs. ภาพนิ่ง/ฟุตเทจจริงๆ ก็เพื่อให้ทุกสิ่งอย่างผสมผสานกลายเป็นอันหนึ่ง … ใครเคยรับชม Rouge (1987) ผลงานก่อนหน้าของผู้กำกับกวนจินเผิง น่าจะตระหนักถึงสไตล์ลายเซ็นต์ แนวคิดที่มีจุดเริ่มต้นจากอัตลักษณ์ทางเพศ แม้ร่างกายเป็นชาย-จิตใจเป็นหญิง (ผกก.กวนจินเผิง เปิดเผยว่าตนเองเป็นคนรักร่วมเพศ!) ขยับขยายสู่แนวคิดหยิน-หยาง หลายๆสิ่งอย่างสามารถรวมเป็นอันหนึ่ง อดีต-ปัจจุบัน ความจริง-เพ้อฝัน เบื้องหน้า-เบื้องหลัง ชีวิตจริง-การแสดง ฯลฯ ด้วยเหตุนี้กระมังเลยตั้งชื่อหนังภาษาอังกฤษ Center Stage เวทีที่อยู่กึ่งกลางของทุกสรรพสิ่งอย่าง


เพลงประกอบโดย Johnny Chen หรือ Chen Huan-Chang, 陳煥昌 (เกิดปี 1958) นักร้อง/นักแต่งเพลง ศิลปิน Mandopop ชื่อเสียงโด่งดังจากไต้หวัน ได้รับชักชวนจากผู้กำกับกวนจินเผิง ร่วมงานทำเพลงประกอบภาพยนตร์ Center Stage (1991) และ Red Rose White Rose (1994)

แม้ว่า Chen Huan-Chang ไม่เคยมีประสบการณ์ทำเพลงประกอบภาพยนตร์มากก่อน อีกทั้งเขาเป็นชาวไต้หวัน ไม่เคยรับรู้จักสไตล์เพลง Shanghainese แถมแนวย้อนยุค 30s อีกต่างหาก! แต่ก็ต้องชมว่ารังสร้างผลงานออกมาได้อย่างน่าประทับใจ เสริมสร้างบรรยากาศนำเข้าสู่เหตุการณ์โศกนาฎกรรมได้อย่างมืดหมองหม่น ด้วยท่วงทำนองพื้นบ้านจีน บางครั้งก็ดนตรีคลาสสิก (Tradition Eastern vs. Modern Western) ในรูปแบบ diegetic (พบเห็นนักแสดงร้อง-เล่น-เต้น) และ non-diegetic (Soundtrack ประกอบพื้นหลัง) 

ขอเริ่มที่บทเพลง Wild Grass and Flowers in Spring, 野草閒花蓬春生 ขับร้องโดย Tracy Huang หรือ หวงอิงอิง, 黃鶯鶯 ศิลปินชาวไต้หวัน, คำร้องเดียวกับ Burial of Heart แต่ในสไตล์ดนตรีพื้นบ้านจีน แล้วนำไปเปิดบนเครื่องเล่นแผ่นเสียง (Gramophone) บันทึกเสียงอีกรอบเพื่อให้ได้สัมผัสความเก่าๆ โบร่ำราณ ดังขึ้นพร้อมภาพถ่ายของหยวนหลิงอวี้ สิ่งที่ยังหลงเหลือของนักแสดงสาวผู้เป็นตำนาน

Soundtrack ส่วนใหญ่ของหนังจะเน้นสร้างบรรยากาศอึมครึม หมองหม่น บางครั้งเพียงเปียโน บางครั้งใช้เสียงสังเคราะห์ บางครั้งยกมาทั้งออร์เคสตร้า เพื่อนำทางความรู้สึกผู้ชมไปสู่เหตุการณ์โศกนาฎกรรม แต่มันจะไม่ใช่มืดจนมิด หมองจนดำสนิท เพราะสภาพจิตใจของหยวนหลิงอวี้ ไม่เคยแสดงความหมดสิ้นหวังอาลัย แค่วิธีการของเธอในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจ มันสุดโต่งแบบไม่ยี่หร่าอะไรทั้งนั้น

我好快樂 แปลว่า I’m so happy. เป็นบทเพลงที่สะท้อนสภาวะทางอารมณ์หยวนหลิงอวี้ ในค่ำคืนสุดท้ายของชีวิต ระหว่างกำลังเตรียมการกระทำอัตวินิบาต แม้มีบรรยากาศหวิวๆ หลอนๆ เริ่มต้นด้วยเสียงเปียโนทุ้มต่ำ แต่ไม่ได้มอบความรู้สึกท้อแท้สิ้นหวัง เหมือนเพียงชีวิตดำเนินไป พร้อมแล้วจะเผชิญหน้าความตาย อะไรจะเกิดขึ้นฉันก็ยินยอมรับได้ ไม่รู้สึกสูญเสียใจใดๆทั้งนั้น

Buried My Heart, 葬心 ทำนองโดย Chen Huan-Chang, คำร้องโดย Yao Ruolong, ขับร้องโดย หวงอิงอิง ซึ่งก็คือบทเพลงเดียวกับ Wild Grass and Flowers in Spring แต่ในสไตล์ Modern Music ด้วยไวโอลิน และเครื่องดนตรีไฟฟ้า ดังขึ้นตอน Closing Credit

Chen Huan-Chang เล่าให้ฟังถึงประสบการณ์เหนือธรรมชาติ ในค่ำคืนระหว่างแต่งบทเพลงนี้ เหมือนได้ยินเสียงแว่ว ใครสักคนกำลังฮัมท่วงทำนอง โดยไม่รู้ตัวมือเขียนโน๊ตตาม แล้วเสร็จภายในสามชั่วโมง โทรศัพท์ติดต่อหาหวงอิงอิง ทักถามเหมือนได้ยินเสียงผู้หญิงร้องไห้อยู่ปลายสาย … ก็ไม่น่าจะเป็นใครอื่น!

Butterfly fly away, heart is not there
Who will wipe away the tears in the long night
It’s a little bit of greed, a little bit of dependence, a little bit of love
The old fate should be difficult to replace with sorrow
How can you stand this one guessing over there?
People’s words merge into sorrow
The hardships given by God are not to blame
Never should never be afraid of loneliness
Lin Hua thanked and buried her heart
Where will he be when Chunyan returns?
The hardships given by God are not to blame
Never should never be afraid of loneliness
Butterfly fly away, heart is not there
Who will wipe away the tears in the long night
Lin Hua thanked and buried her heart
Where will he be when Chunyan returns?

เกร็ด: คำแปลบทเพลงนี้จงใจค้างคำ Lin Hua และ Chunyan ซึ่งจะสื่อถึงบุคคลก็ได้ แต่ความหมายจริงๆ 林花 แปลว่าดอกไม้ป่า, 春燕 หมายถึงฤดูใบไม้ผลิ

When filming ‘Center Stage’, what I was most interested in was not reshaping Ruan Lingyu’s life, I just wanted to use the medium of film to explore the essence of film, its true and false. I never believed that film could be 100% presenting reality, it can only restore a reality, a smell of movie life.

ผู้กำกับกวนจินเผิง

ระหว่างรับชม Center Stage (1991) ทำให้ผมระลึกนึกถึง All That Jazz (1979), Veronika Voss (1982), I’m Not There (2007) ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นภาพยนตร์ Biopic ที่มีความผิดแผก แปลกประหลาด ด้วยวิธีการสุดพิศดาร ไม่ได้นำเสนอตามอย่างสูตรสำเร็จ ‘Narrative Film’ แบบทั่วๆไป ท้าทายให้ผู้ชมขบครุ่นคิดตั้งคำถาม ว่าผู้กำกับต้องการนำเสนออะไรออกมา?

การผสมผสานระหว่าง บทสัมภาษณ์/เบื้องหลัง vs. การแสดงภาพยนตร์ vs. ภาพนิ่ง/ฟุตเทจจริงๆ อย่างที่ผมอธิบายไปแล้วว่ามีจุดเริ่มต้นจากอัตลักษณ์ทางเพศของผู้กำกับกวนจินเผิง แม้ร่างกายคือชาย-จิตใจกลับเป็นหญิง ขยับขยายสู่แนวคิดหยิน-หยาง ต้องการผสมผสานหลายสิ่งอย่างรวมเป็นอันหนึ่ง อดีต-ปัจจุบัน ความจริง-เพ้อฝัน เบื้องหน้า-เบื้องหลัง ชีวิตจริง-การแสดง ฯลฯ เพื่อชักชวนผู้ชมให้ขบครุ่นคิด ค้นหาเหตุผล ทำไมหยวนหลิงอวี้ ถึงกระทำการอัตวินิบาต?

แม้การฆ่าตัวตายของหยวนหลิงอวี้จะมีคำอธิบาย เขียนจดหมายถึงสองฉบับ จู่โจมตีพฤติกรรมของสื่อที่ทำให้เธอไม่รู้จักแก้ปัญหาอย่างไร แต่มันก็ยังแปลกพิศดาร ทุกสิ่งอย่างตระเตรียมการมาอย่างดี ไม่มีสิ่งใดๆหลงเหลือติดค้างคาใจ แถมหนังยังนำเสนอฉากงานเลี้ยงร่ำลาอีกต่างหาก มันช่างดูเหมือน Anti-Psychology ใช้เหตุผลทางจิตวิทยามาอธิบายอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง!

ถ้าเรามองโศกนาฎกรรมดังกล่าวแบบเพียงผิวเผิน ก็อาจโทษว่ากล่าวโชคชะตา ตำหนิพฤติกรรมเห็นแก่ตัว/สนเพียงเงินของจางต๋าหมิน และความไร้จริยธรรมของสื่อยุคสมัยก่อน (ปัจจุบันก็ดูไม่ได้พัฒนาขึ้นสักเท่าไหร่!) แต่ปัญหาแท้จริงล้วนมาจากตัวของหยวนหลิงอวี้ ที่ไม่สามารถหักห้ามใจตนเอง กระทำสิ่งขัดต่อศีลธรรมจรรยา และเมื่อสังคมถูกตั้งข้อครหาก็ปฏิเสธการเผชิญหน้า ฆ่าตัวตายเหมือนเพื่อหลบหนีปัญหา

แต่การกระทำอัตวินิบาตของหยวนหลิงอวี้ ในความครุ่นคิดเห็นของผู้กำกับกวนจินเผิง ยังพยายามชี้นำถึงอิทธิพลจาก ‘ความเป็นนักแสดง’ ปะติดปะต่อหลายๆฉากในผลงานหนังเงียบ ที่สามารถสะท้อนเรื่องราวชีวิต ทำให้เกิดความสับสนระหว่างโลกความจริง-มายาการแสดง เมื่อถึงจุดๆหนึ่งเธออาจไม่สามารถแยกแยะความแตกต่าง (ระหว่างชีวิตกับละคร โดยเฉพาะฉากในโรงพยาบาล “I want to live”) หาคำตอบไม่ได้ว่าฉันควรแสดงออกต่อเหตุการณ์บังเกิดขึ้นนี้เช่นไร เลยเลือกแก้ปัญหาแบบนางเอก ฆ่าตัวตายเพื่อเรียกร้องความสนใจ

If I was famous…
If I was a legend…
Then I had to die when I was most beautiful.

เหลียงเจียฮุย

ในภาพยนตร์ Rouge (1987) ผู้กำกับกวนจินเผิงตั้งคำถามถึงอุดมคติแห่งรัก ชาย-หญิงในอดีตยินยอมพร้อมยอมตกตายตามกันเพื่อพิสูจน์รักแท้ แต่หนุ่ม-สาวสมัยใหม่ให้ตายยังไงก็ไม่ยินยอมพร้อมใจ! สำหรับ Center Stage (1991) ก็มีการตั้งคำถามคล้ายๆกันนี้กับจางม่านอวี้ แม้เธอมีหลายๆสิ่งอย่างเหมือนหยวนหลิงอวี้ แต่ไม่ว่าอะไรยังไง ฉันจะไม่ยินยอมฆ่าตัวตายเพื่อกลายเป็นตำนาน … แต่เธอก็ออกจากวงการในช่วงเวลาที่ยังสวยสาว (ตอนอายุ 40 ปี) คงความกระพัน กลายเป็นอีกตำนานค้างฟ้าไม่ต่างกัน!

ชื่อหนังภาษาไทย สตรีที่โลกแกล้งให้แพงน้ำตา (นำเข้าโดยสหมงคลฟีล์ม) ช่างมีความสลับซับซ้อนยิ่งนัก! สตรีย่อมหมายถึงหยวนหลิงอวี้, โลกแกล้งคือการถูกสังคมตำหนิต่อว่า อดีตคนรักทรยศหักหลัง, แพงน้ำตา น่าจะสื่อถึงผลกระทบจากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้เธอคิดสั้นฆ่าตัวตาย สร้างความเศร้าเสียใจให้ผู้คนมากมายจนมิอาจประเมินมูลค่าได้ (หรือจะมองว่าเป็นความเจ็บปวดของหยวนหลิงอวี้ที่มีราคามหาศาล)

อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้ชมส่วนใหญ่อาจไม่เอะใจ แต่เพราะผมเพิ่งรับชม Rouge (1987) เลยตะหนักถึงความ ‘queer’ ของ Center Stage (1991) สะท้อนรสนิยม(ทางเพศ)ของผู้กำกับกวนจินเผิง พบเห็นตั้งแต่ฉากแรกๆที่บรรดาหนุ่มๆเปลือยกายท่อนบนเข้าห้องอาบน้ำ/อบซาวน่า มาจนถึงช่วยท้ายๆในงานเลี้ยงร่ำลาที่หยวนหลิงอวี้ โอบกอดจุมพิตแก้มซ้าย-แก้มขวา ไม่เว้นแม้เพศชาย-หญิง ก็ไม่รู้เหล่านั้นคือเหตุการณ์จริงหรือผู้กำกับเพิ่มเติมเข้ามา แต่ก็สะท้อนแนวคิดสองฟากฝั่งขั้วตรงข้าม ผสมผสานรวมตัวกลายเป็นอันหนึ่ง กึ่งกลาง Center Stage!


เมื่อเข้าฉายเทศกาลหนังเมือง Berlin ได้เสียงตอบรับเป็นอย่างดี และจางม่านอวี้คว้ารางวัล Silver Berlin Bear: Best Actress ถือเป็นนักแสดงจีนคนแรก (รวมถึงฮ่องกงและไต้หวัน) ที่สามารถคว้ารางวัลจากเทศกาลหนังใดๆในยุโรป (โดยเฉพาะ Big 3) เรียกว่าเป็นผู้บุกเบิกความสำเร็จให้กับวงการภาพยนตร์จีนเลยก็ว่าได้!

แม้หนังได้รับเสียงชื่นชมระดับนานาชาติ แต่ทั้งฮ่องกงและไต้หวัน กลับไม่สามารถคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แต่สาขานักแสดงนำหญิง ไม่มีใครสามารถแก่งแย่งชิงไปจากขุ่นแม่

  • Hong Kong Film Awards
    • Best Picture พ่ายให้กับ Cageman (1992)
    • Best Director
    • Best Actress (จางม่านอวี้) ** คว้ารางวัล
    • Best Original Screenplay
    • Best Cinematography ** คว้ารางวัล
    • Best Art Direction ** คว้ารางวัล
    • Best Makeup & Costume Design
    • Best Original Score ** คว้ารางวัล
    • Best Original Song บทเพลง Burning Heart, 葬心 ** คว้ารางวัล
  • Golden Horse Film Festival
    • Best Feature Film พ่ายให้กับ A Brighter Summer Day (1991)
    • Best Director
    • Best Actress (จางม่านอวี้) ** คว้ารางวัล
    • Best Original Screenplay
    • Best Cinematography ** คว้ารางวัล
    • Best Film Editing
    • Best Art Direction
    • Best Makeup & Costume Design
    • Best Original Score
    • Best Original Song บทเพลง Burning Heart, 葬心
    • Best Sound Recording

ปัจจุบันหนังได้รับการบูรณะคุณภาพ 4K แล้วเสร็จสิ้นเมื่อปี 2021 ผมเชื่อว่าน่าจะมีโอกาสสูงเข้าฉายในไทย แต่สำหรับคนไม่อยากรอสามารถหาชมออนไลน์ได้ทาง Criterion Channal, Amazon Prime, iQiYi หรือจะซื้อ Blu-Ray ของค่าย Film Movement คุณภาพค่อนข้างดีทีเดียว และหน้าปกสวยมากๆ (Criterion ยังไม่มี Blu-Ray เรื่องนี้นะครับ แต่เชื่อว่าไม่น่าพลาดละ!)

หลังจากรับชม Rouge (1987) ไปเมื่อหลายวันก่อน มันเลยสร้างความคาดหวังให้ผมมากๆในการรับชม Center Stage (1991) … ก็ถึงขนาดลัดคิวแผนอื่นที่เตรียมไว้ … ผลลัพท์ก็ไม่ผิด แม้ไม่ถึงขั้นหลงใหลคลั่งไคล้ แต่ก็ชื่นชอบประทับใจในลูกเล่นลีลา วิธีการนำเสนอที่แปลก และชักชวนให้ผู้ขบครุ่นคิดถึงสาเหตุผล เพราะอะไร? ทำไม? ดาวดาราที่เจิดจรัสถึงมีจุดจบเช่นนั้น

ก่อนจะรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ผมอยากแนะนำให้ศึกษาชีวประวัติ และหาผลงานของหยวนหลิงอวี้ อาทิ Little Toys (1933), The Goddess (1934), New Women (1935) ฯลฯ หลายๆเรื่องสามารถรับชมได้ทาง Youtube มาเตรียมความพร้อม จะทำให้สามารถเข้าใจอะไรๆได้เพิ่มมากขึ้น

แนะนำคอหนังย้อนยุค ดราม่า-โรแมนติก ประเทศจีนทศวรรษ 30s, บรรดานักข่าว นักหนังสือพิมพ์, สนใจประวัติศาสตร์ภาพยนตร์, คนทำงานสายการแสดง นักออกแบบ สถาปนิก แฟชั่นดีไซเนอร์, ศิลปินที่หลงใหลศิลปะสไตล์ Art Deco, แฟนคลับจางม่านอวี้ และโดยเฉพาะใครที่รับรู้จักหยวนหลิงอวี้ เรื่องนี้ห้ามพลาดเด็ดขาด!

จัดเรต 13+ กับการเดินทางสู่โศกนาฎกรรม

คำโปรย | Center Stage ภาพยนตร์ชีวประวัติกึ่งสารคดีหยวนหลิงอวี้ ที่มีจางม่านอวี้และผู้กำกับกวนจินเผิง ชักชวนให้ขบครุ่นคิดถึงสาเหตุผล เพราะอะไร? ทำไม? ดาวดาราที่เจิดจรัสถึงมีจุดจบเช่นนั้น
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ชื่นชอบ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: