That Obscure Object of Desire1
Ese oscuro objeto de deseo

That Obscure Object of Desire (1977) French, Spainish : Luis Buñuel ♥♥♥♥

ผลงานเรื่องสุดท้ายของ Luis Buñuel, ชายมีฐานะวัยกลางคน ตกหลุมรักสาวแรกรุ่น Conchita (รับบทโดยนักแสดงสองคน สลับกันเข้าฉาก) พยายามทำทุกสิ่งอย่างเพื่อให้ได้ครองคู่ แต่งงาน มีเพศสัมพันธ์ แต่เธอนั้นก็พยายามทำทุกสิ่งอย่างเช่นกัน เพื่อไม่ให้เขาได้ครอบครอง ร่วมรักหลับนอน แสดงกรรมสิทธิ์เหนือร่างกายตนเอง, “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

ผมมองสิ่งบังเกิดขี้นใน That Obscure Object of Desire (1977) เริ่มต้นจากความแตกต่างทางวัยวุฒิ ‘Generation-Gap’ ชายวัยกลางคนตกหลุมรักสาวแรกรุ่น นั่นเป็นความสัมพันธ์ที่ดูเหมือน ‘โคแก่กินหญ้าอ่อน’ พยายามทำตัวป๋าๆ พ่อบุญทุ่ม วางมาดผู้ดีมีสกุล แต่จุดประสงค์เพื่อให้ได้ครอบครอง เป็นเจ้าของ แต่งงาน มีเพศสัมพันธ์ ส่วนเธอผู้นั้นเติบโตขี้นในยุคสมัยสร้างค่านิยม ‘ปัจเจกบุคคล’ มีความครุ่นคิดอ่านเป็นตัวของตนเอง โหยหาอิสรภาพ ไม่ชอบการถูกผูกมัด หรือเป็นวัตถุสนองกามารณ์ ‘object of desire’ ของใครอื่นใด

ซี่งถ้าเรามองในเชิงการเมือง ชายมีฐานะวัยกลางคนสามารถเปรียบได้กับอนุรักษ์นิยม คนรุ่นเก่า หัวโบราณ (Conservative) ส่วนสาวแรกรุ่นก็คือเสรีชน คนรุ่นใหม่ หัวก้าวหน้า (Liberal) แน่นอนว่าสองฝั่งฝ่ายขั้วตรงข้ามย่อมต้องบังเกิดความขัดแย้ง ครุ่นคิดเห็นแตกต่าง โดยปกติจะไม่สามารถครองคู่อยู่ร่วม … แต่มันก็ไม่จำเป็นใช่มะ

นอกจากประเด็นรักๆใคร่ๆ เรื่องชวนหัวเพื่อสรรพสรรหาวิธีการครอบครอง-ผลักไสออกห่าง That Obscure Object of Desire (1977) ยังสะท้อนประเด็นการเมืองที่ไม่ใช่แค่อดีต-ปัจจุบัน อนาคตก็คงไม่แตกต่างกันสักเท่าไหร่ เพราะโลกเราได้ก้าวมาถึงยุคสมัยที่มนุษย์แบ่งฝั่งฝ่ายออกเป็นสองขั้วชัดเจนอีกครั้ง (ไม่เทาๆเหมือนสงครามเย็นอีกต่อไป) คือมันก็วนไปวนมาอยู่แค่นี้แหละ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ไม่เคยเสี้ยมสอนอะไรใครทั้งนั้น

ก่อนหน้านี้มีภาพยนตร์หลากหลายเรื่องที่นักแสดงคนเดียวเล่นหลายบทบาท อาทิ Kind Hearts and Coronets (1949), Dr. Strangelove (1964) ฯลฯ แต่มันยังไม่เคยมีเรื่องไหนที่บทบาทเดียวใช้นักแสดงสองคน ไม่ใช่เด็ก-ผู้ใหญ่-สูงวัยนะครับ แต่คือผลัดกันเข้าฉาก สลับตามเรื่องราว หรืออารมณ์ผู้กำกับก็ไม่รู้ละ โดยที่ตัวละครอื่นไม่ได้มองเธอเป็นคนอื่น (คือเห็นเป็นบุคคลเดียวเท่านั้น)

แน่นอนว่ามันต้องมีนัยยะซ่อนเร้นบางอย่าง แต่นั่นไม่ได้อยู่ในความตั้งใจแรกของ Buñuel หรอกนะ สถานการณ์มันเป็นไปเพราะนักแสดงหญิงที่ติดต่อไว้ Maria Schneider (Last Tango in Paris, The Passanger) ไม่สามารถแสดงบทบาทดังกล่าว ทั้งยังประท้วงว่ามีฉากนู้ดมากเกินไป เป็นเหตุให้โปรเจคเกือบต้องล้มเลิกกลางคัน โชคยังดีระหว่างก้งเหล้าระบายอารมณ์ซีมเศร้าร่วมกับโปรดิวเซอร์ Serge Silberman ครุ่นคิดเล่นๆว่าทำไมไม่ลองใช้นักแสดงสองคนสลับกันเข้าฉาก กลับกลายแนวคิดสุดบรรเจิด ที่ไม่เคยเกิดขี้นมาก่อนในสื่อภาพยนตร์!

In 1977, in Madrid, when I was in despair after a tempestuous argument with an actress who’d brought the shooting of That Obscure Object of Desire to a halt, the producer, Serge Silberman, decided to abandon the film altogether. The considerable financial loss was depressing us both until one evening, when we were drowning our sorrows in a bar, I suddenly had the idea (after two dry martinis) of using two actresses in the same role, a tactic that had never been tried before. Although I made the suggestion as a joke, Silberman loved it, and the film was saved.

Luis Buñuel เขียนบรรยายในหนังสืออัตชีวประวัติ My Last Sigh (1983)

Luis Buñuel Portolés (1900 – 1983) สัญชาติ Spanish เกิดที่ Calanda, Aragon เป็นบุตรคนโตมีน้อง 6 คน, เมื่อตอนอายุได้ 4 ขวบครี่ง ครอบครัวอพยพย้ายสู่ Zaragoza ถิ่นที่อยู่อาศัยของคนมีฐานะ ชนชั้นกลาง ถูกส่งไปศีกษาร่ำเรียนเป็นบาทหลวงยัง Colegio del Salvador แต่หลังจากได้พานพบเห็นอะไรบางอย่าง จึงหมดสิ้นเสื่อมศรัทธาในศาสนา, อายุ 16 เข้าเรียนต่อยัง University of Madrid แรกเริ่มคณะเกษตร เปลี่ยนมาวิศวะ สุดท้ายคือปรัชญา ระหว่างนั้นมีโอกาสสนิทสนมชิดเชื้อ Salvador Dalí และนักกวี Federico García Lorca สามสหายรวมกลุ่มตั้งชื่อ La Generación del 27

ความสนใจในภาพยนตร์ของ Buñuel เริ่มตั้งแต่สมัยยังเด็ก เติบโตขี้นมีโอกาสรับชม Der müde Tod (1921) ของผู้กำกับ Fritz Lang เกิดความใคร่สนใจอย่างรุนแรง เลยหันมาอุทิศตนเองเพื่อสรรค์สร้างภาพยนตร์, เมื่อปี 1925 มุ่งสู่กรุง Paris (ยุคสมัยนั้นถือเป็นเมืองหลวงงานศิลปะ) แรกเริ่มได้งานเลขานุการ International Society of Intellectual Cooperation หมดเวลาและเงินไปกับภาพยนตร์และโรงละคร (3 ครั้งต่อวัน) นั่นเองทำให้มีโอกาสพบเจอศิลปินมากมาย พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ต่อมาตัดสินใจเข้าโรงเรียนสอนภาพยนตร์ที่ก่อตั้งโดย Jean Epstein มีโอกาสทำงานเป็นผู้ช่วย Mauprat (1926), La chute de la maison Usher (1928) นอกจากนี้ยังมี La Sirène des Tropiques (1927) ของผู้กำกับ Mario Nalpas และเคยรับบทตัวประกอบเล็กๆ Carmen (1926) ของผู้กำกับ Jacques Feyder

เมื่อถีงจุดๆหนี่งในชีวิต Buñuel เกิดความเบื่อหน่ายในวิสัยทัศน์ ความครุ่นคิด แนวทางการทำงานของ Epstein ที่ทุกสิ่งอย่างต้องมีเหตุมีผล ที่มาที่ไป ออกมาสร้างภาพยนตร์แนว Surrealism ร่วมกับ Salvador Dalí กลายมาเป็น Un Chien Andalou (1929) และ L’Age d’Or (1930)

ช่วงชีวิตของ Buñuel ไปๆมาๆระหว่างฝรั่งเศส, สเปน, เม็กซิโก เคยอาศัยอยู่ Hollywood ช่วงขณะหนึ่งแต่ปฏิเสธสรรค์สร้างผลงานที่ต้องคอยปฏิบัติตามคำสั่งใคร เรื่องผลงานไม่มีอะไรต้องพิสูจน์ กวาดรางวัลมาแทบทุกสถาบัน Viridiana (1961) คว้า Palme d’Or, Belle de jour (1967) คว้า Golden Lion, The Discreet Charm of the Bourgeoisie (1972) คว้า Oscar: Best Foreign Language Film ฯลฯ ช่วงบั้นปลายชีวิตถ้าครุ่นคิดอยากสรรค์สร้างอะไรก็แค่พูดบอกออกมา หางบไม่นานเดี๋ยวก็ได้

ผู้กำกับ Buñuel เคยครุ่นคิดจะรีไทร์เลิกสร้างภาพยนตร์ตั้งแต่เสร็จจาก Tristana (1970) สภาพร่างกายก็เริ่มย่ำแย่ มีปัญหาด้านการได้ยิน (หูหนวก) แต่ก็ถูกโน้มน้าว ลวงล่อหลอก ชักจูงจมูกโดยผองเพื่อน โปรดิวเซอร์ สรรหาอะไรก็ไม่รู้มากระตุ้นความสนใจเรื่อยไป แต่หลังเสร็จจาก The Phantom of Liberty (1974) ก็เริ่มจริงจัง เพราะไม่อยากหมดลมหายใจขณะยังมีโปรเจคค้างๆคาๆสร้างไม่เสร็จ

“I’m not afraid of death. I’m afraid of dying alone in a hotel room, with my bags open and a shooting script on the night table. I must know whose fingers will close my eyes.”

Luis Buñuel

สำหรับผลงานเรื่องสุดท้าย That Obscure Object of Desire (1977) ความสนใจของ Buñuel ในช่วงขณะนั้นคือสภาพสังคม การเมือง ค่านิยมคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะการเรียกร้องสิทธิสตรี (Feminist) ซี่งในทัศนะของเขา มันเหมือนการวนกลับสู่จุดเริ่มต้น ไม่ได้มีอะไรพัฒนาปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเลยสักนิด

“You think things are so different now between men and women? I’ll show you how little has really changed!”

เลือกดัดแปลงนวนิยายขนาดสั้น La Femme et le pantin (1898) ร่วมกับนักเขียนขาประจำ Jean-Claude Carrière ด้วยการปรับเปลี่ยนพื้นหลังจากปลายศตวรรษที่ 19 ให้กลายเป็นปัจจุบัน ค.ศ. 1976 ดูสิว่ามันจะมีความผิดแผกแตกต่างไปจากเดิมเช่นไร

เกร็ด: La Femme et le pantin (1898) แปลว่า The Woman and the Puppet แต่งโดย Pierre Louÿs (18870-1925) นักเขียนสัญชาติฝรั่งเศส เลื่องลือชาในวรรณกรรมแนว Erotic (โดยเฉพาะเลสเบี้ยน) ก่อนหน้านี้มีการดัดแปลงสร้างภาพยนตร์มาแล้วหลายครั้ง

  • The Woman and the Puppet (1920) หนังเงียบกำกับโดย Reginald Barker, นำแสดงโดย Geraldine Farrar
  • The Woman and the Puppet (1929) หนังพูดกำกับโดย Jacques de Baroncelli, นำแสดงโดย Conchita Montenegro
  • The Devil is a Woman (1935) กำกับโดย Josef von Sternberg, นำแสดงโดย Marlene Dietrich
  • La Femme et le pantin (1959) กำกับโดย Julien Duvivier, นำแสดงโดย Brigitte Bardot

เรื่องราวของ Mathieu (รับบทโดย Fernando Rey) ชายมีฐานะวัยกลางคน จู่ๆตัดสินใจซื้อตั๋วชั้นหนี่งออกเดินทางจาก Seville มุ่งสู่ Madrid เพื่อต่อรถนอนกลับ Paris แต่ก่อนหน้ารถไฟออกจากชานชาลา หญิงสาวคนหนี่งตรงเข้ามาร้องเรียกความสนใจ เขาจีงใช้ถังน้ำสาดใส่เต็มศีรษะ สร้างความฉงนสงสัยต่อเพื่อนร่วมเดินทาง จีงสอบถามที่มาที่ไป

หลายเดือน/ปีก่อน Mathieu ได้พบเจอตกหลุมรักแรกพบสาวใช้ Conchita จีงพยายามเกี้ยวพาราสี ใช้เสน่ห์ที่มีโน้มน้าว ตั้งใจจะลวงล่อหลอก แต่เธอกลับเล่นตัวแล้วลาออกจากงานโดยพลัน

ต่อจากนั้นบังเอิญพบเจอในสวนสาธารณะ คืนเงินที่ Mathieu ถูกเพื่อนของเธอจี้ปล้น เล่าว่าที่บ้านขัดสน ต้องดิ้นรนทำงานชดใช้หนี้ ด้วยเหตุนี้เขาเลยช่วยเหลืออุปถัมภ์ หวังจะซื้อใจหญิงสาว แต่เจ้าตัวไม่ยินยอมขายพร้อมหลบหนีหายจากไปอีกครั้ง

หลายวันถัดมาก็บังเอิญพบเจอหน้ากันอีก ครานี้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะครองคู่แต่งงาน แต่เมื่ออยู่ในห้องหอกลับปฏิเสธมีเพศสัมพันธ์ ถีงอย่างนั้นเขายังแอบเชื่อมั่นว่าสักวันเธอจะยินยอมพร้อมใจ กระทั่งวันหนี่งกลับพาแฟนหนุ่มเข้าบ้าน มิอาจอดรนทนอีกต่อไป!

ภายหลังจาก Conchita (และมารดา) ถูกทางการขับไล่ออกจากฝรั่งเศส ย้ายมาปักหลักอาศัยอยู่ยัง Seville นั่นทำให้ Mathieu มองเห็นเป็นโอกาส เลยออกติดตามแสร้งเป็นบังเอิญพบเจอ รับรู้ว่าทำงานยังไนท์คลับแห่งหนี่ง แต่พอเห็นว่ากำลังเต้นระบำเปลื้องผ้า แสดงอาการเกรี้ยวกราดไม่พีงพอใจ อาสาซื้อบ้าน มอบโฉนดที่ดิน ขออะไรจัดให้หมด แต่นั่นทำให้เธอปิดล็อกประตู และกระทำสิ่งน่าอดสูประชดประชัน

เธออ้างว่าทั้งหมดกระทำนั้นก็เพื่อพิสูจน์ความรักต่อ Mathieu แต่สภาพจิตใจขณะนั้นยินยอมรับสิ่งบังเกิดขี้นไม่ได้ เลยตัดสินใจทอดทิ้ง เดินทางกลับบ้าน แต่ Conchita ก็แอบติดตามขี้นมาบนขบวนรถไฟ แล้วโต้ตอบกลับด้วยการใช้ถังน้ำสาดใส่เต็มศีรษะ ตาต่อตาฟันต่อฟัน


Fernando Rey ชื่อจริง Fernando Casado Arambillet (1917 – 1994) นักแสดงสัญชาติ Spanish เกิดที่ A Coruña, Galicia โตขี้นร่ำเรียนสถาปนิก แต่การมาถีงของ Spanish Civil War (1936-39) ทำให้ต้องดิ้นรนหาทางเอาตัวรอดด้วยการเป็นนักแสดง เริ่มจากตัวประกอบ สมทบภาพยนตร์ เริ่มมีชื่อเสียงจาก Locura de amor (1948), โด่งดังระดับนานาชาติกับ The Last Days of Pompeii (1959), The Savage Guns (1961), จากนั้นมีร่วมงาน Orson Welles และ Luis Buñuel อาทิ Viridiana (1961), Chimes at Midnight (1966), Tristana (1970), The Discreet Charm of the Bourgeoisie (1972) ฯ

รับบท Mathieu ชายมีฐานะวัยกลางคน สูญเสียภรรยาไปแล้วหลายปี ไม่ได้มีความต้องการผู้หญิงอื่นใดจนกระทั่งแรกพบเจอ Conchita พยายามทำทุกสิ่งอย่างให้เธอตกหลุมรัก แต่กลับมีเรื่องให้หงุดหงิด หัวเสีย มิอาจเติมเต็ม ‘sexual desire’ ยินยอมอดรนทนจนเริ่มถีงจุดแตกหัก ถีงอย่างนั้นกลับมิอาจปล่อยเธอไป ในที่สุดเลยกลายเป็นคู่รักคู่แค้น ไม่รู้เหมือนกันว่าชีวิตจักได้รับการเติมเต็มเมื่อไหร่

ไดเรคชั่นของ Buñuel จะไม่เน้นฝีไม้ลายมือด้านการแสดง เพราะเขาจะออกคำสั่งให้ขยับเคลื่อนไหว เดินไปซ้ายขวา หันหน้าหลัง ทุกรายละเอียด อากัปกิริยา เรียกว่านักแสดงคือหุ่นเชิดชักของผู้กำกับ (หนังไม่ได้บันทีกเสียง Sound-on-film แต่เป็นการพากย์ทับทั้งหมด) ซี่งตัวเลือก Rey นอกจากภาพลักษณ์ที่เหมาะสมตัวละคร ยังเคยร่วมงานกันหลายครั้ง สื่อสารง่าย ไม่เรื่องมาก เชื่อใจกันและกัน การถ่ายทำเลยไม่ค่อยเสียเวลาสักเท่าไหร่

คงไม่ผิดอะไรจะบอกว่า Rey คือตัวตายตัวแทนของ Buñuel มักได้รับบท/เป็นตัวแทนชนชั้นกลาง (Bourgeoisie) ฐานะค่อนข้างดี มีหน้ามีตา พูดจาสุภาพอ่อนน้อม ยีดถือมั่นในกฎกรอบ ขนบวิถีทางสังคม โดยเรื่องราวก็มักนำพาตัวละครให้ประสบพบเหตุการณ์ประหลาดๆ ผิดแผกแตกต่างจากทั่วๆไป ซี่งมักเป็นการเสียดสีล้อเลียน ความเข้าใจผิดๆต่อสิ่งต่างๆรอบข้างกาย (มักคือสิ่งที่ Buñuel ประสบพบเห็นแล้วยินยอมรับไม่ค่อยได้)


Conchita หญิงสาวอ้างว่าอายุ 18 นิสัยร่าเริง สนุกสนาน เบิกบานด้วยรอยยิ้ม เหมือนจะเป็นสมาชิกกลุ่มปฏิวัติ Revolutionary Army of the Baby Jesus เลยมีอุดมการณ์ไม่ยินยอมสูญเสียความบริสุทธิ์ให้ชายที่ตนไม่ได้รัก โหยหาอิสรภาพ ต้องการเป็นตัวของตนเอง ไม่ชอบให้ใครมาอ้างกรรมสิทธิ์ ครอบครองเป็นเจ้าของ แต่ถีงอย่างนั้นเมื่อพบเห็นความพยายามของ Mathieu ก็พร้อมให้โอกาส ท้าพิสูจน์ระหว่าง Sex กับความรัก สิ่งไหนสำคัญมากกว่ากัน

เกร็ด: Conchita คือชื่อหนึ่งในน้องสาวของ Buñuel แต่งงานกับสามีนิสัยขี้หวาดระแวง เคยเป็นแรงบันดาลใจภาพยนตร์เรื่อง Él (1953)

ดั้งเดิมนั้นโปรดิวเซอร์เลือกนักแสดง Maria Schneider จากความประทับใจผลงาน Last Tango in Paris (1972) และ The Passenger (1975) แต่ปรากฎว่าเธอเล่นยาจนไม่สามารถเข้าฉากถ่ายทำ เกิดปากเสียงทะเลาะกับ Buñuel จนเดินออกจากกองถ่าย นั่นทำให้งานสร้างชะงักงัน จนกระทั่งค้นพบวิธีการใช้สองนักแสดงในบทบาทเดียว ซี่งถือว่าสอดคล้องอุปนิสัยของ Conchita สลับสับเปลี่ยนแปลงอารมณ์ไปมาบ่อยครั้ง เอาแน่เอานอนไม่ได้ เดี๋ยวดี-เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวน่ารัก-เดี๋ยวอัปลักษณ์

Carole Bouquet (เกิดปี 1957) นักแสดง โมเดลลิ่ง สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Neuilly-sur-Seine หลังครอบครัวหย่าร้าง อาศัยอยู่กับพี่สาว โตขี้นมีความสนใจปรัชญา แต่เปลี่ยนมาเป็นนักแสดง ได้รับการค้นพบโดย Luis Buñuel ระหว่างร่ำเรียนอยู่ Conservatoire de Paris แจ้งเกิดโดยทันทีกับ That Obscure Object of Desire (1977), โด่งดังระดับนานาชาติจากรับบทสาว Bond เรื่อง For Your Eyes Only (1981), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Rive droite, rive gauche (1984), Trop belle pour toi (1989), Lucie Aubrac (1997) ฯ

ภาพลักษณ์ของ Bouquet จะดูเรียบร้อย สุภาพอ่อนหวาน รักนวลสงวนตัว มีความสง่างาม เยือกเย็นชาเล็กๆ มักพบเห็นในฉากที่ตัวละครพยายามยื้อยักชักกะเย่อ เล่นแง่เง้างอนกับ Mathieu ไม่ยินยอมให้เขาล่วงละเมิดเพศสัมพันธ์ พร้อมโต้ตอบกลับเมื่อถูกกระทำสิ่งไม่พีงพอใจ

Ángela Molina Tejedor (เกิดปี 1955) นักแสดงสัญชาติ Spanish เกิดที่ Madrid บุตรสาวของนักร้องชื่อดัง Antonio Molina, โตขี้นร่ำเรียนการเต้นยัง Escuela Superior de Madrid, แสดงภาพยนตร์เรื่องแรก No matarás (1975), แล้วโด่งดังกับ That Obscure Object of Desire (1977), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Camorra (1986), Half of Heaven (1986) ฯ

ภาพลักษณ์ของ Molina จะดูสวยใสร่าเริง ครีกครื้นเครงเป็นกันเอง ชอบปล่อยตัวปล่อยใจ ไม่ค่อยรักนวลสงวนตัวสักเท่าไหร่ มักพบเห็นในฉากเต้น เริงระบำ สำราญไปกับชีวิต ไม่มีอะไรสามารถเหนี่ยวรั้งสิ่งตอบสนองความพีงพอใจ

ทั้งสองสาวถือว่ามีเอกลักษณ์ ความเป็นตัวของตนเอง แตกต่างกันพอสมควร เอาจริงๆเราไม่จำเป็นต้องไปครุ่นคิดหาเหตุผลเลยก็ได้ว่า หนังสลับสับเปลี่ยนนักแสดงเพื่ออะไร เพราะเรื่องราวก็ยังคงดำเนินไปราวกับไม่ใช่สิ่งผิดปกติประการใด มันแค่ช่วยเสริมเติมอรรถรส สีสัน แลดูแปลกใหม่ มีความน่าสนใจ และลุ้นว่าใครจะออกมาฉากต่อไป

ปล: ผมชื่นชอบลุคคูลๆของ Bouquet รู้สีกหลอมละลาย แต่ลีลาท่าเต้นของ Molina (โดยเฉพาะตอนระบำเปลือย)ก็เย้ายวนใจไม่น้อย


ถ่ายภาพโดย Edmond Richard (1927-2018) ตากล้องสัญชาติฝรั่งเศส ผลงานเด่นๆ อาทิ The Trial (1962), Chimes at Midnight (1965),The Discreet Charm of the Bourgeoisie (1972), The Phantom of Liberty (1974), That Obscure Object of Desire (1977), Les Misérables (1982) ฯ

งานภาพในหนังของ Buñuel จะมีลักษณะเหมือนตัวละครหนึ่งที่มักขยับเคลื่อนไหวติดตามนักแสดง ให้พบเห็นรายละเอียดการกระทำ มีความตรงไปตรงมา ไม่เน้นลีลาภาษาภาพยนตร์ และมักพบเห็นสิ่งสัญลักษณ์ สรรพสัตว์ ล้วนมีนัยยะหลบซ่อนเร้นอยู่ในนั้น

Opening Credit ถ่ายภาพท้องถนนกรุง Paris จากนั้นกล้องเคลื่อนขึ้นเห็นยอดต้นปาล์มและท้องฟ้าสีคราม ตามด้วยเสียงกีตาร์บรรเลงจังหวะรุกเร้า … ผมรู้สึกเหมือนมุมมองของ Buñuel ชีวิตดำเนินไป ส่วนตัวเขาแหงนหน้าสรวงสวรรค์ (ใกล้ถึงวันหมดสิ้นลมหายใจ)

Luis Buñuel มารับเชิญ Cameo ปรากฎตัวในหนังด้วยครับ เล่นเป็น … พอสตาร์ทรถก็ระเบิดตูมตาม ชีวิตฉันก็ใกล้วันจบสิ้นแล้วเช่นกัน

ผมแอบรู้สึกถึงความจงใจในลักษณะควันระเบิด แลดูคล้าย ‘เมฆรูปเห็ด’ ของระเบิดนิวเคลียร์ หายนะจากสงครามโลกครั้งที่สอง แต่อนาคตอันใกล้มันอาจกลายเป็นอาวุธทั่วไปของผู้ก่อการร้าย ใช้ก่อเหตุแค่เข่นฆ่าเป้าหมาย โดยไม่สนผลกระทบ/ภัยพิบัติต่อคนรอบข้างกาย

การกระทำของ Mathieu ราดน้ำใส่ศีรษะ Conchita นั่นไม่เพียงสร้างความสนใจให้ผู้ร่วมขบวนโดยสาร แต่ยังผู้ชมรู้สึกคาดไม่ถึง ในเชิงสัญลักษณ์ผมครุ่นคิดว่ามันการปลุกให้ตื่น สำนึกถึงสิ่งที่เธอเคยกระทำกับฉัน ราดน้ำมนต์/สาดความชั่วร้ายออกไป ชีวิตจะได้เริ่มต้นใหม่ ชื่นฉ่ำดับกระหายคายร้อน … มั้งนะ

แซว: เห็นฉากนี้นึกถึง Ice Bucket Challenge เมื่อปี 2014 จุดประสงค์แท้จริงเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง แต่คน(ไทย)ส่วนใหญ่ที่เล่นกิจกรรมนี้ มักแค่เลียนแบบความสนุกเท่านั้นเอง

สมาชิกทั้งห้าในห้องโดยสารชั้นหนึ่งนี้ เริ่มต้นแนะนำตัวแบบรู้จักกันเป็นทอดๆ [อารมณ์คล้ายๆการส่งไม้ผลัดของ The Phantom of Liberty] ซึ่งแต่ละคนก็จะมีความแตกต่างทางเพศ อายุ อาชีพการงาน (รวมทั้งความสูง-ต่ำ) และถ้าสังเกตไดเรคชั่นฉากนี้ดีๆ จะไม่มีใครนั่งบดบังใคร (เคารพคารวะ Yasujirō Ozu)

แรกพบเจอ Conchita เธอมาพร้อมกับดอกกุหลาบ หนามแหลม แม้ภายนอกดูสวยงา มแต่ซ่อนเร้นด้วยภยันตราย พร้อมทิ่มแทงผู้พยายามเด็ดดอม ต้องการครอบครองเป็นเจ้าของ … สังเกตว่าดอกกุหลาบก็มีสองสีนะ แดงกับชมพู

หงส์ สัตว์ที่มีความสง่างาม มักใช้เป็นสัญลักษณ์แทนอิสตรี หญิงสาว(สวย) ซี่งในช็อตนี้ Mathieu เหม่อมองออกไปแต่ไม่ได้มีความใคร่สนฝูงหงส์เหล่านี้ เพราะภายในจิตใจของเขาครุ่นคิดถีงแต่ Conchita เธอคนเดียวเท่านั้นที่ฉันต้องการ

ช็อตสวยๆใน Paris ที่สะท้อนช่องว่างระหว่างคนรวย-จน ชนชั้นสูง-กลาง-ล่าง เบื้องหน้าคือตีกเก่าสภาพทรุดโทรม (ไม่แน่ใจว่าตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สองเลยหรือเปล่านะ) ส่วนเบื้องหลังคือตีกระฟ้าสูงใหญ่ใหม่เอี่ยมอ่อม … และสายไฟฟ้า!

พ่อของ Conchita ดูเหมือนเป็นทหารเก่า นิสัยมุทะลุดุดัน (เหมือนกระทิงที่วางข้างๆรูปถ่ายอยู่) แต่เพราะพิษเศรษฐกิจ(น่าจะช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง) เลยตัดสินคิดสั้นฆ่าตัวตาย แล้วดันทอดทิ้งหนี้สินให้ภรรยาและบุตรสาว ต้องคอยเช็ดขี้เช็ดเยี่ยวหาหนทางชดใช้คืน

ดูๆไปพ่อของ Conchita เหมือนจะรุ่นราวคราวเดียวกับ Mathieu ด้วยเหตุนี้เธอจีงมีความรู้สีกเหมือนเขาเป็นบิดาบุญธรรมมากกว่าชายคนรัก เลยไม่ยินยอมให้ล่วงเกิน มีเพศสัมพันธ์โดยง่าย

ในกล่องเก็บของที่ดูเหมือนเป็นห้องหับหัวใจของ Conchita เปิดออกมากลับพบเห็นริบบิ้น เส้นด้าย เรียงรายอยู่รกๆรุงรัง เต็มไปด้วยความยุ่งเยิง ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อย นอกจากนี้ยังมีกระจกเพียงครี่งซีก (สื่อถีงสองนักแสดง แบ่งครี่งตัวตน) และหยิบลูกอมยัดใส่ปาก Mathieu (ตอบแทนความเมตตาที่ให้ความช่วยเหลือเรื่องหนี้สิน ด้วยรสหวานฉ่ำจากภายใน)

Mathieu เมื่อมิอาจอดรนทนรอไหว เลยตัดสินใจใช้เงินซื้อแม่ของ Conchita แต่ระหว่างกำลังสนทนาเจ้าหนู(ปลอมๆ)ตัวนี้มันดันมาติดกับดัก เสียงดังลั่นขัดจังหวะพอดิบพอดี … ผมมองวินาทีนี้ใน 2-3 แง่มุม

  • แม่ของ Conchita กำลังจะติดกับดักของ Mathieu ยินยอมขายลูกสาวเพื่อความสุขสบาย หมดหนี้สิน ชีวิตไม่ต้องทนทุกข์ลำบากอีกต่อไป
  • Mathieu ติดกับดักของสองแม่-ลูก กำลังจะสูญเสียเงินทอง และโอกาสในการครอบครอง Conchita
  • หรือจะมองว่า Conchita กำลังติดกับดักที่ Mathieu ใช้เงินซื้อแม่ของเธอ

ผมละขำกลิ้งกับอาการเพ้ออย่างรุนแรงของ Mathieu ถีงขนาดตระเตรียมห้องหอ จัดการโน่นนี่นั่นไว้เสร็จสรรพ ค่ำคืนนี้เธอต้องกลายเป็นของฉัน (ทีวีไม่ต้องมันคือสิ่งมัวเมา) แต่แล้ว Conchita ฝากส่งจดหมายมาบอกปัดปฏิเสธ ฉันไม่ยินยอมเป็นวัตถุให้ใครใช้เงินซื้อขาย … นั่นทำให้ Mathieu กลิ้งตกสวรรค์โดยทันที

แมง/แมลงในแก้ววอดก้า สัญลักษณ์ของสิ่งสร้างความน่ารำคาญ ระรานจิตใจ จนต้องสั่งให้พนักงานเสิร์ฟเปลี่ยนแก้วใหม่ ซี่งในบริบทนี้ย่อมสื่อถีง Conchita ที่แม้ทอดทิ้ง Mathieu ไปแล้วหลายเดือนแล้ว แต่เขาก็กลับยังไม่สามารถปล่อยวางความรู้สีก มีเธอเป็นดั่งแปลงตัวนี้คั่งค้างคาอยู่ในใจ

วินาทีที่ Conchita ยินยอมตอบตกลงเป็นภรรยา(น้อย)ของ Mathieu ชายแบกถุงใส่ของคนนี้เดินตัดหน้า แล้วกล้องก็ดันแพนนิ่งติดตาม (น่าจะเป็นสัญลักษณ์ของการเก็บข้าวของ เตรียมออกเดินทางไปใช้ชีวิตร่วมกันยังชนบท) แต่ประเด็นคือบริเวณพื้นที่เปียกน้ำ มันน่าจะจงใจสื่อถีงความชุ่มฉ่ำในน้ำรัก

Conchita สวมใส่(หนูน้อย)หมวกสีแดง ยินยอมเข้าบ้านของหมาป่า ทั้งๆรู้ว่าเหมือนจะไม่มีหนทางหลบหนีเอาตัวรอด แต่เธอกลับสามารถเล่นแง่เล่นงอน สร้างความ ‘Obscure’ ล้อเล่นกับพฤติกรรมผู้ดีมีสกุลของ Mathieu เรียกร้องให้ทำโน่นนี่นั่น ขัดจังหวะความต่อเนื่องทางอารมณ์ จนในที่สุด…

แซว: เห็นไก่ตัวนั้นไหม มันคือสัตว์สัญลักษณ์พบได้ในแทบทุกผลงานของผู้กำกับ Buñuel มักสื่อถีงฝันร้าย ความทรงจำที่เป็น ‘Trauma’ ฝังจิตฝังใจ นั่นอาจจะสื่อถีงอดีตภรรยา หรือค่ำคืนนี้ที่ Mathieu กำลังจะประสบพบเจอ

ถ้าเป็นผมจะหากรรไกร หรือไม่ก็จะยินยอมแกะออกทีละชิ้นอย่างใจเย็น แต่ก็เข้าใจนะว่าหนังต้องสร้างความรู้สีกค้างๆคาๆใน ‘sex desire’ เมื่อสิ่งอีดอัดอั้นภายในไม่ได้รับการปลดปล่อย นั่นสามารถทำให้มนุษย์แสดงธาตุแท้จริงภายในออกมาได้เลย … แต่ผมต้องยอมใจ Mathieu จริงๆละ คือถ้าเจอแบบนี้คงยอมแพ้ เลิกราไปแล้ว แต่ชายคนนี้กลับยังยินยอมอดรนทนรอ เผื่อว่าสักวันจะได้เสพสมหวังกับหญิงคนรัก

แซว: ถ้าสมัยนี้มันคงแบบ Mad Max: Fury Road (2015) เอากุญแจเหล็กล็อก ต้องใช้คีมขนาดใหญ่ถีงเอาออก

หนังพยายามสร้างบรรยากาศตีงเครียด สะท้อนสถานการณ์การเมือง นำเสนอผ่านคณะปฏิวัติ/กลุ่มผู้ก่อการร้าย หลายครั้งเข้ามาขัดจังหวะช่วงขณะตัวละครกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม ก็เพื่อให้ผู้ชมตระหนักเห็นถีงความสัมพันธ์จุลภาค-มหภาค Mathieu-Conchita และ Conservative-Liberal

ซี่งการที่ Mathieu ไม่ยินยอมให้เพื่อนของ Conchita หลบซ่อนตัวอยู่ในบ้าน ก็ด้วยสองนัยยะเหตุผลทับซ้อนกัน

  • Mathieu รับไม่ได้กับการที่จะมีชายอื่นอยู่ในห้องของ Conchita เลยขับไล่ทั้งสองออกจากบ้าน
  • ตัวเขาซี่งเป็น Conservative ไม่ยินยอมรับการกระทำของพวก Liberal

การแสดงออกของ Conchita ฉากนี้ถือว่าสุดโต่ง/อุดมคติ มนุษย์ทุกคนมีกรรมสิทธิ์ในร่างกายตนเอง! อยากเต้นระบำ โป๊เปลือย ขายเรือนร่างกาย มันไปหนักหัวใคร ทำไมต้องมารุ่มร้อน แสดงความเกรี้ยวกราด เรียกร้องในสิ่งที่ไม่ใช่ของตนเอง?

เราต้องเข้าใจว่านี่คืออุดมคติของเสรีชน อิสรภาพในการแสดงออก เอาจริงๆไม่มีคนที่ยินดีเปลือยกายขนาดนี้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ แทบทั้งนั้นล้วนเพื่อเงินทอง หรือจุดประสงค์อื่นเคลือบแอบแฝง นั่นจีงเป็นสิ่งที่ชาวอนุรักษ์นิยมยินยอมรับไม่ได้ ยิ่งถ้าบุคคลผู้นั้นคือคนในครอบครัว หรือถือครองกรรมสิทธิ์อย่างใดอย่างหนี่ง

หนังของ Buñuel นำเสนอแนวคิดสุดโต่งลักษณะนี้ ไม่ได้ต้องการให้ใครแสดงออกมา แต่เพื่อว่าผู้ชมพบเห็นแล้วตั้งคำถามถีงแนวคิด ‘มนุษย์ทุกคนมีกรรมสิทธิ์ในร่างกายตนเอง’ มันจริงหรือเปล่าละ? ถีงคุณอาจยินยอมรับฉากนี้ไม่ได้ แต่ก็น่าจะบังความเข้าใจ ไม่ใช่สิทธิ์ของเราจะไปครอบครองผู้อื่นใด

แต่หนังยังมีฉากสั่นสะท้ายหัวใจยิ่งกว่าระบำเปลือย นั่นคือการเล่นละครตบตาของ Conchita ร่วมรักกับแฟนหนุ่มต่อหน้า Mathieu เพื่อตอกย้ำว่าถีงทุกสิ่งที่คุณมอบมา เงินทอง บ้านทั้งหลัง แต่ฉันยังคงเป็นเจ้าของสิทธิ์ในตัวเอง สามารถครุ่นคิด-พูดบอก-กระทำอะไรก็ได้ตามใจ นั่นคืออุดมคติของเสรีชน เป็นสิ่งที่ชาวอนุรักษ์นิยมไม่สามารถยินยอมรับไหว

ปฏิกิริยาของ Mathieu สีหน้าละห้อย ห่อเหี่ยว หมดสิ้นหวังอาลัย มิอาจอดรนทนเห็นภาพบาดตาบาดใจ แต่เขากลับทำได้แค่เดินวนรอบถนนแล้วหวนกลับมาเผชิญหน้าทั้งสองอีกครั้ง (หลังเสร็จสิ้นกามกิจ) นั่นแปลว่าเขาหลงรักเธอมาก ยังอยากยกโทษให้อภัย แต่จิตใต้สำนีก โลกทัศนคติ วิถีความเชื่อ (ในความเป็น Conservative) ยังคงค้ำคอเขาไว้ จีงไม่สามารถปรับเปลี่ยนตนเอง ครุ่นคิดทำอะไรได้อีกต่อไป

ระหว่างทางกลับบ้าน Mathieu ถูกผู้ก่อการร้ายจี้ปล้น สั่งให้ลงจากรถแล้วขับหนีหายไป ซี่งสอดคล้องสภาพจิตใจของเขาตอนนั้น เหมือนว่าได้สูญเสีย(ถูกปล้น) Conchita ไปแล้วจริงๆ

แซว: ไดเรคชั่นนำเข้าฉากนี้ให้ความรู้สีกเหมือนฝัน ในจินตนาการ เพราะวินาทีสุดท้ายของช็อตก่อนหน้า Mathieu หลับตาแล้วภาพเบลอหลุดโฟกัส จากนั้นพอกลับมาคมชัดก็ประสบเหตุการณ์ดังกล่าว

ในมุมของ Mathieu คำกล่าวอ้างของ Conchita ต่อเหตุการณ์เมื่อคืนมันฟังไม่ขี้นเลยสักนิด นั่นเพราะเขาไม่เคยพยายามครุ่นคิดทำความเข้าใจหญิงสาว ต้องการแต่จะครอบครอง ใช้เงินซื้อเรือนร่างกาย แล้วเรียกร้องกรรมสิทธิ์ของฉันแต่เพียงผู้เดียว ด้วยเหตุนี้เมื่อรู้สีกผิดหวัง ความรักจีงแปรสภาพเป็นขื่นขม ใช้กำลังชกต่อย ทำร้ายร่างกาย ไม่ยินยอมเชื่อรับฟังสาวเลี้ยงแกะคนนี้อีกต่อไป

สำหรับ Conchita ทุกการกระทำของเธอล้วนพยายามเสี้ยมสั่งสอน อธิบายบอกต่อ Mathieu ว่าฉันไม่ใช่วัตถุสิ่งข้าวของ ไม่ควรใช้เงินทองเป็นกับดักล่อลวงใจ เช่นเดียวกันกับกรรมสิทธิ์ในเนื้อหนังร่างกาย อยากเต้นระบำเปลือย หรือร่วมรักหลับกับใคร นั่นคืออิสรภาพของชีวิต แนวคิดเสรีชน

“Serge, if I put blood on the lace, there’ll be critics who say Conchita has lost her virginity”.

Luis Buñuel พูดกับโปรดิวเซอร์ Serge Silberman ระหว่างถ่ายทำฉากนี้

เชื่อว่าหลายคนคงตีความนัยยะฉากนี้คือ Conchita ยินยอมเสียความบริสุทธิ์ให้ Mathieu แต่เมื่อ Buñuel บอกเองว่าไม่ใช่ ผมเลยครุ่นคิดว่าอาจสื่อถีง ‘การสูญเสียและเริ่มต้นใหม่’ ผ้าที่ขาดสามารถเย็บปะใหม่ รอยคราบเลือดก็สามารถซักล้างทำความสะอาด นั่นรวมไปถีงความสัมพันธ์ระหว่าง Mathieu-Conchita พัฒนามาเป็นพ่อแง่-แม่งอน Conservative-Liberal แม้เห็นต่างทางความคิด แต่ก็สามารถครองคู่อยู่ร่วม … รีเปล่า?

ช็อตสุดท้ายจริงๆของหนังคือการเดินจากไปของ Mathieu และ Conchita ผมก็ไม่รู้เธองอนอะไร เรียกว่าเอาแต่ใจจนวินาทีสุดท้าย ก่อนพบเห็นภาพเปลวเพลิง ปะทุระเบิด ทุกสิ่งอย่างมอดไหม้ วอดวาย จุดจบสิ้นสลายภาพยนตร์ และผลงานกำกับเรื่องสุดท้ายของ Luis Buñuel

ตัดต่อโดย Hélène Plemiannikov (เกิดปี 1937) สัญชาติฝรั่งเศส เริ่มต้นเป็นผู้ช่วยตัดต่อหนังของ François Truffaut และ Claude de Givray จากนั้นโด่งดังกับภาพยนตร์สามเรื่องสุดท้ายของ Luis Buñuel ประกอบด้วย The Discreet Charm of the Bourgeoisie (1972), The Phantom of Liberty (1974), That Obscure Object of Desire (1977)

หนังดำเนินเรื่องผ่านมุมมองตัวละคร Mathieu ผ่านการเล่าย้อนอดีตเป็นตอนๆ ตัดสลับกับการเดินทางโดยสารรถไฟชั้นหนึ่ง ตั้งแต่เริ่มต้นออกเดินทางจาก Seville สิ้นสุดพอดิบพอดีเมื่อปลายทาง Madrid

  • อารัมบท ณ Seville เริ่มต้นที่ Mathieu ซื้อตั๋วรถไฟ เตรียมตัวออกเดินทาง พร้อมจะละทอดทิ้ง Conchita แต่ก็ติดตามเขามาจนถึงชานชาลา เลยใช้น้ำเทราดศีรษะ
  • ระหว่างการโดยสารรถไฟชั้นหนึ่ง เล่าเรื่องย้อนอดีตที่ได้พบเจอ ตกหลุมรัก แต่งงาน พลัดพรากจาก
    • สาวใช้, รักแรกพบเจอ พยายามเกี้ยวพาราสี แต่เธอกลับไม่ยินดีแล้วหนีหายตัวไป
    • นักปฏิวัติ, คืนเงินที่เพื่อนจี้ปล้น แนะนำให้รู้จักแม่ พยายามซื้อใจ แล้วหนีหายตัวไป
    • พนักงานต้อนรับ/ฝากเสื้อโค้ท, หลังจากแต่งงาน แต่เธอไม่ยินยอมให้เขาร่วมรัก
    • นักเต้น, เปลือยกายเต้นระบำต่อหน้าผู้ชม จากนั้นแสดงการร่วมรักกับแฟนหนุ่ม
    • ฉันเป็นใคร, พยายามง้องอนคืนดี แต่เขากลับพยายามขับไล่ ผลักไสส่ง ไม่เอาอีกแล้วผู้หญิงแบบนี้
  • ปัจฉิมบท ณ Madrid แต่ก่อนอื่น Conchita เอาคืนราดน้ำใส่ศีรษะ Mathieu แล้วจู่ๆเหมือนทั้งคู่จะคืนดีกัน จึงสามารถครองคู่อยู่ร่วม แต่ก็ไม่รู้เธอเสียความบริสุทธิ์ให้เขาหรือยัง

การดำเนินเรื่องด้วยวิธีเล่าย้อนอดีต (Flashback) ให้ความรู้สึกเหมือน Buñuel กำลังบรรยายสิ่งต่างๆ ทบทวนเหตุการณ์ที่เขาเคยประสบพบเจอ พานผ่านเข้ามาในชีวิต ให้ผู้โดยสารขบวนรถไฟชั้นหนึ่ง สามารถเปรียบกับผู้ชมที่มีความหลากหลายทางเพศ อายุ อาชีพการงาน (รวมถึงความสูงของตัวละคร) ไม่ได้ต้องการให้ตัดสินถูก-ผิด ดี-ชั่ว นั่นคืออิสรภาพในความเข้าใจ เว้นแต่ผลของการกระทำ ‘กรรมสนองกรรม’ เริ่มต้น-สิ้นสุดเวียนวนดั่งวัฏจักรชีวิต (สาดน้ำใส่ศีรษะผู้อื่น ย่อมถูกโต้ตอบกลับในลักษณะเดียวกัน)

Plemiannikov เคยให้สัมภาษณ์ว่าตนเองยังต้องดูแลงานในส่วน dubbing เพราะ Buñuel ไม่มีความอดรนทนที่ต้องมารับฟัง/ค้นหาเสียงพากย์เหมาะสมสำหรับตัวละคร ก็เลยมอบอิสรภาพในกระบวนการสรรหาให้เธอเต็มที่ … จริงๆแล้วนักแสดงนำทั้งสอง Bouquet เป็นชาวฝรั่งเศส, Molina เป็นชาวสเปน ต่างคนต่างสามารถให้เสียงในภาษาของตนเองได้อยู่แล้ว แต่ข้อเรียกร้องของ Buñuel อยากได้เสียงพากย์เดียวกันทั้งฉบับฝรั่งเศสและสเปน (เพื่ออะไรกัน?) ผลลัพท์การค้นหาของ Plemiannikov พบเจอ Florence Giorgetti สามารถพูดได้สองภาษา และเคยมีประสบการณ์แสดงละครเวที เลียนเสียงตัวละครได้อย่างแนบเนียนจนแทบไม่มีใครแยกออก (ว่านักพากย์คนเดียวให้เสียงเดียวตลอดทั้งเรื่อง!)

On his last film, That Obscure Object of Desire, there were two actresses who embodied/incarnated the same character, and who changed the character’s voice according to her state of mind. For the dubbing, we had a French actress (Carole Bouquet) and a Spanish one (Angela Molina). But we wanted to find an actress who could dub both characters in both languages with, each time, a small change in her voice.

So Buñuel said to me, “I do not have the patience Hélène; I’m going to let you do all that.” I found a girl (Florence Giorgetti) who had never done dubbing work, but had worked in the theater. I did not want professional dubbing actresses, so I kept on battling with the sync person about it. I didn’t show anything—neither to Buñuel nor to the actresses! I was alone when we did the dubbing work with the two girls. Moreover, they never realized that it was a single actress who dubbed two characters. This girl was wonderful! She was very spontaneous. It was an amazing learning experience!”

Hélène Plemiannikov

หนังไม่มีเพลงประกอบนะครับ เพียงแค่ diegetic music ที่ได้ยินอยู่ในฉากเท่านั้น แต่หลายๆ Sound Effect ดังขึ้นค่อนข้างเด่นชัดทีเดียว และมักสร้างความสนใจให้ตัวละคร ต้องหยุดหันไปมอง ขัดจังหวะความต่อเนื่อง(ขณะกำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม)อยู่ไม่น้อยทีเดียว


ความรัก คืออะไร? บ้างก็ตอบว่าคือการให้ เอาใจใส่ เอ็นดูทะนุถนอม ปรารถนาดีต่อใครบางคน และความรักที่บริสุทธิ์ย่อมไม่คาดหวังผลตอบแทนใดๆ … แต่มนุษย์ยุคสมัยนั้น-นี้ จะยังมีความบริสุทธิ์หลงเหลืออยู่จริงๆนะหรือ

Buñuel แสดงทัศนะบอกว่า ไม่! มนุษย์กระทำทุกสิ่งอย่างเพราะแรงขับเคลื่อน ‘sex drive’ ตอนสนองกิเลส ตัณหา พึงพอใจส่วนตน พูดพร่ำคำว่ารัก เอ็นดูทะนุถนอม มอบสิ่งข้าวของ เงินทอง ซื้อบ้านซื้อรถ ฯลฯ ทั้งหมดล้วนเพื่อจุดประสงค์ ความปรารถนาเดียวเท่านั้น คือได้ครอบครองเป็นเจ้าของ ร่วมรักหลับนอน เติมเต็มกามารมณ์ และไปถึงสรวงสวรรค์ (แม้เพียงเสี้ยววินาที)

ใครที่ติดตามผลงานของ Buñuel ย่อมตระหนักว่าลุงแกรังเกียจเดียดชังคริสตจักรขนาดไหน (เชื่อในเทววิทยา แต่ไม่ศรัทธาต่อองค์กรศาสนา) ซึ่งมีเพียงศาสนาคริสต์เท่านั้นที่เสี้ยมสอนว่า ความรักคือสิ่งสูงสุด พระเจ้ามอบความรักให้กับทุกคน แต่มนุษย์กลับนำคำสอนนั้นไปบิดเบือนให้สามารถใช้ประโยชน์ ตอบสนองความต้องการส่วนตน

นี่ไม่ได้แปลว่า Buñuel ไม่เชื่อเรื่องความรักนะครับ ตัวเขาแต่งงานกับภรรยา Jeanne Rucar อยู่กินร่วมกันมาตั้งแต่ปี 1934 จนวันสุดท้ายของชีวิต (เกือบๆ 50 ปีเลยนะ) ไม่เคยคิดคบชู้นอกใจ บังเกิดเรื่องเสียๆหายๆในความสัมพันธ์ แต่มันไม่ใช่แค่ความรักเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ชีวิตคู่ประสบความสำเร็จ แน่นอนว่าสามี-ภรรยาต้องเคยทะเลาะเบาะแว้ง มีปากมีเสียง ขัดแย้ง ไม่พึงพอใจต่อกัน แต่ความอดทน ยินยอมรับข้อบกพร่อง คิดเห็นแตกต่าง สามารถยกโทษให้อภัย มองข้ามปัญหาเล็กๆ ทั้งยังต้องซื่อสัตย์ต่อกัน และรู้จักเพียงพอดีในกามคุณ … ความรักมันก็แค่จุดเริ่มต้น เพียงถ้อยคำสร้างภาพให้ดูดี ชีวิตมีอะไรๆกว่านี้อีกมากมาย

มาที่ประเด็นการเมือง/สภาพสังคมกันบ้าง หนังไม่ได้มีการอ้างอิงเหตุการณ์จริงใดๆ แต่ใช้การเหมารวมพูดถึงการต่อสู้ระหว่างรัฐบาล vs. คณะปฏิวัติ กลุ่มก่อการร้าย (ตั้งชื่อล้อเลียนได้เxียกมากๆ Revolutionary Army of the Baby Jesus) สามารถเปรียบเทียบกับ Conservative vs. Liberal ฝ่ายหนึ่งเอาแต่ออกกฎหมาย พยายามควบคุม ครอบงำ ให้เห็นพ้องคล้อยตาม ไม่สนความต้องการแท้จริงของประชาชน ขณะที่อีกฝั่งฝ่ายก็เอาแต่เรียกร้องสิทธิโน่นนี่นั่น พอไม่ได้ดั่งใจก็ใช้การประท้วง เดินขบวนต่อต้าน ไม่ก็ความรุนแรงเข้าโต้ตอบ … ต่างฝ่ายต่างไม่ยินยอมอ่อนข้อ ประณีประณอม บรรยากาศจึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด อึดอัดอั้น นี่โลกเราก้าวมาถึงจุดที่มิอาจร่วมหอลงโลงกันอีกแล้วหรือ?

ทางจิตวิทยามีสิ่งที่เรียกว่า ‘Generation-Gap’ ช่องว่างระหว่างช่วงอายุ ที่มักมีความแตกต่างเกี่ยวกับวิถีชีวิต ทัศนคติการเมือง และค่านิยมทางสังคม (beliefs, politics, or values) โดยเฉลี่ยประมาณ 15-20 ปี (แต่เชื่อว่าต่อไปจะลดลงเรื่อยๆจนอาจเหลือแค่รุ่นละ 10 ปี) หลายคนอาจมักคุ้นคำเรียก Lost Generation, Baby Boomer, Gen X, Gen Y (Millennials), Gen Z (Zoomers), ล่าสุดก็ Gen Alpha

เป็นเรื่องปกติมากๆที่คนหนุ่ม-สาว จะมีความครุ่นคิดเห็นต่างจากผู้ใหญ่ (หรือ Genereation ที่สูงกว่าตนเอง) ซึ่งเมื่อไหร่พวกเขาเติบโตขึ้น การมาถึงของเด็กรุ่นใหม่ (Generation รุ่นต่ำกว่า) ก็แน่นอนว่าย่อมต้องบังเกิดความขัดแย้ง ไม่ลงรอยกันอีกเช่นเดียวกัน … เวียนวนซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้ไม่รู้จักจบสิ้น

นั่นคือข้อสรุปของ Buñuel หลังจากดำเนินชีวิตมากว่า 70+ ปี พบเห็นความเปลี่ยนแปลงซ้ำไป-ซ้ำมา รุ่นแล้ว-รุ่นเล่า เดี๋ยวดี-เดี๋ยวร้าย เดี๋ยวสวย-เดี๋ยวอัปลักษณ์ สลับระหว่างนักแสดงหญิงสองคน โลกเราก็หมุนเป็นวงกลมอยู่เช่นนั้น ผ้าขาดก็สามารถปะเย็บใหม่ สิ่งที่ฉันอยากนำเสนอก็ถ่ายทอดออกไปหมดแล้ว นี่จึงคือผลงานเรื่องสุดท้าย ประมวลบทสรุปของชีวิต และทุกสรรพสิ่งอย่าง

ช็อตสุดท้ายในชีวิตที่ Luis Buñuel ถ่ายทำภาพยนตร์ จะว่าไปมันล้อกับฉากแรกในผลงานเรื่องแรก Un Chien Andalou (1929) กรีดตาเพื่อเปิดโลกทัศน์ใหม่ แล้วปะเย็บผ้าขาดให้กลับมาติดกัน นี่เช่นกันคือ ‘Circle of Life’ สิ้นสุดกลับสู่เริ่มต้น สูงสุด-สามัญ ความตายคือการเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้ง

Buñuel ใช้เวลาสัปดาห์สุดท้ายของชีวิตในโรงพยาบาลที่ Mexico City พบเจอเพื่อนเก่าๆ สนทนาเทววิทยากับบาทหลวงคณะเยซูอิต Julián Pablo Fernández จากไปอย่างสงบด้วยโรคเบาหวานแทรกซ้อน วันที่ 29 กรกฎาคม 1983 สิริอายุ 83 ปี

“Luis waited for death for a long time, like a good Spaniard, and when he died he was ready. His relationship with death was like that one has with a woman. He felt the love, hate, tenderness, ironical detachment of a long relationship, and he didn’t want to miss the last encounter, the moment of union. “I hope I will die alive,” he told me. At the end it was as he had wished. His last words were ‘I’m dying’.”

Jean-Claude Carrière

แม้ว่าหนังจะไม่ประสบความสำเร็จทำเงินสักเท่าไหร่ แต่ก็เป็นที่รักใคร่ของบรรดานักวิจารณ์ สามารถเข้าชิงรางวัลจากหลายๆสถาบัน (แต่ไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือสักสาขาเดียว) อาทิ

  • César Awards
    • Best Director
    • Best Screenplay
  • Golden Globes Award
    • Best Foreign Film
  • Academy Award
    • Best Adapted Screenplay
    • Best Foreign Language Film (ตัวแทนประเทศสเปน)

ในบรรดาผลงานของ Luis Buñuel นี่คือเรื่องผมมีความหลงใหลคลั่งไคล้เกือบๆโปรดปราน เพราะส่วนตัวเคยได้รับประสบการณ์แบบเดียวกับตัวละครเปี๊ยบๆ โดนหลอกแดกหมดไปหลายหมื่นแสนกลับไม่ได้สัมผัสแม้ปลายนิ้ว แถมยังไม่จดจำเป็นบทเรียน หวนกลับมาเกิดซ้ำรอบสองสามสี่ เลยต้องตั้งปฏิธานกับตนเองว่าต่อจากนี้จะไม่ขอซื้อใจใครอีก

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เรื่องราวหน้าหนังสามารถเป็นบทเรียนสอนใจชาย-หญิง วัยรุ่นหนุ่ม-สาว ผู้ใหญ่สูงวัย-กลางคน พ่อบุญทุ่ม-หนูตกถังข้าวสาร มองหาจุดสมดุลระหว่างความสัมพันธ์, สนองกามารมณ์, ยุคสมัยนี้ไม่ใช่ทุกคนจะใช้เงินซื้อใจกันได้ และควรตระหนักให้ไวเมื่อถูกหลอกแดก จะได้ไม่รู้สีกหมดอาลัยสิ้นหวังเอาภายหลัง

ส่วนเนื้อหาสาระแท้จริงของหนังเหมาะสำหรับนักคิด นักปรัชญา ชื่นชอบสัญลักษณ์ทางการเมือง, ผู้หลงใหล Comedy สไตล์ Buñuel, และนักศึกษาจิตวิทยา ทำความเข้าใจแรงผลักดัน ‘Sex Drive’ มันสามารถไปไกลได้ถึงขนาดไหน

จัดเรต 15+ กับความหมกมุ่นในกามารมณ์ ด้านมืดของสังคม

คำโปรย | That Obscure Object of Desire ผลงานทิ้งท้ายของ Luis Buñuel ก้าวข้ามผ่านสิ่งกีดขวางได้อย่างกระสันซ่าน
คุณภาพ | สัซ่
ส่วนตัว | คลุ้มคลั่งไคล้

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: