Chinese Roulette (1976) German : Rainer Werner Fassbinder ♥♥♥♡

สามีและหญิงชู้ จับพลัดจับพลูพบเจอ ภรรยาและชายชู้ โดยบุคคลผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ดังกล่าว คือบุตรสาวพิการของทั้งคู่ เพราะเธอสูญเสียความรักจากบิดา-มารดา เลยไม่ยินยอมให้พวกเขาแอบไปมีความสุขขณะที่ตนเองต้องทนทุกข์ทรมาน

ทำเอาผมอ้ำอึ้งไปเลยเมื่อ สามีและหญิงชู้ จับพลัดจับพลูพบเจอ ภรรยาและชายชู้ ต่างฝ่ายต่างไม่ได้กรีดกราย ตรงเข้าไปกระทำร้าย ใช้ความรุนแรง หรือพูดแสดงความไม่พอใจ แต่คือจับจ้อง มองหน้า เกิดบรรยากาศมาคุ … ราวกับว่าพวกเขาต่างรับรู้ คาดหวัง ยินยอมรับกันและกันได้ซะงั้น

สามัญสำนึกของคนสมัยนี้คงยินยอมรับไม่ได้กับเหตุการณ์ดังกล่าว แต่ผู้กำกับ Fassbinder ก็ครุ่นคิดหาเหตุผลรอบรับที่ฟังดูน่าสนใจ นั่นคือบุตรสาวขาพิการ 11 ปีก่อนเมื่อเธอล้มป่วยโปลิโอ นั่นคือระยะเวลาที่บิดาเริ่มคบหาหญิงชู้, 7 ปีให้หลังเมื่อหมอบอกว่าไม่มีทางรักษาหาย นั่นคือระยะเวลาที่มารดาเริ่มคบหาชายชู้ … ทั้งพ่อและแม่ต่างไม่มีความสุขในชีวิตคู่ มิอาจทนดูอาการเจ็บป่วยของบุตรสาว ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังคงใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ไม่เคยครุ่นคิดเลิกราหย่าร้าง แค่ต่างหาเวลาส่วนตัว คืนความสุขให้กับตนเองบ้างเท่านั้น!

Chinese Roulette (1976) คืออีกจุดเปลี่ยนของผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder จากยุคสมัย Melodrama Period (1971-76) สู่ช่วงเวลาโกอินเตอร์ International Period (1976–1982) เริ่มต้นจากภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการร่วมทุนสร้างเยอรมัน-ฝรั่งเศส ทำให้มีโอกาสร่วมงานสองนักแสดงชื่อดัง Anna Karina และ Macha Méril พวกเธอน่าจะคือไอดอลของ Fassbinder เลยนะ! ต่างเป็นไอคอนแห่งยุคสมัย French New Wave โดยเฉพาะ Karina นักแสดงขาประจำและอดีตภรรยาของผู้กำกับคนโปรด Jean-Luc Godard

ต้องชมก่อนว่าสององก์แรกของหนังทำออกมาได้ดี มีความลงตัว กลมกล่อม ค่อยๆขมวดประเด็นต่างๆอย่างน่าสนใจ แต่ผมกลับไม่ค่อยชื่นชอบองก์สาม Chinese Roulette สักเท่าไหร่ นี่เป็นเกมสำหรับงานปาร์ตี้ (ไม่แน่ใจว่า Fassbinder ครุ่นคิดขึ้นมาเอง หรือเคยพบเห็นแห่งหนไหน) สำหรับทายว่าโจทก์คือใคร? (คล้ายๆเกมมนุษย์หมาป่า) แต่ประเด็นคือหนังเลือกโจมตีแค่บุคคลเดียว ไม่ได้กล่าวถึงปัญหาทั้งหมด แล้วตัดจบแบบ Happy Ending เลยซะงั้น!

ผมมองว่าผู้กำกับ Fassbinder ยึดติดกับ Chinese Roulette มากจนเกินไป! ต้องการใช้เกมนี้สำหรับล้างแค้น เอาคืนใครบางคน แต่โดยไม่รู้ตัวครุ่นคิดพัฒนาเรื่องราวจนมีความใหญ่โต เกินกว่าเกมเล็กๆนี้จะสามารถขมวดปมปัญหาครอบครัวได้ทั้งหมด


R. W. Fassbinder หรือ Rainer Werner Fassbinder (1945-82) นักแสดง ผู้กำกับ สัญชาติเยอรมัน เกิดที่ Bad Wörishofen, Bavaria เพียงสามสัปดาห์หลังจากนาซี ประกาศยอมพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สอง, บิดาเป็นแพทย์ที่มีความหลงใหลในการเขียนบทกวี ส่วนมารดาทำงานล่ามแปลภาษา (German <> English) ครอบครัวหย่าร้างเมื่อเขาอายุได้หกขวบ อาศัยอยู่กับแม่ที่มักส่งบุตรชายไปดูหนังเพื่อไม่ให้รบกวนเวลาทำงาน (และกุ๊กกิ๊กกับคนรักใหม่) นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ Fassbinder ชื่นชอบหลงใหลภาพยนตร์ โดยเฉพาะผลงานของผู้กำกับ Jean-Luc Godard

ช่วงวัยรุ่นถูกส่งไปโรงเรียนประจำ แต่พยายามหลบหนีหลายครั้ง จนบิดาต้องพามาอาศัยอยู่ด้วยกัน กลางวันช่วยทำงานหาเงิน กลางคืนร่ำเรียนหนังสือ และค้นพบความหลงใหลในการเขียนบทกวี ละคร เรื่องสั้น (จากอิทธิพลของบิดา), พออายุ 18 มุ่งหน้าสู่ Munich เข้าเรียนการแสดงยัง Fridl-Leonhard Studio ทำให้พบเจอว่าที่(นักแสดง)ขาประจำ Hanna Schygulla ระหว่างนั้นก็ได้ทำงานผู้ช่วยผู้กำกับ บันทึกเสียง Sound Man เขียนบทละคร สร้างหนังสั้น เคยยืนใบสมัคร Berlin Film School แต่ได้รับการบอกปัดปฏิเสธ, กระทั่งเมื่อปี 1967 มีโอกาสเข้าร่วม Munich Action-Theater ได้เป็นทั้งนักแสดง เขียนบท ผู้กำกับ ไม่นานก็ประสบความสำเร็จ จากนั้นร่วมก่อตั้งคณะการแสดง Aktion-Theater (แปลว่า Anti-Theater) สรรค์สร้างผลงานที่ผิดแผก แหกขนบธรรมเนียมดั้งเดิมของวงการละครเวที! กำกับภาพยนตร์เรื่องแรก Love Is Colder Than Death (1969) เป็นการทดลองแนว Avant-Garde ที่ได้รับเสียงโห่ไล่เมื่อฉายรอบปฐมทัศน์เทศกาลหนังเมือง Berlin แต่กลับมาคว้ารางวัล German Film Award ถึงสองสาขา

ในช่วงเวลา Avant-garde Period (1969–1971) ผู้กำกับ Fassbinder ได้รับอิทธิพลจากยุคสมัย French New Wave โดยเฉพาะ Jean-Luc Godard สรรค์สร้างผลงานสิบกว่าเรื่องในระยะเวลา 2 ปีเศษๆ ด้วยไดเรคชั่นที่ไม่ประณีประณอมผู้ชม มีความเป็นส่วนตัวสูงมากๆ จึงมิอาจเข้าถึงบุคคลทั่วไป จนกระทั่งหลังเสร็จจาก Pioniere in Ingolstadt (1971) ได้รับชักชวนเข้าร่วมงานสัมมนาที่ Münchner Stadtmuseum (Munich Film Archive) มีโอกาสรับชมภาพยนตร์ของ Douglas Sirk อาทิ All That Heaven Allows (1955), Imitation of Life (1959) ฯลฯ บังเกิดความหลงใหลคลั่งไคล้ ต้องการปรับเปลี่ยนแนวทางสรรค์สร้างผลงานของตนเองโดยทันที

ส่วนการเปลี่ยนผ่านจาก Melodrama Period (1971-76) สู่ช่วงเวลาโกอินเตอร์ International Period (1976–1982) จะไม่มีความแตกต่างในส่วนของเนื้อหาสาระ ประเด็นความสนใจ หรือไดเรคชั่นการกำกับ แต่จะได้รับงบประมาณเพิ่มสูงขึ้น ร่วมทุนระดับนานาชาติ และมีโอกาสเลือกนักแสดงที่เคยเพ้อใฝ่ฝันอยากพบเจอหน้าสักครั้ง

แซว: จริงๆแล้วก่อนหน้านี้ผู้กำกับ Fassbinder เคยสรรค์สร้างภาพยนตร์ Whity (1971) ที่เป็นการร่วมทุนสร้างเยอรมัน-สเปน แต่ผลลัพท์ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไหร่ และยังอยู่ในช่วง Avant-Garde Period เลยไม่ได้รับการจัดร่วมกลุ่ม International Period

สำหรับ Chinese Roulette เป็นโปรเจคร่วมทุนสร้างระหว่าง Albatros-Produktion (เยอรมัน) กับ Les Films du Losange & Tango Film (ฝรั่งเศส) โดยได้รับการติดต่อจากโปรดิวเซอร์ Michael Fengler

ระหว่าผู้กำกับ Fassbinder เริ่มครุ่นคิดมองหาเรื่องราวที่น่าสนใจ ตากล้อง Michael Ballhaus ได้แนะนำปราสาท Stöckach, Unterfranken แว่นแคว้น Franconia (ตอนเหนือของรัฐ Baviria) เพราะสมัยเด็กเคยอาศัยอยู่ละแวกนั้น เลยรู้จักมักคุ้นเคยสถานที่เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับไปพักผ่อน ตากอากาศ ยังชนบทห่างไกล

เมื่อได้รับคำแนะนำดังกล่าว ผู้กำกับ Fassbinder เลยขับรถออกไปสำรวจสถานที่จริง 14 วันให้หลังเดินทางกลับมาพร้อมบทหนังพัฒนาเสร็จสิ้น เริ่มต้นตระเตรียมงานสร้างโดยทันที!


ครอบครัว Christ ประกอบด้วยบิดา Gerhard (รับบทโดย Alexander Allerson), มารดา Ariane (รับบทโดย Margit Carstensen) และบุตรสาววัยสิบสองขวบ Angela (รับบทโดย Andrea Schober) ล้มป่วยโปลิโอทำให้ไม่สามารถก้าวเดินด้วยตนเอง ต้องใช้ไม้เท้าค้ำยัน และได้รับการช่วยเหลือจาก Traunitz (รับบทโดย Macha Méril) ผู้ดูแลใบ้ ใช้ภาษามือในสื่อสาร

โดยปกติแล้วสมาชิกครอบครัว Christ มักใช้ช่วงเวลาวันหยุดยังคฤหาสถ์ที่เมือง Munich ซึ่งมีแม่บ้าน Kast (รับบทโดย Brigitte Mira) อาศัยอยู่กับบุตรชาย Gabriel (รับบทโดย Volker Spengler) แต่ครั้งนี้เกิดเหตุการณ์วุ่นๆเมื่อ Gerhard มาพร้อมกับหญิงชู้ Irene Cartis (รับบทโดย Anna Karina) และ Ariane มาพร้อมกับชายชู้ Kolbe (รับบทโดย Ulli Lommel) เผชิญหน้ากันโดยไม่รู้ตัวจากการจัดแจงของ Angela

แต่ในค่ำคืนแรก Gerhard และ Ariane ต่างไม่ยี่หร่าต่อความเป็นสามี-ภรรยา ยังคงร่วมรักหลับนอนกับชู้รักของตนเอง จนกระทั่ง Angela เดินทางมาถึงพร้อมกับ Traunitz พร้อมจัดแจงกิจกรรมหลังอาหารมื้อเย็น เรียกร้องให้ทุกคนเล่นเกม Chinese Roulette แบ่งสมาชิกออกเป็นสองฝั่งฝ่าย

  • กลุ่มแรกประกอบด้วย Gerhard, Angela, Traunitz และ Gabriel
  • กลุ่มสองประกอบด้วย Ariane, Irene, Kolbe และ Kast

จากนั้นกลุ่มแรกของ Angela จะทำการเลือกใครบางคน (จากกลุ่มสอง) แล้วให้สมาชิกกลุ่มสองตั้งคำถามคนละ 2 ข้อ (+1 คำถามสุดท้าย) เพื่อค้นหาบุคคลที่เป็นโจทก์ปริศนา จากคำตอบของสมาชิกทั้งสี่ของกลุ่มแรก โดยคำถามสุดท้ายซึ่งมีความเลวร้ายที่สุดก็คือ

What would this person have been in the Third Reich?

Ariane Christ

Margit Carstensen (เกิดปี 1940) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Kiel โตขึ้นเข้าเรียนการแสดงยัง Hochschule für Musik und Theater Hamburg จนมีโอกาสเล่นละครเวที Deutsches Schauspielhaus (German Playhouse), เมื่อปี 1969 ย้ายมาเข้าร่วม Theater am Goetheplatz ที่กรุง Bremen มีโอกาสพบเจอผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder เลยกลายเป็นเพื่อนสนิท ขาประจำ ร่วมงานกันทั้งละครเวที ซีรีย์ และภาพยนตร์ อาทิ The Bitter Tears of Petra von Kant (1972), Martha (1974), Chinese Roulette (1976) ฯลฯ

รับบท Ariane Christ มารดาผู้มีความจงเกลียดจงชังบุตรสาว เพราะคือจุดเริ่มต้นให้สูญเสียสามี Gerhard หลบหนีไปมีหญิงชู้เมื่อ 11 ปีก่อน พอหมอบอกว่าไม่ทางรักษาอาการป่วยของ Angela ตนเองเลยลักลอบคบหาชายชู้เมื่อ 7 ปีก่อน มาวันนี้คือบุคคลทำให้ความสุขของเธอพังทลาย ถึงขนาดครุ่นคิดจะเข่นฆ่าให้ตกตาย แสดงความอาฆาต เกรี้ยวกราด รังเกียจเดียดชัง

ในบรรดานักแสดงทีมนักแสดง (Ensemble Cast) มีเพียง Carstensen ที่ถูกผลักออกมาให้เจิดจรัส เปร่งประกาย (ฝีไม้ลายมือของเธอระดับ Superstar จริงๆ) เพราะบทบาทต้องเผชิญหน้ากับบุตรสาว เต็มไปด้วยอาการอาฆาต เคียดแค้นอย่างรุนแรง พร้อมกระทำสิ่งชั่วร้ายเพื่อกำจัดปีศาจขัดขวางความสุข โดยไม่สนถูก-ผิด สูญสิ้นสามัญสำนึกความเป็นมารดา

สิ่งที่ผมชื่นชอบมากๆของตัวละครนี้ไม่การเผชิญหน้ากับบุตรสาว แต่คือความพยายามลอกเลียนแบบสามี เห็นเขาสัมผัสโอบกอดจูบหญิงชู้ จึงส่งสายตาให้ชายคนรักกระทำกับตนเองเช่นนั้นบ้าง แต่เขากลับปอดแหก ไร้ความหาญกล้า ไม่รู้จะหวาดกลัวเกรงอะไร ค่อยๆสะสมความผิดหวังเพิ่มขึ้นทีละนิด จนกระทั่งตระหนักว่าต้นสาเหตุคือยัยบุตรสาวทรพี อย่าให้เจอหน้าเชียวนะ เดี๋ยวแม่จะ …

ผมพยายามครุ่นคิดหาเหตุผล ทำไมถึงต้องตัวละครนี้? อาจเพราะเธอคือจุดศูนย์กลางของทุกสิ่งอย่าง ผู้ให้กำเนิดบุตรสาว ภรรยาของสามี ว่าจ้างผู้ดูแล แม่บ้าน หรือแม้แต่คนรักของชายชู้ กล่าวคือแทบทุกตัวละคร (ยกเว้นหญิงชู้ของสามี) ล้วนมีความสัมพันธ์บางอย่างกับเธอ … แต่เหตุผลจริงๆผมครุ่นคิดว่าผู้กำกับ Fassbinder เพียงต้องการโจมตีภรรยา(ขณะนั้น)ของตนเองมากกว่านะ!


สำหรับนักแสดงอื่นๆ ขอกล่าวถึงแค่เพียงคร่าวๆนะครับ เขียนหมดคงไม่ไหว

  • Gerhard Christ บิดาที่ไม่เคยเหลียวแลบุตรสาว แต่ยินยอมตามใจทุกอย่าง, สามีผู้แสร้งว่าไม่มีความผิดปกติกับภรรยา แต่ลักลอบคบหาหญิงชู้ หรือเมื่อเผชิญหน้าชายชู้ ก็ไม่ปฏิเสธต่อต้าน, เช่นกันกับแม่บ้าน หรือบุตรชายของเธอ สนเพียงการให้บริการ อาหารอร่อย ไม่ใคร่ส่งเสริมสนับสนุนอะไรอย่างอื่น … เรียกได้ว่าเป็นบุคคลที่เห็นแก่ตัว เอาแต่ใจ ไม่สนอะไรนอกจากความพึงพอใจของตนเอง
    • รับบทโดย Alexander Allerson (เกิดปี 1930) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Osterode, East Prussia หลังเรียนจบมัธยม เข้าศึกษาการแสดง จนมีโอกาสขึ้นเวที Düsseldorfer Schauspielhaus เริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์ตั้งแต่ปี 1962 ผลงานเด่นๆ อาทิ The Battle of Britain (1969), Ludwig (1973), The Outsiders (1976), Chinese Roulette (1976) ฯ
    • ภาพลักษณ์ของ Allerson ดูเหมือนเพลย์บอยที่ชอบล่อลวงหญิงสาวไปทั่ว ด้วยเหตุนี้เมื่อเผชิญหน้าภรรยา จึงไม่ได้มีความตื่นตระหนก วิตกจริต สามารถครุ่นคิดเข้าใจ พร้อมยินยอมเสียสละเธอให้กับชายชู้ (ถ้าเขาร้องขอ) แต่จุดอ่อนเดียวคือบุตรสาว จึงพยายามเอาอกตามใจ ให้ความช่วยเหลือเท่าที่ตนเองจะสามารถทุกสิ่งอย่าง
    • คำพร่ำบอกว่ารักของ Gerhard ต่อภรรยา Ariane มันช่างเหมือนคำพูดเลื่อนลอย ไร้มีความรู้สึกใดๆซุกซ่อนเร้น ได้ยินซ้ำบ่อยครั้งมันก็เริ่มไม่มีความหมาย คล้ายเด็กเลี้ยงแกะโกหกพกลมไปวันๆ จนกระทั่งเมื่อเธอกระทำการอันโง่เขลา นั่นน่าจะเป็นครั้งแรกในรอบสิบกว่าปีที่เขาเอ่ยคำรักออกมาจากใจจริง … แต่ผู้ชมทั่วไป (และผมเอง) กลับไม่ค่อยรู้สึกอยากเชื่อสักเท่าไหร่ (ด้วยเหตุผลของเด็กเลี้ยงแกะ อย่างที่กล่าวไป)
  • Angela บุตรสาววัย 14 ปี เมื่อตอนอายุ 3-4 ขวบ ล้มป่วยจากโรคโปลิโอทำให้ขาเล็กลีบกลายเป็นคนพิการ ไม่มีหนทางรักษาหาย เลยถูกบิดา-มารดาทอดทิ้งขว้าง ไม่เคยมอบความรักเป็นห่วงเป็นใย เพียงผู้ดูแลบ้าใบ้ Traunitz สื่อสารด้วยภาษามือ คอยให้ความช่วยเหลือ ชี้แนะนำ ควบคุมครอบงำ ร่วมกันครุ่นคิดวางแผนให้ทุกบุคคลมาเผชิญหน้ากัน เพื่อจักได้ล้างแค้นเอาคืน ทำบางสิ่งอย่างเพื่อให้พวกเขาหันมาเหลียวแลตนเอง
    • รับบทโดย Andrea Schober ชื่อเดิม Andrea Popadic (เกิดปี 1964) นักแสดงสัญชาติ German เป็นนักแสดงเด็กขาประจำในหนังของผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder ตั้งแต่ The Merchant of Four Seasons (1971), Effi Briest (1974) และ Chinese Roulette (1976)
    • ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ จะหานักแสดงเด็กที่มีสายตาอาฆาตมาดร้าย น้ำเสียงพูดก็ฟังดูโฉดชั่วร้าย จอมวางแผน พร้อมกระทำทุกสิ่งอย่างเพื่อทวงคืนสิทธิ์ของตนเอง ซึ่งผู้ชมน่าจะตระหนักไม่ยากว่า การที่เธอมีสภาพแบบนี้เพราะถูกผู้ดูแล Traunitz เสี้ยมสอน ชี้แนะนำ คอยบงการทุกสิ่งอย่างอยู่เบื้องหลัง
  • Traunitz ผู้ดูแลส่วนตัวของ Angela แม้ไม่สามารถพูดเอ่ยคำสนทนา แต่ก็ยังได้ยินและสื่อสารภาษามือ (แต่ก็มีเพียง Angela ที่สามารถทำความเข้าใจ) ทั้งสองจึงมีความสนิทสนม พึ่งพากันและกัน สามารถควบคุมครอบงำ บงการเธออยู่เบื้องหลัง แม้ในอดีตเคยมีความสัมพันธ์กับ Gabriel แต่ปัจจุบันพยายามกีดกัน ผลักไส ทำตัวเริดเชิดหยิ่ง ไม่สนหัวบุคคลต่ำต้อยกว่าตน
    • Macha Méril ชื่อจริง Princess Maria-Magdalena Vladimirovna Gagarina (เกิดปี 1940) เกิดที่ Rabat, Morocco บิดาคือเจ้าชาย House of Gagarin แห่งจักรวรรดิรัสเซีย ส่วนมารดาเป็นผู้ดีชาว Ukranian, เติบโตขึ้นในฝรั่งเศส หลงใหลวรรณกรรม ต่อมาค้นพบความชื่นชอบด้านการแสดง เคยไปร่ำเรียน Actors Studio ที่ New York ระหว่างปี 1960-65 ระหว่างนั้นก็มีผลงานละครเวที ภาพยนตร์ ผลงานเด่นๆ อาทิ A Married Woman (1964), Belle de jour (1967), Chinese Roulette (1976), Sans toit ni loi (1985) ฯ
    • ผมครุ่นคิดว่าเหตุผลที่ให้ตัวละครนี้เป็นใบ้ เพราะ Méril ไม่สามารถพูดภาษาเยอรมัน เลยต้องพึ่งพา Karina ในการสื่อสาร (แบบเดียวกับในหนังที่ Angela ต้องแปลภาษามือของตัวละคร)
    • ถึงจะไม่สามารถพูดคุยสื่อสาร แต่แค่สีหน้า ท่าทาง การวางตัวของ Méril โดยเฉพาะฉากเอาไม้เท้าเต้นเพลง Kraftwerk: Radioactivity ถือว่าแย่งซีนไปเต็มๆ (ผมว่าโดดเด่นกว่า Karina เสียอีกนะ!)
  • Irene Cartis ชู้รักของ Gerhard เดินทางตรงมาจากฝรั่งเศส ตั้งใจจะใช้เวลาสุดสัปดาห์อย่างแช่มชื่น พรอดรักกอดจูบกันอย่างดูดดื่ม แต่เมื่อพบเห็นภรรยาของชายคนรัก ก็แสดงอาการตะขิดตะขวง เกรงกลัวว่าจะมีเรื่องร้ายๆ แต่เขาก็พยายามฉุดเหนี่ยวรั้งเธอเอาไว้ โดยไม่ใคร่สนใจอะไรทั้งสิ้น
    • รับบท Anna Karina ชื่อจริง Hanne Karin Bayer (1940-2019) เกิดที่ Frederiksberg, Denmark โตขึ้นเริ่มจากเป็นนักร้อง-เต้นคาบาเร่ต์ ตามด้วยโมเดลลิ่ง แสดงหนังสั้นที่คว้ารางวัลเทศกาลหนังเมือง Cannes เลยตัดสินใจปักหลักอยู่กรุง Paris (ยังพูดภาษาฝรั่งเศสไม่ได้ด้วยซ้ำ) ได้รับการค้นพบโดยแมวมอง พามาถ่ายแบบ นิตยสาร กระทั่ง Jean-Luc Godra ชักชวนมารับบทนำ Breathless (1960) แต่กลับบอกปัดปฏิเสธ ถึงอย่างนั้นก็ยินยอมร่วมงาน ตกหลุมรัก แต่งงาน มีผลงานร่วมกันตั้งแต่ A Woman Is a Woman (1961), My Life to Live (1962), The Little Soldier (1963), Band of Outsiders (1964), Pierrot le Fou (1965), Alphaville (1965) และ Made in USA (1966), ผลงานเด่นๆหลังจากนั้น อาทิ The Nun (1966), The Stranger (1967), Man on Horseback (1969) ฯ
    • บทบาทนี้เริ่มต้นเหมือนจะมีความน่าสนใจ แต่ไปๆมาๆก็แทบไม่มีบทพูด ไร้ความโดดเด่น แค่เพราะเป็นนักแสดงมีชื่อเสียงโด่งดัง ปรากฎเป็นส่วนหนึ่งในหนังก็สร้างความน่าสนใจมากๆแล้ว
  • Kolbe ชู้รักของ Ariane ดูเป็นคนอ่อนแอ ขลาดเขลา พึ่งพาไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ (น่าจะเพราะทรงผมเถิกๆกระมัง) เมื่อต้องเผชิญหน้าสามีของชายคนรัก ก็แสดงอาการหวาดกลัวเกรงว่าจะมีเรื่องร้ายๆ เลยปฏิเสธจะสัมผัส กอดจูบลูบไล้ แต่พอลับหลังก็ถ้าโถมด้วยความรุนแรงเข้าใส่
    • Ulli Lommel (1944-2017) นักแสดง/ผู้กำกับ สัญชาติ German เกิดที่ Zielenzig, Oststernberg (ปัจจุบันคือ Sulęcin, Lubuskie ประเทศ Poland) ขณยังเป็นทารก ครอบครัวต้องหลบหนีจากกองทัพ Red Army (ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง) เติบโตขึ้นที่ Bad Nauheim มีความชื่นชอบหลงใหล Elvis Presley เลยตัดสินใจก้าวสู่วงการแสดง ภาพยนตร์เรื่องแรก Fanny Hill (1964), เริ่มมีชื่อเสียงจาก Love Is Colder Than Death (1969) กลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder, อพยพสู่สหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1977 สนิทสนมกับ Andy Warhol ร่วมสรรค์สร้างภาพยนตร์กันหลายเรื่อง อาทิ Cocaine Cowboys (1979), Blank Generation (1980), The Boogeyman (1980) ฯ
    • บทบาทของ Lommel แตกต่างตรงกันข้ามจากที่ผมเคยรับชมเรื่อง Love Is Colder Than Death (1969) ไม่ได้มีสง่าราศี สุขุม เยือกเย็นชา กลายเป็นบุคคลดูพึ่งพาไม่ค่อยได้สักเท่าไหร่ (ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน)
  • Kast แม่บ้านคอยรับใช้ครอบครัว Christ มาหลายสิบปี คอยปกปิดความสัมพันธ์ชู้รักของทั้ง Gerhard และ Ariane แต่ก็ไม่พึงพอใจนักที่ Angela จัดแจงให้เกิดการเผชิญหน้าครั้งนี้ แสดงอาการฉุนเฉียว ไม่พึงพอใจ ใช้คำพูดเสียดสี ถากถางออกมาซึ่งๆหน้า แต่เธอก็เป็นเพียงแค่แพะรับบาป ไม่ได้กระทำอะไร ผิดต่อใครทั้งนั้น
    • Brigitte Mira (1910 – 2005) นักแสดงสัญชาติเยอรมัน เกิดที่ Hamburg, Weimar Republic บิดาเป็นนักเปียโนชาวรัสเซีย เชื้อสาย Jewish โตขึ้นมุ่งสู่กรุง Munich เริ่มจากเป็นนักเต้นบัลเล่ต์ แสดงละครเวที ช่วงสงครามโลกครั้งที่สองเอาตัวรอดด้วยการปกปิดชาติกำเนิด แสดงหนังชวนเชื่อให้กับนาซี สามารถสู่วงการภาพยนตร์เต็มตัวช่วงทศวรรษ 50s สนิทสนมเป็นขาประจำของ Fassbinder ผลงานเด่นๆ อาทิ Ali: Fear Eats the Soul (1974), Berlin Alexanderplatz (1980) ฯ
    • แม้จะเป็นบทสมทบเล็กๆ แต่คุณป้า Mira คงจริตได้จัดจ้าน ทั้งสีหน้าขยะแขยง รังเกียจเดียจฉันท์ โดยเฉพาะคำพูดเสียดแทงใจดำได้อย่างเจ็บแสบกระสันต์ ดูเธอเบื่อหน่ายในวิถีชีวิต เป็นได้แค่ขี้ข้าคอยรับใช้ ไม่เคยได้รับโอกาสสนับสนุน อิสรภาพของตนเอง
  • Gabriel Kast บุตรชายนอกสมรสของ Kast ดูมีความไม่สมประกอบ สมองเชื่องช้า ลูกติดแม่ นิสัยกร้าวร้าว ชื่นชอบแอบฟังการสนทนาผู้อื่น ขณะเดียวกันอ้างว่ามีความสามารถด้านการเขียนหนังสือ แต่แท้จริงแล้วไปคัทลอกขโมยผลงานผู้อื่น ไม่ได้มีความซื่อสัตย์ จริงใจ สนเพียงต้องการครอบครองรักกับ Traunitz แต่กลับถูกเธอบอกปัดปฏิเสธ ไม่เอาอีกแล้ว
    • Volker Spengler (1939-2020) นักแสดงสัญชาติ German เกิดที่ Berlin เมื่อตอนอายุ 14 ทำงานกะลาสี ออกท่องมหาสมุทร ใช้เวลาพักร่ำเรียนฝึกฝนการแสดง พอค้นพบหนทางเอาตัวรอดก็มุ่งมั่นด้านแสดงละครเวที กระทั่งพบเจอผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder ร่วมงานกันหลายครั้ง อาทิ Chinese Roulette (1976), The Marriage of Maria Braun (1978), Berlin Alexanderplatz (1980), Veronika Voss (1982) ฯ
    • การแสดงของ Spengler ถือว่าไม่ธรรมดาเลยนะ สร้างภาพลักษณ์ตัวละครให้ดูเนิร์ดๆ เหมือนคนทึ่มๆ ไม่ค่อยเฉลียวฉลาดสักเท่าไหร่ แต่ความเป็นจริงชอบสอดรู้สอดเห็น เพื่อปกปิดซุกซ่อนเร้นบางสิ่งอย่าง ทำให้ผู้ชมเกิดความฉงนสงสัย แท้จริงแล้วหมอนี่มีเป้าหมาย/ต้องการอะไรกันแน่
    • พฤติกรรมลับๆล่อๆ เต็มไปด้วยเลศนัยของตัวละครนี้ สะท้อนบรรยากาศของหนังที่ภายนอกดูเหมือนไม่มีอะไร แต่กลับซุกซ่อนเร้นด้วยภยันตราย ไม่รู้สึกปลอดภัย มีความผิดปกติบางอย่างถูกปกปิดซ่อนเร้นไว้

ถ่ายภาพโดย Michael Ballhaus (1935-2017) ตากล้องสัญชาติ German เกิดที่ Berlin เป็นบุตรของนักแสดง Lena Hutter กับ Oskar Ballhaus, ช่วงวัยเด็กมีโอกาสเป็นตัวประกอบภาพยนตร์เรื่อง Lola Montès (1955) จึงตัดสินใจเอาดีด้านการถ่ายภาพ เริ่มมีชื่อเสียงจากการร่วมงานผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder อาทิ The Bitter Tears of Petra von Kant (1972), Chinese Roulette (1976), The Marriage of Maria Braun (1978), แล้วยังโกอินเตอร์กลายเป็นขาประจำผู้กำกับ Martin Scorsese อาทิ The Last Temptation of Christ (1988), Goodfellas (1990), The Age of Innocence (1993), Gangs of New York (2002), The Departed (2006) ฯลฯ

แม้ไดเรคชั่นของหนังยังคงได้รับอิทธิพล ‘สไตล์ Sirk’ แต่การถ่ายภาพของภาพยนตร์เรื่องนี้ มีความพยายามที่จะให้กล้องราวกับเป็นตัวละครหนึ่ง ขยับเคลื่อนไหว Tracking-Panning-Zooming ดำเนินไปมาราวกับการเต้นบัลเล่ต์ เคลื่อนวนไปรอบๆห้อง พร้อมภาพสะท้อนในกระจกมากมายเต็มไปหมด

In Chinese Roulette, the camera became a person, so to speak, a performer. We had developed a visual language that was very precise and very interesting.

Michael Ballhaus

สถานที่ถ่ายทำหลักๆก็คือ Stöckach, Unterfranken แว่นแคว้น Franconia (ตอนเหนือของรัฐ Baviria) ปราสาทเก่าแก่คาดกันว่าสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงศตวรรษ 14-15th … เห็นว่าทีมงานทั้งหมดก็ปักหลักพักอาศัย หลับนอนอยู่ในปราสาทหลังนี้ตลอดการถ่ายทำ พวกเขาจึงมีความสนิทสนมชิดเชื้อกันมากๆ

แซว: แทบทุกคืนทีมงาน นักแสดง แม้แต่ผู้กำกับ Fassbinder ก็ร่วมกันเล่นเกม Chinese Roulette ทำให้มีความสนิทสนมชิดเชื้อ บรรยากาศผ่อนคลาย นำหลายๆแนวคิดมาใช้จริงในภาพยนตร์

this film was made in an atmosphere that I found to be one of the most positive I’ve ever shot in. Everyone lived in one house and played the same games in the evenings and all night that are in the film .

Rainer Werner Fassbinder

สองช็อตแรกของหนังมีความเหมือนที่แตกต่างตรงกันข้าม ถ่ายทำบริเวณเครื่องทำความร้อน (สัญลักษณ์ของความลุ่มร้อนสุมทรวงใน) พบเห็นหน้าต่างสองบาน ด้านนอกมีต้นไม้ใหญ่ ใบไม้สีเขียวดูสดชื่นสายตา

  • มารดา Ariane เหม่อมองออกไปนอกหน้าตา โหยหาถึงอิสรภาพ ไม่ต้องการถูกพันธการไว้ยังสถานที่แห่งนี้
  • บุตรสาว Angela เพราะขาพิการเดินกระโผกกระเผก หันหน้าเข้ามาด้านใน สื่อถึงการไม่มีโอกาสเพ้อใฝ่ฝัน ขวนไขว่คว้าอิสรภาพ สถานที่แห่งนี้สำหรับเธอราวกับค่ายกักกัน (โดยมีมารดาของเธอนั้นเปรียบกับผู้ควบคุมดูแล)

ระหว่างที่บิดา Gerhard โทรศัพท์คุยอะไรสักอย่างกับบุตรสาว พอดิบพอดีกับ Traunitz กำลังเป่าขลุ่ยส่งเสียงดังหนวกหู มองผิวเผินการกระทำดังกล่าวดูไม่มีมารยาทเอาเสียเลย แต่นัยยะฉากนี้ต้องการสื่อถึงคำพูดของบิดา มีเพียงการโป้ปด หลอกลวง น่ารำคาญกว่าเสียงเป่าขลุ่ยเสียอีก!

สำหรับตุ๊กตา เป็นการเปรียบเทียบอย่างตรงไปตรงมาถึง Angela (=ตุ๊กตา) ขณะเดียวกันเธอต้องพามันติดตัวไม่ว่าจะเดินทางไปแห่งหนไหน คงไม่ต้องอธิบายนัยยะถึง A Doll’s House กระมังนะ

เด็กปั๊มคนนี้ก็คือ Armin Meier หนึ่งในคู่ขาของผู้กำกับ Fassbinder ที่ถ้าใครเคยรับชม Fox and His Friend (1975) ได้แรงบันดาลใจจากชายคนนี้ อดีตเป็นพ่อค้าขายเนื้อชนชั้นทำงาน (Working Class) ได้รับการชักจูงจมูก (จาก Fassbinder) จนกลายเป็นพลเมืองชนชั้นกลาง (Bourgeoisie)

การเติมน้ำมันฉากนี้ชวนให้ผมนึกถึงภาพยนตร์ Written on the Wind (1956) ของผู้กำกับ Douglas Sirk ส่วนจะแฝงนัยยะอะไรนั้นให้ลองไปหาอ่านจะเรื่องนั้นดูนะครับ

วินาทีที่ Gerhard (กับ Irene) เปิดประตูเข้ามาพบเจอ Ariane (กับ Kolbe) สังเกตว่ากล้องมีการเคลื่อนขึ้นสูงจนเห็นขอบด้านบนประตูถ่ายมุมก้มลงมา เหมือนต้องการจะสื่อว่าสิ่งเกิดขึ้นนี้ราวกับสวรรค์บันดาล โชคชะตาฟ้ากำหนด จริงอยู่ว่า Angela เป็นคนจัดแจง แต่เรื่องการคบชู้นอกใจ สักวันหนึ่งต่างฝ่ายต่างต้องเผชิญหน้ากันและกัน ไม่มีหนทางหลีกเลี่ยงได้อยู่แล้ว

ถ้าเป็นเมื่อก่อนผมคงวิเคราะห์ลงรายละเอียดยิบๆ ว่าทุกทิศทางการเคลื่อนกล้อง ภาพสะท้อนในกระจกต้องการสื่อถึงอะไร ความขี้เกียจทำให้ผมขี้เกียจนะครับ เราสามารถเพลิดเพลินไปกับไดเรคชั่นของฉากเหล่านี้โดยไม่ต้องครุ่นคิดอะไรเลยก็ได้! เพียงสังเกตปฏิกิริยาสีหน้า การกระทำ ตำแหน่งของตัวละคร หรือถ้ามีภาพสะท้อน/ลอดผ่านกระจกก็แสดงว่ามีบางสิ่งอย่างซุกซ่อนเร้น (ภายนอกกับภายในมีความแตกต่าง/ขัดแย้งกัน) เบื้องต้นเข้าใจแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว …ละมั้ง

อย่างที่อธิบายไปตอนต้นว่า ลีลาการเคลื่อนกล้องจะมีความพริ้วไหวไปมา (ด้วยดอลลี่) เดี๋ยวเร็ว เดี๋ยวช้า บางครั้งก็หมุน 360 องศา ราวกับการเต้นลีลาศ/บัลเล่ต์ ซึ่งนักแสดงจักต้องมีการซักซ้อม ขยับเคลื่อนไหวไปตามตำแหน่งเปะๆ … นี่ผิดปกติไดเรคชั่นของผู้กำกับ Fassbinder ที่มักเทคเดียวผ่าน แต่เรื่องนี้มีอะไรๆให้เตรียมการพอสมควรก่อนเริ่มถ่ายทำได้จริง เลยใช้เวลาโปรดักชั่นค่อนข้างยาวนานหลายสัปดาห์

แค่มาบอกให้แม่บ้าน Kast ตระเตรียมอาหารมื้อเย็นเพิ่มขึ้น Gerhard ต้องนั่งเตะท่า ยกเท้าขึ้นมาวางบนโต๊ะขณะดูไพ่ นี่เป็นพฤติกรรมที่ต้องการสื่อว่า ตนเองสามารถควบคุมสถานการณ์นี้ เอาอยู่! ไม่มีอะไรให้ต้องหวาดวิตกกังวล ทุกสิ่งอย่างจักดำเนินไปที่มันควรเป็นตั้งแต่แรก

วินาทีที่มารดา Ariane พบเห็นการมาถึงของบุตรสาว Angela ตระหนักว่าทั้งหมดนี้คือแผนการ(อันชั่วร้าย)ของเธอ ต้องการตรงเข้าไปตบหน้า ทุบตีกระทำร้าย แต่ถูกสามี Gerhard ฉุดเหนี่ยวรั้งเอาไว้ สิ่งน่าสนใจของช็อตนี้คือความดำมืดที่ปกคลุมครึ่งหนึ่งของภาพ (น่าจะเป็นบานประตูกระมัง) นั่นอาจแทนด้วยตัวตน/ความมิดมิดภายในจิตใจของ Angela (หรือจะของ Ariane ก็เช่นกัน)

การแสดงออกสุดท้ายของ Ariane คือการเขวี้ยงขว้างถ้วยกาแฟ ทำตัวเหมือนเด็กน้อยไม่พึงพอใจหลังสูญเสียของรักของห่วง แถมยังทำให้แม่บ้าน Kast ต้องเข้ามาเก็บกวาด ทำความสะอาดในสิ่งไม่ใช่ภาระหน้าที่ของตนเองสักนิด!

ล้อกับช็อตบนของมารดา ขณะนี้คือตอนที่ Angela เดินเข้าไปในห้องพัก พบเห็นผนังกำแพงสีขาวกินพื้นที่เกินครึ่งหนึ่งของภาพ ราวกับเธอกำลังก้าวเข้าสู่โลกอันบริสุทธิ์ เวิ่งว่างเปล่าของตนเอง

เช้าวันถัดมา Angela ออกสำรวจกามกิจของบิดา-มารดา ทั้งสองห้องมีความแตกต่างกันพอสมควร

  • ห้องของบิดา, Gerhard นอนคว่ำในสภาพเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า (เมื่อคืนคงร่วมรักหนักเกินไปหน่อย) ส่วน Irene นั่งอยู่บนเครื่องทำความร้อน เหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง (แบบเดียวกับ Ariane ตอนช็อตแรกของหนัง) สื่อถึงความต้องการหลบลี้หนีออกจากสถานที่แห่งนี้ (แต่กลับถูกฉุดเหนี่ยวรั้งโดยชู้รัก ไม่ยินยอมให้จากไปไหน)
  • ห้องของมารดา, Ariane นั่งเปลือยอก สวมใส่ตาข่ายบนศีรษะ (สื่อถึงการกำลังครุ่นคิด หาหนทางออกจากสถานการณ์นี้) ส่วนชายชู้ Kolbe นอนอยูเคียงข้าง รอที่จะถาโถมเข้าใส่ ยังไม่เต็มอิ่มหนำใจกับการร่วมรักเมื่อค่ำคืน (แต่ไม่ใช่กับ Ariane ที่รู้เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานทรวงใน)

I is another. If the brass wakes the trumpet, it’s not its fault. That’s obvious to me: I witness the unfolding of my own thought: I watch it, I hear it: I make a stroke with the bow: the symphony begins in the depths, or springs with a bound onto the stage.

If the old imbeciles hadn’t discovered only the false significance of Self, we wouldn’t have to now sweep away those millions of skeletons which have been piling up the products of their one-eyed intellect since time immemorial, and claiming themselves to be their authors!

บทกวีประพันธ์โดย Arthur Rimbaud

คำแปลใน Subtitle อาจแตกต่างจากบทกวีเต็มๆที่ผมนำมานี้นะครับ คงเพราะคนแปลต้องการให้ผู้ชมเข้าใจว่า ‘I is another’ คือการสื่อถึง Ego ของมนุษย์ สิ่งที่มีความซับซ้อน ซ่อนอยู่ในตัวเราเอง เพื่อสะท้อนเหตุผลการยังคงสถานะครอบครัว การแต่งงาน ระหว่างบิดา-มารดา (ทั้งสองต่างทะนงในเกียรติของตนเอง ไม่ยินยอมรับความจริงว่ามีสภาพเหมือนสิ่งมีชีวิตที่ดับดิ้นมานาน) ซึ่งระหว่างที่ Angela อ่านบทกวีนี้จะปรากฎสองภาพธรรมชาติ

  • กล้องค่อยๆแพนนิ่งทิวทัศน์ ท้องทุ่งกว้าง เคลื่อนมาจนถึงไม้กางเขนตรึงพระเยซู (ดูไม่เหมือนรูปปั้น น่าจะเป็นใครสักคนขึ้นไปห้อยต่องแต่ง) ซึ่งคือสัญลักษณ์ความทุกข์ทรมาน การเสียสละของพระผู้มาไถ่ และยังสื่อถึงการถือกำเนิดใหม่
    • หนังจงใจตั้งนามสกุลของครอบครัวนี้ว่า Christ ก็เพื่อสื่อถึงฉากนี้เลยกระมัง! สภาพของพวกขณะนั้นมีต่างจมปลักอยู่ในความทุกข์ทรมาน ต้องการใครสักคนเป็นผู้เสียสละ เพื่อสามารถเริ่มต้นชีวิตใหม่
  • ศีรษะของกวาง (มั้งนะ) ในสภาพเน่าเปื่อย หนอนชอนไช ดูแล้วคงสูญเสียชีวิตมาระยะเวลาหนึ่ง
    • สามารถสื่อถึงสภาพครอบครัว Christ ขณะนั้น ทุกคนต่างมีสภาพปางตาย ไร้ชีวิต จิตวิญญาณ สนเพียงตัวตนเอง ไม่หลงเหลือความเป็นครอบครัว หรือสามารถก้าวเดินไปข้างหน้าอีกต่อไป

ขอทานตาบอด มาขอเศษเงินจาก Kast แต่เมื่อได้รับแล้วกลับเดินปร๋อ ขับรถกลับ เห้ย! มรึงไม่ได้ตาบอดจริงนี่หว่า? เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงครอบครัว Christ ทั้งบิดา-มารดา Gerhard-Ariane ต่างรับรู้อยู่ว่าพวกเขามีปัญหาอะไร (กับ Angela) แต่แสร้งว่ามองไม่เห็น ทำเป็นสายตามืดบอด แล้วยังคงดำรงชีวิตต่อไปด้วยการลวงหลอกตนเอง (และผู้อื่น)

การเต้นระบำของ Traunitz ด้วยการใช้ไม้เท้าของ Angela (สื่อถึงการที่ Traunitz เป็นบุคคลมีอิทธิพลต่อ Angela สามารถควบคุมครอบงำ บงการทุกก้าวย่างเดิน ทำเป็นแบบอย่าง) ขณะเปิดบทเพลง Kraftwerk: Radioactivity แนว Electropop มอบสัมผัสถึงภยันตราย สิ่งชั่วร้ายรายล้อมรอบทั่วปราสาทหลังนี้ (Radioactivity แปลว่า กัมมันตภาพรังสี สิ่งที่สามารถปนเปื้อนอยู่ในอากาศ แล้วสร้างอันตรายให้ร่างกาย อาจถึงขั้นล้มป่วย-ตกตาย)

ขณะที่บุรุษกำลังเพลิดเพลินกับเกมหมากรุก หักเหลี่ยมเฉือนคม เพื่อพิสูจน์ใครเหนือกว่าเป็นผู้ชนะ (ใช้เกมหมากรุกเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงอำนาจ ความสามารถ ยกตนข่มท่าน) ส่วนสาวๆกลับกำลังแต่งสวยทำผม มองผิวเผินเหมือนความเสมอภาคเท่าเทียม แต่สังเกตว่า Irene กำลังจัดทรงผมให้ Ariane เหมือนจะสื่อว่าภรรยาย่อมมีกรรมสิทธิ์ในสามีเหนือกว่าเมียน้อย

ช็อตแรกขององก์สาม เมื่อทุกคนมารวมตัวพร้อมหน้ายังโต๊ะอาหาร สังเกตกล้องถ่ายมุมกล้องลงมา (ยกสูงติดเพดาน) ราวกับจะสื่อว่าเหตุการณ์ต่อจากนี้ สวรรค์(ผู้ชม)จับจ้องมอง ถึงเวลาแห่งการเผชิญหน้า และประสบโชคชะตากรรมตามสิ่งที่พวกเขาแต่ละคนเคยกระทำอะไรใครไว้

สำหรับคนที่ไม่เข้าใจเกม Chinese Roulette แนะนำให้ดูจนจบ ค้นพบว่าบุคคลปริศนา แล้วค่อนย้อนกลับมารับชมตั้งแต่ตอนต้นองก์สามอีกสักรอบ จะสามารถเข้าใจคำถาม-คำตอบ ของตัวละครทั้งหลาย ว่าต้องการสื่อถึงโจทก์ผู้นั้นเช่นไร

ไดเรคชั่นระหว่างเกม Chinese Roulette จะมีทั้งการเคลื่อนไหวเดินไปเดินมา สลับสับเปลี่ยนตำแหน่ง ทิศทางมุมกล้อง ภาพสะท้อน/ลอดผ่านกระจก เบลอ-ชัด ปรับโฟกัสใกล้-ไกล หรือจำนวนบุคคลในช็อตนั้น ฯลฯ ผมสังเกตดูแล้วมันแทบไม่มีการบอกใบ้ในภาษาภาพยนตร์ ต้องสังเกตจากคำถาม-คำตอบ ของตัวละครเท่านั้น!

ผมเลือกนำช็อตที่ Kast ครุ่นคิดว่าตนเองคือบุคคลปริศนา ในตอนแรกยืนเบลอๆอยู่ด้านหลังระหว่าง Gerhard กับ Kolbe กระทั่งพอเธอพูดแสดงความคิดเห็นออกไป ถึงมีการปรับโฟกัสให้คมชัด และกล้องเคลื่อนเลื่อนไปจับจ้องใบหน้า … ไดเรคชั่นดังกล่าวเป็นการบอกใบ้อยู่เล็กๆว่า นั่นไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้อง เพราะการปรับโฟกัสเบลอ-ชัด สื่อถึงความโล้เล้ลังเล แถมยืนอยู่ด้านหลังไม่ได้มีส่วนร่วมอะไร ยินยอมเสียสละ กลายเป็น ‘แพะรับบาป’ เสียมากกว่า

เสียงหัวเราะของ Angela สร้างความไม่พึงพอใจอย่างรุนแรงต่อมารดา Ariane จนเธอปัดเกมหมากรุก (สื่อถึงการล้มกระดาน ทำลายแผนการอันชั่วร้ายของบุตรสาว) หยิบปืนขึ้นมาเล็งบุตรสาว แต่สังเกตว่าช็อตนี้เธออยู่ด้านหลังกรงนก (จิตใจที่ถูกควบคุมครอบงำ โหยหาอิสรภาพของพันธการ ‘ครอบครัว’) และบริเวณด้านหลังตู้ใส่สุรา Traunitz แอบหลบซ่อนข้างๆประตู คอยชักใย บงการทุกสิ่งอย่างอยู่เบื้องหลัง

Are you willing to take each other in marriage, to love and cherish each other, till death do you part?

ประโยคนี้น่าจะคือบทพูดของชาวคริสต์ระหว่างเข้าพิธีแต่งงาน ป่าวประกาศต่อหน้าบาทหลวง (และผู้เข้าร่วมเป็นประจักษ์พยาน) ว่าจะครองรักเป็นสามี-ภรรยา อยู่เคียงคู่ตราบจนวันตาย การขึ้นประโยคนี้พร้อมเสียงปืนลั่นนัดที่สอง หรือว่าทั้ง Gerhard และ Ariane ต่างกระทำ …

ตัดต่อโดย Ila von Hasperg ในเครดิตร่วมงานผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder เพียงสองครั้งเท่านั้น Chinese Roulette (1976) และซีรีย์ Bolwieser (1977)

นอกจากช่วงอารัมบท หนังใช้ปราสาท Stöckach (สมมติให้ตั้งอยู่กรุง Munich ประเทศ Italy) คือจุดหมุนเรื่องราว ร้อยเรียงผ่าน 8 ตัวละคร ตัดสลับไปมาเพื่อนำเข้าสู่องก์สาม เล่นเกม Chinese Roulette ในห้องหับแห่งหนึ่ง

  • อารัมบท แนะนำตัวละคร
    • บิดา-มารดา พาบุตรสาวมาพักผ่อนยังคฤหาสถ์หลังหนึ่ง ส่วนพวกเขาต่างเตรียมตัวออกเดินทาง อ้างว่าไปทำงาน แต่จริงๆแล้วลักลอบหาชู้รัก
    • Gerhard เดินทางไปรับ Irene ยังสนามบิน แล้วขับรถพามาคฤหาสถ์/รังรักของพวกเขา
  • องก์หนึ่ง, การเผชิญหน้า ค่ำคืนแรก
    • Gerhard เปิดประตูออกมาพบเห็น Ariane กำลังพรอดรักกับ Kolbe
    • รับประทานอาหารมื้อเย็น ก่อนแยกย้ายไปหลับนอนกับชู้รักของตนเอง
    • การมาถึงของ Angela ขัดจังหวะการอ่านหนังสือของ Gabriel 
  • องก์สอง, กลางวันที่สอง
    • ร้องเรียงรุ่งอรุณของแต่ละตัวละคร
    • อาหารมื้อเช้า และเกมหมากรุก
  • องก์สาม, Chinese Roulette
    • หลังรับประทานอาหารเย็น Angela ต้องการเล่นเกม Chinese Roulette เริ่มจากแบ่งฝั่งฝ่าย ถาม-ตอบใครคือบุคคลปริศนา
    • การกระทำอันบ้าคลั่งของ Ariane และเหตุการณ์หลังจากนั้น

การตัดต่อถือเป็นอีกไฮไลท์ของหนัง โดยเฉพาะองก์สามที่ต้องปรับเปลี่ยนมุมมองตัวละครอยู่แทบตลอดเวลา เพื่อตั้งคำถาม-รับฟังคำตอบ ที่ต้องมีลำดับ ความแม่นยำ และรู้สึกลื่นไหลต่อเนื่อง … ถือเป็น Sequence ที่มีความเพลิดเพลิน เอกเทศ ลงตัวแทบทุกสิ่งอย่าง (ยกเว้นการเป็นไคลน์แม็กซ์ของหนัง ที่ไม่สามารถเติมเต็มผู้ชมได้สักเท่าไหร่)


เพลงประกอบโดย Peer Raben (1940-2007) หนึ่งในเพื่อนสนิท เคยเป็นคู่ขาผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder และร่วมก่อตั้ง Aktion-Theater มีผลงานร่วมกัน (ทั้งภาพยนตร์และละครเวที) หลายเรื่องทีเดียว

งานเพลงของ Raben ถือว่ามีความสำคัญต่อหนังมากๆ เพราะใช้สื่อสารอารมณ์ความรู้สึก สิ่ง(ชั่วร้าย)ซุกซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ความเงียบงัน และลีลาเคลื่อนกล้อง (และตัวละคร) เลยเขียนบทเพลงที่มีลักษณะคล้ายการเต้นบัลเล่ต์ เน้นความพริ้วไหว จิตวิญญาณล่องลอยไป สัมผัสถึงภยันตรายล้อมรอบทิศทาง

Chinese roulette comes to mind. He shot scenes as if the movements of the characters corresponded to a ballet choreography. I was then able to write ballet music for it.

Peer Raben

ผมชื่นชอบการบรรเลงเปียโนของบทเพลงนี้มากๆ มีทั้งความลื่นไหล (เหมือนการเต้นบัลเล่ต์) ระยิบระยับ (เหมือนแก้ว/กระจก ภาพสะท้อนที่พบเห็นบ่อยครั้งในหนัง) และมอบสัมผัสถึงบางสิ่งอย่าง(ชั่วร้าย)ซุกซ่อนเร้นอยู่ภายใต้ เต็มไปด้วยความลึกลับ พิศวง ภยันตรายล้อมรอบข้างกาย

การเลือกใช้บทเพลงมีทั้งดนตรีคลาสสิก, Electropop ล้วนเพื่อสะท้อนสิ่งซุกซ่อนเร้นที่อยู่ภายในจิตใจตัวละคร เติมเต็มความเงียบงัน หรือถ้าดังขึ้นขณะกำลังพูดคุยสนทนา ย่อมต้องแฝงนัยยะอะไรบางอย่าง

  • Gustav Mahler: Symphony No. 8, Part II: Closing scene from Goethe’s Faust
    • ได้ยินฉากแรกของหนัง เพื่อสื่อถึงสิ่งชั่วร้ายที่ซุกซ่อนอยู่ในจิตใจตัวละคร(มารดา)
  • เสียงเป่าขลุ่ยที่น่ารำคาญของ Traunitz
    • ดังขึ้นขณะบิดาโทรศัพท์หา Angela สะท้อนการสนทนาของเขาที่เต็มไปด้วยคำโป้ปด หลอกลวง หนวกหูเหลือทน
  • Kraftwerk: Radioactivity (1975)
    • Gabriel เปิดประตูเข้ามาพบเห็น Traunitz หยิบไม้เท้าของ Angela แสร้งว่าตนเองพิการ โยกเต้นเดินไปเดินมาบทเพลงแนว Electropop ช่างดูฝืนธรรมชาติ จอมปลอม หลอกลวง

มองอย่างผิวเผิน Chinese Roulette คือเรื่องราวการแก้แค้น ทวงคืนความสุขของบุตรสาว Angela ที่ได้สูญเสียทั้งบิดา-มารดา จากความผิดปกติทางร่างกายของตนเอง ทำให้ครอบครัวไม่สามารถก้าวเดินต่อ แม้พวกเขายังคงสถานะแต่งงาน สามี-ภรรยา แต่ต่างฝ่ายต่างออกไปคบชู้ เติมเต็มตัณหา ความต้องการส่วนบุคคล แล้วฉันละจะสามารถทำอะไรแบบนั้นได้เมื่อไหร่

ความสนใจของผู้กำกับ Fassbinder คือเรื่องของการ ‘แต่งงาน’ แม้เขาจะเป็น Bisexual แต่ก็เคยจดทะเบียนสมรสกับ Ingrid Caven แน่นอนว่าชีวิตคู่ย่อมไม่ราบรื่น (เพราะเธอไม่สามารถยินยอมรับรสนิยมชาย-ชาย) เมื่อต่างฝ่ายต่างหมดความรัก สิ้นสุดความสัมพันธ์ กลับยังคงอาศัยอยู่ร่วมกัน ดำเนินชีวิตราวกับ ‘พิธีกรรม’ ซ้ำไปซ้ำมาอยู่อย่างนั้นเหมือนคนไร้ซึ่งจิตวิญญาณ

The story is about the characters being so alienated that they continue their relationships long after they ended. All human relationships have been reduced to repetitions and rituals – we want to uncover that, but not by showing how people actually behave or how this is reflected in their faces, we want to show it with the movements of the camera. If the camera moves around something dead for a very long time, then the dead will be recognizable as dead, and then the longing for something alive will be able to arise, and therefore one will long to break with bourgeois ritual.

Rainer Werner Fassbinder

สิ่งที่ Fassbinder ต้องการนำเสนอก็คือการทำลาย ‘พิธีกรรม’ ระหว่างสามี-ภรรยา กิจกรรมบางอย่างที่จะทำให้พวกเขาสามารถเผชิญหน้า กระทำบางสิ่งอย่าง ก่อเกิดความขัดแย้งไม่ลงรอย นั่นอาจทำให้พวกเขาตระหนักถึงช่วงเวลาแรกพบตกหลุมรัก ถ้ายังสามารถยินยอมรับ ให้อภัยกันและกัน ย่อมมีโอกาสหวนกลับมาคืนดี สุขีชื่นมื่นอีกครั้ง … แต่ถ้าไม่ก็คงต้องตระเตรียมการเลิกราหย่าร้างแบบจริงๆจังๆ

มันไม่ใช่ว่าผู้กำกับ Fassbinder ต่อต้านเรื่องการแต่งงานนะครับ เขาแค่ต้องการค้นหาคุณค่าความสำคัญของมัน สิ่งหลงเหลือหลังความมักคุ้นชินที่ไม่ใช่แค่พิธีกรรมซ้ำไปซ้ำมา จนกว่าจะมีเหตุการณ์ขัดแย้งบังเกิดขึ้น นั่นคือบทพิสูจน์ความมั่นคง รักแท้จริงที่(อาจ)ยั่งยืนนานตราบจนวันตาย

Marriage as an institution gives people a pseudo-security of belonging that no longer forces them to constantly examine this security in a positive and tender way; they are only forced to do so when there is conflict. That is, if there are conflicts, the marriage is already broken. Then it’s just putty.

เมื่อพูดถึง Chinese Roulette อาจทำให้หลายคนระลึกถึง Russian Roulette เกมวัดดวงด้วยการนำกระสุนใส่ปืนลูกโม่แล้วจ่อยิงศีรษะ ผู้ชนะคือบุคคลเดียวที่รอดชีวิต! สำหรับ Chinese Roulette แม้ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บถึงตาย (ทางร่างกาย) แต่สภาพจิตใจเมื่อตระหนักถึงความครุ่นคิดเห็นของคนอื่นที่มีต่อตน (ในกรณีที่ตกเป็นโจทก์/บุคคลปริศนา) อาจสร้างความเศร้าโศก ยินยอมรับความจริงไม่ได้ เลวร้ายอาจถึงขั้นตกตายทั้งเป็น

แซว: เอาจริงๆเกมนี้มันไม่ได้เลวร้ายถึงขั้นทำลายจิตใจคนนะครับ จุดประสงค์เพื่อให้เราเรียนรู้จักการเผชิญหน้าความจริง รับฟังความครุ่นคิดเห็นของผู้อื่น (ต่อตัวเรา) จักได้ปรับตัว เปลี่ยนแปลงตนเองให้ดีขึ้นกว่าเก่า

ข้อเสียอีกประการของ Chinese Roulette คือการจับจ้องไปที่เป้าหมายหนึ่งเดียว ในบริบทของหนังก็คือมารดา จริงอยู่เธอเป็นบุคคลบังเกิดอคติมากที่สุด ถึงขนาดเคยครุ่นคิดจะเข่นฆ่าบุตรสาวตนเอง แต่นั่นทำให้ปัญหาอื่นๆถูกมองข้าม ตั้งแต่การนอกใจของบิดา, ความพยายามควบคุมครอบงำของผู้ดูแล, แม่บ้านหน้าไหว้หลังหลอก, บุตรชาย(แม่บ้าน)มีนิสัยกลับกลอก ฯลฯ ซึ่งเมื่อบุคคลปริศนาได้รับการเปิดเผย ก็นำเข้าสู่จุดจบที่ทำให้ทุกคนหลงลืมปมประเด็นอื่นไปหมดสิ้น

แม้ว่าการกระทำอันเสียสติแตกของมารดา ได้ทำให้วังวนอุบาศว์นี้จบสิ้นลง แต่หนังกลับใส่เสียงปืนนัดที่สองตอน Ending Credit ทิ้งอีกประเด็นคลุมเคลือให้ผู้ชมครุ่นคิดอีกว่ามีความน่าจะเป็นอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง

  • แค่เพียงพลาดพลั้ง ปืนลั่น ไม่ได้มีใครเป็นอะไร
  • Ariane ตัดสินใจคิดสั้นฆ่าตัวตาย เธออาจทำสำเร็จ/ไม่สำเร็จ Gerhard ช่วยไว้ได้ทัน/ไม่ได้ทัน หรือถูกกระสุนลูกหลง
  • Gerhard ตัดสินใจคิดสั้นฆ่าตัวตาย เธออาจทำสำเร็จ/ไม่สำเร็จ Arianeช่วยไว้ได้ทัน/ไม่ได้ทัน หรือถูกกระสุนลูกหลง
  • หรือบางทีปืนลั่น กระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้ง Ariane และ Gerhard ตกตายไปพร้อมกัน

คือมันไม่มีทางที่เราจะสามารถครุ่นคิดคาดเดาเหตุการณ์บังเกิดขึ้นได้เลยนะครับ! เช่นนั้นแล้วคงต้องมองในเชิงสัญลักษณ์ของจุดจบเรื่องราว ความสัมพันธ์ ปลดปล่อยสู่อิสรภาพ หรือการเริ่มต้น(ชีวิต)ใหม่ … นี่เช่นกันจะมองว่า Happy Ending หรือ Bad Ending ก็แล้วแต่จะคาดหวัง


หนังใช้ทุนสร้างสูงถึง DEM 1.1 ล้านมาร์ค (เทียบโปรดักชั่นปกติของผู้กำกับ Fassbinder ได้ 3-4 เรื่องเลยนะ) ใช้เวลาถ่ายทำ 7 สัปดาห์ (ระหว่างเมษายน – มิถุนายน 1976) เสียงตอบรับจากนักวิจารณ์ต่างประเทศค่อนข้างดี แต่ใน West German กลับไม่ประทับใจความสลับซับซ้อนของเกมนี้สักเท่าไหร่

การจะรับชมหนังเรื่องนี้ให้เข้าใจ ต้องพยายามสังเกตปฏิกิริยาตัวละคร พฤติกรรมแสดงออก ครุ่นคิดในเชิงจิตวิเคราะห์ ถึงขนาดนักวิจารณ์ชาวอเมริกัน Andrew Sarris เปิดคอร์สมหาวิทยาลัยเพื่อชักชวนนักศึกษามาร่วมตีความเชิงลึก Chinese Roulette (1976) ถึงสถาวะทางจิตใจมนุษย์

แม้ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะหารับชมได้ทาง Criterion Channel แต่กลับไม่ได้จัดจำหน่าย Blu-Ray หรือมีข่าวคราวการบูรณะ น่าจะเพราะลิขสิทธิ์ที่เป็นการร่วมทุนสร้าง ด้วยเหตุนี้มูลนิธิ Rainer Werner Fassbinder Foundation เลยไม่สามารถทำอะไรได้มาก

ส่วนตัวมีความชื่นชอบองก์หนึ่ง-สอง ของหนังมากๆ ตั้งแต่การสร้างบรรยากาศ ถ่ายภาพ-เพลงประกอบ ไดเรคชั่นผู้กำกับ Fassbinder นักแสดงคุ้นๆหน้า แม้ว่าเกม Chinese Roulette (ในองก์สาม) จะมีอะไรๆให้ครุ่นคิด ผ่านปริศนา-คำตอบ อย่างลุ่มลึกล้ำ แต่กลับไม่สามารถเติมเต็ม ขมวดปมปัญหาครอบครัวได้อย่างน่าพึงพอใจ

แนะนำคอหนัง Family Drama ที่มีลักษณะ Psychological Thriller, ชื่นชอบการครุ่นคิดไขปริศนา ค้นหาคำตอบว่าบุคคลนั้นคือใคร?, โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ศึกษาปัญหาครอบครัว ค้นหาเหตุผลต้นตอของทุกสิ่งอย่าง

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศของความเคียดแค้น พ่อ-แม่ไม่สนใจฉัน

คำโปรย | Chinese Roulette เกมการเอาคืนที่แสดงถึงอัจฉริยภาพของผู้กำกับ Rainer Werner Fassbinder แต่ได้รับผลเดี๋ยวแพ้-เดี๋ยวชนะ มีทั้งส่วนยอดเยี่ยมและน่าผิดหวัง
คุณภาพ | รูเล็ตต์ (เดี๋ยวแพ้-เดี๋ยวชนะ)
ส่วนตัว | ชื่นชอบ
แต่ก็ผิดหวัง

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: