Chungking Express (1994)

Chungking Express

Chungking Express (1994) Hong Kong : Wong Kar-wai ♥♥♥♥♥

นี่เป็นหนังเกี่ยวกับการเดินทาง ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทาง, การที่คนส่วนใหญ่ดูหนังของ Wong Kar-wai ไม่เข้าใจ เพราะมัวแต่มองหาว่า เรื่องราวเริ่มต้นยังไง มีจุดจบยังไง แต่นี่เป็นสิ่งที่ไม่ปรากฏขึ้นในหนังของเขาเลย กับคนที่มองเห็น จะพบว่า Chungking Express เป็นหนังที่มีความสวยงามมากๆ และนี่เป็นหนังเรื่องโปรดของผมด้วย

ผมเคยดู Chungking Express มาเมื่อนานแล้ว พร้อมๆกับ In the Mood for Love (2000) จำได้ว่า 2 เรื่องนี้เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดของ Wong Kar-wai แต่ตอนนั้นยังตัดสินไม่ได้ว่าชอบเรื่องไหนมากกว่ากัน แต่มองว่า In the Mood for Love เจ๋งกว่านิดนึง, ได้กลับมาดู Chungking Express ครั้งนี้ต่อจาก Amélie (2001) ทำให้ผมเกิดอาการคลั่ง นี่สินะลักษณะผู้หญิงที่ผมชอบ ครึ่งหลังของ Chungking Express จึงกลายเป็นหนังเรื่องโปรดที่ผมชอบที่สุด ของหนังประเทศจีนและ Hong Kong ถีบ In the Mood for Love ตกไปอันดับ 2 ทันที

ถึงผมจะให้คะแนนหนังเรื่องนี้เต็ม แต่ส่วนที่ผมให้เต็มจริงๆคือครึ่งหลังนะครับ ครึ่งแรกให้คะแนนคงจะ 4 เต็ม 5 แต่ครึ่งหลัง 6 เต็ม 5 หารเฉลี่ยได้ 5/5 พอดี!

ความตั้งใจของ Wong Kar-wai ในการสร้างหนังเรื่องนี้ เพื่อคั่นเวลาระหว่างพักกองถ่ายหนัง Ashes of Time ซึ่งแทนที่เขาจะใช้เวลาว่างพักผ่อน กลับมานั่งคิดพล็อตหนัง ถ่ายทำ แล้วดันสร้างเสร็จอีกนะในระยะเวลาภายใน 2 เดือน (ใช้เวลาถ่ายทำ 23 วัน), แผนที่วางไว้คือหนังสั้น 3 เรื่องที่วนเวียนอยู่แถวๆ Chungking Mansions ใน Tsim Sha Tsui และร้าน Midnight Express (2 ชื่อนี้ผสมรวมกันกลายเป็น Chungking Express), แต่พอตอนทำจริงๆ แค่ 2 เรื่องก็กินเวลาไปมากแล้ว Wong Kar-wai เลยตัดเรื่องสุดท้ายออกแล้วเอาไอเดียไปขยายต่อกลายเป็นหนังยาวอีกเรื่อง Fallen Angels (1995), ด้วยเหตุนี้ Chungking Express จึงเหลือแค่ 2 เรื่องราวที่มี Point-of-View เดียวกัน

เหตุที่เลือกแถวๆ Chungking Mansions ก็เพราะเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยยอดนิยมของชาวต่างชาติใน Hong Kong (ก็เหมือนถนนข้าวสารบ้านเรา) แต่ที่นั่นก็ไม่ได้ปลอดภัยเท่าไหร่นะครับ แบบในหนังครึ่งแรกที่มีอาชญากร พ่อค้ายา โสเภณี ฯ ในสถานที่แห่งนี้มากมาย, กระนั้นที่นี่จะถือว่าเป็นสัญลักษณ์ เป็นศูนย์รวมของวัฒนธรรมที่หลากหลาย ร้าน Fast Food ที่กำลังเริ่มได้รับความนิยมขนาดนั้น อิทธิพลของชาติตะวันตกแผ่เข้าสู่ Hong Kong ผ่านสถานที่แหล่งนี้แหละ, เราสามารถเปรียบสถานที่แห่งนี้เป็นเหมือนจุดผ่านของทุกสิ่งทุกอย่าง วัฒนธรรม ผู้คน รวมถึงความรัก, Fast Food เป็นอาหารที่ฉาบฉวย เหมือนความรักของคนรุ่นใหม่ที่เดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิก รวดเร็วพอๆกับรถไฟ (Express) ไม่เหมือนคนสมัยก่อนที่ชายหญิงถ้าอยู่กินแต่งงานกันแล้ว ไม่มีหรอกที่จะเลิกกัน อยู่ด้วยกันตราบจนวันตาย

ครึ่งแรกของหนัง เป็นเรื่องของชายคนหนึ่ง (Takeshi Kaneshiro) ที่ถูกบอกเลิกวัน April Fool’s Day (1 เมษายน) เลยคิดว่าแฟนสาวพูดเล่น เลยมีความตั้งใจซื้อสัปปะรดกระป๋องที่วันหมดอายุคือ 1 พฤษภาคม ที่เป็นวันเกิดของเขาและครบรอบเดือนที่เธอบอกเลิก ในระหว่างนี้ถ้าเธอยังไม่กลับมาขอคืนดี แสดงว่าเธอเลิกกันเขาจริงๆไม่ได้พูดเล่น, จะเห็นว่าเรื่องราวไม่มีจุดเริ่มต้น อยู่ดีๆก็เริ่มขึ้นวันที่ 28 เมษายน เวลา 3 ทุ่ม ไม่บอกว่าเกิดอะไรขึ้น ฉากแรกของหนังเปิดมาก็วิ่งไล่กันแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ทำไมถึงแฟนสาวถึงบอกเลิก พวกเขาทะเลาะอะไรกัน นี่มีอธิบายย้อนหลังนิดหน่อย แต่ไม่ลงรายละเอียดอะไร นั่นเพราะมันไม่มีความสำคัญอะไรที่ผู้ชมจะต้องรู้ นี่แหละครับที่ผมเรียกว่า หนังเรื่องนี้คือการเดินทาง

การเลือก Takeshi Kaneshiro นักแสดงลูกครึ่งไต้หวัน-ญี่ปุ่นที่พูดได้ 4 ภาษาคือ Mandarin, Cantonese, ญี่ปุ่นและอังกฤษ แสดงถึงความเป็นสากลของตัวละครนี้ คือใครๆทั่วโลกต่างก็ล้วนแต่เคยถูกบอกเลิกโดยไม่รู้ตัว ซึ่งแต่ละคนก็มีวิธีการรับมือกับความอกหักที่ต่างออกไป, ในกรณีของตัวละครนี้ เขาใช้การวิ่งให้สุดกำลัง โดยอ้างว่าถ้าเหงื่อออกหมดตัว ก็จะไม่เสียน้ำตาอีก… ‘โลกนี้มีอะไรไหมที่ไม่มีวันหมดอายุ’ สัปปะรดกระป๋องมีวันหมดอายุ, แม้แต่ความรักยังหมดรักกันได้ จะมีไหมสิ่งที่ ‘อยู่นิรันดร์ 10,000 ปี’ (10,000 ปีในความหมายของคนจีน ถือว่าเป็นนิรันดร์นะครับ)

ผู้หญิงผมทอง Brigitte Lin เป็นชาวไต้หวัน เราจะไม่ได้เห็นดวงตาหรือเรือนร่างของเธอเลย เพราะถูกปกปิดด้วยแว่นกันแดดขนาดใหญ่ และเสื้อคลุมที่ไม่ว่าจะหน้าร้อน หน้าฝนก็ยังคงใส่ไว้, ในหนังให้คำอธิบายไว้ว่าเธอเป็นคนที่รักษาระยะห่างระหว่างตนเองกับคนอื่น สร้างกำแพง (เสื้อผ้า&แว่นกันแดด) เพื่อปกป้องตัวเอง ไม่ให้ใครได้เห็นตัวจริงที่อยู่ข้างใน, คงเพราะเธอเป็นเอเจนต์ขายยาเสพติดด้วยละ จึงต้องปลอมตัวและปกปิดตัวเอง

ความตลกคือ ตัวละครของ Kaneshiro เป็นตำรวจ ตกหลุมรัก ตัวละครของ Lin ที่เป็นเอเจนต์ค้ายา, จะพูดว่าตกหลุมรักคงไม่ถูก เป็นเพื่อนร่วมผ่านคืนวันที่เศร้าเสียใจที่สุดของทั่งคู่, คนหนึ่งต้องยอมรับให้ได้ว่าแฟนสาวเลิกกับเขาจริงๆ ส่วนอีกคนก็กำลังเตรียมใจเพื่อจัดการ(ฆ่า)คนที่ผิดสัญญาทั้งหลาย

ผมมองเห็นอีกอย่างหนึ่งนะครับ คือ 2 ตัวละครนี้สะท้อนข้างในกับข้างนอก (การแสดงออกภายนอก กับสิ่งที่อยู่ข้างในจิตใจ) ถ้าเรามองหนังเรื่องนี้เป็น Linear (เส้นตรง) ผู้กำกับใช้การสลับเปลี่ยนตัวละครดำเนินเรื่อง เพื่อเป็นตัวแทนของอีกตัวตนของมนุษย์, ด้วยแนวคิดที่ว่า มนุษย์ประกอบด้วย กายและจิต ทำไมไม่ให้ตัวละครหนึ่งเป็นกาย ตัวละครหนึ่งเป็นจิต, พอจบหนึ่งเรื่อง (เรื่องแรกจบที่อกหัก เลิกแฟน การตายและเริ่มต้นใหม่) มองได้เหมือนการเกิดใหม่ ก็แนะนำนักแสดงอีกชุดหนึ่ง ซึ่งแทนด้วยกายและจิตเช่นกัน

ครึ่งหลังเป็นเรื่องราวของหญิงสาว (Faye Wong) ที่ทำงานในร้าน Fast Food แห่งหนึ่ง ได้พบกับตำรวจหนุ่ม (Tony Leung Chiu-Wai) ที่ชอบซื้อสลัดให้แฟนของเขากินเป็นประจำ แต่พอเปลี่ยนไปซื้ออย่างอื่นให้ แฟนสาวกลับขอเลิก อ้างว่าต้องการคบคนที่แปลกใหม่บ้าง (แค่เปลี่ยนอาหารเนี่ยนะ!) ซึ่งนี่เป็นการเปิดโอกาสให้หญิงสาวได้ทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อเป็นการเยียวยาหัวใจตำรวจหนุ่ม, เรื่องนี้อยู่ดีๆก็เริ่มขึ้นโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ยเช่นกัน เราจะสามารถมองทั้งสองตอนเชื่อมต่อกันก็ได้ แบบเปลี่ยนนักแสดงเฉยๆ หรือมองว่ามันไม่ต่อเนื่องกัน เป็นสองเรื่องเอกเทศน์ที่มี point-of-view เป็น Chungking Mansions และ Midnight Express เหมือนกัน

บางคนคิดว่าตอนจบของเรื่องแรกค่อนข้างค้างคา ส่วนตัวผมไม่รู้สึกว่าค้างคาอะไรนะครับ มันจบลงในจุดที่เหมาะสมมากๆ คือการเริ่มต้นใหม่ วันที่ 1 พฤษภาคม และยังเป็นวันเกิดของพระเอกตอนแรกอีกด้วย, ที่คุณรู้สึกค้างคาเพราะต้องการตอนจบ อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พระเอกจะสมหวังในรักไหม นางเอกจะตกหลุมรักพระเอกหรือเปล่า, หนังเรื่องนี้ไม่ใช่แค่ไม่มีจุดเริ่มต้น แต่ไม่มีจุดจบด้วย ซึ่งการจบแบบในหนังจะเรียกว่า ‘ปลายเปิด’ ก็ได้ เพราะเปิดโอกาสให้ผู้ชมจินตนาการไปเองได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ใครไม่คุ้นเคยกับการจบแบบนี้คงทำใจยากหน่อย ผมแนะนำให้ลองเปรียบเทียบกับชีวิตมนุษย์นะครับ คล้ายๆกับการที่เราไม่รู้ว่าวันนี้ พรุ่งนี้จะเจอกับอะไร คาดเดาไม่ได้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น ชีวิตดูตื่นเต้น น่าสนใจกว่าการรู้อนาคตไม่ใช่เหรอ?

Tony Leung Chiu-Wai กว่าจะโผล่ออกมาก็สัก 40-50 นาทีผ่านไปแล้ว แต่พี่แกถือว่าไม่ธรรมดาจริงๆ แม้เรื่องนี้จะแอบเปลืองตัวไปหน่อย ใส่เสื้อกล้ามและกางเกงในเดินโตงเตงไปมาในห้องกว่าครึ่งเรื่อง, ผมชอบที่สุดก็ตอนพี่แกคุยกับสบู่, ผ้าเช็ดตัว, ตุ๊กตา เป็นการแสดงที่ธรรมชาติมากๆ เชื่อว่าคงมีบางคนที่เคยเป็น แบบว่าอกหัก หรือเหงาๆ ไม่มีเพื่อนคุยปรับทุกข์ ก็คุยกับเพื่อนในจินตนาการนี่แหละ ยิ่งตอนรอบสองพี่ Leung ที่คุยกับสิ่งของพวกนี้ เล่นเอาผมอมยิ้มพร้อมน้ำตา มันช่างมีความอัศจรรย์ปนความพิศวง เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ใครกันที่ทำแบบนี้ นางฟ้าองค์ใดแปลงกายลงมา?

Faye Wong เธอเป็นนักร้องนะครับ มีผลงานหนังไม่กี่เรื่องเท่านั้น (ส่วนใหญ่ก็กับ Wong Kar-Wai นี่แหละ) ตอนนั้นเธออายุ 24-25 ตัดผมสั้น ผอมๆ นิสัยแก่นๆ หนุ่มๆเห็นแล้วคงคลั่งกันมากๆ ผมก็ใจละลายเลยละ, ตอนที่เธอแอบเข้าไปในห้องของพระเอก แล้วเต้นเพลง California Dreamin’ ผมคิดว่านี่น่าจะเป็นมุมที่น่ารักที่สุดของผู้หญิงเลยนะครับ ภายนอกเธออาจไม่ได้แสดงท่าทาง กิริยาอะไรออกมามากให้ใครได้รู้ แต่พออยู่คนเดียว ในห้องของชายคนที่ตนคลั้งไคล้หลงใหลชื่นชอบ นี่เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่ตื่นเต้น ดีใจจนหยุดไม่อยู่ และเพลงที่เปิดนี้กลายเป็นโคตรอมตะยิ่งฟังยิ่งเพราะเลยละครับ, แรงจูงใจของตัวละครนี้ ผมคิดว่าเธออาจจะมีพื้นหลังคล้ายๆกับพระเอก คือเลิกกับแฟนหนุ่ม ที่คิดแบบนี้เพราะช่วงแรกๆเราจะเห็นว่าเธอชอบเปิดเพลงเสียงดัง อ้างว่าจะได้ไม่ต้องได้ยินหรือคิดอะไร นี่เป็นวิธีการป้องกันตัวเองอย่างหนึ่ง, ตอนที่พระเอกมาซื้อของที่ร้าน เราจะเห็นเธอต้องทำความสะอาดอะไรสักอย่าง นี่คือการแอบ (ทำเป็นไม่สนใจแต่มีท่าทีอยากรู้อยากเห็น) ตอนแฟนเก่าพระเอกฝากจดหมายไว้ที่ร้าน ใครๆต่างแอบเปิดอ่านดู เธอก็เช่นกัน ในห้องน้ำ ไม่ว่าข้อความในจดหมายจะคืออะไร นั่นน่าจะเป็นจุดเริ่มต้นให้เธอเริ่มตกหลุมรักเขาเลยละ

ผู้ชายเป็นเพศที่ดูแลตัวเองไม่ค่อยได้เวลาอยู่ตัวคนเดียว ธรรมชาติสร้างให้ผู้หญิงอยู่เคียงคู่กับเขา, ผู้ชายในหนังของ Wong Kar-Wai แทบทั้งนั้นน่าจะสะท้อนภาพด้านที่อ่อนไหวของผู้ชาย (อาจเว้น The Grandmaster ไว้สักเรื่อง) อย่างหนังเรื่องนี้นำเสนอช่วงที่ผู้ชายถูกผู้หญิงบอกเลิก ตัวละครของ Kaneshiro นำเสนอช่วงเวลาที่เรียกว่า ‘ทำใจยอมรับ’ ส่วนตัวละครของพี่ Leung คือช่วงเวลา ‘เข้าใจตัวเอง’ กับเรื่องที่สาม ผมยังไม่เคยดู Fallen Angels (1995) นะครับ แต่ถ้าคิดแบบต่อเนื่องกัน จะคือ ‘ลืมเธอให้ได้’

เรื่องที่สอง กับช่วงเวลาที่ผมเรียกว่า ‘เข้าใจตัวเอง’ หลายคนอาจสงสัยว่าหมายถึงอะไร, หลังจากที่แฟนสาวบอกเลิกกับพระเอก เขาอยู่ในสภาวะไปต่อไม่ถูก กึ่งซึมเศร้า และกึ่งหลอกตัวเองว่ามันคงไม่จริง นั่นคือยังทำใจไม่ได้ ไม่มีเป้าหมาย และไม่รู้จะทำอะไรดี (ต่างกันตอนแรกที่เป้าหมายชัดว่า 30 วันต้องทำใจได้), หญิงสาวในร้าน Fast Food สังเกตเห็น (เขาเล่นสั่งแต่กาแฟและไม่ยอมอ่านจดหมายที่แฟนเก่าทิ้งไว้ให้) คนที่จมอยู่กับอดีตไม่ยอมก้าวเดินต่อ หญิงสาวเลยตัดสินใจช่วยเขาด้วยการ ‘ปลอมตัว’ ให้ตัวเองแทรกตัวเข้าไปอยู่ในชีวิตของเขาโดยไม่รู้ตัว จากตอนแรกที่คงแค่รู้สึกสงสาร นานวันเข้าก็แปรเปลี่ยนกลายเป็นตกหลุมรัก, ชายหนุ่มที่ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเขา หลายสิ่งเกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งๆที่เขายังเป็นเหมือนเดิม ซึ่งวันที่ค้นพบและหญิงสาวถูกจับได้ เขาก็เริ่ม ‘เข้าใจตัวเอง’ แต่เธอกลับหนีไปทันที เพราะยังไม่ได้กลายเป็น ผู้หญิงในแบบที่เขาต้องการ, ตอนที่พระเอกพบกับแฟนเก่า (มีแฟนใหม่ที่ไว้หนวดหน้าเข้มๆ) นั่นเองเป็นช่วงเวลาที่ทำให้เขาสามารถก้าวเดินต่อไปได้ด้วยตนเองอย่างมีความหวัง

1 ปีผ่านไป หญิงสาวถามว่า ‘อยากจะไปที่ไหน’ (Where do you want to go?) พระเอกตอบว่า ‘มันไม่สำคัญ ที่ไหนก็ได้ที่เธออยากพาฉันไป’ (Doesn’t matter. Wherever you want to take me.) แม้หนังจะไม่บอกเราว่าสถานีปลายทางคืออะไร แต่ค่อนข้างชัดว่าเป็น California แน่นอน

ถ่ายภาพโดย Christopher Doyle และ Andrew Lau เห็นว่า Doyle เช่าห้องพักอยู่ที่ Chungking Mansions เพื่อปักหลังถ่ายหนังเรื่องนี้, ครึ่งแรกเราจะได้เห็นงานภาพที่แปลกประหลาด แสงไฟแบบสโลว์โมชั่นเป็นเส้นๆ ผู้คนก็จะเบลอๆ ผมไม่รู้เทคนิคนี้เรียกว่าอะไร มันดูไม่ค่อยสวยเท่าไหร่ แต่ความหมายของการถ่ายแบบนี้ชัดเจนมากๆคือ รอบข้างไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไร ไม่ต้องรู้ไม่ต้องเห็นไม่ต้องทำความเข้าใจเลยก็ได้ เห็นแบบผ่านๆไปก็พอแล้ว, บรรยากาศของหนังจะค่อนข้างอ้างว้าง โดดเดี่ยว โหยหา ดั่งความรู้สึกของตัวละครทั้งหลาย มีคนวิเคราะห์ว่าความรู้สึกเช่นนี้เหมือนความโหยหาแผ่นดินแม่ของ Hong Kong (ที่ตอนนั้นยังอีกหลายปีกว่าอังกฤษจะคืนเกาะ Hong Kong ให้กับจีน), หนังของ Wong Kar-Wai ขึ้นชื่ออยู่แล้วเรื่องสีสันที่สวยสดใส มันเหมือนแสงหลอดไฟฟลูออเรสเซ็นต์หลากหลายสี สีเสื้อผ้าที่ตัวละครใส่ก็จี๊ดจาด สดใสไม่มีความมืดหมองมัวเลย ทรงผมสีทองของนางเอกในเรื่องแรก ก็สวยเด่นเป็นสง่า ปากแดง สวมแว่นตากันแดดสีแดง นี่กลายเป็นภาพลักษณ์ที่ฮิตใน Hong Kong ไปเลยนะครับ ขนาดว่าสหมงคลฟีล์ม ที่ซื้อหนังเรื่องนี้มาฉายในไทยตั้งชื่อว่า “ผู้หญิงผมทอง ฟัดหัวใจให้โลกตะลึง” … ใครเป็นคนตั้งชื่อเนี่ย

ตัดต่อโดย William Chang, Kai Kit-wai, Kwong Chi-Leung ผมไม่แน่ใจตอนแรกจ้างมาตัดต่อคนละเรื่องหรือเปล่า หรือช่วยกันทั้งสามคน, หนังเรื่องนี้ใช้การบรรยายประกอบภาพวาด มีเวลากำกับอยู่แทบจะตลอดเวลา (เห็นนาฬิกา, ปฏิทิน) หลายครั้งที่ใช้ภาพดำเนินเรื่อง ไม่ได้พูดออกมาว่าเกิดอะไรขึ้น เช่น ตอนสาวผมทองขโมยเด็กเรียกค่าไถ่ ฉากนี้ใช้การเล่าเรื่องด้วยภาพเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งผู้ชมต้องประติดประต่อเองว่าเกิดอะไรขึ้น, บางอย่างหนังก็จงใจไม่พูดออกมาเลย เช่น ชื่อตัวละครหลายตัว, สถานที่, ข้อตกลง ฯ อะไรที่มันไม่สำคัญก็ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรู้ ตัดทิ้งออกหมด

เพลงประกอบโดย Frankie Chan และ Roel. A Garcia, ดูหนังเรื่องนี้จบผมจำ Theme ของหนังไม่ได้เลย (ไม่เหมือน In the mood for Love ที่มีเพลงเดียวเปิดวนๆอยู่ได้ทั้งเรื่อง) แต่ที่จำได้ไม่ลืมคือ California Dreamin’ ร้องโดย The Mamas & the Papas

จะเรียกว่านี่เป็นหนังรวมเพลงดังๆก็ว่าได้นะครับ ซึ่งเชื่อว่าล้วนเป็นเพลงโปรดของ Wong Kar-Wai แทบทั้งนั้น นอกจากเพลง California Dreamin’ ยังมี Things in Life ร้องโดย Dennis Brown, What a Diff’rence a Day Made ของ Dinah Washington, Dreams ของ The Cranberries ฯ เพลงหลังสุดนี่ Faye Wong ทำการ Cover เป็น Cantonese นี่คืออีกเพลงที่ผมชอบนะครับ ให้บรรยากาศเหมือนอยู่ในความฝันจริงๆ ล่องลอย โบยบิน เห็นก้อนเมฆ ฝูงนก ไม่รู้สึกอยากกลับลงมาบนโลกเลย

ใครที่ดูหนังฝรั่งเศสเรื่อง Amélie (2001) มาแล้ว คงรู้สึกคุ้นกับการแอบเข้าไปในห้องคนอื่น แอบทำโน่นทำนี่ เห็นว่าผู้กำกับได้แรงบันดาลใจมาจาก Chungking Express เรื่องนี่แหละครับ

ในแง่สาระของหนัง ผมไม่รู้สึกว่าหนังมีประโยชน์เท่าไหร่ แต่หนังนำเสนอแนวคิด วิธีการที่อาจทำให้ผู้ชมชื่นชอบ, ผลงานของ Wong Kar-Wai เน้นขายสไตล์ ตัวตน และเรื่องราวสะท้อนแนวคิดที่โดนใจ ไม่แน่ใจว่าอีก 50 ปีให้หลังหนังจะกลายเป็น Classic หรือ Cult นะครับ เพราะรูปแบบลักษณะนี้ผมรู้สึกถึงความเป็นแฟชั่นมากกว่าจะกลายเป็นอมตะ แต่เพราะหนังต้องการความรักที่เป็นอมตะ ต่อไปอาจกลายเป็นโคตร Classic ก็เป็นได้

Quentin Tarantino ได้มีโอกาสดูหนังเรื่องนี้ในเทศกาลหนัง ว่ากันว่าหลังจากดูจบ Tarantino ถึงกับน้ำตาคลอเบ้า เพราะความประทับใจ ตื้นตันต่อหนัง ถึงขนาดเซ็นต์สัญญากับ Miramax เปิดบริษัทตัวเอง ซื้อลิขสิทธิ์หนังเพื่อจัดจำหน่ายในสหรัฐอเมริกา, นี่ถือเป็นหนังเรื่องแรกของ Wong Kar-Wai ที่ได้ไปฉายใน Hollywood โดยมี Tarantino เป็นตัวตั้งตัวดี และทำให้ชื่อของ Wong Kar-Wai กลายเป็นที่รู้จักของชาติตะวันตก

Roger Ebert นักวิจารณ์ชื่อดังเปรียบ Wong Kar-Wai หลังจากดูหนังเรื่องนี้ว่าคล้ายกับ Jean-Luc Godard (signs, slogans, pop music) ในช่วงยุค 60s ที่แนวหนังของเขากำลังได้รับความนิยมอย่างสูง ชื่นชมในสไตล์ที่โดดเด่นและเป็นเอกลักษณ์

ถ้าคุณยังดูหนังไม่เข้าใจ แสดงว่าคุณอาจจะเป็นพวกไม่ชอบคิดเวลาดูหนัง ต้องการบริโภคอาหารให้อิ่มท้องเพียงอย่างเดียว โดยไม่สนใจรสชาติ สัมผัส ความรู้สึก, มีคำถามที่ว่า ‘กินเพื่ออยู่ หรืออยู่เพื่อกิน’ หนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังที่ กินเพื่ออยู่ นะครับ ผมเข้าใจหนังเรื่องนี้เพราะเป็นพวก อยู่เพื่อกิน สนใจรายละเอียด ค่อยๆลิ้มรสผ่านตา หู จมูก ลิ้น ผิวกาย และสัมผัสที่หก เมื่อใดที่คุณเข้าใจคำว่า ‘อยู่เพื่อกิน’ ค่อยลองหาหนังเรื่องนี้มาดู ผมคิดว่าหนังของ Wong Kar-Wai ดูง่าย เข้าใจง่ายกว่าหนังฝรั่งเศสหรือหนังอิตาลีเยอะเลยนะครับ

แนะนำกับคอหนัง art-house ประเภท stylist จัดๆ, แฟนหนัง Wong Kar-Wai, คนชอบวิเคราะห์ ความหมาย สัญลักษณ์, ชอบฟังเพลงเก่าๆ คลาสสิก เพราะๆ, นางเอกน่ารัก พระเอกหล่อ สุดยอดการแสดง, ไม่เหมาะกับนักดูหนังประเภทฉาบฉวย ชอบบริโภคความสนุกสนาน หนังเรื่องนี้ลึกซึ้งและมีอะไรมากกว่าที่ตาเห็น

จัดเรต 15+ กับ ยา, sex, ปืน

TAGLINE | “Chungking Express หนังที่มีเรื่องราวและบรรยากาศสไตล์ของ Wong Kar-Wai ที่จะทำให้คุณอกหัก ตกหลุมรัก แล้วจะอกหัก และตกหลุมรัก อย่างไม่มีที่สิ้นสุด”
QUALITY | RARE-GENDARY
MY SCORE | FAVORI 

Leave a Reply

Be the First to Comment!

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of