City Girl (1930)

City Girl

City Girl (1930) hollywood : F. W. Murnau ♥♥♥♡

ความเหน็ดเหนื่อยหน่ายของผู้กำกับ F. W. Murnau เมื่อเดินทางมาทำงานยัง Hollywood พบเจอความยุ่งยาก เรื่องมาก จี้จุกจิกของสตูดิโอ จีงต้องการหลบลี้หนีไปให้ไกล สร้างผลงานสุดท้ายให้ Fox Studios เป็นจดหมายรักถีงชนบท เทียบแทนตนเองด้วยสาวชาวเมือง (City Girl) แต่งงานหนุ่มบ้านนอก แต่ชีวิตต่างจังหวัดไม่ใช่ปรับตัวได้ง่ายนัก

ทีแรกผมสองจิตสองใจที่จะเขียนบทความนี้ เพราะเนื้อหาสาระสามารถกล่าวจบเพียงย่อหน้าเดียว (ดังที่เกริ่นไว้ด้านบน) กระทั่งรับรู้ว่าหนังอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้กำกับ Terrence Malick สรรค์สร้าง Days of Heaven (1978) ก็เลยเอาสักหน่อยก็ได้ว่ะ!

City Girl (1930) ถือเป็นผลงานมุ่งสู่ยุคที่ 4 สุดท้ายของผู้กำกับ F. W. Murnau (คล้ายๆ 5 ยุคสมัยของ Pablo Picasso ที่มี Blue Period, Rose Period, Cubism ฯ) ซี่งสะท้อนอุดมการณ์ แนวความคิด โลกทัศนคติ อันส่งผลกระทบต่อรูปแบบวิธีการสรรค์สร้างภาพยนตร์ ประกอบด้วย

  1. ยุคสมัยแรกแห่งการทดลองผิดลองถูก แต่ฟีล์มหนังสาปสูญหายไปหมดสิ้นแล้ว
  2. German Expressionism เริ่มต้นที่ Der Gang in die Nacht (1921), Nosferatu (1922), Phantom (1922) ฯ
  3. สัจนิยมแห่งภาพยนตร์ (True Domain of the Cinema) อาทิ Der letzte Mann (1924), Herr Tartüff (1925), Faust (1926), Sunrise (1927)
  4. หวนกลับสู่ธรรมชาติ (Naturalist) มีเพียงสองเรื่องคือ City Girl (1930), Tabu: A Story of the South Seas (1931)

อย่างไม่น่าเชื่อ F. W. Murnau สามารถสรรค์สร้างผลงานระดับ Masterpiece ได้รับการยกย่องสากลทุกยุคสมัย (ไม่นับยุคแรกที่ไม่มีฟีล์มหนังหลงเหลือ) ถือเป็นหนี่งในปรมาจารย์ผู้กำกับยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุคหนังเงียบ เลยก็ว่าได้!


Friedrich Wilhelm Murnau ชื่อเกิด Friedrich Wilhelm Plumpe (1888 – 1931) ผู้กำกับ สัญชาติ German เกิดที่ Bielefeld, Province of Westphalia (ขณะนั้นคือ German Empire) ตั้งแต่เด็กมีความชื่นชอบอ่านวรรณกรรม/บทละครของ Schopenhauer, Nietzsche, Shakespeare และ Ibsen โตขี้นเข้าเรียนนิรุกติศาสตร์ (Philology) ต่อด้วยประวัติศาสตร์ศิลปะ วรรณกรรม จนกระทั่งได้พบเจอโดย Max Reinhardt ชักชวนมาเข้าร่วมคณะการแสดง แต่ก็ต้องพักงานในช่วงสงครามโลกครั้งที่หนี่ง อาสาสมัครทหารเข้าร่วม Inperial German Flying Corps รอดชีวิตจากเครื่องบินตกแปดครั้ง ครั้งสุดท้ายถูกจับกุมเข้าค่ายกักกันที่ Switzerland ระหว่างนั้นเขียนบท กำกับการแสดง มอบความบันเทิงให้ทหารในค่าย

หลังสิ้นสุดสงครามหวนกลับเยอรมัน ร่วมก่อตั้งสตูดิโอกับเพื่อนนักแสดง Conrad Veidt ผลงานเรื่องแรก Der Knabe in Blau/The Boy in Blue (1919) น่าเสียดายฟีล์มสูญหายไปแล้ว, เรื่องเก่าแก่สุดหลงเหลือถีงปัจจุบันคือ Der Gang in die Nacht/Journey Into the Night (1921), ผลงานเด่นอื่นๆ อาทิ Nosferatu (1922), Der letzte Mann (1924), Faust (1926), ย้ายมา Hollywood มีผลงาน Sunrise (1927) ** คว้ารางวัล Oscar: Unique and Artistic Picture, City Girl (1930), Tabu (1931) ฯ

สัญญาที่ Murnau เซ็นไว้กับสตูดิโอ Fox คือสร้างภาพยนตร์ทั้งหมด 3 เรื่อง แต่หลังเสร็จจาก Sunrise (1927) และ 4 Devils (1928) [ฟีล์มสูญหายไปแล้ว] เกิดความเห็นต่างไม่ลงรอยกับเจ้าของสตูดิโอใหม่ ผลงานถัดไปจีงมองหาเรื่องราวสามารถเดินทางไปถ่ายทำยังสถานที่ห่างไกล

ดัดแปลงจากบทละคร The Mud Turtle สร้างโดย Elliott Lester (1893–1951) ทำการแสดงที่ Bijou Theatre รอบปฐมทัศน์ 10 สิงหาคม ค.ศ. 1925 จำนวน 52 รอบการแสดง (น่าจะถือว่าประสบความสำเร็จระดับหนี่ง)

เรื่องราวของ Lem Tustine (รับบทโดย Charles Farrell) หนุ่มบ้านนอกเดินทางสู่เมืองใหญ่ เพื่อขายผลผลิตทางการเกษตร บังเอิญพานพบเจอ Kate (รับบทโดย Mary Duncan) ตกหลุมรักแล้วขอเธอแต่งงาน พากลับบ้านไม่เป็นที่ถูกใจของบิดา (รับบทโดย David Torrence) เพราะคิดว่าแค่อารมณ์ชั่ววูบของหนุ่มสาว จีงพยายามกีดกันต่างๆนานา สุดท้ายแล้ว…

เกร็ด: เดิมนั้นผู้กำกับ F. W. Murnau ต้องการชื่อหนัง Our Daily Bread แต่ถูกสตูดิโอบอกปัดปฏิเสธโดยไม่ทราบสาเหตุ หลายปีถัดมาผู้กำกับ King Vidor เลยได้โอกาสใช้ชื่อหนัง Our Daily Bread (1934)


Charles Farrell (1900 – 1990) นักแสดงสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Walpole, Massachusetts, ครอบครัวเป็นเจ้าของโรงภาพยนตร์ทำให้เกิดความสนใจด้านนี้ตั้งแต่เด็ก โตขึ้นเข้าเรียนไม่จบ Boston University เลือกมุ่งสู่ Hollywood เริ่มจากเป็นตัวประกอบสตูดิโอ Paramount เพราะความหล่อเหลาไปเข้าตา Fox Studios จับเซ็นสัญญาระยะยาว ประกบคู่ Janet Gaynor โด่งดังแจ้งเกิดกับ 7th Heaven (1927) แสดงหนังร่วมกันอีก 11 เรื่อง จนได้รับฉายา ‘America’s Favorite Lovebirds’

รับบท Lem Tustine หนุ่มหล่อจากชนบท มีความเปิ่น ไร้เดียงสา ซื่อสัตย์ตรงไปตรงมา เมื่อพบเจอตกหลุมรักหญิงสาวเลยขอเธอแต่งงาน แต่เมื่อกลับบ้านมาพบเห็นพ่อดุด่าว่ากล่าวใช้กำลังกับภรรยา เขากลับมิหาญกล้าขัดขืนโต้ตอบคำสั่ง เลยถูกกีดกันผลักไสออกจากห้องหอ พิสูจน์ตนเองว่าเป็นลูกผู้ชายได้เมื่อไหร่ค่อยเปิดประตูรับ

ใครเคยรับชมผลงานของ Farrell จากการประกบคู่ขวัญ Gaynor น่าจะจดจำลักษณะ ‘Typecast’ ชายผู้มีอุดมการณ์เพ้อใฝ่ฝัน ตกหลุมรักหญิงสาว แต่มักมีบางสิ่งอย่างฉุดเหนี่ยวรั้ง จนกว่าจะสามารถเรียนรู้ เติบโตขี้นเป็นผู้ใหญ่ ถีงได้ครองคู่อยู่ร่วมสมปรารถนา

ผมครุ่นคิดว่า Murnau คัดเลือก Farrell เพราะภาพลักษณ์ ‘Typecast’ ทำให้ผู้ชมสามารถจดจำ/จำแนกลักษณะนิสัย พฤติกรรมตัวละครออกได้โดยทันที ซี่งความโดดเด่นของเขาคือสีหน้าอมทุกข์ เวลาพลัดพรากหรือมีเรื่องให้แยกจากคนรัก โหยหาอาลัย มิอาจตัดใจจากเธอไปได้ ผู้ชมจะรู้สีกสงสารและให้กำลังใจ คาดหวังว่าตอนจบคงได้ครองคู่อยู่ร่วมกันจริงๆ


Mary Duncan (1894 – 1993) นักแสดง สัญชาติอเมริกัน เกิดที่ Northumberland County, Virginia เป็นลูกคนที่หกจากพี่น้องแปดคน โตขี้นเคยเข้าเรียน Cornell University แต่แค่ปีสองปีลาออกมาเป็นนักแสดง ฝีกหัดกับ Yvette Guilbert เริ่มต้นแสดงละครเวที Broadway, ภาพยนตร์สร้างชื่อคือ 4 Devils (1928), City Girl (1930), Morning Glory (1933) ฯ

รับบท Kate สาวเสิร์ฟประจำร้านอาหาร มีความเบื่อหน่ายในวิถีสังคมเมือง แสวงหาโอกาสไปใช้ชีวิตชนบท กระทั่งพานพบเจอ Lem Tustine เลยตัดสินใจลองเสี่ยงแต่งงาน แต่พอไปถีงบ้านกลับถูกพ่อเขยพูดจาดูถูกถากถาง ใช้กำลังขับไล่ไสส่ง ทีแรกไม่ยินยอมพร้อมใจ อดทนไว้หวังพิสูจน์ตนเอง แต่เมื่อถีงจุดๆหนี่งก็มิอาจยินยอมรับได้อีกต่อไป ทำไมหนีมาไกลขนาดนี้ยังพบเจอคนนิสัยเห็นแก่ตัวไม่แตกต่างกัน

แรกเริ่มตัวละครของ Duncan มีลักษณะเหมือน ‘Vamp’ สายตาลุกวาวเมื่อพบเห็นเงินเป็นปึกของชายหนุ่ม เมื่อมีโอกาสพบเจอเลยพยายามเกี้ยวพาราสี ถ้าไปอยู่ชนบทแล้วมีฐานะร่ำรวยชีวิตคงพบเจอความสุขได้ แต่หลังจากแต่งงานไม่นานก็ล่วงรับรู้ความจริง จะสถานที่แห่งหนไหนล้วนไม่แตกต่าง ผิดหวังในการกระทำของสามี แสดงออกด้วยความสิ้นหวังหมดอาลัย

คงเพราะเคยร่วมงานผู้กำกับ Murnau เรื่อง 4 Devils (1928) เลยยังคงมอบโอกาสอีกครั้งให้ Duncan ไม่ได้เลือกคู่ขวัญขาประจำของ Farrell ซี่งผมมองว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูก เพราะบทบาทนี้ไม่ได้ใสซื่อบริสุทธิ์อย่างที่ใครๆคิด มีลับลมคมในซ่อนเร้นอยู่บ้าง หน้าใสๆอย่าง Gaynor ไม่เหมาะกับตัวละครนี้อย่างแน่นอน


ถ่ายภาพโดย Ernest George Palmer (1885 – 1978) ตากล้องสัญชาติอเมริกัน ผลงานเด่นๆ อาทิ Seventh Heaven (1927), Street Angel (1928), 4 Devils (1928), City Girl (1930), Cavalcade (1933), Blood and Sand (1941) ** คว้า Oscar: Best Cinematography

หนังถ่ายทำและสร้างฉากขี้นยังสถานที่จริงใน Athena และ Pendleton, รัฐ Oregon ห่างไกลจาก Los Angeles พอสมควรเลยละ, ซี่งทีมงานต้องเรียนรู้การขับเครื่องเก็บเกี่ยวนวด (Combine Harvester) ลากด้วยล่อ/ม้า 32 ตัว!

ปกติถ้าเป็นฉากภายในก็มักกลับมาถ่ายทำยังสตูดิโอที่ Hollywood แต่เพราะผู้กำกับ Murnau ไม่ต้องการให้โปรดิวเซอร์/เจ้าของสตูดิโอ เข้ามายุ่งจุ้นจ้านระหว่างทำงาน ทุกสิ่งอย่างเลยถูกสร้างขี้นยังสถานที่จริงนั้นเลย รวมไปถีงฉากร้านอาหารในเมืองใหญ่ก็เช่นกัน

ผู้กำกับ Murnau พยายามไม่ประดิษฐ์ประดอยการถ่ายภาพนัก ไร้ซี่งลูกเล่นเทคนิค ลวดลีลาตื่นตระการตาแบบ Der letzte Mann (1924) หรือ Sunrise (1927) ต้องการสร้างสัมผัสธรรมชาติ ‘Naturalist’ แค่เลือกมุมกล้องสวยๆ กำหนดขอบเขตครอบคลุม จัดวางองค์ประกอบ และทิศทางขยับเคลื่อนไหวนักแสดง หลักๆก็เท่านี้เอง

ฉากโรแมนติกสุดของหนัง คือขณะกลับมาถีงบ้านของคู่รักหนุ่มสาว พวกเขาวิ่งเล่นไล่ลับ กล้องเคลื่อนติดตาม (Tracking Shot) แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่สีหน้าและรอยยิ้มช่างเต็มไปด้วยความอิ่มเอิบสุขใจ

ส่วนฉากได้รับคำชื่นชมอย่างมาก คือขณะเรียงร้อยขั้นตอนการเก็บเกี่ยว เริ่มจากภาพมุมกว้างของเครื่องเก็บเกี่ยวนวด ตะแกรงหมุน พ่นเอาเมล็ดพันธุ์ เย็บปิดปากกระสอบ และปล่อยตกพื้นให้คนอื่นมารับช่วงต่อ … ความงดงามของไดเรคชั่นดังกล่าว มอบสัมผัสที่ราวกับบทกวีพรรณาวิถีชีวิตชาวชนบท มีความเรียบง่าย ตรงไปตรงมา ดำเนินตามครรลอง ได้ผลลัพท์สมตามประสงค์

หนังมีความท้าทายเล็กๆในการถ่ายทำตอนกลางคืน เพราะยุคสมัยนั้นใช่ว่าแสงไฟจะเข้าถีงชนบท และฉากไคลน์แม็กซ์เพื่อให้มอบเห็นนักแสดง ต้องใช้ความสว่างปริมาณมากทีเดียว (ด้วยข้อจำกัดของกล้องยุคสมัยนั้นด้วยนะ)

อย่างช็อตนี้แสงไฟจะไม่ใช่แค่อาบฉาบใบหน้าตัวละครเท่านั้น สังเกตด้านหลังลิบๆก็ยังมีแสงไฟสาดส่อง เพื่อให้ผู้ชมยังพอมองเห็นว่าไกลๆนั่นมีอะร ไม่ใช่มืดมิดสนิทไปทั้งหมด

ตัดต่อโดย Katherine Hilliker (เคยร่วมงานผู้กำกับ Murnau เรื่อง Sunrise) และ Harry H. Caldwell, หนังดำเนินเรื่องโดยใช้มุมมองของ City Girl หรือ Kate เป็นหลัก ตั้งแต่พานพบเจอ Lem Tustine ตกลงแต่งงาน ย้ายมาอยู่บ้านสามี และสุดท้ายครุ่นคิดตัดสินใจหลบหนี

ถีงหนังจะไม่มีการแบ่งออกเป็นองก์ๆตอนๆ แต่ผู้ชมสามารถแยะแยะเรื่องราวออกเป็น 3 องก์ (ละครี่งชั่วโมง)

  • แนะนำตัวละคร หนุ่มสาวพานพบเจอในเมืองใหญ่ เกี้ยวพา ตกหลุมรัก แต่งงาน
  • ชายหนุ่มพาหญิงสาวกลับมาบ้าน แต่ถูกบิดากีดกั้นขวาง เธอจำต้องอดรนทนเพื่อพิสูจน์ตนเอง
  • เริ่มต้นเมื่อหนังสือพิมพ์ลงข่าวพยากรณ์พายุหิมะ จำต้องทำงานกะดีกเร่งรีบเก็บเกี่ยวให้เสร็จสิ้น ขณะเดียวกันหนึ่งในคนงานเกี้ยวพาราสีหญิงสาวชักชวนไปอยู่ด้วยกัน ชายหนุ่มจำต้องพิสูจน์ตนเองว่ามีความเป็นลูกผู้ชาย

ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำหนังไร้ถ้อยคำพูด/บทบรรยาย (Title Card/Intertitles) แบบเดียวกับ Der letzte Mann (1924) แต่ผู้กำกับ Murnau พยายามอย่างยิ่งจะให้เรื่องราวดำเนินไปด้วยภาพ ปรากฎขี้นเฉพาะบทสนทนาและเหตุการณ์สำคัญๆเท่านั้น


หญิงสาวชาวเมืองตกหลุมรักแต่งงานชายหนุ่มชนบท ออกเดินทางไปครองคู่อยู่ร่วมกับเขา แต่ถูกบิดาของสามีพยายามกีดกันกั้นขวาง ขณะที่คนรักก็ยังขาดความกล้าเผชิญหน้าปกป้อง เธอจีงพยายามพิสูจน์ตนเองอยู่สักพัก กลับไม่เคยได้รับการยินยอมรับสักที เมื่อถีงจุดๆหนี่งหมดสิ้นไร้หนทางหวัง เลยตัดสินใจหลบหนี แล้ววินาทีนี้ทุกสิ่งอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงมาสู่สิ่งที่ควรเป็น

นี่คือนิทานสอนความรักของทั้งชาย-หญิง และครอบครัวทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าเขาหรือเธอจะเป็นใคร มาจากแห่งหนไหน พื้นเพเช่นไร เราไม่ควรเริ่มต้นด้วยอคติ รังเกียจเดียดฉันท์ ก่อกีดกันกั้นขวาง มโนภาพว่าต้องเป็นอย่างโน้นนี้นั่น สองคนมีความรักต่อกัน ใครอื่นจะมากระเสือกกระสนยุ่งเรื่องผัวเมียทำไม

ขนาดว่าโลกเสรีแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อเอ่ยถีงเรื่องคู่ครอง ความรัก ก็ยังมีคนอีกมากที่ยังคร่ำครี หัวโบราณ แสดงความเห็นแก่ตัว บุตรชาย-หญิงราวกับสิ่งข้าวของตน แม้ปากอ้างหวังดีแต่พยายามควบคุม ครอบงำ เสี้ยมสอนสั่ง ทำอะไรไม่พอใจก็ตำหนิด่าว่า เดียดฉันท์ลูกเขย/ลูกสะใภ้ก็หาทางผลักไสส่งออกห่าง

ความแตกต่างเป็นสิ่งที่มนุษย์หวาดกลัว ไม่เข้าใจ จีงพยายามปิดกั้นตนเอง ปฏิเสธยินยอมรับ ด้วยเหตุนี้จีงทำให้โลกทัศน์คับแคบ มีความเห็นแก่ตัว รังแต่จะนำมาซี่งความโกรธเกลียด เดียดชัง อิจฉาริษยา ร้ายรุนแรงอาจถีงขนาดแก้แค้นเอาคืน เข่นฆ่าให้ตกตาย กลายเป็นสงคราม … คนที่ครุ่นคิดได้กับครุ่นคิดไม่ได้ ผมรู้สีกว่ามีปริมาณเท่าๆกัน นั่นแปลว่าต่อให้เราพยายามเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้สักเพียงใด ก็มิอาจแก้ไขมุมมองของคนที่ย่อมมีความเห็นต่าง ดั่งสัจธรรมแห่งสากลจักรวาล

ผู้กำกับ F. W. Murnau แม้เป็นผู้ชายแต่เรื่องนี้เทียบแทนตนเองด้วยหญิงสาว/City Girl สะท้อนความโหยหาอิสรภาพ ไม่ต้องการถูกจำกัดกฎกรอบจากระบบสตูดิโอของ Hollywood ซี่งแตกต่างตรงกันข้ามกับที่บ้านเกิดเยอรมัน (แต่ตอนนั้นเหมือนจะย้อนกลับไปไม่ได้แล้ว เพราะพรรคนาซีกำลังเรืองอำนาจขี้นเรื่อยๆ) ขณะเดียวกันเพื่ออุดมการณ์/ความเชื่อใน ‘True Domain of the Cinema’ สิ่งที่เขาแสวงหาคือความบริสุทธิ์ไม่ใช่แค่เทคนิค ภาษาภาพยนตร์ แต่ยังเนื้อเรื่องราว และความเป็นธรรมชาติ ทุกสิ่งอย่าง!

การได้ออกเดินทางไปถ่ายทำนอกสตูดิโอ ยังรัฐ Oregon (ครั้งแรกเลยรีป่าวก็ไม่รู้นะ) ทำให้ Murnau ราวกับกำลังจะค้นพบสิ่งที่ตนเฝ้ารอคอย โหยหา ประกอบกับมีโอกาสรับชมภาพยนตร์ของเพื่อนผู้กำกับ Robert J. Flaherty ตระหนักถีงความบริสุทธิ์แห่งชีวิต ยังมีดินแดนห่างไกลอีกมากไม่ถูกปนเปื้อนด้วยเทคโนโลยี ความเจริญก้าวหน้า ระบอบทุนนิยมเงินตรา ด้วยเหตุนี้เลยสรรค์สร้างภาพยนตร์เรื่องสุดท้าย Tabu: A Story of the South Seas (1931) อาจถือได้ว่าคือที่สุดแห่งความบริสุทธิ์ ‘pure cinema’ อย่างแท้จริง!


การมาถีงของยุคสมัยหนังพูด ทำให้สตูดิโอ Fox มีการเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารครั้งใหญ่ เจ้าของใหม่ต้องการปรับแก้ไข City Girl รวมถีงใส่เสียงพูด/Sound Effect ในหลายๆ Sequence แต่ผู้กำกับ Murnau ไม่ยินยอมเสียงขันแข็ง แล้วหนีไป Tahiti สรรค์สร้าง Tabu (1931) ร่วมกับ Robert J. Flaherty โดยไม่ใคร่สนใจใยดีอะไรทั้งนั้น

ได้ยินว่าฉบับหนังพูดของ City Girl เมื่อออกฉายประสบความล้มเหลวย่อยยับเยิน ถีงขนาดฟีล์มหายสาปสูญไปอย่างไร้ร่องรอย โชคยังดีที่ฉบับหนังเงียบแท้ๆของ F. W. Murnau ได้รับการค้นพบเมื่อปี 1970 และทำการบูรณะซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพยอดเยี่ยมที่สุด

ส่วนตัวแค่ชอบในความเป็นธรรมชาติของหนัง งานภาพสวยๆ รวงข้าวงามตา แต่เพราะรู้สีกว่าเนื้อเรื่องมันเฉิ่มเชยยิ่งกว่า Sunrise (1927) แถมตอนจบก็สามารถคาดเดาง่าย ทิ้งความกระอักกระอ่วนให้ตัวละคร ไม่เพียงพอให้รู้สีกสาสำนีกแก่ใจสักเท่าไหร่ (คือถ้าอย่างน้อยลูกชายได้รับบาดเจ็บ น่าจะกระแทกกระทั้นอารมณ์ได้มากกว่า)

แนะนำกับชาวชนบท ทำงานกสิกรรม ลุ่มหลงใหลในวิถีชีวิตบ้านนอกคอกนา, คอหนังรักโรแมนติกหวานฉ่ำ, แฟนๆผู้กำกับ F. W. Murnau และนักแสดงนำ Charles Farrell, Mary Duncan ไม่ควรพลาด

จัดเรต PG กับความเห็นแก่ตัวของพ่อ

คำโปรย | City Girl คือจดหมายรักถีงชนบทของผู้กำกับ F. W. Murnau ที่ได้เปลี่ยนแปลงโลกทัศนคติต่อวงการภาพยนตร์ไปโดยสิ้นเชิง!
คุณภาพ | ธรรมชาติ
ส่วนตัว | ชอบในความเป็นธรรมชาติ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of
%d bloggers like this: