Cléo de 5 à 7 (1962)

Cléo from 5 to 7

Cléo de 5 à 7 (1962) French : Agnès Varda ♥♥♥♥

ต่อให้โชคชะตาฟ้ากำหนดแล้วไง! สุดท้ายมันอยู่ที่ตัวฉันจะครุ่นคิด ตัดสิน กระทำตามเสียงเพรียกเรียกร้องของหัวใจ, ภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องที่สองของท่านแม่ทูนหัว Agnès Varda น่าจะเรียกได้ว่า Masterpiece เรื่องแรกของ Feminist และ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย”

Feminist Film เป็นแนวภาพยนตร์ที่มีมานานตั้งแต่ La souriante Madame Beudet (1923) **เรื่องแรกของโลก, Diary of a Lost Girl (1929), The Women (1939), His Girl Friday (1940), Adam’s Rib (1949), All About Eve (1950) ฯ แต่แทบทั้งนั้นสร้างโดยผู้กำกับชาย!

นิตยสาร The New York Times ได้ให้คำจำกัดความ “first masterpiece of the feminine in the history of the cinema” กับภาพยนตร์เรื่อง Jeanne Dielman, 23 quai du Commerce, 1080 Bruxelles (1975) แต่ลึกๆความเห็นส่วนตัว Cléo de 5 à 7 (1962) มาถึงก่อนหน้าเป็นทศวรรษ สร้างโดยผู้กำกับหญิงหนึ่งเดียวของฝรั่งเศสในยุคสมัย French New Wave (ฝั่ง Left Bank) น่าจะมีความเหมาะสมกับตำแหน่งกว่า

ความงดงามของ Cléo from 5 to 7 คือการนำเสนอลักษณะที่ปรากฎพบเห็นได้ในผลงานวรรณกรรม แปลสู่ภาษาภาพยนตร์ ด้วยเทคนิคที่เรียกว่า ‘Cinécriture’ (แปลว่า writing on film) ใช้กล้องเสมือนปากกา พรรณาด้วยการจัดวาง ให้มีความลื่นไหล-กระโดดตามเรื่องราวอารมณ์ และทุกสิ่งในองค์ประกอบล้วนมีนัยยะแฝงซ่อนเร้นอยู่เสมอ

จะว่าไป Cléo from 5 to 7 มีความคล้ายคลึง Vivre sa vie (1962) ของผู้กำกับ Jean-Luc Godard แถมสร้างขึ้นปีเดียวกันอีกต่างหา! นำเสนอเรื่องราวการค้นหาตัวตนเองของหญิงสาว พยายามดิ้นให้หลุดพ้นพันธการยึดเหนี่ยว/กรงขัง แต่ด้วยลักษณะวิธีแตกต่างตรงกันข้ามเลยละ


Agnès Varda ชื่อจริง Arlette Varda (เกิดปี 1928) ผู้กำกับสร้างภาพยนตร์สัญชาติ Belgian-French เกิดที่ Ixelles, Belgium ลูกคนที่สามจากพี่น้องห้าคน ช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองหลบซ่อนตัวอยู่ Sète (เมืองท่าทางตอนใต้ของฝรั่งเศส) โตขึ้นเรียนจบปริญญาตรี สาขาวรรณกรรมจาก Lycée Victor-Duroy และสาขาจิตวิทยาที่ Sorbonne ทีแรกตั้งใจสมัครเป็นผู้ดูแลพิพิธภัณฑ์ École du Louvr คงไม่สำเร็จกระมังเลยเปลี่ยนมาทำงานช่างถ่ายภาพนิ่ง ค่อยๆเกิดแรงผลักดันบันดาลใจ อยากร้อยเรียงเล่าเรื่องสร้างองค์ประกอบภาพเคลื่อนไหว

“I started earning a living from photography straightaway, taking trivial photographs of families and weddings to make money. But I immediately wanted to make what I called ‘compositions.’ And it was with these that I had the impression I was doing something where I was asking questions with composition, form and meaning”.

– Agnès Varda

ตัดสินใจทดลองสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก La Pointe Courte (1954) ทั้งๆไม่มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน ไร้ผู้ช่วยกำกับ ถ่ายทำยัง Sète ใช้ทุนเพียง $14,000 เหรียญ [น้อยกว่า The 400 Blows หรือ Breathless หลายเท่าตัวเลยนะ] ได้รับคำยกย่องจากนักวิจารณ์ ให้คำนิยาม ‘Forerunner of French New Wave’

ความที่ Varda เป็นผู้กำกับไม่ได้มาจากสายนักวิจารณ์ Cahiers du Cinéma เหมือน Jean-Luc Godard, François Truffaut ฯ เลยถูกจัดกลุ่มเข้าฝั่ง Left Bank ร่วมกับ Chris Marker, Alain Resnais ฯ และผลงานแรก La Pointe Courte (1954) ถือว่าเริ่มต้นยุคสมัยก่อนหน้าใครเพื่อน เลยได้รับฉายา ‘Grandmother and the Mother of the French New Wave’

แซว: ขณะที่ผู้กำกับ Jean-Pierre Melville ได้รับคำเรียก ‘Spiritual father of the French New Wave’

หลังเสร็จจาก La Pointe Courte ผู้กำกับ Varda ได้รับมอบหมายจาก French Tourist Office ให้สร้างสารคดีขนาดสั้นสองเลือก จึงได้ทดลองโน่นนี่นั่นเก็บเกี่ยวประสบการณ์จนช่ำชอบ และครุ่นคิดเตรียมพร้อมภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องถัดไป กลายมาเป็น Cléo from 5 to 7

เรื่องราวของ Cléo (รับบทโดย Corinne Marchand) เริ่มต้นเวลา 5 โมงเย็น กำลังให้หมอดูดวงทำนายอนาคต เปิดได้ไพ่ทาโรต์ Hangman สร้างความหวาดสะพรึงกลัวให้อย่างมาก เพราะวันนี้หลังหกโมงเย็นมีนัดกับหมอ เพื่อให้คำตอบยืนยันว่าตนเองป่วยโรคมะเร็งจริงหรือเปล่า กับเวลาอีกชั่วโมงกว่าๆที่เหลือจึงพยายามหาหนทางระบายความกระวนกระวาย อยู่สุขไม่ได้ต้องหาอะไรทำโน่นนี่นั่น เดินเล่นพบปะพูดคุยคนแปลกหน้า กระทั่งเวลา 6 โมงครึ่ง …


Corinne Marchand ชื่อจริง Denise Marie Renée Marchand (เกิดปี 1937) สัญชาติฝรั่งเศส เกิดที่ Paris เข้าสู่วงการจากเป็นนักร้อง แสดงโอเปร่า แสดงภาพยนตร์บทสมทบประปราย กระทั่งได้รับโอกาสแจ้งเกิดโด่งดัง Cléo from 5 to 7 (1962), ผลงานเด่นอื่นๆ The Sultans (1966), Borsalino (1970), Les évasions célèbres (1972) ฯ

รับบท Cléo Victoire นักร้องสาวเสียงดีคงพอมีชื่อเสียงระดับหนึ่ง ใช้ชีวิตเหมือนลูกคุณหนูได้รับการเลี้ยงดูแบบตามใจ แต่พอเกิดอาการเจ็บป่วยไปหาหมอ เริ่มหมกมุ่นครุ่นคิดถึงความตายใกล้เข้ามาอย่างคลุ้มคลั่ง เครียดหนักกระวนกระวายไม่สามารถสงบนิ่งอยู่ได้ ใช้เวลาชั่วโมงครึ่งออกเดินไปโน่นนี่นั่น พบปะผู้คนรู้จัก-แปลกหน้า กระทั่งจับพลัดจับพลูพูดคุยนายทหาร Antoine (รับบทโดย Antoine Bourseiller) ตระหนักถึงปัญหาตนเองช่างเล็กน้อยขี้ประติ๋ว เมื่อเทียบกับทหารหาญต่อสู้รบใน Algerian War

ผมมีความคลั่งไคล้ภาพลักษณ์ดั่งตุ๊กตาของ Marchand ตั้งแต่ใบหน้าทรงผม สวมใส่เสื้อผ้า สวยสง่างามตา ดูดีสมบูรณ์แบบทุกสัดส่วน, เรื่องการแสดงก็โดดเด่นไม่แพ้กัน สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านสีหน้า ท่าทาง การกระทำ แปรเปลี่ยนไปเรื่อยๆแทบจะทุกนาทีจนไม่สามารถคาดเดาอะไร เริ่มด้วยความกระวนกระวาย วาระสุดท้ายถึงค่อยสงบสติลงได้

บทบาท/การแสดงของ Marchand ทำให้ผมหวนระลึกนึกถึง Anna Karina จากเรื่อง Vivre sa vie (1962) ในลักษณะแตกต่างตรงกันข้าม กล่าวคือ
– บทบาทของ Marchand มีความกวัดแกว่งทางอารมณ์อย่างมาก เริ่มจากอาการว้าวุ่นวายจนสุดท้ายค่อยๆสงบลงได้
– การแสดงของ Karina เริ่มต้นด้วยความสงบนิ่งเยือกเย็น ค่อยๆรับเรียนรู้ค้นพบตัวตนเอง ช่วงท้ายต้องการกระทำบางสิ่งอย่างเพื่อให้หลุดออกจากวัฏจักรวังวนอันชั่วช้า

ถ่ายภาพโดย Jean Rabier, Alain Levent, Paul Bonis ทั้งหมดถ่ายทำยังสถานที่จริงรอบกรุงปารีส ในลักษณะกองโจร (Guerilla Unit) ใช้แสงธรรมชาติ ตัวประกอบก็คือฝูงชนเดินผ่านไปมา หลายครั้งจับจ้องมองเข้าหากล้องด้วยความพิศวงสงสัย

ผู้กำกับ Varda ชื่นชอบใช้ประโยชน์จากความบังเอิญ จนแทบแยกแยะไม่ออกเลยว่าฉากนั้นจงใจหรือจับพลัดจับพลู โดยเฉพาะการจับจ้องมองกล้องของฝูงชน ดูยังไงก็เหมือนบังเอิญแต่กลับซ่อนเร้นนัยยะ สร้างความรู้สึกอับอายขายขี้หน้าให้กับตัวละคร ประสบผลสัมฤทธิ์ที่ทรงพลังมากๆ

เชื่อว่าทุกคนคงรู้สึกเหมือนโดนหลอก กับภาพแรกของหนังถ่ายทำด้วยฟีล์มสี แต่กลับมีเท่านั้นแหละที่เหลือคือภาพขาว-ดำ นี่เป็นการสะท้อน ‘ความมีชีวิต’ ของ Cléo แรกเริ่มวาดฝันอนาคตอันสวยสดใส ฝากไว้กับการทำนายไพ่ทาโร่ต์ แต่เมื่อใบแห่งความตายปรากฎถือว่าจบเห่หมดสิ้นกัน ต่อจากนั้นจิตใจเธอจึงปกคลุมด้วยสิ้นหวังหดหู่ ไร้ซึ่งสีสันขึ้นมาโดยทันที

ไพ่ทาโร่ต์ใบนี้ขึ้นพร้อมชื่อหนัง Cléo de 5 à 7 เทียบแทนได้ด้วย Cléo ตรงๆเลยละ

ตั้งแต่ภาพแรกๆของ Cléo สังเกตุพื้นหลังประกอบด้วยแมว (สัตว์สัญลักษณ์แทนด้วยตัวเธอเอง) และนาฬิกาบ่งบอกเวลา 5 โมงกว่าๆ (คือการนับถอยหลังเวลาชีวิตของตนเอง)

ชุดลายจุดด่างดำของเธอ สะท้อนถึงความเอาแน่เอานอนไม่ได้ จิตใจเรรวนปรวนแปร หมกมุ่นอยู่กับความกระวนกระวาย จะเป็นหรือจะตายก็ถ้ายังไม่ถึงเวลาใครกันจะตอบได้!

Cléo เดินลงบันไดแบบกะจิตกะใจไม่ค่อยอยู่กับเนื้อกับตัว (ตัดต่อแบบ Jump Cut และ Repeat Cut) จากนั้น Long Take ข้ามถนนไปร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามอย่างเชื่องช้าสิ้นหวัง และจับจ้องมองกระจกช็อตนี้ สะท้อนร่องรอยต่อ ใบหน้าอันบิดเบี้ยว นี่ฉันเป็นใคร? แล้วจะทำยังไงต่อไปกับชีวิตดี?

แวะเข้าร้านหมวกด้วยการปั้นแต่งสีหน้าร่าเริง ทดลองสวมใส่โน่นนี่นั้น ล้วนคือสัญลักษณ์ของการค้นหาตัวเอง ใบไหนกันที่เหมาะสมกับตน, ก่อนหน้าที่ Cléo จะตัดสินใจเลือกซื้อใบสีดำ เธอหยิบหมวกนี้ที่มีตาข่ายบังหน้า ราวกับลวดหนาม/กรงขังที่ครอบงำจิตใจ/ตัวตนแท้จริงหลบซ่อนภายใน

ระหว่างทางบนรถ Taxi พานผ่านร้านขายหน้ากาก นี่เฉกเช่นกันคือสัญลักษณ์ของการปกปิดบัง ไหนละอัตลักษณ์ตัวตนแท้จริงของหญิงสาว

ห้องอันหรูหราไฮโซของ Cléo แต่จัดวางเฟอร์นิเจอร์ เก้าอี้ เตียงตั้งแบบห่างๆ รโหฐานบนความว่างเปล่า และมีสีขาวบริสุทธิ์ ดูแล้วคงเป็นการสะท้อนตัวตนภายในของหญิงสาว สวมชุดเหมือนนกจิตใจโหยหาอิสรภาพ

ไม้คานสำหรับยืดยก คงคือสัญลักษณ์ของความต้องการยืดหยุ่น มีอิสรภาพทางความครุ่นคิด-กระทำ มากกว่าที่เป็นอยู่ปัจจุบันนั้น

สังเกตตำแหน่งกระจกบริเวณข้างๆเตียงสี่เสา เอียงก้มลงเล็กน้อยพบเห็นส่วนล่างของร่างกาย นั่นคงสะท้อนความต้องการของหญิงสาว เตียงนี้ไว้สำหรับร่วมรักหลับนอน ช่วงเวลานี้โหยหาต้องการแต่แฟนหนุ่มกลับแสดงความลัลล้า

ระหว่างเฝ้ารอคอยเวลา Cléo และคนรับใช้ ต่างนั่งโยกชิงช้า/เก้าอี้ พูดคุยสนทนาอย่างผ่อนคลาย พยายามจะไม่แคร์ยี่หร่าอะไร

สังเกตว่าตรงกำแพงพื้นหลังฝั้ง Cléo มีปีกนกแขวนอยู่ สัญลักษณ์ของการโบยบินอิสรภาพ แต่ช่วงขณะนี้เหมือนว่าหญิงสาวยังจมปลักอยู่ในกรงขัง (แขวนปีกไว้ เลยไม่สามารถโบยบิน)

ไม่ได้ใช้เทคนิคอะไรหวือหวาน่าตกตะลึง แค่เพียงจัดฉากให้เหมาะสมกลมกลืน และขยับเคลื่อนกล้องด้วยตำแหน่งทิศทางถูกต้อง เท่านี้ขณะที่ Cléo พอดิบพอดีกับพื้นหลังปกคลุมด้วยพื้นสีดำ สะท้อนถึงอนาคต/สิ่งที่อยู่ภายในจิตใจของเธอช่างมืดมิดสนิท มองอะไรแทบไม่เห็น

ลักษณะของ Cinécriture สังเกตง่ายๆคือฉากนี้ หลังจากที่ Cléo เลิกสนฟังคำใคร ตัดสินใจแน่วแน่ต้องการเป็นตัวของตนเอง เธอเปลี่ยนชุดเดินออกจากบ้าน ฝ่าฝูงนก(พิราบ?) นั่นคือสัญลักษณ์แห่งอิสรภาพ

แล้วฉากนี้มัน Cinécriture เช่นไร? การกระทำของ Cléo ได้รับการนำเสนอ พรรณาออกมาผ่านภาษาภาพที่แฝงนัยยะความหมาย นี่เป็นลักษณะที่นวนิยายชอบใช้ ภาพยนตร์ยุคสมัยนั้นยังไม่พบเห็นสักเท่าไหร่ ได้รับความนิยมก็จากผู้กำกับรุ่น French New Wave นี่แหละ!

ฉากนี้ก็มีลักษณะของ Cinécriture เช่นเดียวกัน, กลุ่มของฝูงชนชายกำลังเดินเรียงแถวไปข้างหน้า Cléo หันไปมองแล้วเดินสวนไปอีกทาง ทำไมฉันต้องคล้อยตามขนบวิถีทางสังคม เลียนแบบการกระทำผู้อื่น เป็นตัวของตนเองไม่ง่ายกว่าหรือ?

รูปปั้นเปลือยหญิงสาว ดูหยาบกระด้าง ไร้เรียบเนียนงาม แค่มีเค้าโครงความเป็นมนุษย์เท่านั้นเอง, ผมมองงานศิลปะนี้มีลักษณะ Impressionist มากกว่า Surrealist ศิลปินนำเสนอมุมมอง/ทัศนคติของตนเองต่อนางแบบเพศหญิง

ผมว่านี่คือมุมมองต่อเพศหญิงของผู้กำกับ Varda ที่ทศวรรษนั้นมีลักษณะไม่ต่างจากปูนปั้นหยาบๆ ยังขาดความสวยงามน่าเชยชม คงอีกสักพักหลายปีทศวรรษสำหรับตกแต่งขัดเกลา พัฒนาให้ค้นพบเจอความงามแท้จริง

ทำไมถึงต้องนับปริมาณทหารเรือ? อันนี้ส่วนหนึ่งผมมองว่าเป็นความโรแมนติกของผู้กำกับ Varda เคยอาศัยอยู่เมืองท่า Sète พบเห็น/ตกหลุมรักหนุ่มๆทหารเรือ, ขณะเดียวกันสื่อได้ถึง Algerian War พวกเขาคือกลุ่มคนที่ไปออกรบ มีปริมาณเท่าไหร่จะได้หวนกลับบ้านพักผ่อน

หนังเงียบนำแสดงโดย Jean-Luc Godard, Anna Karina, Eddie Constantine และ Jean-Claude Brialy (ใครเป็นใครลองไปสังเกตกันเองนะครับ) สาระใจความของเรื่องราว แค่สวมแว่นดำก็ทำให้มุมมองเห็นอะไรๆแตกต่าง จนบางครั้งเกิดความเข้าใจผิดโดยไม่รู้ตัว ซึ่งสะท้อนกับโลกทัศน์ของ Cléo ช่วงขณะนั้น กำลังค้นหาตนเองแต่ในทิศทาง/ความเข้าใจ ยังไม่พบเจอถูกต้องสักเท่าไหร่

กระจกแตก พบเห็นร่องรอยร้าว นี่เช่นกันสะท้อนโลกทัศนคติของ Cléo อยู่ในช่วงเปราะบางแตกหัก ซึ่งสามารถมองได้ทั้ง
– ใกล้ถึงจุดค้นพบเจอตัวตนเอง
– เกือบแล้วจะบ้าคลั่งสูญเสียสติแตก

การพบเจอ Antoine บริเวณสะพานข้ามน้ำตก สะท้อนกฎแห่งธรรมชาติของสิ่งอยู่สูงต้องไหลลงต่ำ ตัวตน/จิตใจคนก็เฉกเช่นกัน! คนแปลกหน้าทำให้โลกทัศน์หัวสูงของ Cléo ยินยอมเปิดออกรับฟัง เกิดความเข้าใจตระหนักได้เลยว่า ความกลัวตายของตนเองเทียบไม่ได้กับชายคนนี้พบเจอในสนามรบเลยสักนิด

รถประจำทางบนท้องถนนย่อมเชื่องช้ากว่ารถไฟวิ่งบนราง ช็อตนี้น่าจะเป็นการเปรียบเทียบสองโลก หญิงสาว-ชายหนุ่ม ประเทศฝรั่งเศส-สงครามแอลจีเรีย แม้หมกมุ่นเรื่องความตายเหมือนกัน แต่อะไรๆกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

การได้รู้จัก Antoine ทำให้ Cléo ค้นพบคำตอบของตัวตนเอง ช็อตนี้บริเวณรอบข้างรายล้อมด้วยต้นไม้ ตัวแทนของความสงบสุขร่มรื่น จิตใจของหญิงสาวก็เฉกเช่นกัน

แม้การพบเจอหมอทำให้ Cléo ได้เรียนรู้ว่าตนเองป่วย-ไม่ป่วย แต่นั่นก็หาใช่สิ่งสลักสำคัญในชีวิตของเธออีกต่อไป เพราะเมื่อได้ตกหลุมรักชายคนนี้ ไม่ว่าอย่างไรอนาคตย่อมมีความหวัง

ช็อตจบนี้มีความละเอียดอ่อนมากๆนะครับ ผมไม่ขออธิบายแต่จะแนะนำให้สังเกตสีหน้า สายตา ทิศทางการขยับเขยื้อน ที่จะค่อยๆมีวิวัฒนาการเริ่มจากหวาดกลัว กลายเป็นยินยอมรับทำใจ และที่สุดคือพบเห็นร่องรอยยิ้ม นั่นคือสิ่งที่สะท้อนความหวังท่ามกลางช่วงเวลาอันเลวร้าย

ตัดต่อโดย Pascale Laverrière, Janine Verneau ดำเนินเรื่องผ่านมุมมองสายตาของ Cléo Victoire คาดคิดว่าน่าจะคือ ‘วันศรีษมายัน’ (กลางๆเดือนมิถุนายน) ที่มีกลางวันยาวนานสุดในรอบปี ระยะเวลาตั้งแต่ 5 โมงจนถึง 6 โมงครึ่ง และจะมีขึ้นข้อความ Chapitre I ถึง X รวมถึงชื่อบุคคลอยู่ร่วม

การแบ่งโครงสร้างของหนังออกเป็นตอนๆ เพื่อบ่งบอกตำแหน่งชีวิต (Position in Life) และบุคคลอยู่ร่วมด้วยที่คอยสร้างอิทธิพล/แรงบันดาลใจ ประมาณว่าตัวตนของ Cléo เกือบทั้งหมดหาใช่ของตนเองแม้แต่น้อย

เทคนิคการตัดต่อถือว่ามีความหลากหลายพอสมควร พบเห็น Jump Cut, Repeat Cut, สลับมุมมองตัวละคร-สายตา, บางครั้งก็ปล่อยยาว Long Take ขึ้นอยู่กับอารมณ์/ความสนใจของตัวละคร เกิดความเบื่อหน่ายก็กระโดดข้ามไปอย่างรวดเร็ว (แต่เวลารวมยังคงได้ 90 นาทีอยู่นะ)

ช่วงขณะการตัดต่อที่มีการพูดถึงมากสุดคือ ‘Repeat Cut’ ขณะที่ Cléo กำลังเดินลงบันได ปรากฎภาพใบหน้าเธอสามครั้งติด สามารถมองเป็นการเน้นย้ำถึงความผิดหวังชอกช้ำ เสี้ยวส่วนของสิ่งไม่อยากจดจำแต่กลับเกิดขึ้นซ้ำๆ


เพลงประกอบใช้บริการของ Michel Legrand (1932 – 2019) นักแต่งเพลงยอดฝีมือสัญชาติฝรั่งเศส ตอนนั้นยังไม่โด่งดังสักเท่าไหร่ ผลงานอมตะ อาทิ The Umbrellas of Cherbourg (1964), The Young Girls of Rochefort (1967), The Thomas Crown Affair (1968), Summer of ’42 (1971), Yentl (1983) ฯ

เกร็ด: Legrand มารับเชิญในหนัง แสดงเป็นนักเปียโนบรรเลงให้ Cléo ขับร้องเพลง

งานเพลงในส่วน Soundtrack มักเติมเต็มช่วงเวลาเหงาๆอยู่ตัวคนเดียว ออกเดินบนท้องถนนด้วยความกระวนกระวาย หรือขณะโรแมนติกหวานซาบซ่านกับเจ้าชาย ล้วนเป็นการพรรณาอารมณ์ความรู้สึกตัวละครออกมาแทนถ้อยคำพูด

ได้ยินเป็น Diegetic Music จากตู้เพลง, วิทยุ, และขับร้องสด Sans Toi (แปลว่า Without You) โดย Corinne Marchand ท่วงทำนองแห่งความเจ็บปวดรวดร้าว ชอกช้ำระกำทรวง ครุ่นคำนึงโหยหา ฉันคงมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้ถ้าขาดเธอ

บทเพลงได้ยินจากวิทยุบน Taxi และที่ Cléo เดินไปกดยังตู้เพลงคือ La Belle Putain (แปลว่า The Beautiful Whore) ท่วงทำนอง Jazz เน้นจังหวะสนุกสนานรุกเร้าใจ ชักชวนให้ใครๆลุกขึ้นมาโลดเต้น คงสไตล์อันโดดเด่นของ Legrand ไม่เปลี่ยนแปลง

Cléo from 5 to 7 คือเรื่องราวของการค้นหาตัวตนเองของ Cléo ซึ่งมีคำเรียกทางปรัชญา อัตถิภาวนิยม (Existential) พิจารณาว่าด้วยปัจเจก ตัวตน ประสบการณ์ของแต่ละคน และความพิเศษอันเป็นหนึ่งเดียว คือสิ่งพื้นฐานความเข้าใจธรรมชาติวิทยาของมนุษย์

เกร็ด: ชาวฝรั่งเศสมีความเชื่อว่า ระหว่าง 5 โมงถึง 1 ทุ่ม คือช่วงเวลาที่คนรักมักได้พบเจอกัน

อาการเจ็บป่วยของ Cléo ทำให้เธอเกิดอาการหมกมุ่นครุ่นคิด พยายามค้นหาว่าชีวิตจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป!
– เริ่มต้นจากพึ่งพาโหราศาสตร์ (เชื่อถือไม่ค่อยได้เท่าไหร่)
– คนรับใช้เล่าเรื่องความเข้าใจผิด (เพื่อส่งเสริมให้กำลังใจ)
– แฟนหนุ่มบอกไม่เป็นไร (แสดงความเห็นแก่ตัว ไม่พยายามเรียนรู้ทำความเข้าใจตนเอง)
– เพื่อนร่วมงานยกยอปอปั้น (หลอกตัวเอง)
– ผู้คนรอบข้างจับจ้องมอง (โลกรายล้อมด้วยสิ่งอันตราย)
– เพื่อนสาวเปลือยกายเป็นแบบ (อิจฉาริษยาในความกล้า)
– และชายแปลกหน้า สนิทสนมความตายใกล้กว่า (เกิดความเข้าใจถึงสิ่งที่ตนเองประสบ เลวร้ายกว่านี้ยังมี)

ผู้กำกับฝั่ง Left Bank จะมีความโดดเด่นในแง่ผสมผสานประเด็นสังคมเข้าไปในผลงาน ซึ่งเรื่องนี้โดดเด่นชัดมากกับ Algerian War (1954 – 1962) ชาวฝรั่งเศสยุคสมัยนั้นส่วนใหญ่มีปฏิกิริยาต่อต้านไม่เห็นด้วย โลกเพิ่งสงบจากสงครามใหญ่ไม่นาน ไฉนยังต้องมาเข่นฆ่าล้างผลาญให้ชีวิตดับสูญสิ้นอยู่อีก!

แซว: เท่าที่ผมสังเกตมุมมองของผู้กำกับ Varda ไม่ได้สนเหตุผลการเกิดขึ้นของ Algerian War แม้แต่น้อย! กล่าวคือมองแค่ว่าสงครามมันไม่ดี ทำให้เกิดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน สมควรต้องยุติหยุดสิ้น

ตัวละคร Cléo เสี้ยวส่วนหนึ่งย่อมสามารถเทียบแทนถึงผู้กำกับ Agnès Varda ในช่วงเวลาแห่งการค้นหาตัวตนเอง ซึ่งต้องจับจ้องสังเกตสิ่งต่างๆ ครอบครัว-ญาติมิตร-เพื่อสนิท-บุคคลรอบข้าง วิถีสังคม และประเทศชาติ นำมาปรับประยุกต์ผสมผสานให้กลายมาเป็นปัจจุบันฉันเอง!

แม้ผู้กำกับ Varda จะแสดงความคิดเห็นถึงแนวทางการสร้างภาพยนตร์(ของตน) ไม่ได้มีเป้าหมาย Feminisim ยกย่องเชิดชูสิทธิเสมอภาคเท่าเทียมสตรี แต่เรื่องราวที่คือมุมมองของตนเอง เพศหญิง นั่นแหละสามารถเรียกได้ว่า Feminist

สิ่งสำคัญสุดของการจะค้นพบตนเองไม่ใช่มัวแต่หมกมุ่นครุ่นคิดมาก แต่คือเปิดอกรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ให้ความสนใจสิ่งต่างๆรอบข้าง และเรียนรู้ที่จะ ‘เอาใจเขามาใส่ใจเรา’ เพราะปัญหาส่วนใหญ่แทบทั้งนั้นประสบพบเจอกับตัว มักมีความกระจิดริดเมื่อเทียบความเป็นไปได้ต่อโลกกว้าง ตระหนักได้เช่นนั้นไม่ว่าเหตุการณ์ร้ายใดๆบังเกิดขึ้น จักพบเห็นแสงสว่างแห่งความหวังสาดส่องประกาย สร้างขวัญกำลังใจให้สามารถก้าวเดินต่อไปไร้ความหวาดกลัวเกรง


ส่วนตัวชื่นชอบภาพยนตร์เรื่องนี้มากๆ หลงใหลคลั่งไคล้ในไดเรคชั่นของ Agnès Varda สัมผัสได้ถึงเทคนิค Cinécriture ชักชวนให้ครุ่นคิดบ่อเกิดสติปัญญา และการแสดงของ Corinne Marchand อยากได้ตุ๊กตาตนนี้มาเชยชมเสียจริง

“ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” โดยเฉพาะสุภาพสตรีทั้งหลาย น่าจะเข้าถึงตัวตน/จิตวิญญาณของ Cléo ได้ลึกซึ้งกว่าผู้ชาย และเกิดแรงบันดาลใจกล้าครุ่นคิด ติดสิน กระทำตามเสียงเพรียกเรียกร้องของหัวใจ

สำหรับสุภาพบุรุษทั้งหมาย ผมยังคงแนะนำให้ “ต้องดูให้ได้ก่อนตาย” เหมือนกันนะครับ เพราะภาพยนตร์เรื่องนี้จะทำให้คุณเปิดโลกทัศนคติเกี่ยวกับผู้หญิง มุมมองความคิด และรู้จักยินยอมรับตัวตนเองของพวกเธอ

จัดเรต PG กับความว้าวุ่นกระวนกระวายใจของตัวละคร อาจเครียดเกินไปสักหน่อยสำหรับเด็กเล็ก

คำโปรย | ผู้กำกับ Agnès Varda บรรจงเขียนแต่ง Cléo de 5 à 7 จนสามารถก้าวผ่านข้อจำกัดเพศหญิง สู่อิสรภาพอันไร้ขอบเขต
คุณภาพ | ร์พี
ส่วนตัว | ชื่นชอบมากๆ

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of