Close-Up (1990)

Close Up

Close-Up (1990) Iranian : Abbas Kiarostami ♥♥♥♥

หนังสารคดีสุดประหลาด บันทึกเหตุการณ์จริงของชายคนที่แอบอ้างตัวเองเป็นผู้กำกับชื่อดัง อะไรเป็นสิ่งดลใจให้เขาทำเช่นนั้น, หนังสัญชาติ Iran ของผู้กำกับ Abbas Kiarostami ผมไม่คิดว่านี่จะเป็นหนังเรื่องที่ดีที่สุดของเขา แต่เป็นหนังที่แสดงถึงอัจฉริยภาพของผู้กำกับมากที่สุด

นี่เป็นหนังเรื่องที่ 3 ของ Abbas Kiarostami ที่ผมได้มีโอกาสดู หลังจากดูจบ ผมมีความรู้สึกค่อนข้างลังเล นี่เป็นหนังที่ยอดเยี่ยมมากๆ หาตำหนิไม่ได้เลย แถมยังรสชาติแปลกใหม่ไม่เหมือนใคร แต่นี่ไม่ใช่หนังที่ใครจะชอบกันง่ายๆ บรรยากาศที่ตึงเครียดตลอดเวลา ต้องคิดตามแทบทุกประโยคคำพูด ดูจบแล้วทำเอาผมหมดแรง หนังดีจริงคงไม่เถียง แต่จะชอบไหมนั่นอีกเรื่องหนึ่ง

ชาร์ท Asian Cinema 100 Ranking ที่จัดอันดับ 100 ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของเอเชีย โดยเทศกาลหนังเมือง Busan ในบรรดาหนังของ Kiarostami มีติดชาร์ทนี้ถึง 6 เรื่อง หนังที่ได้รับการจัดวางสูงสุดคือ Close-Up ติดอันดับ 11, นิตยสาร Sight & Sound ก็จัดหนังเรื่องนี้สูงถึงอันดับ 43 ในชาร์ทนักวิจารณ์ และอันดับ 39 ในชาร์ทผู้กำกับ นี่น่าจะหมายถึงนักวิจารณ์มองหนังเรื่องนี้ว่าเป็นหนังยอดเยี่ยมที่สุดของ Abbas Kiarostami

ช่วงปลายปี 1989 ขณะที่ Kiarostami กำลังเตรียมการเพื่อสร้างหนังเรื่องต่อไป เขาได้อ่านบทความในนิตยสาร Sorush เขียนโดย Hassan Farazmand เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นทางตอนเหนือของ Tehran ชายคนหนึ่งแอบอ้างว่าตัวเองเป็นผู้กำกับชื่อดัง Mohsen Makhmalbaf, Kiarostami อ่านดูแล้วมีความสนใจมาก โดยเฉพาะคำที่ว่า ‘แอบอ้างเป็นผู้กำกับ’ เขาจึงพักการเตรียมงานหนังเรื่องถัดไป มาบันทึกสารคดีของ Hossain Sabzian ชายผู้แอบอ้างนี้ ค้นหาว่าทำไม อะไรเป็นแรงบันดาลใจของเขา

เรื่องราวส่วนใหญ่ของหนังเกิดขึ้นที่ศาล เป็นภาพเหตุการณ์จริงระหว่างการพิจารณาคดี การให้การของจำเลยที่ถูก Sabzian หลอก และคำให้การของ Sabzian ซึ่งพยายามแก้ต่าง ว่าไม่ได้มีความตั้งใจที่ชั่วร้ายแอบแฝง

กับเพื่อนใหม่ คงไม่มีใครเคลือบแคลงสงสัยกันตั้งแต่แรกพบ พูดบอกอะไรมาก็เชื่อแบบนั้น แต่เมื่อได้ทำความรู้จักสนิทสนม จากคนแปลกหน้ากลายมาเป็นเพื่อน นี่ทำให้เกิดการสังเกต จากการกระทำที่ดูผิดวิสัย ดีเกินไป เลวเกินไป มากเกินไป ฯ จะเริ่มทำให้เกิดคำถาม, กับเหตุการณ์ลักษณะนี้ คนที่แอบอ้างว่าเป็นในสิ่งที่ตนไม่ได้เป็น ใครๆย่อมต้องคิดว่ามีเหตุผลอะไรสักอย่างแอบแฝงไว้แน่ อาทิ การลักขโมย เลวร้ายหน่อยก็ฆาตกรรม นี่เป็นเรื่องของความเชื่อใจและความจริงใจ ถ้าคุณดีมาฉันก็ดีตอบ เลวมาก็เลวตอบ, กับคนที่พูดจาโกหกหลอกลวง มันอาจไม่ได้มีอะไรเลยแล้ว แต่ที่ใครๆกลัวกัน เพราะไม่รู้เขามาดีมาร้ายหรือต้องการทำอะไรกันแน่, การหลอกลวงทำให้คนที่ถูกหลอก ‘เสียความรู้สึก’ บางคนอาจให้อภัยกันไม่ได้ด้วยซ้ำ ไม่ใช่แค่จิตใจที่ชอกช้ำ แต่บางครั้งทางกายที่ได้รับผลกระทบทางใจด้วย

อะไรเป็นแรงจูงใจให้ Hossain Sabzian ต้องหลอกคนอื่นว่าตนเป็น Mohsen Makhmalbaf? นี่คือความพิศวงและเป็นคำถามของหนัง ซึ่งถ้าคุณดูหนังเรื่องนี้เข้าใจ ก็น่าจะสามารถหาคำตอบเองได้ว่าทำไม แต่ถ้าไม่แน่ใจ นี่คือความคิดของผมล้วนๆนะครับ ไม่ได้ไปอ่านจากบทวิเคราะห์ที่ไหน, Sabzian เป็นคนมีปัญหาทางจิต เขาต้องการ ‘หนีโลก’ เพราะชีวิตที่แสนลำบาก ต้องทนทุกข์ทรมาน ถูกเมียทิ้ง อาศัยอยู่กับแม่และลูก ตกงาน ฯ ความสุขเดียวของเขาน่าจะคือการได้ดูหนัง และเรื่องโปรดของเขาคือ The Cyclist ของผู้กำกับ Mohsen Makhmalbaf (ผมยังไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ แต่คิดว่าอาจจะมีเรื่องราวใกล้เคียงกับชีวิตของ Sabzian) ซึ่งทำให้เขามีความฝันว่าอยากเป็นผู้กำกับ เพราะจะได้กลายเป็นคนที่มีชื่อเสียง เงินทอง มีฐานะ, ครั้งหนึ่ง คงมีคนสับสนคิดว่าเขาเป็นผู้กำกับคนดัง จึงเอออไปกับเขาด้วย ซึ่งปรากฎว่าทัศนคติของผู้คน เมื่อคิดว่า(รู้ว่า)เขาเป็นผู้กำกับคนดัง ได้เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ จากคนที่ไม่เคยมีอะไรน่าสนใจ กลายเป็นคนที่ได้รับความเคารพชื่นชมให้เกียรติ นั่นทำให้เขาหลงสร้างภาพหลอกตัวเองขึ้นมา ถ้าฉันกลายเป็นผู้กำกับขึ้นมาจริงๆ ชีวิตคงจะดีขึ้นไม่น้อย

การโกหก หลอกตัวเอง มันก็เหมือนคนติดเหล้าติดบุหรี่ติดยา ยิ่งเสพย์ยิ่งติดเลิกไม่ได้, นี่ทำให้จนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนที่ Sabzian จะโดนจับ เขายังคงแสดงตนว่าเป็นผู้กำกับคนดัง แน่นอนมองภายนอกคงไม่มีใครเข้าใจ เพราะสิ่งที่เป็นปัญหาคือทัศนคติที่อยู่ด้านใจ, กระนั้นทุกอย่างสามารถเลิกได้นะครับ ไม่ว่าจะยาเสพย์ติดหรือการหลอกตัวเอง ถ้ามีการปรับทัศนคติที่ถูกต้อง และอาจมีการชดใช้ทางกายนิดหน่อย มันอยู่ที่ใจล้วนๆ ก็สามารถกลับมามีชีวิตปกติได้, หลังจาก Sabzian ได้รับการปล่อยตัว Kiarostami ได้นัดหมายให้ Mohsen Makhmalbaf พบกับ Sabzian เพื่อช่วยให้เขายอมรับตัวเอง และแสดงความขอโทษอย่างจริงใจออกมา ขณะที่ Sabzian ร้องไห้ นั่นคือน้ำตาของเขาจริงๆ ผมเรียกว่า ‘น้ำตาแห่งความสำนึกผิด’

Abbas Kiarostami และตากล้อง Ali Reza Zarrindast น่าจะเป็นทีมงานแค่ 2 คน ถือกล้องคนละตัวคอยบันทึกภาพเรื่องราวต่างๆ, หลังจาก Sabzian ได้รับการปล่อยตัว Kiarostami ได้ร้องขอให้ทั้งจำเลยและผู้ต้องหา แสดงนำในเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้น เพื่อนำมาประกอบสารคดีเรื่องนี้ ไม่น่าเชื่อว่าคู่ความทั้งสองกลับยอมตกลง เทคนิคนี้เรียกว่า Docufiction (มาจาก Documentary+Fiction) คือการผสมเรื่องราวสารคดีที่เป็นความจริง กับส่วนที่แต่งเพิ่มเพื่อเติมเต็มหรือเสริมต่อในส่วนเรื่องราวที่ขาดหาย, การใช้เทคนิคนี้ทำให้หนังดูแปลกประหลาดมากๆ เพราะมีทั้งภาพที่ถ่ายจากเหตุการณ์จริง ช่วงเวลาจริงๆ และภาพส่วนที่มาจากการจัดฉากเป็นการแสดง, บางคนอาจแยกไม่ออกว่าช่วงไหนเป็นการแสดง ช่วงไหนเป็นเหตุการณ์จริง สามารถสังเกตง่ายๆจากคุณภาพของภาพ ถ้าภาพห่วยๆหน่อย ใช้การแอบถ่ายหรือเสียงติดๆขัดๆ นั่นคือถ่ายจากสถานการณ์จริง เกิดขึ้นจริงๆ แต่ถ้าคุณภาพภาพดีหน่อย มีจัดแสง จัดฉาก จุดมุมกล้อง นั่นอาจจะเป็นการจัดฉากถ่าย

คำพูดที่ผมเกริ่นตั้งแต่ย่อหน้าแรก ‘ผมไม่คิดว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังที่เยี่ยมที่สุดของ Kiarostami แต่เป็นหนังที่แสดงถึงอัจฉริยภาพของผู้กำกับมากที่สุดแล้ว’, ครั้งหนึ่งผมเคยเป็นพิธีกรบนเวที เคยสัมภาษณ์บุคคลมีชื่อเสียง ดาราดัง ซึ่งผมจะต้องเตรียมคำถามเพื่อใช้ในการสัมภาษณ์ แต่ขณะสัมภาษณ์จริงๆ มักมีเรื่องราวหรือเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้คำถามที่เตรียมไว้ไม่เหมาะสม หรือต้องเปลี่ยนคำถาม คิดขึ้นใหม่สดๆ นี่ต้องอาศัยทักษะการสังเกตและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า นี่ทำให้ผมรู้ว่า คนที่เป็นพิธีกรเก่งๆ ย่อมต้องสามารถแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี, กับหนังเรื่องนี้ ถ้าคุณแบ่งการถ่ายทำออกเป็น 2 ส่วน คือ 1) ถ่ายภาพจากเหตุการณ์จริง 2) ถ่ายภาพที่ทำการจัดฉาก ซักซ้อม ตระเตรียม, ช่วงเวลาที่ศักยภาพของมนุษย์แสดงออกมาได้ดีที่สุดคือ ‘การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า’ สำหรับ Kiarostami ในช่วงที่เขาบันทึกภาพจากเหตุการณ์จริง โดยเฉพาะในศาล ทุกนาทีในนั้น ถ้ามีความผิดพลาดประการใด กลับมาแก้ไขไม่ได้เลยนะครับ พลาดแล้วพลาดเลย อะไรเกิดก็ต้องให้มันเกิด หยุดไม่ได้ บังคับไม่ได้, ซึ่ง Kiarostami ถือว่าเป็นคนที่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้เก่งมากๆ เขาเป็นคนช่างสังเกต เกิดอะไรขึ้นบ้างเล็กๆน้อยๆในชั้นศาลไม่พลาดสายตาเขา, มีขณะหนึ่งผู้หญิงสองคนเดินออกไปเข้าห้องน้ำ (จริงๆคือแอบร้องไห้) กล้องที่เคยจับภาพอยู่แต่ Sabzian เคลื่อนที่ตามผู้หญิงคนนั้น นี่คือเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดว่าจะเกิด และ Kiarostami สามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ได้, เด็ดกว่านั้นคือ คำถามของ Kiarostami ผมคิดว่าเขาอาจเตรียมมาก่อนบางส่วน แต่บางคำถาม สถานการณ์เฉพาะหน้ามันพาไป กับคำถามที่ว่า ‘ระหว่างผู้กำกับกับนักแสดง เลือกได้จะเป็นใคร?’ และ ‘ไม่ใช่ว่าตอนนี้นายก็ยังแสดงอยู่เหรอ?’ ผมเคยเป็นพิธีกรรู้เลยครับ นี่เป็นคำถามที่คิดขึ้นมาสดๆ ไม่มีทางได้จากการเตรียมการแน่นอน ขนลุกสิครับ Kiarostami คืออัจฉริยะจริงๆ เพราะสองคำถามนี้เลย

แต่ไม่ใช่ช่วงอื่นๆของหนังไม่ยอดเยี่ยมนะครับ หนังเรื่องนี้ถือว่ามีการเล่าเรื่องที่มี ‘ชั้นเชิง’ มากๆ อย่างฉากแรกของหนังเกิดขึ้นใน Taxi จากสถานีตำรวจจนถึงบ้านของครอบครัวที่ถูกหลอกลวง หนังใช้มุมมองของ Taxi (คนนอก) ล้วนๆเลย ไม่นำเสนอให้เราเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในบ้าน เห็นแค่ภายนอกว่า Sabzian ถูกจับ นี่ทำให้ผู้ชมเกิดความฉงนสงสัยอยากติดตามว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง, ซึ่งหนังจะค่อยๆอธิบายผ่านเหตุการณ์ต่างๆ จากการให้ปากคำของจำเลยและผู้ต้องหา ซึ่งช่วงท้ายๆเราจะได้เห็นมุมมองจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบ้าน ขณะที่ Sabzian ถูกจับไปจนถึงขึ้นรถ Taxi เป็นการเฉลยข้อสงสัยจากฉากแรก นี่แสดงถึงอีกหนึ่งอัจฉริยภาพในสิ่งที่มีการเตรียมการวางแผนไว้แล้วของ Kiarostami ที่มีเทคนิคลูกเล่นและชั้นเชิง เลือกนำเสนอ ใส่จังหวะได้อย่างเหมาะสม

5 ปีหลังจากหนังเรื่องนี้ สงสัยผู้กำกับ Mahmoud Chokrollahi ชื่อชอบในตัว Moslem Mansouri มาก เลยร่วมมือกันเขียนบทและกำกับสารคดีเรื่อง Close-Up Long Shot โดยการสัมภาษณ์ Sabzian เกี่ยวกับความหลงใหลในภาพยนตร์ของเขา การปลอมตัวเป็น Makhmalbaf และชีวิตเปลี่ยนไปยังไงหลังได้ร่วมงานกับ Kiarostami, ซึ่งสารคดีเรื่องนี้ได้รางวัล FIPRESCI Prize (Special Mention) ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมของนักวิจารณ์จากเทศกาลหนังนานาชาติเมือง Turin เมื่อเดือนพฤศจิกา 1996

Close-Up ความหมายทั่วไปคือ ‘ใกล้ชิด’ แต่ถ้าเป็นความหมายของการถ่ายภาพ/ภาพยนตร์ จะหมายถึง ระยะห่างระหว่างกล้องกับวัตถุที่ใกล้กันมาก จนเห็นวัตถุนั้นมีขนาดใหญ่ เก็บรายละเอียดเล็กๆได้ครบถ้วน, กับหนังเรื่องนี้ คำว่า Close-Up ได้รับการเอ่ยขึ้นในฉากศาล Kiarostami พูดอธิบายกล้องตัวหนึ่งที่ถ่ายหน้า Sabzian ว่าใช้เลนส์ Close-Up ที่จะทำให้เห็นใบหน้าของเขาเต็มๆ มีอะไรต้องการพูดออกมาให้หันมามองกล้องตัวนี้ ซึ่งจะจับภาพเขาอย่างใกล้ชิด, ผมคิดว่าเหตุผลที่ใช้ชื่อนี้ น่าจะเพราะเรื่องราวเป็นการตามติดชีวิตของ Sabzian อย่างใกล้ชิด (Close Up) แบบเจาะลึกเห็นรายละเอียดเข้าไปถึงข้างในจิตใจ

ผมคิดว่าหนังเรื่องนี้น่าจะดูยากมากๆ เพราะแทบทั้งนั้นเป็นการพูด มีการกระทำน้อยมาก ซึ่งเราต้องตั้งใจฟังอย่างมาก แทบทุกคำพูดต้องคิดตาม เพื่อไขปริศนาของหนังด้วยตนเอง, กับหนังเรื่องนี้คุณต้องหา ‘คำถาม’ ให้ได้ก่อนตั้งแต่ต้นเรื่อง ไม่เช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าจะคิดหา ‘คำตอบ’ อะไร, ถ้าคุณดูแบบไม่คิด ผมก็ไม่คิดว่าคุณจะดูหนังรู้เรื่อง และไม่เข้าใจว่ายอดเยี่ยมยังไง, นักดูหนังสมัยใหม่ หนังพูดมากไปดูไม่รู้เรื่อง พูดน้อยไปก็ไม่เข้าใจ เอาใจยากจริงๆ

แนะนำหนังกับนักทำหนัง ดูเพื่อศึกษาเทคนิควิธีการ ค้นพบแนวทางใหม่ๆ, เหมาะกับคนชอบสารคดี หรือนักดูหนังที่ชอบใช้ความคิดเยอะๆ, นักจิตวิทยา จิตแพทย์ ค้นหาว่าอะไรคือแรงจูงใจในการกระทำผิด, เตรียมตัวดูหนังเรื่องนี้ หัวคุณควรจะโล่งๆ ทำตัวสบายๆ อย่าเพิ่งคิดอะไรมาก เมื่อเริ่มดูหนังแล้วจะไม่มีเวลาหยุดคิดเลย

จัดเรต 13+ กับบรรยากาศ ความเครียดของหนัง

TAGLINE | “Close-Up ของผู้กำกับ Abbas Kiarostami ที่อาจไม่ใช่เป็นหนังที่ดีที่สุด แต่เป็นหนังที่แสดงถึงอัจฉริยภาพของผู้กำกับมากที่สุด”
QUALITY | RAREGENDARY
MY SCORE | LIKE

Leave a Reply

avatar

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.

  Subscribe  
Notify of